Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 641 ยุคแห่งการบุกเบิกมหาสมุทร

ยุคแห่งการบุกเบิกมหาสมุทร

 

            เมื่อเห็นความสามารถในการงอกใหม่ที่ทรงพลัง สีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไป ความคิดบางอย่างปรากฏขึ้นในใจของเขา ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย จนเกิดเป็นบรรยากาศอันลึกลับที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่น่าหวาดกลัว

            ปลาไหลยักษ์ที่ถูกตัดจนเหลือแต่หัวสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ในทันที

            แม้มันจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับกัส แต่มันก็ไม่อาจห้ามความรู้สึกหวาดกลัวที่ทำให้จิตวิญญาณของมันสั่นสะท้านได้

            ความหวาดกลัวนี้ทำให้มันสูญเสียความคิดต่อสู้ไปอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายมันก็ตัดสินใจยอมจำนนต่อกัสด้วยท่าทีที่น่าอนาถเป็นที่สุด

            เมื่อปลาไหลยักษ์ยอมจำนน กัสก็เข้าใจได้ในทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง มันเพิ่มความลึกลับมากขึ้น ทำให้ปลาไหลยักษ์สั่นสะท้านมากขึ้นไปอีก

            “ยอมจำนนงั้นหรือ..ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะไม่ฆ่าเจ้า! แต่ข้าก็คงจะปล่อยเจ้าไปไม่ได้เช่นกัน!!”

            พูดจบกัสก็ไม่รอช้าเก็บชิ้นเนื้อส่วนที่ถูกตัดไปในทันที จากนั้นลากส่วนหัวของปลาไหลยักษ์ที่เหลืออยู่กลับไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ระเบิดพลังออกมา เปลี่ยนพื้นที่ส่วนหนึ่งรอบๆ เกาะให้กลายเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับทะเล จากนั้นก็โยนปลาไหลยักษ์ที่เหลือแต่หัวลงไปในบ่อ

            “อยู่ตรงนี้เงียบๆ ละ แล้วอย่าคิดหนี ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาเจ้าไปต้มกินแน่!”

            กัสเค้นเสียงออกมาด้วยท่าทีที่ดุร้าย ทำให้ปลาไหลยักษ์ตื่นตระหนกจนสั่นสะท้านไม่หยุด จากนั้นก็จากไปปล่อยให้ปลาไหลยักษ์สั่นสะท้านอยู่ในบ่อน้ำเล็กๆ ในสายตาของมันด้วยความสิ้นหวัง

            หลังจากกัสกลับไป เขาก็มองดูชิ้นเนื้อของปลาไหลยักษ์ด้วยความหิวกระหาย แต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อนนักเพราะเขารู้ตัวดีว่าความสามารถในการทำอาหารของเขาไม่ได้ดีเลิศอะไรนัก

            กัสจึงไม่รีบที่จะกิน หากแต่ตรวจสอบชิ้นเนื้ออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เริ่มลงมือจัดการกับชิ้นเนื้อเพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นวัตถุดิบที่สามารถกินได้

            เนื้อของสัตว์อสูรระดับเทพตัวนี้มีพิษแฝงอยู่ ทั้งยังมีพลังมหาศาลอัดแน่นอยู่ภายใน ทำให้คนทั่วไปไม่สามารถกินได้และอาจจะส่งผลกระทบต่อรสชาติของมันด้วย

            กัสเห็นแบบนั้นก็เริ่มคิด เขาติดต่อไปหาบราวนี่ที่มีความสามารถในด้านนี้มากที่สุด จากนั้นก็ติดต่อไปหาซีต้าและมิซ่าที่เป็นผู้รักษา เพื่อสอบถามวิธีการบางอย่างในการจัดการกับเนื้อของสัตว์อสูร

            เมื่อสามสาวได้ยินว่ากัสมีเนื้อของสัตว์อสูรระดับเทพนั้น ทั้งสามก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะสอบถามอะไรเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ข้อมูลที่แน่ชัดพอ ทั้งสามจึงตัดสินใจเดินทางมายังเกาะด้วยตัวเอง

            ไม่นานนักสามสาวก็มาถึง มาพร้อมกับปรมาจารย์ผู้รักษาอีกกลุ่มที่ดูเหมือนจะให้ความสนใจกับเนื้อของสัตว์อสูรระดับเทพไม่น้อย

            การมาถึงของกลุ่มปรมาจารย์ผู้รักษาทำให้กัสประหลาดใจเล็กน้อย แต่เนื่องจากเขาคุ้นเคยกับซีต้าเป็นอย่างดี เขาจึงพอจะเข้าใจนิสัยของคนกลุ่มนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย กัสจึงปล่อยให้คนเหล่านี้ศึกษาชิ้นเนื้อของปลาไหลยักษ์ไปตามที่ต้องการ

            เพียงแต่เขายังเก็บส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อให้บราวนี่ทำเป็น ‘ของว่าง’ สำหรับเขา

            นิสัยที่รักการกินของกัส ซีต้ากับบราวนี่ย่อมทราบดี พวกเธอย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเขา บราวนี่จึงเริ่มศึกษาคุณภาพของชิ้นเนื้อ รวมไปถึงรสชาติของมัน ส่วนซีต้านั้นศึกษาเรื่องการนำพลังภายในชิ้นเนื้อไปใช้ประโยชน์และสรรพคุณต่างๆ ของมัน

            ด้วยการร่วมมือกันของสามสาว ไม่นานนักวิธีการแปรรูปชิ้นเนื้อที่มีพิษของปลาไหลยักษ์ก็เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ยากลำบากอะไรเลย เพียงแต่มันถูกแบ่งเป็นวิธีที่มีระดับความยากง่ายต่างกัน

            ในจุดนี้กัสที่อยากจะกินเร็วๆ ย่อมเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นคือการใช้พลังของเขาชำระล้างพิษทั้งหมดทิ้งไปโดยตรง เพียงเท่านี้ชิ้นเนื้อที่มีสีม่วงปนเขียวก็กลายเป็นเนื้อสีชมพูสวยที่ดูน่ากินเป็นที่สุด

            แม้กระทั่งต่อมพิษในเนื้อก็ยังกลายเป็นสีขาวใสราวกับไขมันที่แทรกอยู่ในชั้นเนื้อ จากเนื้อที่ดูน่ากลัวก็กลายสภาพเป็นเนื้อคุณภาพสูงที่ทำให้สาวๆ ถึงกับน้ำลายไหล

            แต่ก็น่าเสียดายที่สามสาวไม่มีความสามารถมากพอที่จะกินมันเหมือนกับกัส เนื่องจากพลังที่แฝงอยู่ในเนื้อนั้นรุนแรงเกินไป

            สำหรับกัสเนื้อพวกนี้เป็นได้เพียงของว่างสำหรับเขา แต่สำหรับคนที่ระดับต่ำเกินไปนั้น ชิ้นเนื้อนี้ไม่ต่างอะไรจากยาพิษดีๆ นี่เอง

            บราวนี่นั้นเป็นเพียงเทพอสูรระดับ 1 ดาว เธอยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะกินมัน ซีต้ากับมิซ่ายิ่งหนักเข้าไปอีกเพราะสองสาวยังไม่กลายเป็นเทพเลย เนื่องจากพวกเธอให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้มากกว่าการฝึกฝน ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของผู้รักษา

            ด้วยเหตุนี้สามสาวจึงทำได้เพียงมองดูกัสกินด้วยรอยยิ้ม

            แต่ถึงจะทำได้แค่มองดู สามสาวก็ไม่รู้สึกแย่แต่อย่างใด สำหรับบราวนี่การได้มองดูสามีของเธอกินอาหารที่เธอทำอย่างมีความสุข ก็เป็นความสุขที่สุดแล้วสำหรับเธอ

            ส่วนซีต้ากับมิซ่านั้น สายเลือดของผู้รักษามันเดือดพล่านเป็นที่สุดเมื่อได้พบกับวัตถุดิบในการวิจัยที่ไม่เคยมีใครพบเจอมาก่อน

            ความบ้าคลั่งของผู้รักษานั้น ไม่ใช่สิ่งที่สามารถดูถูกได้ ตามปกติแล้วพวกเธออาจจะไม่ได้แสดงท่าทีที่ดุร้ายออกมา แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่พวกเธอสนใจแล้วละก็ พวกเธอจะกลายเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง

            ราวกับลูกแมวน้อยที่กลายเป็นแม่เสือสาว ไม่เพียงแต่มีความดุร้าย ทั้งดื้อดึงไม่กลัวตายเป็นที่สุด

            ซีต้าถึงกับกล้าเข้าไปตรวจสอบปลาไหลยักษ์โดยตรง โดยไม่กลัวแม้แต่น้อยว่ามันจะมีความแข็งแกร่งในระดับเทพอสูร 3 ดาว

            ซึ่งก็แน่นอนว่ากัสย่อมไม่มีทางปล่อยให้ภรรยาของเขาต้องพบเจอกับความลำบาก เพียงแค่ปลาไหลยักษ์ส่งเสียงขู่ออกมา กัสก็ส่งแรงกดดันออกไป ปลาไหลยักษ์ที่น่าสงสารก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะกระตุ้นพลังขึ้นมาต่อต้านการ ‘ผ่า’ เพื่อศึกษาของสองสาวและกลุ่มปรมาจารย์ผู้รักษา

            ยังดีที่พื้นฐานจิตใจของผู้รักษานั้นค่อนข้างที่จะอ่อนโยน แม้สองสาวกับกลุ่มผู้รักษาจะตื่นเต้นกับการผ่าร่างกายของปลาไหลเพื่อศึกษาอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไม่ทรมาน ด้วยเหตุนี้ ปลาไหลยักษ์ที่น่าสงสารจึงไม่ทรมานนักและไม่ต้องทนแบกรับแรงกดดันของกัสนานเกินไป

            เพียงครึ่งวัน การศึกษาทั้งหมดก็เสร็จสมบูรณ์ คุณสมบัติต่างๆ ถูกวิเคราะห์ออกมา ชิ้นเนื้อบางส่วนถูกเก็บ เช่นเดียวกับพิษและเลือดของปลาไหลยักษ์

            สุดท้ายหลังจากวุ่นวายอยู่หลายวัน กัสก็มีโอกาสได้กินเนื้อปลาไหลที่ถูกปรุงโดยบราวนี่จนสมใจ

            เนื้อส่วนใหญ่นั้นถูกส่งกลับไปยังตระกูล ในฐานะของทรัพยากรสำหรับการฝึกฝน มีเพียงส่วนเดียวที่ถูกเก็บไว้ในฐานะของ ‘อาหารว่าง’ ที่มีไว้กินเล่น

            หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในเกาะของกัสก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ความสนใจของตระกูลที่มีต่อทรัพยากรในมหาสมุทรเริ่มก่อตัวขึ้น จึงทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยเดินทางผ่านข่ายอาคมเคลื่อนย้ายมาเพื่อออกสำรวจมหาสมุทรผ่านเกาะของกัส

            ในจุดนี้กัสย่อมไม่สนใจเพราะทุกฝ่ายล้วนทราบดีว่ากัสมาที่เกาะแห่งนี้เพื่ออะไร จึงไม่มีใครกล้าไปรบกวนกัส พื้นที่ฝึกฝนเองก็สร้างขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว การเดินทางเข้าออกของกลุ่มคนจำนวนมากจึงไม่ส่งผลกระทบต่อกัสแต่อย่างใด

            จะมีก็เพียงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในพื้นที่รอบเกาะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบไม่น้อย

            สัตว์อสูรใต้ทะเลจำนวนมากถูกล่า ทรัพยากรมากมายถูกขุดค้น สายแร่ใต้มหาสมุทรถูกค้นพบ จนก่อให้เกิดพัฒนาการที่แตกต่างกันมากมาย ท้ายที่สุดก็เกิดเป็นโครงสร้างของกิจการขนาดใหญ่ขึ้นในพื้นที่โดยรอบ

            โครงสร้างส่วนใหญ่นั้นเป็นที่พักผ่อนของทีมสำรวจ อีกส่วนนั้นเป็นคลังเก็บของที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมทรัพยากรที่ค้นพบในพื้นที่โดยรอบ

            สุดท้ายจึงเป็นโรงงานขนาดใหญ่น้อยที่เน้นไปที่การแปรรูปแบบซ่อมบำรุงเรือสำรวจ

            ทั้งหมดนี้ไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือเสียงรบกวนใดๆ เพราะเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสะอาดของตระกูลอันดูวเดธ

            แต่ถึงจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษและเสียงรบกวน ทว่าการที่สิ่งมีชีวิตจำนวนมากมาอาศัยอยู่รวมกันบนเกาะแห่งนี้ก็ทำให้สิ่งมีชีวิตจำนวนมากใต้มหาสมุทรสังเกตเห็นการคงอยู่ของเกาะแห่งนี้ได้ในที่สุด

            ผลลัพธ์ของการค้นพบนั้น ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา ทว่าสิ่งที่ทุกคนทราบคือ หลังจากนั้นเพียงครึ่งเดือน พายุสายฟ้าลูกใหญ่ก็เคลื่อนตัวเข้ามาหาเกาะ

            ในช่วงเวลานั้น ภายในบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับทะเล ปลาไหลยักษ์ที่ปัจจุบันหดตัวลงอย่างมากจนเหลือความยาวเพียงสิบเมตรก็ผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ มันยกหัวขึ้นจากน้ำแล้วมองไปยังหมู่เมฆสีดำที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของศัตรูที่มันรู้จัก

            จากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง แม่น้ำสีดำสายหนึ่งก็ไหลผ่านท้องฟ้าเหนือหัวของมันไป ทำให้มันอดไม่ได้ที่จะมองตามไปด้วยความหวาดกลัว มองดูแม่น้ำสีดำที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนนับล้านที่รวมตัวกัน เคลื่อนตัวไปยังทิศทางที่มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของศัตรูในอดีต

            หลังจากนั้นไม่นานนักเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงระเบิดและคลื่นน้ำที่ม้วนกวาดไปรอบทิศทางก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ

            ปลาไหลยักษ์ยกหัวของมันขึ้นมาอีกครั้ง แล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้า มองตามเงาร่างที่ทิ้งความหวาดกลัวและสิ้นหวังเอาไว้ในหัวใจมันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้

            ร่างกายของมันสั่นสะท้านน้อยๆ อย่างไม่อาจควบคุม แม้ว่ามันจะคุ้นเคยกับตัวตนที่น่ากลัวบ้างแล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่อาจสะกดความหวาดกลัวที่เกาะกุมจิตใจได้

            สิ่งเดียวที่ทำให้มันยังไม่ยอมหลบลงไปใต้น้ำก็เพราะกลิ่นอายของศัตรูที่มันคุ้นเคย กลิ่นอายที่ตอนนี้อ่อนแอลงอย่างน่าประหลาดและกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มันด้วยความเร็วสูง

            แม้จะสัมผัสได้ถึงการมาถึงของศัตรูในอดีต แต่มันกลับไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด มีเพียงความเห็นใจในชะตากรรมของศัตรูเท่านั้น

            สุดท้ายมันก็ได้เห็น ศัตรูที่เหลือเพียง ‘หัว’ ลอยผ่านมันไป ก่อนจะตกลงไปยังบ่อน้ำที่ถูกสร้างขึ้นข้างบ่อของมัน ก่อนที่ตัวตนที่แสนน่ากลัวจะจากไปพร้อมกับคำพูดไม่กี่คำที่ทำให้มันตัวสั่น

            “อยู่ตรงนี้เงียบๆ ละ แล้วอย่าคิดหนี ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาเจ้าไปตุ๋นกินแน่!”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ มันก็ตัวสั่นขึ้นมาทันที แม้ว่าคำพูดจะต่างจากคำพูดที่มันเคยได้ยินอยู่บ้าง แต่ก็ฟังดูคล้ายกันอย่างน่าประหลาด แม้กระทั่งท่าทีของศัตรูของมันก็ยังคล้ายมันในอดีตอย่างมาก

            มันจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นหัวข้ามไปมอง จนสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของศัตรูที่มันเคยต่อสู้ด้วย

            ทั้งสองสบตากันอย่างเงียบงัน จากนั้นไม่นานพวกมันก็พากันแยกย้าย กลับไปยังก้นบ่อของตัวเอง

            ส่วนอีกด้านหนึ่งกัสก็ขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด พลางคิดถึงสัตว์อสูรระดับเทพอีกตัวที่เขาจับได้ในวันนี้

            “หน้าตาของเจ้านั่นมันดูคล้ายกับฉลามเลย แบบนี้ทำหูฉลามน้ำแดงดีไหมนะ หรือจะชุบแป้งทอดดี เลือกไม่ถูกเลยจริงๆ”

            กัสส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยท่าทีที่เคร่งขรึมและดูจริงจังยิ่งกว่าตอนต่อสู้มาก ทำให้ผู้คนที่เฝ้ามองเขาขณะที่เดินทางกลับ พากันก้มตัวลงด้วยความนับถือในภาพลักษณ์ที่น่าเกรงขามของกัส

            แต่จะมีใครบ้างที่ทราบว่าท่าทางที่ดูเคร่งเครียดของกัสนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปะทะกับสัตว์อสูรระดับเทพ แต่เป็นเพราะคิดหาเมนูที่จะนำสัตว์อสูรระดับเทพตัวใหม่มาทำกินไม่ได้ต่างหาก

            สุดท้ายกัสก็ทำแบบเดิม เรียกบราวนี่ ซีต้าและมิซ่ามา ซึ่งก็ตามมาด้วยกลุ่มปรมาจารย์ผู้รักษาอีกครั้ง

            ต่อจากนั้นภาพเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็เกิดขึ้นกับสัตว์อสูรระดับเทพตัวใหม่ที่ทำได้เพียงตัวสั่นเพราะความหวาดกลัว

            ยังดีที่สัตว์อสูรระดับเทพตัวนี้ไม่ได้มีความสามารถที่ซับซ้อนอะไร มันมีเพียงความสามารถในการควบคุมพายุและสายฟ้า จึงไม่ได้ถูกตรวจสอบนานนัก ผิดกับปลาไหลยักษ์ที่มีพิษแฝงอยู่ จึงถูกตรวจสอบละเอียดกว่าเพราะต้องการค้นหาคุณสมบัติของพิษ

            หลังจากกลุ่มปรมาจารย์ผู้รักษากลับไปอีกครั้ง ในตระกูลก็มีการประชุมเกิดขึ้น มีการพูดคุยกันเรื่องทรัพยากรในมหาสมุทรมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสิ่งที่ต้องทำเพื่อสนับสนุนกัส ทั้งนี้ก็เพราะท่านหญิงไอโกะมีคำสั่งออกมาให้ช่วยเหลือ เพื่อลดความวุ่นวายที่จะส่งผลต่อการฝึกฝนของกัส

            ด้วยเหตุนี้หลังจากปะทะกับสัตว์อสูรระดับราชาตัวที่สอง ผู้อาวุโสและกองกำลังกลุ่มหนึ่งก็ถูกส่งมาประจำที่เกาะเพื่อทำการคุ้มกันเกาะ เป็นการป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายเข้ามารบกวนการฝึกฝนของกัส

            เมื่อกัสรู้แบบนั้น เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ โดยไม่พูดอะไร จะมีก็เพียงคำพูดประโยคเดียวที่ทิ้งไว้ให้ผู้อาวุโสที่มารับหน้าที่คุ้มกันเขา

            “ถ้าท่านรับมือไม่ไหวละก็ โปรดอย่าลังเลที่จะเรียกข้า!”

            แน่นอนว่าเป้าหมายของคำพูดประโยคนี้คือ ‘ถ้าท่านจับสัตว์อสูรระดับเทพกลับมาไม่ไหวให้เรียกข้าไปช่วยจับ!’

            แต่เมื่อผู้อาวุโสได้ยินแบบนั้นก็ปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งที่บรรพชนน้อยของตระกูลเป็นห่วงเป็นใยตัวเองถึงเพียงนี้จึงขานรับอย่างหนักแน่นว่าจะปกป้องเกาะอย่างสุดกำลัง

            ซึ่งแน่นอนว่ากว่าผู้อาวุโสท่านนี้จะทราบความจริงก็ตอนที่สัตว์อสูรระดับเทพตัวที่ 4 ปรากฏขึ้นนั่นเอง ถึงตอนนั้นผู้อาวุโสท่านนี้ก็ทำได้เพียงยิ้มอย่างขื่นขม

            เมื่อมีผู้อาวุโสและกองกำลังเข้ามาประจำการบนเกาะ ก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการสร้างพื้นที่สำหรับฝึกฝนและบ่มเพาะ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มคนที่เสียสละเพื่อตระกูล            

            ขนาดของเกาะจึงขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ผู้ที่รับหน้าที่จัดการกับการขยายเกาะไม่ใช่กัสอีกต่อไป แต่เป็นตระกูล ด้วยการประกาศภารกิจของตระกูล ทำให้เหล่าเทพในตระกูลออกมาเคลื่อนไหวช่วยสนับสนุนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเกาะอย่างแข็งขันเพื่อเปลี่ยนเกาะแห่งนี้ให้เป็นเมืองท่าสำหรับการบุกเบิกมหาสมุทรของตระกูลอันดูวเดธอย่างแท้จริง

            ในส่วนนี้กัสย่อมมองเห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมดและพยักหน้ารับด้วยความยินดีเพราะไม่ว่าข้างนอกจะมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครเลยที่จะมารบกวนความสงบของเขา

            นอกจากนั้นวิถีชีวิตของกัส นับวันก็ยิ่งมีสีสันเพราะเมื่อมีคนเข้ามามากขึ้น ความบันเทิงก็ย่อมติดตามมาเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือการแสดง รวมไปถึงเครือข่ายโลกวิญญาณที่ขยายพื้นที่สัญญาณมาจนถึงเกาะในที่สุด

            การเคลื่อนไหวในครั้งนี้นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของตระกูลในรอบพันปีเลยก็ว่าได้

            นับจากวันที่หอคอยนภาแผ่ขยายจนปกคลุมทวีปทั้งทวีป ตระกูลอันดูวเดธก็ไม่ได้สร้างหอคอยนภาเพิ่มอีกเลย จนกระทั่งตอนนี้ หลังจากมีการบุกเบิกมหาสมุทร ตระกูลอันดูวเดธจึงเริ่มสร้างหอคอยนภาอีกครั้งและส่งมันขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศ เพื่อขยายพื้นที่ของเครือข่ายโลกวิญญาณเข้าไปในมหาสมุทร

            ซึ่งก็แน่นอนว่าการจะขยายพื้นที่มายังจุดที่กัสอยู่เพียงแห่งเดียวย่อมไม่สามารถทำได้เพราะการทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการประกาศว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นที่นี่

            ตระกูลอันดูวเดธจึงต้องขยายพื้นที่ออกไปเป็นวงกว้าง ซึ่งต้องทุ่มทรัพยากรลงไปจำนวนไม่น้อย

            ยังดีที่หอคอยนภารุ่นใหม่ถูกสร้างขึ้นจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าเดิม ทำให้มีขนาดเล็กลง สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยลง ทั้งยังมีระยะส่งสัญญาณที่ไกลกว่า จึงไม่ทำให้ตระกูลอันดูวเดธต้องจ่ายหนัก

            ไม่เหมือนกับหอคอยนภาในอดีตที่ต้องอาศัยการร่วมมือกันของตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ในการรวบรวมทรัพยากรในการสร้าง

            แต่ก็เพราะว่าต้องขยายเครือข่ายโลกวิญญาณออกไปเป็นวงกว้าง จึงทำให้การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เด่นชัดจนยากที่จะปกปิด ส่งผลให้ตระกูลใหญ่น้อยสืบค้นจนรู้จุดประสงค์ในการบุกเบิกมหาสมุทรของตระกูลอันดูวเดธ

            เมื่อตระกูลอื่นทราบ ก็ไม่แปลกหากจะมีสัก 1 – 2 ตระกูลที่บังเกิดความคิดแบบเดียวกันและเริ่มต้นบุกเบิกมหาสมุทรบ้าง

            แม้กระทั่งตระกูลเทพสมุทรที่มักจะออกไปในมหาสมุทรอยู่เสมอก็ยังคิดแบบเดียวกันและเริ่มต้นการบุกเบิกมหาสมุทรอย่างจริงจัง

            ผลลัพธ์จากการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ส่งผลให้ความสนใจของผู้คนในทวีปเริ่มเบนออกไปยังมหาสมุทรอย่างไม่ได้ตั้งใจ ทำให้การเคลื่อนไหวของตระกูลใหญ่ในทวีปชะลอตัวลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ

            ทั้งนี้ก็เพราะตระกูลใหญ่ส่วนมากยังมีความลังเลใจอยู่ พวกมันไม่รู้ว่ามหาสมุทรเป็นยังไง มีทรัพยากรซ่อนอยู่มากแค่ไหนและสามารถค้นหาได้ด้วยวิธีการใด

            ด้วยเหตุนี้ตระกูลที่มีกำลังและอำนาจโดยมากจึงไม่รีบที่จะเคลื่อนไหว หากแต่ปล่อยให้ตระกูลขนาดเล็กกว่าลงมือก่อน เพื่อใช้ตระกูลเหล่านี้เป็นหน่วยสำรวจทำหน้าที่บุกเบิกมหาสมุทรไปก่อน

            ในช่วงแรกตระกูลที่มีความคิดแบบนี้มีอยู่มาก เนื่องจากตระกูลที่มีรากฐานอยู่ติดกับทะเลนั้นมีไม่มากนัก โดยมากจะเป็นตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ที่มีรากฐานหยั่งลึกอยู่ในสุดขอบทวีป อันเนื่องมาจากยุคมืด

            ขณะที่ตระกูลใหญ่น้อยที่เพิ่งจะก่อสร้างขึ้นหลังยุคมืดนั้น มีน้อยนักที่จะให้ความสนใจพื้นที่ที่อยู่ติดกับขอบทวีป ทั้งนี้ก็เพราะดันเจี้ยนนั้นอยู่ภายในทวีป การอาศัยอยู่ที่สุดขอบทวีปจึงทำให้การเดินทางไปยังดันเจี้ยนยากลำบากขึ้น

            นอกจากนั้นดันเจี้ยนเองก็มีทรัพยากรที่มากพอสำหรับพวกมันแล้ว พวกมันจึงไม่มีความคิดที่จะออกทะเลมาก่อน

            ตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ที่มีรากฐานอยู่ที่สุดขอบทวีปเองก็ไม่เคยมีความคิดนี้เช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะในอดีตยังมีปีศาจที่เป็นภัยอันตรายต่อพวกมันอยู่ ทำให้ความสนใจของทุกฝ่ายเบนไปยังดันเจี้ยนและปีศาจ

            จนกระทั่งปัจจุบัน เมื่อปีศาจหายไปจนหมดสิ้นและมีเทพเจ้าที่แท้จริงมากมายถือกำเนิด ตระกูลใหญ่กลุ่มนี้จึงเริ่มเกิดความสนใจต่อมหาสมุทร เนื่องจากทรัพยากรจากดันเจี้ยนนั้น ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเทพเจ้าที่แท้จริงได้อีกต่อไป

            แต่ปัจจัยที่มีผลต่อความสนใจของผู้คนในทวีปมากที่สุดก็หนีไม่พ้นการกระทำของตระกูลอันดูวเดธ หากกัสไม่เลือกที่จะขุดลาวาในมหาสมุทรจนกระตุ้นความสนใจของตระกูลที่มีต่อมหาสมุทรขึ้นมา

            ตระกูลใหญ่น้อยในทวีปก็คงไม่มีตระกูลไหนให้ความสนใจ อย่างน้อยก็ภายใน 1 ร้อยปี คงไม่มีตระกูลไหนสนใจที่จะบุกเบิกมหาสมุทรอย่างจริงจัง

            แต่เมื่อมีคนเริ่ม ก็ย่อมมีคนตาม ยิ่งคนที่เริ่มต้นคือตระกูลอันดูวเดธที่มีสถานะเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของทวีป ก็ยิ่งกระตุ้นความสนใจของผู้คนภายในทวีปมากขึ้นเท่านั้น

            ด้วยเหตุนี้ยุคสมัยแห่งการบุกเบิกมหาสมุทรจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบงัน เพียงแต่ตระกูลที่สามารถบุกเบิกออกไปยังมหาสมุทรได้นั้น มีเพียงตระกูลที่มีอำนาจในระดับหนึ่งเท่านั้น

            ขณะที่ตระกูลขนาดเล็กหรือกลุ่มครอบครัวที่ไม่มีกำลังมากก็หันไปบุกเบิกดินแดนรกร้างแทน

            เมื่อตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจหันไปสนใจมหาสมุทร ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในดินแดนรกร้างก็ลดลงเป็นธรรมดา สถานการณ์ในทวีปจึงแบ่งออกเป็นสองส่วน

            ส่วนหนึ่งคือผู้มีอำนาจที่ออกไปค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร

            อีกส่วนคือผู้อ่อนแอที่หันมาบุกเบิกดินแดนรกร้างที่อยู่ระหว่างพื้นที่รอบนอกของทวีป กับพื้นที่ส่วนในที่มีดันเจี้ยนอยู่