ณ มหาจักรวาลอันยิ่งใหญ่ราวกับไร้จุดจบ มีแต่เพียงเหล่าราชันย์สวรรค์และมหาเทวะปรมัตถ์เท่านั้นที่สามารถกำหนดขอบเขตแห่งมหาจักรวาลอันกว้างใหญ่ได้
ณ ตอนนี้มันถูกตัดแบ่ง 7 ส่วนถูกปกครองโดย 5 เผ่าพันธุ์ยิ่งใหญ่ เทวะมาร 1 มหาจักรวาลทวีป, ชาวอสูร 1, สายเลือดมังกร 1, มนุษย์บำเพ็ญ 1, ชาวสวรรค์ 3 มหาจักรวาลทวีป
ณ ตอนนี้ข่าวคราวจากมหาทวีปอสูรได้แผ่กระจายไปอย่างมิอาจจะปกปิดไปทั่วมหาจักรวาลอันไร้จุดจบทั้งหลายแล้ว
มหาเทวะปรมัตถ์แต่ละแดนดินต่างล่วงรู้
----- มหาจักรวาลทวีปแดนเทวะมาร -----
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งมหาทวีปจักรวาลแดนเทวะมารนั่งนิ่งหลับตาสงบรับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนจะปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่คล้ายจะมีความทุกข์ใจอยู่มาก
เหล่าราชันย์สวรรค์และมหาเทวะปรมัตถ์ที่อยู่โดยรอบคล้ายจะออกปากกล่าววาจา หากแต่เพราะองค์ก็ส่ายหน้าคล้ายยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนจะหัวเราะบางเบา
"มหาศึกคงใกล้มาถึงแล้ว หากแต่สุดท้าย... ท่านผู้นั้นจะปรากฏตัวหรือไม่นะ... เราได้เสียสละทุกอย่างที่มีไปหมดแล้ว"
----- มหาจักรวาลทวีปแดนอสูร -----
กลิ่นอายที่เหนือล้ำเกินบรรยาย สรรพชีวิตน้อยใหญ่ต่างยืนเดินนั่งอยู่รายรอบภูเขาสูงใหญ่ที่มีหมอกเซียนปรากฏเป็นสีเหลืองนวล ที่บนยอดสุดนั้นมีหนึ่งมหาบุรุษบรรพกาลแห่งชาวอสูร มหาเทวะปรมัตถ์ผู้ชี้เป็นชี้ตายแห่งดินแดนนี้ ร่างกายของมันยามปกติสูงใหญ่ราว 10 จั้ง หากแต่อยู่ในร่างแห่งเทวะก็จะกลายเป็นมหาอสูรที่สามารถกลืนกินจักรวาลและสวรรค์ได้
ยามนี้ตัวมันนั่งนิ่งสีหน้าเคร่งเครียด
"เป็นอีกครั้งที่เราจะต้องยอมให้ไอ้พวกเดรัจฉานนั้นมาปล้นทรัพย์สินถึงในบ้านสินะ"
"มหาจักรพรรดิ์อสูรผู้ยิ่งใหญ่ พวกเราชาวอสูรไม่มีทางเลือกอื่นหรือขอรับ"
มหาจักรพรรดิ์อสูรผู้ยิ่งใหญ่เอามือกุมศีรษะขบคิด ก่อนไม่ช้าจะถอนหายใจ "หากข้ามิเห็นแก่สรรพชีวิตในมหาจักรวาลนี้ ข้าจะทำศึกแตกดับกับพวกมันไปนานแล้ว แต่ตอนนี้..." ไม่ช้าพระองค์ก็ถอนหายใจ ก่อนจะพูดกล่าว "หวังว่าที่ตาแก่นั้นพูดจะเป็นจริง มันถึงขั้นยอมสละชีวิต 1 ห้วงนิรันดร์เพื่อคำพยากรณ์หนึ่งประโยค สุดท้ายข้าก็ได้แต่หวังว่าสิ่งนั้นคือความจริง และข้าก็ได้ตัดสินใจเลือกข้างอย่างถูกต้อง... ตอนนี้พวกเราได้แต่รอไปก่อน"
----- มหาจักรวาลทวีปแดนมังกร -----
"พระบิดาเหตุใดปรากฏการณ์เช่นนั้นที่ควรเกิดขึ้นกับแดนมังกรของเราจึงไปปรากฏ ณ แดนอสูรที่อยู่ใกล้กับแดนมนุษย์บำเพ็ญได้ขอรับ"
หนึ่งร่างบุรุษที่มีเขามังกรปรากฏอย่างชัดเจน มันยิ้มเยาะก่อนพูดกล่าว "ก็แค่เหล่าชราที่ได้ละทิ้งความภาคภูมิใจในสายโลหิตแห่งมังกร ลืมสิ้นไปแล้วว่าเส้นทางที่พวกเราควรเลือกนั้นคืออะไร แตกดับไปเนิ่นนาน สร้างปรากฏการณ์เล็กๆ ขึ้นมานิดหน่อย มีอะไรน่าสนใจ หากแต่สมบัติสวรรค์ที่มันนำพาออกไปเมื่อกาลก่อน ไม่ช้าข้าคงต้องไปทวงมันคืนมา"
"พระบิดาสิ่งนั้นคืออะไรหรือ"
"เก้าอี้เก่าเก็บที่ควรถูกทำลายเมื่อนานมาแล้ว แกนกลางของมันควรนำไปทำสิ่งอื่นที่มีค่ามากกว่า" ไม่ช้ามันก็หัวเราะเสียงดัง
----- มหาจักรวาลทวีปแดนมนุษย์บำเพ็ญ -----
ณ กลางจักรวาลที่ซึ่งเป็นศูนย์ร่วมของเหล่ามวลมนุษย์ที่ก้าวสู่ขอบเขตเทวะ
หนึ่งบุรุษใบหน้าราวกับชายวัยกลางคนที่ดูนิ่งสงบเย็นหากแต่มีเส้นผมขาวโพลนยื่นนิ่งเงียบงัน รายล้อมด้วยเหล่าบุรุษสตรีที่สวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายราวกับเป็นนักพรต
ไม่ช้าผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดแห่งเหล่ามนุษย์บำเพ็ญก็พูดกล่าว "ทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่านปู่สวรรค์ เมื่อท่านตัดสินใจแล้วข้าก็จะมิพูดกล่าวสิ่งใดแทรกแสร้งอีก ในฐานะศิษย์ข้าเชื่อในสิ่งที่ท่านพูด"
"แต่ว่า..."
"!!! หยุดพวกเจ้ามิต้องพูดสิ่งใดต่อข้าอีกข้าได้ตัดสินใจไปแล้ว"
หนึ่งราชันย์สวรรค์กำมัดและชายเสื้อของมันก่อนในไม่ช้าจะคลายมือไม่พูดกล่าวสิ่งใดรักษาทีท่าสงบ
----- มหาจักรวาลทวีปแดนชาวสวรรค์ -----
กลางพระราชวังอันยิ่งใหญ่ที่ทำด้วยอัญมณีและทองคำอันล้ำค่าเกินจะกล่าว มีนางสวรรค์มากมายนุ่งน้อยห่มน้อย เต้นระบำที่เกือบจะเปลือยเปล่า บางนางก็เคล้าคลอเคลียสุขสันต์กับเหล่าบุรุษชาวสวรรค์รูปงามที่มีรัศมีเจิดจรัสอย่างมัวเมา
พวกเขาร่ำสุราเสพสันต์ มีความสุขไม่สิ้นไปกับรูป รส กลิ่น เสียง
และในส่วนที่ลึกที่สุดนั้นมีหนึ่งมหาบุรุษที่รูปงามเกินจะกล่าว มีรัศมีวิจิตรแห่งมหาเทวะปรมัตถ์ กำลังนั่งดื่มด่ำเสพสมกับหนึ่งสตรี เสียงร้องอื้ออ้าแห่งสตรีดังออกมาเป็นระยะๆ
นางสตรีผู้นี้เมื่อแลดูรัศมีจากกายนางก็พบว่า นางมิใช่ธรรมดาเลย หากแต่เป็นถึงนางสตรีผู้งดงามผู้มีระดับบำเพ็ญถึงระดับเศษเสี้ยวเทวะ สะโพกของนางตอนนี้ขยับไปมาบดคลึงองค์แห่งความเป็นชายของบุรุษอย่างไม่เอียงอาย
ไม่ช้าในห้วงบุรุษและสตรี ก็มีหนึ่งบุรุษชาวสวรรค์เดินเข้ามาโดยไม่สนใจการเสพสังวาสที่เกิดขึ้น ราวกับว่านี่ช่างเป็นเรื่องปกติของดินแดนอันสูงส่งแห่งนี้
มันก้าวเข้ามาในห้อง ยืนนิ่งทีท่าเย็นชา ใบหน้าหาได้แสดงความนับถือใดๆ ต่อผู้ยิ่งใหญ่ไม่ มันพูดกล่าว
"ปรากฏการณ์ที่มหาจักรวาลของชาวอสูร เราต้องส่งผู้ไปตรวจสอบโดยละเอียด สิ่งนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับสมบัติสวรรค์ 1 ใน 7 ชิ้นก็ได้ พวกเรามีอยู่ 2 แล้ว เผ่ามังกรอีก 1 หากเราได้มาอีกชิ้น ข้าคิดว่าพวกเราอาจจะ..."
อยู่ดีๆ บุรุษรูปงามที่มีสีหน้ายิ้มแย้ม แลมีความสุขกับการเสพสังวาสก็นิ่งเงียบ มันกอดร่างนางสตรี ก่อนจะเอามือข้างหนึ่งปิดปากของนางไว้
"เสียงเจ้าดังเกินไปแล้ว นางสตรีตัวน้อยของข้า"
เมื่อบุรุษรูปงามกล่าววาจาจบ นางสตรีที่เป็นถึงผู้ได้รับเศษเสี้ยวเทวะ อยู่ๆ ร่างกายนางก็ผอมแห้ง นางกรีดร้องสุดเสียง นัยน์ตาถลึงออกมา ก่อนที่ในไม่ช้าลูกนัยน์ตาของนางจะหลุดล่วง เนื้อหนังรีบแห้งติดกระดูก โลหิตเนื้อหนังพลังวิญญาณหายไปสิ้น
จากนั้นในไม่ช้าจิตเจตนาแรงอาฆาตอันเหนือล้ำก็ปรากฏ บุรุษรูปงามตอนนี้สีหน้าของมันกลับกลายเป็นแปรเปลี่ยน แลดูน่าหวาดกลัวและดูน่าโหดร้ายเกินบรรยาย
ไม่ช้าชาวสวรรค์ที่เคยแสดงทีท่าราวไร้ความเกรงกลัวร่างของมันก็สั่นทรุด กลางหน้าผาของมันแสดงระดับบำเพ็ญถึงตราสัญลักษณ์วิญญาณแห่งราชันย์สวรรค์ห้าชั้นฟ้า
หากแต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น...
"ฝ่าบาท... กระหม่อม... กระหม่อมขออภัย"
"เจ้าน่าพูดให้เร็วกว่านี้ มิใช่ว่าต้องมาทำให้อารมณ์ความสุนทรีย์ของข้าเสียหาย เจ้าลืมสิ้นแล้วรึว่าข้ามาอยู่จุดนี้ได้เพราะอะไร แม้เราจะมีนายคนเดียวกันแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเรานั้นเท่าเทียมกันจำเอาไว้ อย่ามาทำเป็นออกคำสั่งต่อหน้าข้า ไม่เช่นนั้นครั้งหน้า จะไม่ใช่แค่การทักทายแบบนี้อีกนะ"
พูดกล่าวจบบุรุษรูปงามก็หัวเราะก่อนสวมใส่เสื้อผ้าและเดินไปตีใบหน้าของราชันย์สวรรค์ผู้นั้นเบาๆ ก่อนเดินก้าวย่างจากไป
หากแต่เมื่อตัวมันจะพ้นออกจากภายในห้องในมหาราชวังแห่งนี้ มันกันเหลียวหลังกลับมาและพูดกล่าว "ทำตามที่เจ้าต้องการ ข้าสนแต่ผลลัพธ์ไม่สนวิถีการ ส่วนตราประทับจักรพรรดิ์สวรรค์สั่งการอะไรนั้นก็ตั้งอยู่บนโต๊ะละมัง ใช้แล้วก็วางไว้ที่เดิมด้วย... และก็ช่วยเก็บกวาดเศษขยะของข้าไปทิ้งด้วยล่ะทำให้สะอาดอย่างให้มีซากหรือกลิ่นเน่าเหม็นปรากฏ ข้ามิใคร่ชอบสิ่งโสมมอันน่าขยะแขยงเจ้าควรรู้เรื่องนี้ดี ฮะฮาฮา"
.
.
.
เมื่อฉินเทียนกลับมาถึงโลกแดนกำเนิดของตัวมันสิ่งแรกที่มันกระทำก็คือการแปลงร่างกลับเป็นบุรุษชราย่ำฟ้า ชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็แปรเปลี่ยน เป็นชุดนักพรตบำเพ็ญดังเช่นเดิม หากแต่คราวนี้ที่ต่างออกไป มันมิได้ดูเก่าซอมซ่อดังเช่นวันวาน เนื่องด้วยแต้มบุญที่มีมากมาย มันจึงใช้ซื้อหาชุดบำเพ็ญชั้นดีมาใช้สอย
และในระหว่างที่มันกำลังจะเปลี่ยนชุด และกดใช้แต้มบุญ มันก็สังเกตเห็นรูปสัญลักษณ์สีแดงที่มุมหนึ่งของระบบศาลเทพสวรรค์ มันมีรูปคล้ายกล่องอีเมลปรากฏ
ฉินเทียนกดคลิกตรวจสอบ
ไม่ช้ามันก็พบว่า...
[นางสตรีฟู่เหยียน ผู้ศรัทธาระดับแรงกล้า ชะตาจะแตกดับในอีก 48 วัน , เจ็บป่วยด้วยโรคเนื้อพิษลุกลามไปทั่วลำไส้เครื่องในขับถ่าย ชีพจรวิญญาณก็อ่อนแอ , โอสถเบญจพฤษา โอสถดอกกุ้ย โอสถไม้คาเก้าฐาน และอื่นๆ ... สามารถรักษาอาการของนางได้]
[ท่านสามารถกดที่ปุ่มนี้เพื่อรับรู้ข้อมูลที่อยู่และสถานการณ์ปัจจุบันของนางได้]
[หมายเหตุนี่ไม่ใช่ภารกิจของศาลเทพสวรรค์ ศาลเทพสวรรค์จะไม่ให้แต้มบุญเพิ่มเติมในเรื่องราวเช่นนี้ หากแต่ระบบศาลเทพสวรรค์ก็ได้มอบการตัดสินใจในการช่วยเหลือสรรพชีวิตตามความเห็นของผู้เป็นเจ้าของ ท่านสามารถตัดสินใจเรื่องเช่นนี้ได้อย่างอิสระ]
ฉินเทียนอ่านข้อความอยู่ครู่หนึ่ง
มันนิ่งคิดจากนั้นก็กดปุ่มรับรู้ข้อมูลและสถานการณ์ปัจจุบันของนางสตรีฟู่เหยียน มันยังจดจำนางได้ดี
ไม่ช้าภาพเรื่องราวต่างๆ ก็ปรากฏแก่ตัวมัน
ไม่ช้าฉินเทียนก็โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า หายลับไปอย่างรวดเร็ว
โดยที่มันมิได้สังเกตเลยว่า ณ โขดหินหน้าต้นไม้ใหญ่นั้น
มีข้อความหนึ่งสลักอยู่
มันเป็นข้อความของหนึ่งนางสตรี
.
.
.
["หากเจ้าปรารถนาจะเคียงคู่กับข้า เป็นสามีภรรยา อยู่กินด้วยกันจนวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า จงเป่าขลุ่ยปักษานี้ ฤทธาแห่งมันจะสร้างปักษาวิญญาณโบยบินส่งสารมาถึงข้า หากข้ายังมีชีวิตอยู่และอยู่ในดินแดนนี้ ข้าจะรีบมาหาเจ้าใน 7 วัน และตบแต่งเป็นภรรยาของเจ้า เป็นเพื่อนของเจ้านั่งดูเดือนดารา อยู่เคียงคู่จนวันสุดท้ายที่เจ้าดับสูญ ทดแทนบุญคุณที่เจ้าเคยช่วยชีวิตข้าไว้"]
["จ้าวลี่อิ่ง"]
.
.
.
ณ สำนักฟ้าอนันตร์ สำนักอันดับหนึ่งแห่งทวีปเล็ก
"อะไรนะชายหญิงคู่นี้ช่างต่ำช้า ดึกดื่นค่ำคืนก็แอบมาเสพสมกันกลางป่าเขา หากหลานข้าซุนเข่อซินมิได้มาเห็น เรื่องน่าอับอายคงเกิดขึ้นที่สำนักของเราแล้ว" อาจารย์ระดับสูงแซ่ซุนในสำนักอันดับหนึ่งฟ้าอนันตร์พูดกล่าว
หลงหลินและจางหมิงได้ยินเช่นนี้ใบหน้าของทั้งสองก็อื้ออึง ในใจก็สับสน ทั้งสองเป็นผู้จับคนร้ายกลับมา นอกจากนั้นหลักฐานก็ชัดแจ้ง หากแต่อยู่ๆ พอคล้อยสายเปลี่ยนเป็นวันใหม่ เรื่องราวคล้ายกลับตาลปัตร ทั้งสองมิคิดเลยว่าผู้บำเพ็ญระดับกึ่งตำนานตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้ม 3 จุดแต้ม และเป็นถึงท่านอาจารย์อาวุโสของสำนักจะกล้ากระทำการกล่าววาจาไร้ย่างอายเช่นนี้
ไม่ช้าซุนเข่อซินก็รีบพูดกล่าวพร้อมกุมใบหน้าของตัวมันที่ยังบวมอยู่
"ท่านอาจารย์ทั้งหลาย ที่ข้าพูดกล่าวมาล้วนเป็นความจริง เวลานั้นข้ากับสองสหายเดินผ่านเทือกเขาอันเป็นสถานที่ใกล้หอสตรี ในตอนนั้นเราได้ยินเสียงชายหญิงบอกรักพูดคำหวานแก่กัน แม้พวกเราจะแปลกใจหากแต่ตอนแรกก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว หากแต่เมื่อได้ยินเสียงครวญครางอันมิควรของทั้งสอง ข้าและสหายกันพลันคิดไปถึงหน้าตาของสำนัก พวกเราเป็นถึงสำนักอันดับหนึ่งของแผ่นดิน หากแต่เหล่าศิษย์ที่เป็นเพียงศิษย์นอกกลับกล้าทำตัวเช่นนี้ ข้าซุนเข่อซินและสหายจึงปรารถนาไปตักเตือน หากแต่ไม่คาดคิดจางหมิงที่เป็นถึง 1 ใน 10 ยอดอัจฉริยะของศิษย์นอกจะทำตัวเช่นนี้กับศิษย์สตรีที่พึงเข้ามาใหม่เพียงขวบปีกว่า เมื่อพวกข้าไปถึงและกล่าวตักเตือนจางหมิงก็แสดงทีท่าโกรธแค้นต่ำช้าทันที พร้อมลงมือกับพวกข้า แม้ระดับบำเพ็ญของพวกเราจะเท่ากันหากแต่อย่างไรจางหมิงก็เป็นถึงยอดอัจฉริยะ พอลงมือพวกเราก็สู้ไม่ได้ นอกจากนั้นพอข้าซุนเข่อซินและสหายหมดสติ มิคิดเลยจางหมิงกับนางสตรีผู้นี้กับมากอุบายมากกว่าที่คิด ทำทีแกล้งฉีกเสื้อผ้าสตรีของนางมากล่าวหาใส่ร้ายข้ากับสหาย หากในวันนี้มิใช่ท่านอาจารย์ซุนลู่หยุนออกหน้าให้ความเป็นธรรม ตอนนี้ข้าและสหายคงมีพวกท่านอาจารย์ทั้งหลายและศิษย์น้อยใหญ่เข้าใจผิดในตัวข้าและสหายมากมาย เพราะอุบายต่ำทรามของหญิงชายคู่นี้แล้ว"
"เจ้าโกหก" หลงหลินพูดกล่าวด้วยสีหน้าโกรธแค้น นางพึงเคยเห็นบุรุษไร้ยางอายกล่าววาจาโกหกปั้นน้ำเป็นตัวเช่นนี้เป็นครั้งแรก มิคิดเลยแม้เสื้อผ้าที่นางถูกฉีกกระชากด้วยมือมารของพวกมัน ทั้งยังมีกลิ่นอายปราณของพวกมันติดอยู่ หากแต่มันก็ยังกล้าเล่นลิ้นบอกกล่าวสิ่งเหล่านี้คืออุบายเสียได้
ไม่ช้าท่านอาจารย์ผู้หนึ่งก็พูดกล่าวขึ้น พร้อมทำหน้าขบคิด "หากเป็นเช่นนี้ เราก็คงต้องตรวจหลักฐานอื่นเพิ่มเติม หลักฐานของหลานศิษย์หลงหลินและจางหมิง ตอนนี้คงไม่หนักแน่นพอเสียแล้ว"
หากแต่ไม่ช้า อาจารย์สตรีผู้หนึ่งก็พูดกล่าว "หึ เช่นนี้เราจะเชื่อท่านอาจารย์ซุนและหลานของมันทันทีรึ เรื่องนี้อย่างไรศิษย์สตรีก็เสียหาย"
ไม่ช้าซุนลู่หยุนผู้เป็นอาจารย์อาวุโสก็พูดกล่าว "เอาเช่นนี้ดีไหม พวกเราพักเรื่องนี้ไว้ก่อน ข้าจะหาหลักฐานเพิ่มเติม หากเรื่องไม่กระจ่างชัด การลงโทษหลานข้าเช่นนี้ก็ไม่สมควร ตระกูลซุนข้าก็นับเป็นตระกูลมีเกียรติและตระกูลใหญ่ของทวีปเล็กแห่งนี้ อย่างน้อยๆ สหายทั้งหลายก็ควรไว้หน้าตระกูลซุนบ้าง เอาเช่นนี้แล้วกัน ข้าจะยอมเสียเปรียบ ชดใช้เป็นดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาให้ทั้งสองคนละ 10 ลูก ท่านอาจารย์ที่เสียเวลาอีกคนละ 10 ลูก เรื่องราวนี้ถือว่าจบกันไปก่อน จนกว่าจะหาหลักฐานเพิ่มเติมได้"
หากแต่ในไม่ช้าจางหมิงก็พูดกล่าว ตัวมันทนไม่ได้กับการกระทำเช่นนี้ "คือท่านอาจารย์..."
หากแต่มันยังไม่ทันพูดกล่าวจบอาจารย์อาวุโสผู้หนึ่งก็พูดกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตะคอกเสียงดัง "ในเมื่อท่านอาจารย์ซุนลู่หยุนตัดสินใจแล้วก็ว่าตามนั้น เจ้าศิษย์ต่ำช้าเห็นท่านอาจารย์ซุนลู่หยุนเมตตาได้คืบจะเอาศอก ใส่ร้ายหลานของท่านยังไม่พอ ยังมีหน้าจะมารีดไถ่เพิ่มเติมอีกรึ หึ ช่างชั่วช้าสิ้นดี โชคดีครั้งนี้ไม่มีหลักฐานเอาผิดแผนร้ายของพวกเจ้า หากแต่นิสัยสันดานเช่นนี้คงจะเอาไว้ไม่ได้แล้ว แม้ท่านอาจารย์ซุนลู่หยุนจะเมตตา หากแต่ข้าเกาอีชิงคงจะเมตตาเจ้าไม่ได้" มันมิพูดเปล่า หากแต่กลับใช้มือที่ร่ายฤทธิ์กดร่างของจางหมิงลง พร้อมอัดกระแทกฤทธาเข้าใส่ ร่างของจางหมิงทรุดลงกระแทกพื้นกระอักเลือดคำโต พื้นที่ร่างของจางหมิงกระแทกแตร้าวพร้อมยุบลงเป็นหลุมในทันที สิ่งนี้แสดงถึงอำนาจแห่งฤทธาของผู้ลงมือ ที่กระทำโดยไร้ความปรานีจริงๆ
ไม่ช้าซุนลู่หยุนก็คล้ายทำสีน่าละอาย คล้ายไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นนี้ "สหายเกาเหตุใดท่านถึง..."
"ท่านซุนลู่หยุนศิษย์นอกผู้นี้ของพวกเราเกินเยียวยาแล้ว นอกจากมิรู้ความยังชั่วร้ายมากเล่ห์หากข้ามิลงมือสั่งสอนมันเสียบ้าง วันนี้ผู้อื่นจะเอาเป็นแบบอย่าง กล้าทำการชั่วช้าใส่ร้ายผู้อื่นต่อไปอีก"
ซุนลู่หยุนทำสีหน้าคล้ายจำใจก่อนจะพยักหน้ารับ "ผิดที่หลานข้าอ่อนต่อโลกไม่รู้อุบายต่ำทรามของมนุษย์ ขอบคุณสหายเกาที่เข้าใจ"
ไม่ช้าอาจารย์ผู้อื่นในตำหนักแห่งกฎก็อื้ออึงเงียบงัน ไม่ใช่ว่าพวกมันไม่รู้จักซุนลู่หยุนและเกาอีชิง หากแต่เพราะรู้จักดีจึงไม่อยากไปขัดใจหมาบ้าสองตัวนี้ที่มาจากตระกูลใหญ่เล่ห์เหลี่ยมโง่ๆ เช่นนี้มีหรือพวกมันจะไม่รู้ หากแต่ในแดนดินนี้ ความผิดถูกหาใช่อยู่ที่กฏ หรือความผิดถูก
หากแต่อยู่ที่อำนาจต่างหาก อาจารย์ทุกคนรู้เรื่องนี้ดี และเพราะแบบนั้น... จึงไม่มีใครกล้าพูดกล่าว
.
.
.
ไม่ช้าหลงหลินก็โห่ร้องนางไม่เคยพบเจอเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้ นางร้องไห้เหมือนเด็กสาวที่ใส่ซื่อเชื่อมั่นในความดีและความถูกต้อง ร้องตะโกนบอกกล่าวว่าตัวนางเป็นผู้ถูกกระทำจริงๆ ไม่ช้าเกาอีชิงก็ออกปากซุนลู่หยุนก็รับคำ พูดกล่าวกันไปกันมา สุดท้ายหลงหลินก็ถูกพวกมันใส่ร้ายและจับไปจองจำในถ้ำเย็นจนกว่านางจะยอมรับผิด
หลงหลินโกรธแค้นนางมิคิดเลยว่าจะพบเจอเรื่องเช่นนี้
นางพยายามจะเข้าไปกอดประคองร่างของจางหมิง หากแต่นางยังไปไม่ทันถึง นางก็ถูกฉุดดึงร่างด้วยกำลังแห่งฤทธา
ปลายมือของนางยื่นเหยียดไปสุดมือ หมายปรารถนาจะคว้าดึงหนึ่งร่างของหนึ่งบุรุษ ผู้คอยแอบอุ้มชูคุ้มครองนางอยู่ไกลๆ มิได้พูดกล่าวมานับปี หากแต่นางก็รู้เสมอ ในยอดเขาที่ห่างกันหนึ่งช่วงเขาตั้งแต่ค่ำมืดจนถึงเช้าตรู่จางหมิงไม่เคยจากนางไปไกลเลย
นางรู้สิ่งเหล่านี้ นั่นเพราะนางมีเคล็ดวิชาเนตรเหยี่ยวที่บิดาสอน มันเป็นอิทธิฤทธิ์ประจำตระกูลของนางที่ช่วยในการมองเห็นได้ระยะไกลขึ้น แม้จะในยามค่ำคืนก็ยังกระจ่างดุจยามตะวันฉาย
และเพราะแบบนั้นนางจึงเห็น หนึ่งบุรุษนั่งบำเพ็ญบนยอดไม้ ชอบแอบเหลียวมองดูนางอยู่ไกลๆ
เมื่อนางเดือดร้อนจางหมิงก็มักจะแอบมาช่วยนางโดยไม่พูดกล่าว เป็นแบบนี้เรื่อยมา
.
.
.
นัยน์ตาจางหมิงตอนนี้คล้ายเลื่อนลอย ในกายตอนนี้เจ็บแสนสาหัส ผู้ลงมือไม่ปรานีมันเลยแม้แต่น้อย มันมองหลงหลินครู่หนึ่ง มันเห็นนางกรีดร้อง มือไม้ยื่นมาหาตัวมัน
จางหมิงไม่รู้ทำไม ตัวมันปรารถนาคว้าจับมือของนางเหลือเกิน มันเอื้อมมือไปด้านหน้าสุดแขนเหยียด พร้อมยิ้มให้นางดวงหน้ากลมมนที่สะอาดสดใส หากแต่วันนี้กลับมีแต่คราบน้ำตา แม้ตัวมันตอนนี้จะเจ็บปวดและอ่อนโทรม หากแต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่ปรารถนาให้สตรีตรงหน้ามันต้องมีน้ำตา ไม่รู้ทำไม ตอนนี้มันถึงปรารถนาจะมีเรี่ยวแรงและฤทธาเหนือผู้คน ทั้งหมดก็เพียงเพื่อ อยากจะใช้มันปกป้องหนึ่งสตรี
หากแต่ในไม่ช้ามันกลับรู้สึกว่า ยิ่งมันพยายามคว้าจับนาง นางก็ยิ่งห่างหายจากตัวมันไป ไกลขึ้น ไกลขึ้นเรื่อยๆ
ในไม่ช้าภาพของโลกหล้าก็คล้ายกับค่อยๆ เลือนราง สติของมันก็ค่อยๆ หดหาย
.
.
.
ณ สำนักอันดับหนึ่งแห่งทวีปเล็กแห่งนี้ สำนักฟ้าอนันตร์
ความถูกผิดของผู้คน อยู่ที่ว่าใครกระทำ...
วันนี้หนึ่งสตรีถูกขัง หนึ่งบุรุษเป็นตายไม่รู้