“ท่านแม่ ท่านได้ยินข่าวลือที่เกิดขึ้นในจวนแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” เสิ่นเจาถามมารดาอย่างกระตือรือร้น
“ข่าวลืออะไร?” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นถามกลับอย่างไร้อารมณ์
“ก็ข่าวลือที่ว่าพี่สะใภ้ใหญ่ป่วยจนลุกจากเตียงไม่ได้มาหลายวัน แต่หลังจากที่นางตื่นขึ้นมา สมองของนางก็มีปัญหาอย่างไรขอรับ”
“สมองมีปัญหาแล้วอย่างไร สุดท้ายหน้าที่ดูแลจวนก็ยังเป็ของนางหญิงแพศยานั่นอยู่ดี” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
หลังจากที่นายท่านผู้เฒ่าเสิ่นกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคนก่อนเสียชีวิตด้วยเหตุดินถล่มระหว่างที่พวกเขาเดินทางกลับจากการไปไหว้อัฐิบรรพบุรุษที่บ้านเกิด ฮูหยินรองจึงได้รับแต่งตั้งจากผู้าุโประจำตระกูลให้ขึ้นเป็ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคนต่อมา
อำนาจการดูแลจวนทั้งหมดจึงตกอยู่กับนาง รอจนกว่าเสิ่นมู่แต่งงาน หน้าที่ดังกล่าวจึงจะถูกส่งต่อให้ลูกสะใภ้ ในระหว่างนี้ฮูหยินผู้เฒ่ากับลูกชายจึงใช้จ่ายเงินอย่างมือเติบ
แต่พอเจียงเยว่เวยแต่งเข้ามา เจียงเยว่เวยก็เริ่มอาละวาดที่จะเป็คนดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของจวนด้วยตัวเอง เพราะเจียงเยว่เวยเป็บุตรสาวคนโตของราชเลขาเจียง แม้จะมีข่าวลือหนาหูว่าสถานะในจวนของนางไม่นับว่าดีเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็ไม่กล้าที่จะมีปัญหากับลูกสะใภ้ เพราะนางกลัวว่าถ้านางสร้างปัญหา มันอาจส่งผลกระทบกับหน้าที่การงานของเสิ่นเจา
อีกทั้งเสิ่นมู่ก็ดูจะให้ท้ายภรรยาเป็อย่างมาก ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจึงจำเป็ต้องคืนสมุดบัญชีและกุญแจเก็บคลังสมบัติของตระกูลให้กับเจียงเยว่เวยไป ั้แ่นั้นมาฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็เกลียดลูกสะใภ้ใหญ่เข้าไส้ แม้แต่พิธียกน้ำชาคารวะในตอนเช้ายังถูกยกเลิก เพราะนางกลัวว่าลูกสะใภ้จะมาทำให้นางโมโหตายไปเสียก่อน
“ท่านแม่ไม่คิดบ้างหรือขอรับว่าถ้าข่าวลือนี้แพร่ออกไปนอกจวน เสิ่นมู่จะถูกผู้คนมองว่าอย่างไรที่ภรรยาของเขาเป็คนสติไม่ดี” เสิ่นเจายิ้มกว้างอย่างดีใจ “ท่านแม่น่าจะใช้โอกาสนี้เรียกคืนหน้าที่ดูแลจวนกลับมานะขอรับ”
“เ้ามีแผนการดีๆ อย่างไร” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นถามอย่างสนใจ ในเมื่อจวนหลังนี้นางเป็ผู้าุโที่สุด หากได้อำนาจในการดูแลจวนกลับมาอยู่ในมือแล้วจะมีใครกล้าแข็งข้อกับนาง แม้แต่เสิ่นมู่ก็คงไม่กล้า
“อย่างแรกเราต้องปล่อยข่าวลือออกไปก่อน ไม่ใช่แค่เื่ที่นางสติไม่ดี ยังมีเื่ที่นางไม่เคยมาคารวะแม่สามีในตอนเช้า รวมถึงเื่ที่นางกลั่นแกล้งอนุหรือแม้แต่เื่ที่นางลงโทษบุตรของอนุอย่างไม่เป็ธรรม เื่พวกนี้ต้องพูดออกไปทั้งหมดขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นหัวเราะอย่างชอบใจ “ความคิดของเ้าช่างดีจริงๆ หากเื่นี้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ข้าจะได้หน้าที่ดูแลจวนกลับมา แต่เสิ่นมู่ก็ต้องเสียหน้า บางทีตำแหน่งรองเ้ากรมอาญาก็อาจจะรักษาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ถึงตอนนั้นข้าจะใช้เงินไปติดสินบนเพื่อให้เ้าเข้าไปรับตำแหน่งแทน แล้วข้าจะดูว่าเสิ่นมู่ยังมีอะไรที่จะมาต่อกรกับข้าอีก ต่อไปเขาคงเป็ได้แค่นายท่านใหญ่ที่ไร้อำนาจและไร้ประโยชน์ นานวันเข้าข้าจะเป็คนขับไล่เขาออกจากจวนแบบตัวเปล่า ต่อจากนั้นจวนสกุลเสิ่นและเงินทองทั้งหมดก็จะเป็ของเราสองคนแม่ลูก”
“ลูกจะทำตามคำของท่านแม่ทุกประการ ท่านแม่ว่าอย่างไรลูกจะไม่ขัดเลยขอรับ” เสิ่นเจาบอกมารดาอย่างเอาใจ ‘เหอะ...เสิ่นมู่ ในที่สุดเ้าก็มีวันนี้ แต่ก็อย่างว่า ใครใช้ให้เ้าแต่งภรรยาโง่เขลาคนนี้เข้ามากันเล่า หรือว่าข้าควรไปขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่สักหน่อยที่นางสร้างปัญหาจนเ้าใกล้จะถูกท่านแม่ของข้าขับไล่ออกจากจวนแล้ว’
เสิ่นสิ่วที่นั่งอยู่บนหลังคาได้ยินทุกคำอย่างชัดเจน
ณ กรมอาญา
“ฮูหยินผู้เฒ่ากับนายท่านรองจะปล่อยข่าวลือเพื่อทำลายชื่อเสียงของท่านกับฮูหยินขอรับ พวกเขาจะใช้เื่นี้ขับไล่ครอบครัวสายหลักออกจากจวน และพวกเขายังจะยึดทรัพย์สินทั้งหมดไว้ด้วยขอรับ” เสิ่นลิ่วเข้ามารายงาน
เสิ่นมู่มีองครักษ์คนสนิทอยู่หกคน เขาตั้งชื่อองครักษ์ทั้งหมดตามลำดับตัวเลขคืออี เอ้อ ซาน ซื่อ อู่ ลิ่ว โดยเสิ่นลิ่วเป็องครักษ์ลำดับที่หก ส่วนองครักษ์อีกห้าคนที่เหลือ เสิ่นมู่ส่งพวกเขาออกไปทำงานอื่นอยู่
“แล้วฝั่งฮูหยินเล่า นางหายป่วยแล้วหรือยัง” เสิ่นมู่ถาม
“ฮูหยินอาการดีขึ้นมากแล้วขอรับ เพียงแต่...” เสิ่นลิ่วลังเลที่จะพูดต่อ
เสิ่นมู่วางพู่กันที่อยู่ในมือ “เพียงแต่อะไร?”
“ฮูหยินดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็คนละคนเลยขอรับ นางไม่ดุด่าและไม่ได้หาเื่ฮูหยินรอง อนุหลู อนุซู รวมถึงคุณชายคุณหนูทั้งห้าคนด้วยขอรับ” เสิ่นลิ่วพูดต่อ “ฮูหยินพูดกับคุณชายใหญ่คุณหนูใหญ่อย่างอารมณ์ดี อ้อ...ฮูหยินยังเอ่ยปากชมฮูหยินรองด้วยขอรับ”
“หืม...นางเอ่ยปากชมฮูหยินรองด้วยอย่างนั้นหรือ” เสิ่นมู่ได้ฟังแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ “เสิ่นลิ่ว ข้าต้องส่งเทียบเชิญหมอหลวงให้ไปตรวจดูอาการนางหน่อยไหม”
“ข้าว่าไม่ต้องเชิญหมอหลวงหรอกขอรับ” เสี่ยวลิ่วยิ้มอย่างมีแผนการ “แค่นายท่านกลับไปให้ฮูหยินเห็นหน้าสักหน่อย เท่านี้ฮูหยินก็น่าจะกลับมาเป็ปกติแล้ว บอกตามตรงว่าฮูหยินกลายมาเป็คนดีและใจเย็นแบบนี้ ข้าไม่ชินเอาเสียเลย”
เสิ่นมู่หันไปมองหน้าองครักษ์คนสนิทด้วยใบหน้าไร้รอยยิ้ม “ฮูหยินของข้าใช่คนที่เ้าจะมาสร้างความเคยชินได้หรือ”
“เอ่อ...” เสี่ยวลิ่วเกาหัวอย่างลืมตัว “ข้าแค่รู้สึกว่าฮูหยินไม่เสียงดังเหมือนเดิม จวนก็ดูจะเหงาไปสักหน่อยขอรับ”
“ดูท่าคงถึงเวลาที่ข้าต้องหาภรรยาให้พวกเ้าทั้งหกคนแล้วสินะ” เสิ่นมู่เช็ดมือที่เปื้อนน้ำหมึกออกจากหมด “ไปเถอะ กลับจวนแต่หัววันสักหน่อย บางทีที่นางเปลี่ยนไปอาจเป็เพราะข้าละเลยนาง”
เสิ่นลิ่วถึงกับตาโตเมื่อได้ยินคำพูดของเ้านาย เขารู้มาตลอดว่าเ้านายมีใจให้ฮูหยิน และสมรสพระราชทานนั้นก็เป็เ้านายที่ไปทูลขอกับฝ่าาด้วยตัวเอง เพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าตลอดเวลาสิบกว่าปีที่เ้านายกับฮูหยินใช้ชีวิตสมรสอยู่ด้วยกัน ทำไมเ้านายไม่เคยบอกและไม่เคยแสดงความรู้สึกของตัวเองให้ฮูหยินรู้ แต่เ้านายกลับทำตรงกันข้ามคือเ้านายจะทำทุกอย่างให้ฮูหยินไม่พอใจ แต่มาวันนี้พอได้ยินว่าฮูหยินดูเปลี่ยนไปเป็คนละคน เ้านายกลับสนใจและเป็ห่วงฮูหยินขึ้นมา
ณ เรือนเหม่ยหรง
เจียงเยว่เวยนั่งอยู่หน้ากระจกเพื่อให้ซิงเซียงหวีผมให้เหมือนที่เ้าของร่างเดิมเคยทำ ในชาติที่แล้วนางชอบตัดผมสั้นเพราะอากาศเมืองไทยค่อนข้างร้อน การไว้ผมสั้นจึงสะดวกมากกว่า แต่ในยุคนี้สตรีและบุรุษต่างก็ไว้ผมยาว การจะให้นางมาสระผมแล้วต้องมานั่งหวีผมและทำผมเองคงเป็ไปไม่ได้
ซิงเซียงหวีผมให้เ้านายอย่างเบามือจนเจียงเยว่เวยแทบจะเผลอหลับ เมื่อเห็นอย่างนั้นซิงเซียงก็กล้าที่จะถามเ้านาย “ฮูหยินเ้าคะ บ่าวรู้สึกว่าวันนี้ฮูหยินดูแปลกไป”
“ข้าดูแปลกไปหรือ? แล้วเ้าว่าข้าแปลกไปอย่างไร” เจียงเยว่เวยถามกลับทั้งที่ตาของนางแทบจะลืมไม่ขึ้นแล้ว
“เอ่อ...คือ...ฮูหยินไม่ได้ฉุนเฉียวใส่ทุกคนเ้าค่ะ หากเป็ยามปกติฮูหยินจะหาเื่ต่อว่าทุกคนอยู่นาน ยังมีคุณชายใหญ่กับคุณหนูใหญ่ที่กล้าเข้ามาพูดกับท่านด้วยนะเ้าคะ ปกติแล้วคุณชายใหญ่กับคุณหนูใหญ่ไม่อยากจะเข้าใกล้ท่านสักเท่าไหร่” ซิงเซียงพูดไปก็สังเกตสีหน้าของเ้านายไปด้วย หากเป็ปกติถ้านางพูดมากขนาดนี้ เ้านายคงตะคอกนางกลับแล้ว แต่เวลานี้เ้านายยังหลับตานิ่ง
“เ้าก็ได้ยินแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าป่วยหนักจนไปเยือนยมโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง และข้าก็ได้สัญญากับท่านพญายมไว้ว่าต่อจากนี้ข้าจะเปลี่ยนเป็คนใหม่และจะทำความดีให้มากๆ เมื่อข้าสิ้นใจไปอีกครั้งข้าจะไม่ไปที่ยมโลกแล้ว แต่ข้าจะไปใช้ชีวิตดุจเทพเซียนบนสรวง์แทน” เจียงเยว่เวยคิดว่าเหตุผลของตนเองช่างไร้สาระ คำพูดเหล่านี้เป็คำพูดจากนิยายหลายๆ เื่ที่นางชอบอ่าน แต่แล้วอย่างไร แม้คำพูดอาจฟังดูไร้สาระ แต่ในยุคนี้คำพูดเหล่านี้กลับน่าเชื่อถือเป็อย่างมาก
“หากเป็อย่างนั้นได้ก็ดีสิเ้าคะ ต่อไปความสัมพันธ์ของฮูหยินกับนายท่านก็จะดีขึ้น ตลอดสิบกว่าปีมานี้บ่าวรู้ว่าฮูหยินสนใจแต่นายท่านเพียงคนเดียว ติดที่นายท่านช่างเ็า ส่วนท่านก็ไม่ชอบงอนง้อ ความสัมพันธ์ของพวกท่านจึงน่าอึดอัดยิ่ง” ซิงเซียงยิ้มเบิกบานด้วยความดีใจ “อีกอย่างฮูหยินรอง อนุหลู อนุซู แล้วก็คุณหนูคุณชายทั้งหลายต่างก็เป็คนดี ถ้าฮูหยินปฏิบัติกับพวกเขาอย่างดี ต่อไปในอนาคตพวกเขาต้องกตัญญูต่อท่านอย่างแน่นอนเลยเ้าค่ะ ฮูหยินเ้าคะ บ่าวอยากเห็นท่านใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุขเหมือนครอบครัวคนอื่นเขา ท่านจะได้ลืมความทุกข์ที่ท่านได้รับเมื่อตอนที่ท่านยังอยู่ที่ตระกูลเจียง”
ซิงเซียงเป็สาวใช้ที่เติบโตมาพร้อมกับเจียงเยว่เวย หลังจากที่เจียงเยว่เวยสูญเสียท่านแม่ รวมถึงท่านพ่อก็ไม่สนใจ เจียงเยว่เวยก็มีแต่ซิงเซียงที่อยู่ข้างกาย ทำให้เจียงเยว่เวยรอดพ้นจากความลำบากมาได้ จนกระทั่งนางแต่งเข้ามาอยู่ในจวนสกุลเสิ่น ก็ได้ซิงเซียงที่ไปผูกมิตรกับผู้อื่น ทำให้เจียงเยว่เวยใช้ชีวิตในจวนสกุลเสิ่นได้อย่างไม่ติดขัด
“ขอบใจนะซิงเซียงที่เ้าเป็ห่วงข้าและอยู่เคียงข้างข้ามาตลอด ข้าสัญญาว่าข้าจะหาคู่ครองที่ดีให้เ้าและจะทำให้เ้าแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตา”
ซิงเซียงได้ยินก็หน้าแดง แม้จะดีใจแต่นางก็ปฏิเสธ “บ่าวไม่แต่งออกไปไม่ได้หรือเ้าคะ บ่าวอยากอยู่รับใช้ข้างกายท่านไปตลอด”
“อย่างไรคนเราก็ต้องมีคู่ หรือเ้าไม่อยากมีลูกหลานไว้ดูแลยามแก่ชรา” เจียงเยว่เวยถาม
“บ่าวแค่อยากอยู่รับใช้ท่านเท่านั้นเ้าค่ะ”
“ตอนนี้เ้าอาจจะยังไม่เจอคนที่ถูกใจ เอาไว้เมื่อเ้ารักใครสักคน ถึงตอนนั้นเ้าคงมาบอกให้ข้าจัดงานแต่งให้แทบไม่ทัน”
สองนายบ่าวพูดคุยและหัวเราะกันเป็ระยะ เสิ่นมู่ที่ยืนอยู่หน้าเรือนมาได้สักพักก็รู้แล้วว่าภรรยาของเขาเปลี่ยนไปเป็คนใหม่แล้วจริงๆ ‘เปลี่ยนไปแล้วก็ดี ตามคำทำนายของหร่วนไต้ซือ เจียงเยว่เวยคนนี้ถึงจะเป็ภรรยาตัวจริงของข้า’
เสิ่นมู่ยิ้มกับตัวเองก่อนจะเปิดประตูห้องนอนแล้วเดินไปหยุดอยู่ข้างภรรยา “ได้ยินว่าฮูหยินหายจากอาการป่วยแล้ว เป็อย่างไร ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกหรือไม่”
ซิงเซียงเห็นอย่างนั้นก็วางหวีในมือลง “บ่าวขอตัวก่อนนะเ้าคะ”
เจียงเยว่เวยที่กำลังเช็ดหน้าอยู่จึงวางผ้าเช็ดหน้าลงก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสามี นางอยากรู้มานานแล้วว่าสามีเ้าของร่างเดิมจะมีหน้าตาเป็อย่างไร จะหล่อเหลาเหมือนพระเอกในซีรีส์ที่นางชอบดูหรือเปล่า พอนางเห็นหน้าสามี ‘สามีข้าหล่อมาก! นี่มันพระเอกซีรีส์ชัดๆ ทะลุมิติมาแล้วได้สามีหล่อขนาดนี้ก็ถือว่าได้กำไรเลยนะรวินท์นิภา แม่นางเจียง...ข้าขอบคุณเ้ามาก สามีคนนี้ของเ้า ข้าจะดูแลเขาให้ดีที่สุด’
เสิ่นมู่มองภรรยาพร้อมขมวดคิ้ว “ฮูหยิน ทำไมเ้าเอาแต่จ้องข้าอยู่อย่างนั้น เ้าคงไม่ได้เป็เหมือนข่าวลือที่ว่าเ้าป่วยจนสมองใช้การไม่ได้แล้วกระมัง”
‘บ้าสิ! ข้ามันบ้าผู้ชายหล่ออย่างไรเล่า’ แม้เสียงในหัวจะเป็อย่างนั้น แต่คำพูดที่ออกจากปากกลับยังต้องรักษาภาพลักษณ์ของร่างเดิมไว้ “ข้าก็แค่อยากมองหน้าท่านให้นานขึ้นสักหน่อย พอท่านออกไปทำงานแล้วไม่ยอมกลับบ้าน ข้าจะได้ไม่ลืมหน้าท่านอย่างไรเ้าคะ”
เสิ่นมู่ยิ้มกว้างแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ภรรยา “เช่นนั้นก็เชิญฮูหยินมองได้เต็มที่ วันนี้ข้าจะนอนให้เ้ามองข้าทั้งคืนเลยดีหรือไม่”
‘เฮ้ย! มันจะใกล้เกินไปแล้ว แต่ว่า...ปากสวยได้รูปอย่างนี้ ข้าควรทำอย่างไรกับมันดี’ เจียงเยว่เวยผู้เก่งกาจเื่ทฤษฎีแต่การปฏิบัติกลับเป็ศูนย์มองริมฝีปากของสามีอย่างตัดสินใจ
เสิ่นมู่เห็นท่าทางน่ารักของนางจึงอดใจไม่ไหว เขาเป็ฝ่ายจุมพิตนางก่อน “เ้าอยากทำแบบนี้ใช่หรือไม่”
‘ทะลุมิติมาวันแรกก็ได้เข้าหอเลย ข้าช่างโชคดีอะไรอย่างนี้’ เจียงเยว่เวยมองสามีอย่างท้าทาย “แต่ข้าอยากทำมากกว่านี้เ้าค่ะ”