อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 88 หายใจไม่ออก

            ยามนี้ทั้งคาทาริน่าและชายผมแดงต่างยืนนิ่งลืมที่จะปะทะกัน สายตาของทั้งคู่นั้นต่างจ้องมองฝ่ามือใหญ่ยักษ์ด้วยความหวังที่จะให้คนที่อยู่ใต้ฝ่ามือนั้นมีชีวิตอยู่ จนเมื่อเห็นว่าฝ่ามือเริ่มยกขึ้นคาทาริน่ากลับต้องตาเบิกโพลง เมื่อพบว่าที่อยู่ใต่ฝ่ามือยักษ์นั้นเพียงนาคราชสามเศียรที่ตอนนี้ทั้งร่างลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง ซึ่งหากเพ่งมองไปในเปลวเพลิงนั้นจะเห็นว่าร่างของงูยักษ์นั้นกำลังซ่อมแซมตนเอง

            ชายผมแดงที่ได้เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกส่วนคาทาริน่านั้นกลับจ้องมองพื้นที่ว่างเปล่านั้น

            ‘ว่างเปล่า? หนีไปได้?’ เธอสรุปอะไรบางอย่างออกมาได้อย่างรวดเร็วก่อนจะกวาดสายตาเหลียวมองรอบๆ ราวกับว่าต้องการค้นหาอะไรบางอย่างท่ามกลางป่าที่มืดมิดนั้น ก่อนที่ทั้งร่างของเธอจะเรืองไปด้วยแสงแล้วพุ่งเข้าไปในป่านั้น

            มาร์ควิสราฟาเอลมองไล่หลังแสงที่พุ่งเข้าไปในป่านั้นก่อนจะหันไปมองชายผมแดงที่บินอยู่กลางอากาศ ชายผมแดงที่รับรู้ถึงสายตาของชายชราก็หันมาสบตากับเขา มาร์ควิสราฟาเอลไม่พูดอะไรเพียงแค่สลายเวทย์อัญเชิญร่างครึ่งเงาทำให้ร่างใหญ่ยักษ์ครึ่งท่อนที่เข้าอัญเชิญมาสลายหายไป หนึ่งชราหนึ่งเยาว์จจ้องหตากันพพักหนึ่งก่อนที่มาร์ควิสราฟาเอลจะหมุนตัวกลับแล้วเดินกลับเข้าป่าโดยไม่พูดอะไร

             

            เมืองไพรฺล็อกที่ห้องโถงภายในพระราชวัง

            ยามนี้ที่ห้องโถงจมอยู่ในความมืดมิดไร้ซึ่งวี่แววของสาวใช้แม้แต่คนเดียวในห้องนี้ ตราสัญลักษณ์กุหลาบสีทองปรากฏขึ้นบนพื้นห้องโถงก่อนจะปรากฏร่างของคนกลุ่มหนึ่ง พระราชาอัลเฟรดหันไปมองทุกคนก่อนจะตรัสว่า

            “ขอบคุณทุกคนมากที่ยอมลำบากในค่ำคืนนี้”

            ทุกคนต่างพากันทำความเคารพกล่าวว่า

            “เป็นพระคุณอันหาที่สุดไม่ได้พระย่ะค่ะ ที่ได้มีโอกาสถวายการรับใช้แก่พระองค์”

            พระราชาอัลเฟรดหันไปตรัสกับเบลนว่า

            “ข้าต้องขอโทษด้วยที่ต้องรบกวนเวลาพักผ่อนของท่านเบลน”

            เบลนไม่พูดเพียงตอบด้วยการคุกเข่าลงกับพื้นข้างหนึ่งแล้วก้มหัวให้พระราชาอัลเฟรด พระองค์ก็หันไปตรัสกับบารอนเอเดรียนว่า

            “ท่านแม่ทัพจากนี้คงไม่ต้องวางกำลังทหารเพื่อกันเจ้าตัวแสบไม่ให้ออกจากเมืองแล้ว ให้พวกทหารพักผ่อนกันเถอะ”

            บารอนเอเดรียนวางฝ่ามือลงบนด้ามดาบแล้วค้อมตัวให้กล่าวว่า

            “ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งพะยะค่ะ”

            “ส่วนความผิดพลาดของผู้ช่วยแม่ทัพทั้งสองข้าเห็นว่าเพียงยังไม่ต้องลงโทษสถานหนัก เพราะเจ้าหมายในครั้งนี้คือเจ้าตัวแสบจะรับมือไม่ได้ก็ไม่แปลก แต่ถึงยังไงความผิดที่ปล่อยให้เจ้าชายคนหนึ่งหลบหนีออกจากเมืองได้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำเป็นไม่เห็นได้”

            บารอนเอเดรียนรีบค้อมกายลงอีกครั้งกล่าวว่า

            “ฝ่าบาททรงพระปรีชา”

            ส่วนออกัสกับไลลาที่รู้ว่าความผิดในครั้งนี้จะไม่ได้รับโทษหนักก็รู้สึกโล่งพากันค้อมกายกล่าวว่า

            “ “ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง” ”

            ด้านเออร์วินที่ยืนเงียบมาตั้งแต่เมื่อครู่ถึงรู้ว่ากำลังทหารมากมายที่เดินตรวจตรากัยในคืนนี้ การที่ออกัสเฝ้าหน้าประตูแบบกันไม่หน้าคนออกจากเมืองได้ ทั้งหมดทั้งมวลกก็เพื่อกันไม่ให้เขาออกไปนั่นเอง

            ‘ตอนแรกก็สงสัยว่าในเมืองมีปัญหาอะไรที่เราไม่รู้ถึงได้วางกำลังทหารแบบนั้น สรุปที่แท้ปัญหานั้นก็คือตรูเองสินะ แล้วเจ้าตัวแสบที่ท่านพ่อว่าหมายตรูเรอะ’

            เออร์วินคิดในใจก่อนจะกลับมาสงสัยพ่อกับคนอื่นรู้เรื่องนี้ได้ยังไง แล้วรู้ตั้งแต่เมื่อไรนอกจากคนพวกนี้แล้วมีใครรู้เรื่องอีกมั่ง พระราชาอัลเฟรดหันไปตรัสกับโทมัสว่า

            “ขอบใจเจ้ามากโทมัสสิ่งที่เจ้าต้องการนั้นเข้าจะจัดการให้แต่ขอให้เจ้าอย่าลืมว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้อย่างได้บอกพ่อเจ้าเป็นอันขาด”

            โทมัสทาบฝ่ามือกับอกซ้ายค้อมกายลงแล้วกล่าวว่า

            “ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง”

            พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าให้ก่อนจะตรัสกับทุกคนว่า

            “นี่ก็ดึกมากแล้วทุกคนแยกย้ายกันไปนอนเถอะ”

            ทุกคนต่างทำความเคารพแล้วค้อมกายลงกล่าวด้วยความนอบน้อมว่า

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท” ก่อนจะทำการแยกย้ายกันไป เหลือเพียงแค่พระราชาอัลเฟรด เออร์วิน เรเวน แล้วก็เกรซ

            พระราชาอัลเฟรดหันยิ้มให้ลูกชาย

            “ไงเจ้าตัวแสบมีอะไรจะถามมั้ย”

            เออร์วินถอดหน้ากากออกเผยให้เห็นผมสีดำขลับนัยน์ตาสีแดงเพลิงทั้งสองสิ่งนี้ล้วนได้รับสืบทอดมาจากพระราชาอัลเฟรดผู้เป็นบิดา แต่ใบหน้าของเขานั้นไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่เหมือนเด็กผู้ชาย แต่คล้ายกับเด็กผู้หญิงที่งดงามจนราวกับเป็นศิลปะอันปราณีต

            “ท่านพ่อรู้เรื่องนี้ได้ยังไงรู้ตั้งแต่เมื่อไรแล้วมีใครรู้บ้าง”

            เออร์วินยิงสามคำถามออกมาตรงๆ พระราชาอัลเฟรดยิ้มให้เขาพลางตอบว่า

            “ถามเยอะจังเลยนะลูกน่ะเป็นเด็กฉลาดแต่น่าเสียดายที่ลูกดูถูกเวทย์มนต์มากเกินไป ถ้าถามว่าพ่อรู้เรื่องนี้ได้ยังไงรู้ตั้งแต่เมื่อไรไว้คุยกันพรุ่งนี้แล้วกันเพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว แต่เพื่อความสบายใจพ่อบอกจะลูกไว้ว่า ทั้งดยุกกาเลออน เคานต์เรห์นวาร์ด ไวเคานต์โรซาลินด์ มาร์ควิสเฟลิกซ์ ลอร์ดอาร์เทมิส ต่างก็ไม่รู้เรื่องนี้”

            เออร์วินพยักหน้าอย่างพึงพอใจที่อย่างน้อยตัวปัญหาสี่คนนี้ก็ไม่รู้ก่อนจะเอะใจอะไรบางอย่างเพราะในบรรดาคนที่ไม่รู้มันมี่มีคนๆ หนึ่งอยู่ด้วย รีบถามไปว่า

            “แล้วท่านแม่...”

            พูดยังไม่ทันจบร่างๆ ก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้องโถงอย่างรวดเร็วเข้ามาทำการกอดเออร์วินพร้อมกับร้องว่า

            “เออร์วินของแม่”

            ไม่บอกก็รู้ได้ว่าเป็นราชินีเอลิเซียแม่ของเขา เธอเกิดลูกชายอย่างแรงไม่ยอมปล่อยไปไหน หน้าของเขาต้องจมเข้าไปในอกตูมตั้งของเธอจนแทบจะหายใจไม่ออก ทำให้มือไม้ของเขาต้องปัดป่ายไปมา แต่แม่ของเขายังคงกอดเขาไว้อย่างนั้นทั้งยังพูดทั้งน้ำตาว่า

            “เออร์วินของแม่ไม่เป็นไรสินะจ๊ะไม่ต้องกลัวนะแม่อยู่ตรงนี้แล้ว ใครในทำร้ายลูกบอกแม่มาได้เลยจ๊ะเดี๋ยวแม่จะจัดการเอง”

            เสี้ยววินาทีก่อนที่เออร์วินจะหมดสติเพราะขาดอากาศหายใจราชินีเอลิเชียก็คลายอ้อมกอด แล้วมองหน้าลูกชายด้วยความเป็นห่วงแต่เมื่อได้เห็นบนหน้าของเขาที่ตาเริ่มเหลือกปากอ้าค้างคล้ายต้องการหายใจให้ทั่วท้อง ก็หันไปทางพระราชาอัลเฟรดได้ความไม่พอใจ

            “นี่มันอะไรกันคะคุณทั้งที่มีคุณไปด้วยทำในเออร์วินยังเป็นแบบนี้อยู่อีก บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะคะว่าใครกันที่บังอาจมาทำเออร์วินแบบนี้”

            พระราชาอัลเฟรดพูดไม่ออกเขาไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดีหากบอกไปว่าเป็นเพราะภูเขาสองลูกของเธอนั่นแหละมีหวังเรื่องคงไม่จบง่ายๆ ขณะที่พระองค์กำลังไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี เออร์วินก็กระตุกมือของมารดาบอกว่า

            “ไม่ใช่ครับท่านแม่ไม่มีใครทำอะไรผมทั้งนั้นครับผมก็แค่ เอ่อ...เหนื่อยนิดหน่อยน่ะครับ นี่ดูสิครับเห็นไหมผมหายดีแล้ว”

            ราชินีเอลิเซียหันมามองเขาพบว่าตอนนี้เขาดูดีขึ้นจริงๆ เธอจึงนั่งยองให้มีส่วนสูงใกล้เคียงกับเขา ถามเขาด้วยความเป็นห่วงว่า

            “จริงๆ นะลูกแม่ไม่เป็นไรแล้วจริงๆ นะ”

            เออร์วินพยักหน้าอย่างหนักแน่น

            “จริงครับผมไม่เป็นอะไรเลยเห็นไหมครับ”

            ราชินีเอลิเซียยิ้มให้กับลูกชายก่อนจะจับไหล่ทั้งสองแล้วพูดกับเขาอย่างอ่อนโยนว่า

            “ลูกแม่ไม่เป็นไรก็ดีแล้วจ๊ะแต่จำไว้นะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแม่จะปกป้องลูกเสมอ ดังนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นอย่ากลัวที่จะบอกแม่นะ”

            ราชินีเอลิเซียแสดงผ่านคำพูดว่าเธอไม่สนใจว่าเขาไปทำอะไรสิ่งที่เธอสนใจคือจะมีใครทำอะไรลูกชายเธอหรือไม่ เออร์วินยิ้มรับแล้วกล่าวว่า

            “ครับท่านแม่ถ้ามีใครทำอะไรผมจะรีบมาฟ้องท่านแม่ก่อนเป็นอันดับแรกเลยครับ”

            “ดีแล้วล่ะจ๊ะ”

            แล้วเธอก็โน้มหน้าลงไปจูบที่หน้าผากของเขาอย่างอ่อนโยน เมื่อถอนริมฝีปากออกมากลับต้องขมวดคิ้วพร้อมกับทำจมูกฟุดฟิด แล้วก็เปลี่ยนเป็นทำหน้าตื่นเต้นเอามือปิดปากพูดว่า

            “อุ๊ยนี่ลูกแม่โตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ยร้ายไม่เบาเลยนะเออร์วินของแม่”

            เออร์วินมึงงทำหน้าไม่เข้าใจ

             

            พวกบารอนเอเดรียนหลังจากที่ออกมาจากพระราชวังก็เดินรวมกลุ่มกันมีเพียงแค่โทมัสที่แยกตัวออกไป ระหว่างที่เดินอยู่นั้นเบลนกลับถามขขึ้นลอยๆ ว่า

            “จริงหรือเปล่าว่ามีเด็กที่สนใจในดาบเล่มนี้”

            ทุกคนต่างพากันหยุดเดินแล้วหันมามองเบลนเป็นตาเดียว

            บารอนเอเดรียนตอบว่า

            “เรื่องนี้ท่านถามไลลาเถอะ”

            เบลนหันมามองไลลาสายตายที่เต็มไปด้วยผมกระเซิงของเขาเป็นเชิงคำถาม ไลลาล่พยักหน้าตอบว่า

            “จริงค่ะเธอชื่อว่าลิลลี่”

            “ลิลลี่? ชื่อเหมือนเด็กผู้หญิง”

            “เธอเป็นเด็กผู้หญิงค่ะท่านเบลนทั้งยังเป็นเด็กเผ่ามารหูสัตว์ด้วย ตอนนี้เธอเป็นอัศวินฝึกหัดอยู่ค่ะ”

            เบลนครุ่นคิดก่อนจะถามว่า

            “แล้วตอนนี้เด็กคนนั้นนอกจากฝึกอาวุธของพวกทหารแล้วอาวุธที่สองที่เลือกคืออะไร”

            “เธอยังคงเลือกดาบใหญ่ค่ะ”

            เบลนคล้ายจมปลักอยู่ในห้วงความคิดของอะไรสักอย่าง ทั้งสามคนก็ยืนอยู่เงียบๆ ก่อนจะได้ยินเบลนพูดเพียงว่า

            “ว่างๆ ข้าจะไปดูเด็กคนนั้นที่ค่ายทหาร”

            พูดจบก็ไม่สนใจอะไรเดินผ่านทุกคนไปยังทิศที่เป็นทางออกจากเขตขุนนาง ไลลาที่เหมือนจะเข้าใจอะไรได้ก็พูดว่า

            “เหมือนว่าท่านเบลนจะสนใจลิลลี่ไม่น้อยนะ”

            บารอนเอเดรียนส่ายหน้าเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงแต่ว่าที่มุมปากของเขากลับเผยรอยยิ้มเล็กน้อย เขาเองก็เฝ้ารอวันที่ดาบใหญ่เล่มนั้นจะได้กลับมาเป็นทั้งดาบและโล่ให้กับเมืองไพร์ล็อกอีกครั้ง ซึ่งน่าเสียดายที่หลังจากเบลนวางดาบเล่มนั้นลงและทิ้งมันไว้ที่คลังอาวุธของงกองทัพก็ไม่มีใครสนใจมันอีก แต่ดูเหมือนว่าวันๆ นั้นเองก็ดูจะอยู่ไม่ไกลแล้ว

            เมื่อนึกถึงเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ที่เปี่ยมชีวิตชีวาคนนั้นบารอนเอเดรียนก็อดยิ้มไม่ได้ขึ้นมา ตอนที่เด็กสาวคนนี้มาฝึกที่ค่ายทหารวันแรกทุกคนล้วนอคติเพราะเผ่าพันธุ์ของเธอ แต่ใช้เวลาเพียงไม่นานด้วยความมีชีวิตชีวาที่มักจะแสดงให้เห็นถึงความสดใสร่าเริงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตอนนี้มีทหารในค่ายเกินครึ่งออกอาการคลั่งไคล้ในความน่ารักของเธอ

            “ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรน่ะลุงหยะแหยงอ่ะ”

            ออกัสพูดขึ้นขัดความคิดของเขา บารอนเอเดรียนก็ตอบด้วยการพูดลอยๆ ว่า

            “จะว่าไปพวกเรายังไม่ได้คุยเรื่องบทลงโทษสำหรับความผิดในคืนนี้เลยนะ”

            ออกัสนิ่งค้างไปทันทีส่วนไลลานั้นรีบพูดว่า

            “พ่อคะไอ้ออกัสมันพูดนะหนูไม่เกี่ยว”

            บารอนเอเดรียนพูดว่า

            “กลับไปที่ค่ายทหารกันเถอะต้องไปแจ้งให้พวกทหารยกเลิกการเฝ้าระวังที่ทำมาหลายคืนด้วย”

            พูดจบก็เดินดุ่ยๆ ไปทิ้งผู้ช่วยแม่ทัพสองคนให้ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไลลาหันมามองออกัสก่อนจะพูดไปว่า

            “เพราะแกฉันถึงได้ซวยไปด้วยเลยหมาในปากหัดเก็บไว้บ้างก็ดีนะ”

            ออกัสเถียงว่า

            “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดเลยเธอก็เองก็คิดอยู่ในหัวเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ ฉันก็แค่พูดสิ่งที่อยู่ในหัวของเราทั้งคู่ก็เท่านั้น”

            ไลลาไม่ปฏิเสธแต่เถียงกลับว่า

            “แต่ฉันไม่ได้พูดออกมาแล้วลากคนอื่นซวยตามด้วย”

            ออกัสเถียงไม่ออกทันทีกลับเป็นบารอนเอเดรียนพูดออกมาว่า

            “จะเถียงกันไปทำไมเป็นผัวเมียกันก็หัดดีๆ กันไว้สิ”

            “ “ไม่ใช่ผัวเมียสักหน่อย” ”

            ทั้งสองพูดพร้อมกันแทบจะในทันที

             

            ที่คฤหาสน์ของไวเคาตน์โรซาลินด์ ภายในคฤหาสน์นั้นตกแต่งโดยให้ความรู้สึกลึกลับตามแบบฉบับของผู้ใช้เวทย์ทำนาย ไวเคานต์โรซาลินด์เจ้าของคฤหาสน์นั้นเป็นหนึ่งในคนที่ครั่งใคร้ศาสตร์แห่งการทำนายเป็นอย่างมาก เขาแทบจะศึกษาเวทย์การทำนายทุกรูปแบบเท่าที่หาได้ แตกฉานบ้างไม่แตกฉานบ้าง แม่นยำบ้างไม่มานบ้างไม่เป็นไรขอแค่ได้เรียนเป็นพอ

            ประตูคฤหาสน์เปิดออกเป็นโทมัสลูกชายคนโตเดินเข้ามา เขาตรงไปที่บันไดเพื่อขึ้นไปที่ห้องของตนบนชั้นสองแต่พึ่งขึ้นไปได้แค่ไม่กี่ขั้นกลับมีเสียงพ่อของตนถามมาจากทางด้านหลัง

            “ดึกดื่นกลางค่ำกลางคืนออกไปไหนมา”

            โทมัสเหลียวหน้ามามองพบว่าผู้เป็นพ่อเดินออกมาจากห้องข้างๆ เขามีร่างกาบผอมซูบเบ้าตาลึกขอบตาคล้ำในมือถือตำราเวทย์มนต์ที่เกี่ยวกับศาสตร์การทำนายเล่มใหญ่ โทมัสตอบไปว่า

            “พอดีมีธุระนิดหน่อยครับพ่อ”

            “ธุระอะไร?”

            “ไม่ใช่ธุระสำคัญอะไรหรอกครับเพียงแค่มันเลื่อนไปจัดการวันอื่นไม่ได้เท่านั้น”

            ไวเคานต์โรซาลินด์รู้ว่าลูกชายของตนกล่าวกลบเกลื่อนแต่ก็ไม่คิดจะซักไซร้อะไรอีก แต่ถามว่า

            “ไหนๆ เจ้าก็อุตส่าก้าวออกมาจากห้องสมุดทั้งทีไม่รองจัดงานเลี้ยงนำชาแล้วเชิญเจ้าหญิงลิลิธ...”

            “ถ้าเรื่องจะให้ผมเษกสมรสกับเจ้าหญิงล่ะก็พ่อเลิกหวังจะดีกว่านะครับ เพราะผมไม่สนใจอะไรแบบนั้นแถมตอนนี้ผมยังมีเรื่องที่น่าสนใจกว่าให้ทำอยู่”

            พูดจบโทมัสก็เดินขึ้นบันไดไปโดยทิ้งพ่อของตนให้ยืนอยู่อย่างนั้น ไวเคานต์โรซาลินด์มองไล่หลังลูกชายพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขาเองก็เหมือนขุนนางคนอื่นๆ ที่หวังให้ลูกชายได้เษกสมรสกับเจ้าหญิงเพื่อที่จะได้กลายเป็นพระราชาในอนาคต แต่ที่น่าปวดหัวก็คือเจ้าลูกชายคนนี้ของเขากลับไม่แสดงท่าทีสนใจเลยแม้แต่น้อย

            ยิ่งพอได้รู้เรื่องที่ลูกชายของลอร์ดอาร์เทมิสอย่างกิลเบิร์ตทำการลุกหนักด้วยการเข้ารับการฝึกเป็นอัศวิน เขายิ่งกังวลจนแทบนั่งไม่ติดแต่ดันติดที่ลูกชายของเขากลับฝังตัวอยู่แต่ในห้องสมุด พอวันนี้ออกมาจากห้องสมุดได้และมีโอกาสพูดคุยกันกลับแสดงชัดเจนว่าไม่สนใจเสียอย่างนั้น

            ไวเคานต์โรซาลินด์รู้สึกจนปัญญาขึ้นมาหลายครั้งที่เขาพยายามทำนายอนาคตว่าใครจะได้เข้าพิธีเษกสมรสกับเจ้าหญิงก็กลับมีปัญหาขึ้นเมื่อพบว่าคำตอบที่ได้รับทุกครั้งล้วนแต่เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก ผมสีฟ้านัยน์ตาสีทองใบหน้าหล่อเหลางดงาม ดูก็รู้ว่าเป็นคนที่มีชาติตระกูลสูงส่ง แม้จะมีผลการทำนายออกมาเป็นเช่นนี้แต่ไวเคานต์โรซาลินด์กลับยังไม่ทอดทิ้งความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงคำทำนายโดยการให้โทมัสเษกสมรสกับเจ้าหญิงลิลิธ แต่ดูเหมือนว่าลูกชายของเขาจะไม่สนใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

            โทมัสเปิดปะตูเข้ามาในห้องนอนของตน เขาเดินไปที่โต๊ะหัวเตียงเปิดลิ้นชักแต่กลับล้วงมือเข้าไปตรงตำแหน่งส่วนบนของลิ้นชักแล้วหยิบของที่ถูกห่อด้วยห่อถ้าออกมา โทมัสวางของชิ้นนั้นลงบนโต๊ะก่อนจะแกะห่อผ้าออกเป็นตำราหนาเตอะเล่มหนึ่งวางทับกับสมุดเล้มหนึ่ง บนปกตำราเขียนไว้ว่า ‘ห้าธาตุพื้นฐานสำหรับพ่อมดแม่มด’ พร้อมกับวาดเป็นรูปดาวห้าแฉก

            โทมัสมองตำราบนโต๊ะก่อนจะหยิบสมุดออกมากางตัวสมุดทุกหน้านั้นถูกเขาขีดเขียนไปต่างๆ นานรกไปหมด เขาเปิดมาถึงหน้าล่าสุดนึกถึงสิ่งที่เขาได้เห็นในวันนี้ก่อนจะเขียนลงไปว่า ‘อาวุธที่เหมือนกับปืนไฟของพวกคนแคระแต่เหนือว่าทุกด้าน ทั้งพลัง ความแม่นยำ ความเร็วในการบรรจุกระสุนใหม่ สามารถทำให้เกล็ดของนาคราชสามเศียรที่ว่าแข็งแตกได้ด้วยแรงระเบิดที่ไม่ต้องพึ่งพามานา’ เขียนถึงตรงนี้โทมัสก็หยุดมือแววตาฉายความสนใจอย่างบ้าคลั่งพร้อมฉีกยิ้มออกมากล่าวว่า

            “เจ้าชายเออร์วินสมกับเป็นอัจฉริยะจริงๆ”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน