ดั่งฝันชะตาลวง

    ตอนที่ 58 ร่วมมือ

            ตอนที่ 58 ร่วมมือ

             

            ซ่งหยางเจ๋อไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะถูกต้องหรือไม่แต่ยามนี้เรื่องราวมันซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะรับไหวแล้วชายผู้นั้นเป็นหนทางรอดเดียวของเขาในขณะนี้ ดังนั้นเขาจำเป็นต้องลองเสี่ยงดู

             

            ชายหนุ่มมุ่งหน้าไปยังสุสานหลวงเพราะรู้ว่าองค์รัชทายาทผู้นั้นมีความรักลึกซึ้งต่อสตรีสกุลหยางมากเพียงไรดังนั้นเขาจึงตั้งใจนำจดหมายและหลักฐานทั้งหมดไปเก็บซ่อนไว้ที่ตั้งโลงศพของสตรีผู้นั้น

             

            หากว่าครั้งนี้เขาทำพลาดและต้องตายก่อนจะได้เปิดโปงเรื่องโสมมเหล่านี้จริงๆอย่างน้อยหลักฐานก็จะยังอยู่ในที่ปลอดภัยเพื่อรอวันที่บุรุษสูงศักดิ์เปี่ยมด้วยอำนาจผู้นั้นมาสานต่อ

             

            ชายหนุ่มควบม้าออกนอกเมืองเป็นเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็มาถึงที่หมายเขาเดินเก็บฝีเท้าและผูกม้าไว้ที่มุมลับตาคน ใช้ร่มไม้ในการอำพรางตัวก่อนจะอาศัยช่วงที่สับเปลี่ยนเวรยามลอบเข้าไปภายในสุสาน

             

            ซ่งหยางเจ๋อเพิ่งเคยมาที่สุสานหลวงเป็นครั้งแรกดังนั้นเขาจึงเดินหลงอยู่ในห้องโถงที่มี เส้นทางซับซ้อนตรงหน้า

             

            เขาใช้เวลาเดินหาอยู่นานจนกระทั่งพบกับแสงไฟส่องสลัวเป็นเงาเลือนรางอยู่ริมทางเดินแห่งหนึ่งยิ่งเดินเข้าไปใกล้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากเตาผิงไฟ

             

            แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเดินเข้าไปใกล้กว่านั้นจู่ๆ ซ่งหยางเจ๋อก็ถูกสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่จู่โจมอย่างไม่ปรานีมันขู่คำรามอย่างดุร้ายและโถมตัวเข้าใส่เขาอย่างจังจนทั้งคู่ล้มลงไปกับพื้น

             

            ฮึก!

             

            ท่อนแขนแกร่งปัดป้องคมเขี้ยวสัตว์ร้ายที่คิดจะขย้ำคอของเขาได้ทันท่วงทีแล้วผลักมันออกไปอย่างแรง

             

            ดวงตาสีนิลแวววาวทอประกายดุร้ายในยามราตรีจ้องมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างระแวดระวังฉับพลันนั้นมันก็สบโอกาสกระโดดเข้าจู่โจมชายผู้นั้นอีกครั้งและพยายามที่จะปลิดชีวิตอีกฝ่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย

             

            ซ่งหยางเจ๋อไม่มีทางเลือกท่ามกลางแสงไฟที่ส่องสลัวเขามองไม่ชัดเจนว่าสัตว์ร้ายที่จู่โจมเขาคือตัวอะไรแต่ดูจากท่าทางดุร้ายของมันแล้ว หากไม่สังหารมันก็คงเป็นเขาที่ต้องทิ้งชีวิตเอาไว้!

             

            ในขณะที่เขาเดินลมปราณมาไว้ที่ฝ่ามือเตรียมจะซัดพลังใส่สัตว์ร้ายตัวนี้ให้ตายในคราเดียวจู่ๆ ก็มีเสียงหนักแน่นทรงพลังที่คุ้นเคยดังขึ้นเสียก่อน  

             

            “หยุด!”

             

            เสียงห้ามปรามนั้นยับยั้งสัตว์ร้ายตัวนั้นได้ทันตามันคลายลำคอที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำลายของชายตรงหน้าออกก่อนจะไล้เลียด้วยความเสียดายและถอยกลับไปอยู่เคียงข้างเจ้านายหนุ่มอย่างเชื่อฟัง

             

            มู่หลงซางฉีมองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่สงบนิ่งก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร “อ้อ ใต้เท้าซ่งนี่เอง ลงทุนลำบากมาไกลถึงสุสานหลวงคงไม่ได้คิดวางแผนชั่วอันใดอยู่หรอกกระมัง?”

             

            แม้ปากจะเอ่ยหยอกล้ออย่างเป็นกันเองแต่ทว่าสายตาที่คมกริบดุดันนั้นกลับกดข่มอีกฝ่ายอย่างชัดเจนราวกับว่าถ้าชายผู้นี้มีแผนการชั่วร้ายจริงๆเขาก็พร้อมที่จะลงมือปลิดชีวิตอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ

             

            ซ่งหยางเจ๋อรู้สึกตกใจอยู่บ้างคาดไม่ถึงเลยว่าจะเจอคนที่เขาคิดจะขอความช่วยเหลือที่นี่ก่อนจะรีบพยุงร่างของตัวเองขึ้นมาและคุกเข่าประสานมือต่อชายตรงหน้าอย่างนอบน้อม “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตั้งใจมาหาองค์รัชทายาท...”

             

            “มาหาข้า? หากจะมาแสดงละครตบตาอันใดก็ไปเสียเถอะข้าไม่คุยกับพวกต่ำช้าโกงกินชาติบ้านเมืองของตัวเอง” น้ำเสียงเย็นชาแฝงด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด

             

            ถึงแม้อีกฝ่ายจะแสดงท่าทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเขาทว่าซ่งหยางเจ๋อกลับยังคงท่าทางสงบนิ่งด้วยรู้ว่าภาพลักษณ์ของตัวเองในราชสำนักนั้นไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่หากอีกฝ่ายจะเกลียดชังคนโป้ปดหน้าไหว้หลังหลอกเช่นเขาก็คงมิแปลก

             

            เพื่อแสดงความจริงใจแล้วซ่งหยางเจ๋อจึงได้ปลดห่อสัมภาระที่หลังและนำเอาหลักฐานรวมถึงรายชื่อผู้ร่วมการทุจริตนี้มอบให้ชายตรงหน้าไปแต่โดยดี

             

            “นี่เป็นรายชื่อของผู้ที่มีส่วนร่วมในการทุจริตเงินก่อสร้างหอบูชาสวรรค์พ่ะย่ะค่ะกระหม่อมได้ลงบันทึกจำนวนเงินที่พวกเขาเบิกไป จำนวนเงินที่ใช้ตามจริงเงินส่วนต่างที่ขาดหายไปรวมถึงเงินขวัญกำนัลที่แจกจ่ายให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”ซ่งหยางเจ๋อบอกเล่าทุกอย่างไปตามความจริงอย่างไม่คิดที่จะปิดบัง

             

            มู่หลงซางฉีเพียงแค่เงียบฟังชายผู้นี้พูดความจริงที่ตัวเขาเองก็พอจะรู้อยู่แล้วก่อนจะลอบประเมินท่าทางสงบนิ่งตรงหน้าที่ดูย้อนแย้งกับท่าทางเจ้าเล่ห์ไม่จริงใจเมื่อยามอยู่ในราชสำนักในใจก็เริ่มนึกสนใจในตัวชายผู้นี้ขึ้นมา แท้จริงแล้วเขามีกี่หน้ากันแน่?

             

            “เจ้าพูดแค่ความผิดของคนพวกนั้น แต่กลับไม่พูดถึงความผิดของตัวเจ้าเองหรือเจ้าแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้กระทำผิด?” มู่หลงซางฉีเลิกคิ้วมองดูชายตรงหน้าและเอ่ยถามอย่างราบเรียบ

             

            ซ่งหยางเจ๋อรู้ดีว่าชายตรงหน้ากำลังหยั่งเชิงเขาอยู่จึงได้ตอบอย่างหนักแน่นไปตามความจริง “กระหม่อมย่อมมีความผิดโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงและร่วมมือกับคนเหล่านั้นนำเงินของแผ่นดินออกไปพ่ะย่ะค่ะ”

             

            “…กระหม่อมยินดีรับโทษภายหลังจากที่พบตัวผู้อยู่เบื้องหลังการทุจริตเงินผู้ประสบภัยเป็นเหตุให้บิดาและพี่ชายกระหม่อมต้องตายรวมถึงครอบครัวชาวบ้านอีกนับหมื่นคนที่ต้องประสบเภทภัยโดยไร้ซึ่งความช่วยเหลือหลังจากจัดการเรื่องราวทุกอย่างเสร็จแล้ว พระองค์จะลงโทษกระหม่อมเช่นไรกระหม่อมก็พร้อมยอมรับผิดทุกอย่าง…”

             

            ซ่งหยางเจ๋อประสานมือตอบกลับด้วยความหนักแน่นไร้ซึ่งการความหวาดกลัวใดๆ ตัวเขาได้เตรียมใจมาก่อนแล้วถึงได้เลือกเดินเส้นทางนี้และไม่คิดที่จะเสียใจในภายหลัง ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใดเขาก็จะไม่ยอมปล่อยมือเป็นอันขาด

             

            เมื่อกล่าวประโยคนี้จบแล้วเขาจึงควักเอากล่องเงินที่นำติดตัวมา มอบให้อีกฝ่ายไปโดยไม่คิดที่จะเก็บงำไว้อีก

             

            “นี่เป็นเงินขวัญกำนัลที่ท่านอัครเสนาบดีหลินมอบให้กระหม่อมนับตั้งแต่ที่เข้าร่วมกลุ่มของพวกเขารวมทั้งสิ้นหนึ่งแสนตำลึงพ่ะย่ะค่ะ”

             

            มู่หลงซางฉีเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจที่เห็นว่าขุนนางใหม่ผู้นี้ได้รับเงินขวัญกำนัลจำนวนมากภายในช่วงเวลาเดือนกว่าๆที่เข้ารับราชการ ฝ่ามือใหญ่รับกล่องไม้นั้นมาเปิดดูเล็กน้อยก่อนจะยื่นให้องครักษ์เงาที่แฝงตัวอยู่ด้านหลังไป

             

            “เจ้าคงไม่คิดว่านำหลักฐานรวมถึงตั๋วเงินเหล่านี้มาคืนแล้วจะพ้นความผิดหรอกกระมัง...”

             

            “เรื่องพ้นความผิดหรือไม่นั้นอยู่ที่เบื้องบนตัดสินกระหม่อมทำไปเพื่อไม่ให้ตัวเองผิดบาปมากไปกว่านี้เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งหยางเจ๋อยังคงตอบด้วยท่าทีสงบนิ่งไม่หวั่นเกรง

             

            เมื่อได้ยินอย่างนี้แล้วมู่หลงซางฉีก็พยักหน้าเบาๆท่วงท่าของเขาในยามนี้ดูผ่อนคลายและไม่เคร่งขรึมเหมือนก่อนหน้านี้อีกสุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย “ถึงแม้จะได้เงินหนึ่งแสนตำลึงนี้กลับคืนมาแต่ทว่าอีกหลายแสนตำลึงที่หายไปเกรงว่าคงจะสูญเปล่าแล้วสินะ”

             

            เมื่อได้ยินอย่างนั้นซ่งหยางเจ๋อก็พลันครุ่นคิดเล็กน้อย ต้องยกความดีความชอบที่เขาเกิดมาฉลาดแกมโกงทั้งยังคลุกคลีอยู่กับเหล่าคุณชายเสเพลมาก่อน ดังนั้นจึงมีความเข้าใจในธรรมชาติของคนประเภทนี้ยิ่งนักก่อนจะตัดสินใจเสนอความคิดเห็นออกมา

             

            “หากองค์รัชทายาทไม่ว่าอะไรกระหม่อมอยากอาสานำเงินที่หายไปกลับมาคืนสู่ท้องพระคลังพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่...”ซ่งหยางเจ๋อหยุดชะงักไปเล็กน้อยราวกับไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะยอมตกลง

             

            “เพียงแต่อะไร” มู่หลงซางฉีก็อยากรู้เช่นกันว่าชายผู้นี้จะใช้วิธีใดนำเงินเหล่านั้นกลับมา

             

            “เพียงแต่ไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทจะทรงยินยอมใช้วิธีสกปรกร่วมกับกระหม่อมหรือไม่”ซ่งหยางเจ๋อเอ่ยทิ้งท้ายอย่างมีเลศนัย

             

            “นั่นต้องดูว่าวิธีสกปรกของเจ้าคืออะไร”มู่หลงซางฉีไม่ได้รับปากในตอนนี้ เพียงต้องการฟังให้แน่ชัดก่อนจึงค่อยตัดสินใจ

             

            “องค์รัชทายาทโปรดวางใจวิธีของกระหม่อมไม่ได้รุนแรงถึงชีวิตแต่อย่างใด เพียงแค่พวกเขาโกงมาพวกเราก็แค่โกงกลับเท่านั้น เดิมทีเงินก็เป็นของแผ่นดินอยู่แล้วหากจะนำคืนมาก็มิใช่เรื่องผิด”

             

            ซ่งหยางเจ๋อเอ่ยอย่างราบเรียบ ดวงตาสีนิลคู่นั้นทอประกายเจ้าเล่ห์ทรงเสน่ห์พร้อมบอกเล่าแผนการของตัวเองอย่างไม่ปิดบัง “ขอเพียงองค์รัชทายาทสร้างโรงบ่อนพนันขึ้นมากระหม่อมจะเชิญชวนให้คนเหล่านั้นมาเล่นพนันโดยการเล่นเก็บแต้มและใช้กันด้วยเงินตำลึง แรกเริ่มพระองค์อาจจะต้องเตรียมเงินสำรองในการล่อหลอกพวกเขาอยู่สักหน่อยแต่กระหม่อมรับรองได้ว่าหลังจากนั้นพระองค์จะได้เงินต้นและเงินที่คนเหล่านั้นโกงกินไปกลับคืนมาได้ทุกอีแปะพ่ะย่ะค่ะ”

             

            “แม้แรกเริ่มจะดูเหมือนฝ่ายเราเสียเปรียบสักหน่อยแต่องค์รัชทายาทอย่าได้กังวลใจไป เพราะพวกเขาจะไม่มีวันเอาชนะการเดิมพันครั้งนี้ไปได้...หากว่าพวกเขาเจอเจ้ามือคดโกงอย่างพวกเรา...”

             

            ซ่งหยางเจ๋อยิ่งเอ่ยแววตาของเขาก็ยิ่งกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้นขอเพียงมีขุนเขาที่เปี่ยมด้วยทรัพย์และอำนาจเช่นนี้คอยหนุนหลังเขาก็จะสามารถจัดการคนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย

             

            “ดูเหมือนเจ้าจะมั่นใจในความสามารถตัวเองมากนะแต่ข้ากลับมองว่าแผนการนี้ยังมีปัญหา หากว่าเปิดโรงพนันขึ้นมาจริงๆย่อมมีประชาชนไม่น้อยปะปนเข้ามาเมื่อถึงเวลานั้นอาจทำให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเดือดร้อนรวมถึงยังมอมเมาประชาชนอีกด้วย ยิ่งคนมากก็ยิ่งยากที่จะจัดการให้ดีได้”

     

            มู่หลงซางฉีหยุดชะงักไปเพียงชั่วครู่และเอ่ยออกมาอีกครั้ง“เอาอย่างนี้ ข้าจะเปิดโรงสุราแทนเพื่อไม่ให้น่าสงสัยจนเกินไปนักข้าจะทิ้งคนกลุ่มหนึ่งไว้คอยเป็นลูกมือให้เจ้าเพียงแค่ดำเนินการอยู่เบื้องหลังก็พอส่วนเรื่องบ่อนพนันนั้นข้าจะเปิดเป็นห้องรับรองสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น จะได้ไม่ต้องปะปนกับชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องและยังจัดการกลุ่มคนเหล่านั้นได้ง่ายกว่าด้วย”

             

            “ทรงพระปรีชายิ่งนักสมแล้วที่เป็นองค์รัชทายาท” ซ่งหยางเจ๋อยิ้มออกมาด้วยความยินดีในแผนการพร้อมกลับคืนสู่ท่าทางเจ้าเล่ห์และประสานมือเอ่ยประจบประแจงอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย

             

            “วาจาประจบประแจงเช่นนี้วันหน้าพูดให้น้อยลงหน่อยก็ดี” มู่หลงซางฉีเองก็ยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยไม่แพ้กันก่อนจะเอ่ยอีกครั้งว่า “เงินหนึ่งล้านตำลึงเพียงพอหรือไม่”

             

            “เพียงพอแล้วพ่ะย่ะค่ะขอบพระทัยองค์รัชทายาทที่ทรงไว้ใจกระหม่อม” ซ่งหยางเจ๋อประสานมือคารวะขอบคุณด้วยความนอบน้อม

     

            “จริงสิเจ้าบอกว่าท่านอัครเสนาบดีหลินก็มีส่วนร่วมด้วยอย่างนั้นรึ” มู่หลงซางฉีนึกถึงคำพูดอีกฝ่ายเมื่อสักครู่นี้ขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย

             

            “กระหม่อมไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเขามีส่วนร่วมยังมีอีกเรื่องสำคัญอีกหนึ่งเรื่องที่กระหม่อมต้องรายงานพระองค์” ซ่งหยางเจ๋อเอ่ยด้วยสีหน้าที่เป็นกังวลใจอย่างปิดไม่มิดด้วยเพราะเกรงว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวสลับซับซ้อนนี้อาจมีส่วนร่วมกับคนต่างแคว้น

             

             นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่างแน่นอนยามนี้แคว้นซีหลิงเพิ่งจะได้รับชัยชนะกลับคืนมาบ้านเมืองยังคงต้องเริ่มฟื้นฟูใหม่อีกครั้งหลังจากที่จมอยู่กับช่วงภัยสงครามมาเนิ่นนานอีกทั้งเงินในท้องพระคลังก็หมดไปกับกองทัพและอาวุธไม่น้อยดังนั้นจึงไม่ใช่เวลาที่จะกลับเข้าสู่สงครามอีกครั้ง

             

            หากเป็นไปได้ควรรีบหาตัวคนทรยศให้เจอและจัดการพวกมันให้สิ้นซากก่อนจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น!

             

            “จงว่ามา” มู่หลงซางฉีเอ่ยด้วยสีหน้าที่จริงจังไม่แพ้กันแม้เขาจะไม่เชื่อใจชายที่อยู่ตรงหน้ามากนักแต่ถึงกระนั้นก็ยังเลือกที่จะรับฟังสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะบอกเล่า

             

            “กระหม่อมคิดว่ามีคนต่างแคว้นแฝงตัวอยู่ในแคว้นของพวกเราพ่ะย่ะค่ะ...”

             

     .

    .

    .

    คล้ายกับเรื่องดั่งฝันชะตาลวง ที่คุณอ่าน