ยุคแห่งการบุกเบิกมหาสมุทร
เมื่อเห็นความสามารถในการงอกใหม่ที่ทรงพลัง สีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไป ความคิดบางอย่างปรากฏขึ้นในใจของเขา ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย จนเกิดเป็นบรรยากาศอันลึกลับที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่น่าหวาดกลัว
ปลาไหลยักษ์ที่ถูกตัดจนเหลือแต่หัวสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ในทันที
แม้มันจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับกัส แต่มันก็ไม่อาจห้ามความรู้สึกหวาดกลัวที่ทำให้จิตวิญญาณของมันสั่นสะท้านได้
ความหวาดกลัวนี้ทำให้มันสูญเสียความคิดต่อสู้ไปอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายมันก็ตัดสินใจยอมจำนนต่อกัสด้วยท่าทีที่น่าอนาถเป็นที่สุด
เมื่อปลาไหลยักษ์ยอมจำนน กัสก็เข้าใจได้ในทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง มันเพิ่มความลึกลับมากขึ้น ทำให้ปลาไหลยักษ์สั่นสะท้านมากขึ้นไปอีก
“ยอมจำนนงั้นหรือ..ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะไม่ฆ่าเจ้า! แต่ข้าก็คงจะปล่อยเจ้าไปไม่ได้เช่นกัน!!”
พูดจบกัสก็ไม่รอช้าเก็บชิ้นเนื้อส่วนที่ถูกตัดไปในทันที จากนั้นลากส่วนหัวของปลาไหลยักษ์ที่เหลืออยู่กลับไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ระเบิดพลังออกมา เปลี่ยนพื้นที่ส่วนหนึ่งรอบๆ เกาะให้กลายเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับทะเล จากนั้นก็โยนปลาไหลยักษ์ที่เหลือแต่หัวลงไปในบ่อ
“อยู่ตรงนี้เงียบๆ ละ แล้วอย่าคิดหนี ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาเจ้าไปต้มกินแน่!”
กัสเค้นเสียงออกมาด้วยท่าทีที่ดุร้าย ทำให้ปลาไหลยักษ์ตื่นตระหนกจนสั่นสะท้านไม่หยุด จากนั้นก็จากไปปล่อยให้ปลาไหลยักษ์สั่นสะท้านอยู่ในบ่อน้ำเล็กๆ ในสายตาของมันด้วยความสิ้นหวัง
หลังจากกัสกลับไป เขาก็มองดูชิ้นเนื้อของปลาไหลยักษ์ด้วยความหิวกระหาย แต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อนนักเพราะเขารู้ตัวดีว่าความสามารถในการทำอาหารของเขาไม่ได้ดีเลิศอะไรนัก
กัสจึงไม่รีบที่จะกิน หากแต่ตรวจสอบชิ้นเนื้ออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เริ่มลงมือจัดการกับชิ้นเนื้อเพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นวัตถุดิบที่สามารถกินได้
เนื้อของสัตว์อสูรระดับเทพตัวนี้มีพิษแฝงอยู่ ทั้งยังมีพลังมหาศาลอัดแน่นอยู่ภายใน ทำให้คนทั่วไปไม่สามารถกินได้และอาจจะส่งผลกระทบต่อรสชาติของมันด้วย
กัสเห็นแบบนั้นก็เริ่มคิด เขาติดต่อไปหาบราวนี่ที่มีความสามารถในด้านนี้มากที่สุด จากนั้นก็ติดต่อไปหาซีต้าและมิซ่าที่เป็นผู้รักษา เพื่อสอบถามวิธีการบางอย่างในการจัดการกับเนื้อของสัตว์อสูร
เมื่อสามสาวได้ยินว่ากัสมีเนื้อของสัตว์อสูรระดับเทพนั้น ทั้งสามก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะสอบถามอะไรเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ข้อมูลที่แน่ชัดพอ ทั้งสามจึงตัดสินใจเดินทางมายังเกาะด้วยตัวเอง
ไม่นานนักสามสาวก็มาถึง มาพร้อมกับปรมาจารย์ผู้รักษาอีกกลุ่มที่ดูเหมือนจะให้ความสนใจกับเนื้อของสัตว์อสูรระดับเทพไม่น้อย
การมาถึงของกลุ่มปรมาจารย์ผู้รักษาทำให้กัสประหลาดใจเล็กน้อย แต่เนื่องจากเขาคุ้นเคยกับซีต้าเป็นอย่างดี เขาจึงพอจะเข้าใจนิสัยของคนกลุ่มนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย กัสจึงปล่อยให้คนเหล่านี้ศึกษาชิ้นเนื้อของปลาไหลยักษ์ไปตามที่ต้องการ
เพียงแต่เขายังเก็บส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อให้บราวนี่ทำเป็น ‘ของว่าง’ สำหรับเขา
นิสัยที่รักการกินของกัส ซีต้ากับบราวนี่ย่อมทราบดี พวกเธอย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเขา บราวนี่จึงเริ่มศึกษาคุณภาพของชิ้นเนื้อ รวมไปถึงรสชาติของมัน ส่วนซีต้านั้นศึกษาเรื่องการนำพลังภายในชิ้นเนื้อไปใช้ประโยชน์และสรรพคุณต่างๆ ของมัน
ด้วยการร่วมมือกันของสามสาว ไม่นานนักวิธีการแปรรูปชิ้นเนื้อที่มีพิษของปลาไหลยักษ์ก็เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ยากลำบากอะไรเลย เพียงแต่มันถูกแบ่งเป็นวิธีที่มีระดับความยากง่ายต่างกัน
ในจุดนี้กัสที่อยากจะกินเร็วๆ ย่อมเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นคือการใช้พลังของเขาชำระล้างพิษทั้งหมดทิ้งไปโดยตรง เพียงเท่านี้ชิ้นเนื้อที่มีสีม่วงปนเขียวก็กลายเป็นเนื้อสีชมพูสวยที่ดูน่ากินเป็นที่สุด
แม้กระทั่งต่อมพิษในเนื้อก็ยังกลายเป็นสีขาวใสราวกับไขมันที่แทรกอยู่ในชั้นเนื้อ จากเนื้อที่ดูน่ากลัวก็กลายสภาพเป็นเนื้อคุณภาพสูงที่ทำให้สาวๆ ถึงกับน้ำลายไหล
แต่ก็น่าเสียดายที่สามสาวไม่มีความสามารถมากพอที่จะกินมันเหมือนกับกัส เนื่องจากพลังที่แฝงอยู่ในเนื้อนั้นรุนแรงเกินไป
สำหรับกัสเนื้อพวกนี้เป็นได้เพียงของว่างสำหรับเขา แต่สำหรับคนที่ระดับต่ำเกินไปนั้น ชิ้นเนื้อนี้ไม่ต่างอะไรจากยาพิษดีๆ นี่เอง
บราวนี่นั้นเป็นเพียงเทพอสูรระดับ 1 ดาว เธอยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะกินมัน ซีต้ากับมิซ่ายิ่งหนักเข้าไปอีกเพราะสองสาวยังไม่กลายเป็นเทพเลย เนื่องจากพวกเธอให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้มากกว่าการฝึกฝน ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของผู้รักษา
ด้วยเหตุนี้สามสาวจึงทำได้เพียงมองดูกัสกินด้วยรอยยิ้ม
แต่ถึงจะทำได้แค่มองดู สามสาวก็ไม่รู้สึกแย่แต่อย่างใด สำหรับบราวนี่การได้มองดูสามีของเธอกินอาหารที่เธอทำอย่างมีความสุข ก็เป็นความสุขที่สุดแล้วสำหรับเธอ
ส่วนซีต้ากับมิซ่านั้น สายเลือดของผู้รักษามันเดือดพล่านเป็นที่สุดเมื่อได้พบกับวัตถุดิบในการวิจัยที่ไม่เคยมีใครพบเจอมาก่อน
ความบ้าคลั่งของผู้รักษานั้น ไม่ใช่สิ่งที่สามารถดูถูกได้ ตามปกติแล้วพวกเธออาจจะไม่ได้แสดงท่าทีที่ดุร้ายออกมา แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่พวกเธอสนใจแล้วละก็ พวกเธอจะกลายเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง
ราวกับลูกแมวน้อยที่กลายเป็นแม่เสือสาว ไม่เพียงแต่มีความดุร้าย ทั้งดื้อดึงไม่กลัวตายเป็นที่สุด
ซีต้าถึงกับกล้าเข้าไปตรวจสอบปลาไหลยักษ์โดยตรง โดยไม่กลัวแม้แต่น้อยว่ามันจะมีความแข็งแกร่งในระดับเทพอสูร 3 ดาว
ซึ่งก็แน่นอนว่ากัสย่อมไม่มีทางปล่อยให้ภรรยาของเขาต้องพบเจอกับความลำบาก เพียงแค่ปลาไหลยักษ์ส่งเสียงขู่ออกมา กัสก็ส่งแรงกดดันออกไป ปลาไหลยักษ์ที่น่าสงสารก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะกระตุ้นพลังขึ้นมาต่อต้านการ ‘ผ่า’ เพื่อศึกษาของสองสาวและกลุ่มปรมาจารย์ผู้รักษา
ยังดีที่พื้นฐานจิตใจของผู้รักษานั้นค่อนข้างที่จะอ่อนโยน แม้สองสาวกับกลุ่มผู้รักษาจะตื่นเต้นกับการผ่าร่างกายของปลาไหลเพื่อศึกษาอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไม่ทรมาน ด้วยเหตุนี้ ปลาไหลยักษ์ที่น่าสงสารจึงไม่ทรมานนักและไม่ต้องทนแบกรับแรงกดดันของกัสนานเกินไป
เพียงครึ่งวัน การศึกษาทั้งหมดก็เสร็จสมบูรณ์ คุณสมบัติต่างๆ ถูกวิเคราะห์ออกมา ชิ้นเนื้อบางส่วนถูกเก็บ เช่นเดียวกับพิษและเลือดของปลาไหลยักษ์
สุดท้ายหลังจากวุ่นวายอยู่หลายวัน กัสก็มีโอกาสได้กินเนื้อปลาไหลที่ถูกปรุงโดยบราวนี่จนสมใจ
เนื้อส่วนใหญ่นั้นถูกส่งกลับไปยังตระกูล ในฐานะของทรัพยากรสำหรับการฝึกฝน มีเพียงส่วนเดียวที่ถูกเก็บไว้ในฐานะของ ‘อาหารว่าง’ ที่มีไว้กินเล่น
หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในเกาะของกัสก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ความสนใจของตระกูลที่มีต่อทรัพยากรในมหาสมุทรเริ่มก่อตัวขึ้น จึงทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยเดินทางผ่านข่ายอาคมเคลื่อนย้ายมาเพื่อออกสำรวจมหาสมุทรผ่านเกาะของกัส
ในจุดนี้กัสย่อมไม่สนใจเพราะทุกฝ่ายล้วนทราบดีว่ากัสมาที่เกาะแห่งนี้เพื่ออะไร จึงไม่มีใครกล้าไปรบกวนกัส พื้นที่ฝึกฝนเองก็สร้างขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว การเดินทางเข้าออกของกลุ่มคนจำนวนมากจึงไม่ส่งผลกระทบต่อกัสแต่อย่างใด
จะมีก็เพียงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในพื้นที่รอบเกาะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบไม่น้อย
สัตว์อสูรใต้ทะเลจำนวนมากถูกล่า ทรัพยากรมากมายถูกขุดค้น สายแร่ใต้มหาสมุทรถูกค้นพบ จนก่อให้เกิดพัฒนาการที่แตกต่างกันมากมาย ท้ายที่สุดก็เกิดเป็นโครงสร้างของกิจการขนาดใหญ่ขึ้นในพื้นที่โดยรอบ
โครงสร้างส่วนใหญ่นั้นเป็นที่พักผ่อนของทีมสำรวจ อีกส่วนนั้นเป็นคลังเก็บของที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมทรัพยากรที่ค้นพบในพื้นที่โดยรอบ
สุดท้ายจึงเป็นโรงงานขนาดใหญ่น้อยที่เน้นไปที่การแปรรูปแบบซ่อมบำรุงเรือสำรวจ
ทั้งหมดนี้ไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือเสียงรบกวนใดๆ เพราะเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสะอาดของตระกูลอันดูวเดธ
แต่ถึงจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษและเสียงรบกวน ทว่าการที่สิ่งมีชีวิตจำนวนมากมาอาศัยอยู่รวมกันบนเกาะแห่งนี้ก็ทำให้สิ่งมีชีวิตจำนวนมากใต้มหาสมุทรสังเกตเห็นการคงอยู่ของเกาะแห่งนี้ได้ในที่สุด
ผลลัพธ์ของการค้นพบนั้น ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา ทว่าสิ่งที่ทุกคนทราบคือ หลังจากนั้นเพียงครึ่งเดือน พายุสายฟ้าลูกใหญ่ก็เคลื่อนตัวเข้ามาหาเกาะ
ในช่วงเวลานั้น ภายในบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับทะเล ปลาไหลยักษ์ที่ปัจจุบันหดตัวลงอย่างมากจนเหลือความยาวเพียงสิบเมตรก็ผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ มันยกหัวขึ้นจากน้ำแล้วมองไปยังหมู่เมฆสีดำที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของศัตรูที่มันรู้จัก
จากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง แม่น้ำสีดำสายหนึ่งก็ไหลผ่านท้องฟ้าเหนือหัวของมันไป ทำให้มันอดไม่ได้ที่จะมองตามไปด้วยความหวาดกลัว มองดูแม่น้ำสีดำที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนนับล้านที่รวมตัวกัน เคลื่อนตัวไปยังทิศทางที่มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของศัตรูในอดีต
หลังจากนั้นไม่นานนักเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงระเบิดและคลื่นน้ำที่ม้วนกวาดไปรอบทิศทางก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
ปลาไหลยักษ์ยกหัวของมันขึ้นมาอีกครั้ง แล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้า มองตามเงาร่างที่ทิ้งความหวาดกลัวและสิ้นหวังเอาไว้ในหัวใจมันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้
ร่างกายของมันสั่นสะท้านน้อยๆ อย่างไม่อาจควบคุม แม้ว่ามันจะคุ้นเคยกับตัวตนที่น่ากลัวบ้างแล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่อาจสะกดความหวาดกลัวที่เกาะกุมจิตใจได้
สิ่งเดียวที่ทำให้มันยังไม่ยอมหลบลงไปใต้น้ำก็เพราะกลิ่นอายของศัตรูที่มันคุ้นเคย กลิ่นอายที่ตอนนี้อ่อนแอลงอย่างน่าประหลาดและกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มันด้วยความเร็วสูง
แม้จะสัมผัสได้ถึงการมาถึงของศัตรูในอดีต แต่มันกลับไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด มีเพียงความเห็นใจในชะตากรรมของศัตรูเท่านั้น
สุดท้ายมันก็ได้เห็น ศัตรูที่เหลือเพียง ‘หัว’ ลอยผ่านมันไป ก่อนจะตกลงไปยังบ่อน้ำที่ถูกสร้างขึ้นข้างบ่อของมัน ก่อนที่ตัวตนที่แสนน่ากลัวจะจากไปพร้อมกับคำพูดไม่กี่คำที่ทำให้มันตัวสั่น
“อยู่ตรงนี้เงียบๆ ละ แล้วอย่าคิดหนี ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาเจ้าไปตุ๋นกินแน่!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ มันก็ตัวสั่นขึ้นมาทันที แม้ว่าคำพูดจะต่างจากคำพูดที่มันเคยได้ยินอยู่บ้าง แต่ก็ฟังดูคล้ายกันอย่างน่าประหลาด แม้กระทั่งท่าทีของศัตรูของมันก็ยังคล้ายมันในอดีตอย่างมาก
มันจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นหัวข้ามไปมอง จนสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของศัตรูที่มันเคยต่อสู้ด้วย
ทั้งสองสบตากันอย่างเงียบงัน จากนั้นไม่นานพวกมันก็พากันแยกย้าย กลับไปยังก้นบ่อของตัวเอง
ส่วนอีกด้านหนึ่งกัสก็ขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด พลางคิดถึงสัตว์อสูรระดับเทพอีกตัวที่เขาจับได้ในวันนี้
“หน้าตาของเจ้านั่นมันดูคล้ายกับฉลามเลย แบบนี้ทำหูฉลามน้ำแดงดีไหมนะ หรือจะชุบแป้งทอดดี เลือกไม่ถูกเลยจริงๆ”
กัสส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยท่าทีที่เคร่งขรึมและดูจริงจังยิ่งกว่าตอนต่อสู้มาก ทำให้ผู้คนที่เฝ้ามองเขาขณะที่เดินทางกลับ พากันก้มตัวลงด้วยความนับถือในภาพลักษณ์ที่น่าเกรงขามของกัส
แต่จะมีใครบ้างที่ทราบว่าท่าทางที่ดูเคร่งเครียดของกัสนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปะทะกับสัตว์อสูรระดับเทพ แต่เป็นเพราะคิดหาเมนูที่จะนำสัตว์อสูรระดับเทพตัวใหม่มาทำกินไม่ได้ต่างหาก
สุดท้ายกัสก็ทำแบบเดิม เรียกบราวนี่ ซีต้าและมิซ่ามา ซึ่งก็ตามมาด้วยกลุ่มปรมาจารย์ผู้รักษาอีกครั้ง
ต่อจากนั้นภาพเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็เกิดขึ้นกับสัตว์อสูรระดับเทพตัวใหม่ที่ทำได้เพียงตัวสั่นเพราะความหวาดกลัว
ยังดีที่สัตว์อสูรระดับเทพตัวนี้ไม่ได้มีความสามารถที่ซับซ้อนอะไร มันมีเพียงความสามารถในการควบคุมพายุและสายฟ้า จึงไม่ได้ถูกตรวจสอบนานนัก ผิดกับปลาไหลยักษ์ที่มีพิษแฝงอยู่ จึงถูกตรวจสอบละเอียดกว่าเพราะต้องการค้นหาคุณสมบัติของพิษ
หลังจากกลุ่มปรมาจารย์ผู้รักษากลับไปอีกครั้ง ในตระกูลก็มีการประชุมเกิดขึ้น มีการพูดคุยกันเรื่องทรัพยากรในมหาสมุทรมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสิ่งที่ต้องทำเพื่อสนับสนุนกัส ทั้งนี้ก็เพราะท่านหญิงไอโกะมีคำสั่งออกมาให้ช่วยเหลือ เพื่อลดความวุ่นวายที่จะส่งผลต่อการฝึกฝนของกัส
ด้วยเหตุนี้หลังจากปะทะกับสัตว์อสูรระดับราชาตัวที่สอง ผู้อาวุโสและกองกำลังกลุ่มหนึ่งก็ถูกส่งมาประจำที่เกาะเพื่อทำการคุ้มกันเกาะ เป็นการป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายเข้ามารบกวนการฝึกฝนของกัส
เมื่อกัสรู้แบบนั้น เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ โดยไม่พูดอะไร จะมีก็เพียงคำพูดประโยคเดียวที่ทิ้งไว้ให้ผู้อาวุโสที่มารับหน้าที่คุ้มกันเขา
“ถ้าท่านรับมือไม่ไหวละก็ โปรดอย่าลังเลที่จะเรียกข้า!”
แน่นอนว่าเป้าหมายของคำพูดประโยคนี้คือ ‘ถ้าท่านจับสัตว์อสูรระดับเทพกลับมาไม่ไหวให้เรียกข้าไปช่วยจับ!’
แต่เมื่อผู้อาวุโสได้ยินแบบนั้นก็ปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งที่บรรพชนน้อยของตระกูลเป็นห่วงเป็นใยตัวเองถึงเพียงนี้จึงขานรับอย่างหนักแน่นว่าจะปกป้องเกาะอย่างสุดกำลัง
ซึ่งแน่นอนว่ากว่าผู้อาวุโสท่านนี้จะทราบความจริงก็ตอนที่สัตว์อสูรระดับเทพตัวที่ 4 ปรากฏขึ้นนั่นเอง ถึงตอนนั้นผู้อาวุโสท่านนี้ก็ทำได้เพียงยิ้มอย่างขื่นขม
เมื่อมีผู้อาวุโสและกองกำลังเข้ามาประจำการบนเกาะ ก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการสร้างพื้นที่สำหรับฝึกฝนและบ่มเพาะ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มคนที่เสียสละเพื่อตระกูล
ขนาดของเกาะจึงขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ผู้ที่รับหน้าที่จัดการกับการขยายเกาะไม่ใช่กัสอีกต่อไป แต่เป็นตระกูล ด้วยการประกาศภารกิจของตระกูล ทำให้เหล่าเทพในตระกูลออกมาเคลื่อนไหวช่วยสนับสนุนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเกาะอย่างแข็งขันเพื่อเปลี่ยนเกาะแห่งนี้ให้เป็นเมืองท่าสำหรับการบุกเบิกมหาสมุทรของตระกูลอันดูวเดธอย่างแท้จริง
ในส่วนนี้กัสย่อมมองเห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมดและพยักหน้ารับด้วยความยินดีเพราะไม่ว่าข้างนอกจะมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครเลยที่จะมารบกวนความสงบของเขา
นอกจากนั้นวิถีชีวิตของกัส นับวันก็ยิ่งมีสีสันเพราะเมื่อมีคนเข้ามามากขึ้น ความบันเทิงก็ย่อมติดตามมาเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือการแสดง รวมไปถึงเครือข่ายโลกวิญญาณที่ขยายพื้นที่สัญญาณมาจนถึงเกาะในที่สุด
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของตระกูลในรอบพันปีเลยก็ว่าได้
นับจากวันที่หอคอยนภาแผ่ขยายจนปกคลุมทวีปทั้งทวีป ตระกูลอันดูวเดธก็ไม่ได้สร้างหอคอยนภาเพิ่มอีกเลย จนกระทั่งตอนนี้ หลังจากมีการบุกเบิกมหาสมุทร ตระกูลอันดูวเดธจึงเริ่มสร้างหอคอยนภาอีกครั้งและส่งมันขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศ เพื่อขยายพื้นที่ของเครือข่ายโลกวิญญาณเข้าไปในมหาสมุทร
ซึ่งก็แน่นอนว่าการจะขยายพื้นที่มายังจุดที่กัสอยู่เพียงแห่งเดียวย่อมไม่สามารถทำได้เพราะการทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการประกาศว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นที่นี่
ตระกูลอันดูวเดธจึงต้องขยายพื้นที่ออกไปเป็นวงกว้าง ซึ่งต้องทุ่มทรัพยากรลงไปจำนวนไม่น้อย
ยังดีที่หอคอยนภารุ่นใหม่ถูกสร้างขึ้นจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าเดิม ทำให้มีขนาดเล็กลง สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยลง ทั้งยังมีระยะส่งสัญญาณที่ไกลกว่า จึงไม่ทำให้ตระกูลอันดูวเดธต้องจ่ายหนัก
ไม่เหมือนกับหอคอยนภาในอดีตที่ต้องอาศัยการร่วมมือกันของตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ในการรวบรวมทรัพยากรในการสร้าง
แต่ก็เพราะว่าต้องขยายเครือข่ายโลกวิญญาณออกไปเป็นวงกว้าง จึงทำให้การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เด่นชัดจนยากที่จะปกปิด ส่งผลให้ตระกูลใหญ่น้อยสืบค้นจนรู้จุดประสงค์ในการบุกเบิกมหาสมุทรของตระกูลอันดูวเดธ
เมื่อตระกูลอื่นทราบ ก็ไม่แปลกหากจะมีสัก 1 – 2 ตระกูลที่บังเกิดความคิดแบบเดียวกันและเริ่มต้นบุกเบิกมหาสมุทรบ้าง
แม้กระทั่งตระกูลเทพสมุทรที่มักจะออกไปในมหาสมุทรอยู่เสมอก็ยังคิดแบบเดียวกันและเริ่มต้นการบุกเบิกมหาสมุทรอย่างจริงจัง
ผลลัพธ์จากการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ส่งผลให้ความสนใจของผู้คนในทวีปเริ่มเบนออกไปยังมหาสมุทรอย่างไม่ได้ตั้งใจ ทำให้การเคลื่อนไหวของตระกูลใหญ่ในทวีปชะลอตัวลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ทั้งนี้ก็เพราะตระกูลใหญ่ส่วนมากยังมีความลังเลใจอยู่ พวกมันไม่รู้ว่ามหาสมุทรเป็นยังไง มีทรัพยากรซ่อนอยู่มากแค่ไหนและสามารถค้นหาได้ด้วยวิธีการใด
ด้วยเหตุนี้ตระกูลที่มีกำลังและอำนาจโดยมากจึงไม่รีบที่จะเคลื่อนไหว หากแต่ปล่อยให้ตระกูลขนาดเล็กกว่าลงมือก่อน เพื่อใช้ตระกูลเหล่านี้เป็นหน่วยสำรวจทำหน้าที่บุกเบิกมหาสมุทรไปก่อน
ในช่วงแรกตระกูลที่มีความคิดแบบนี้มีอยู่มาก เนื่องจากตระกูลที่มีรากฐานอยู่ติดกับทะเลนั้นมีไม่มากนัก โดยมากจะเป็นตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ที่มีรากฐานหยั่งลึกอยู่ในสุดขอบทวีป อันเนื่องมาจากยุคมืด
ขณะที่ตระกูลใหญ่น้อยที่เพิ่งจะก่อสร้างขึ้นหลังยุคมืดนั้น มีน้อยนักที่จะให้ความสนใจพื้นที่ที่อยู่ติดกับขอบทวีป ทั้งนี้ก็เพราะดันเจี้ยนนั้นอยู่ภายในทวีป การอาศัยอยู่ที่สุดขอบทวีปจึงทำให้การเดินทางไปยังดันเจี้ยนยากลำบากขึ้น
นอกจากนั้นดันเจี้ยนเองก็มีทรัพยากรที่มากพอสำหรับพวกมันแล้ว พวกมันจึงไม่มีความคิดที่จะออกทะเลมาก่อน
ตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ที่มีรากฐานอยู่ที่สุดขอบทวีปเองก็ไม่เคยมีความคิดนี้เช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะในอดีตยังมีปีศาจที่เป็นภัยอันตรายต่อพวกมันอยู่ ทำให้ความสนใจของทุกฝ่ายเบนไปยังดันเจี้ยนและปีศาจ
จนกระทั่งปัจจุบัน เมื่อปีศาจหายไปจนหมดสิ้นและมีเทพเจ้าที่แท้จริงมากมายถือกำเนิด ตระกูลใหญ่กลุ่มนี้จึงเริ่มเกิดความสนใจต่อมหาสมุทร เนื่องจากทรัพยากรจากดันเจี้ยนนั้น ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเทพเจ้าที่แท้จริงได้อีกต่อไป
แต่ปัจจัยที่มีผลต่อความสนใจของผู้คนในทวีปมากที่สุดก็หนีไม่พ้นการกระทำของตระกูลอันดูวเดธ หากกัสไม่เลือกที่จะขุดลาวาในมหาสมุทรจนกระตุ้นความสนใจของตระกูลที่มีต่อมหาสมุทรขึ้นมา
ตระกูลใหญ่น้อยในทวีปก็คงไม่มีตระกูลไหนให้ความสนใจ อย่างน้อยก็ภายใน 1 ร้อยปี คงไม่มีตระกูลไหนสนใจที่จะบุกเบิกมหาสมุทรอย่างจริงจัง
แต่เมื่อมีคนเริ่ม ก็ย่อมมีคนตาม ยิ่งคนที่เริ่มต้นคือตระกูลอันดูวเดธที่มีสถานะเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของทวีป ก็ยิ่งกระตุ้นความสนใจของผู้คนภายในทวีปมากขึ้นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ยุคสมัยแห่งการบุกเบิกมหาสมุทรจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบงัน เพียงแต่ตระกูลที่สามารถบุกเบิกออกไปยังมหาสมุทรได้นั้น มีเพียงตระกูลที่มีอำนาจในระดับหนึ่งเท่านั้น
ขณะที่ตระกูลขนาดเล็กหรือกลุ่มครอบครัวที่ไม่มีกำลังมากก็หันไปบุกเบิกดินแดนรกร้างแทน
เมื่อตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจหันไปสนใจมหาสมุทร ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในดินแดนรกร้างก็ลดลงเป็นธรรมดา สถานการณ์ในทวีปจึงแบ่งออกเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งคือผู้มีอำนาจที่ออกไปค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร
อีกส่วนคือผู้อ่อนแอที่หันมาบุกเบิกดินแดนรกร้างที่อยู่ระหว่างพื้นที่รอบนอกของทวีป กับพื้นที่ส่วนในที่มีดันเจี้ยนอยู่