ย้อนเวลามาป่วนต้าถัง

    ย้อนเวลามาป่วนต้าถัง_26_อู่สวี่คืออนาคตฮองเฮาอู่เจ๋อเทียน

    เฮอะ คิดจะสู้กับเราในวังต้าถังงั้นรึ? องค์ชายแปด เจ้ายังเด็กเกินไป!


    วะฮ่าฮ่า…


    หลี่ซื่อหมินหัวเราะอยางบ้าคลั่งในใจ


    ……


    เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เฉิงเฟิงตื่นขึ้นในห้องบรรทม


    ก่อนจะเห็นเหล่าขุนนางในราชสำนักเกาะกลุ่มกันมาที่จวนเจิ้นอ๋อง


    “เกิดอะไรขึ้นหวูกงกง? วันนี้วันหยุดมิใช่หรือ?”


    หลี่เฉิงเฟิงก้าวเท้าเล็ก ๆ ออกมา แล้วพิงไปที่ประตูห้องโถง


    หวูกงกงจึงรีบเข้ามาบอกเขาว่า “รายงานองค์ชายแปด ไม่ใช่วันหยุดพ่ะย่ะค่ะ! เป็นฝ่าบาทที่จัดสถานที่สำหรับการประลองปัญหาเชาว์ระหว่างท่านกับไหลกว๋อกง!”


    “จัดสถานที่? ทำไมมาจัดที่จวนเจิ้นอ๋องของข้า?”


    “เอ่อ บ่าวไม่รู้!”


    “ช่างเถอะ ถึงอย่างไรทั้งวังก็เป็นบ้านของหลี่ซื่อหมิน ปล่อยเขาสร้างปัญหาไป อยากทำอะไรก็เชิญ! หวูกงกง ไปเอาอาหารมา องค์ชายผู้นี้หิวแล้ว!”


    “พ่ะย่ะค่ะองค์ชายแปด!”


    หลี่เฉิงเฟิงสะดวกสบายมาก


    ชีวิตดี ๆ แบบนี้ เหมือนดั่งถ้อยคำที่ว่า ‘เสื้อมาค่อยชูมือ ข้าวมาค่อยอ้าปาก’


    คนสมัยก่อนต่อสู้เพื่อตำแหน่งฮ่องเต้จนหัวแตกเลือดไหล กระทั่งพี่น้องก็ยังสังหารกันเองเพื่อแย่งชิงตำแหน่งฮ่องเต้


    ส่วนเขาเป็นเพียงองค์ชายแปด วัน ๆ เป็นไปอย่างสงบสุข


    แล้วจะเป็นอย่างไรหากเขาได้เป็นฮ่องเต้ในอนาคต


    แน่นอนว่าพลังอำนาจเป็นสิ่งที่มนุษย์มิอาจต้านทานได้


    เพราะตราบใดที่มีอำนาจ เงินทองหรือความสง่างาม ไม่ว่าสิ่งใดก็ได้มาอย่างง่ายดาย


    ไม่นาน หวูกงกงก็นำโต๊ะตัวเล็กเข้ามา ก่อนจะวางอาหารเช้าที่นำมาจากห้องเครื่องมาวางไว้บนโต๊ะ


    หลี่เฉิงเฟิงนั่งไขว้ขาอยู่บนตั่งแล้วเริ่มกินอาหาร


    “หวูกงกง ไป ไปเอาพัดลมมาเป่าให้ข้าหน่อย!”


    “พ่ะย่ะค่ะองค์ชายแปด บ่าวจะไปนำมาให้เอง!”


    เมื่อมองแผ่นหลังที่ทำงานหนักของหวูกงกง หลี่เฉิงเฟิงก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่ในใจ


    เขาเชื่อฟังเกินไปรึเปล่า? ช่างตามใจตนจริง ๆ


    ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเหล่าขันทีในสมัยโบราณ จึงถูกขนานนามว่าเป็น ‘พระโพธิสัตว์เฒ่า’ เพราะพวกเขาระวังตัวมาก แล้วยังทำให้ผู้คนรู้สึกมีความสุขทั้งกายและใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน!


    เพราะพวกเขาไม่มีสิ่งอื่นใดและละทิ้งความคิด พวกเขาตระหนักได้ว่าชีวิตของตนเองมีไว้เพื่อรับใช้ราชวงศ์


    ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทำงานให้ดีเพื่อประสบความสำเร็จ


    หลี่เฉิงเฟิงนั่งรับประทานอาหารอยู่หน้าประตู มองดูเหล่าขุนนางเดินขวักไขว่อยู่ในลานของเขา


    ในเวลานี้ หลี่ยวนวางมือไพล่หลังพลางเดินซวนเซเข้ามา


    “เจ้าหลานชาย เตรียมตัวเป็นอย่างไรบ้าง? อย่าลืมว่าวันนี้เป็นวันที่เจ้ากับไหลกว๋อกงประลองปัญหาเชาว์กันแล้ว!”


    “อื้อ ข้าเตรียมตัวมาพอสมควร!”


    “ดีมาก! หลานชายเจ้าอย่ากดดันจนเกินไป! คู่ต่อสู้ของเจ้าคืออัครมหาเสนาบดีไหลกว๋อกง ถึงแพ้ก็ไม่น่าละอาย!”


    “ไม่เป็นไร ข้าไม่แพ้เขาหรอก!”


    หลี่เฉิงเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ


    เดิมทีเขาเป็นนักวิจัยอัจฉริยะในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด บวกกับระบบเด็กซนขั้นเทพที่สวรรค์ประทานให้ แล้วหลี่เฉิงเฟิงจะพ่ายแพ้ให้ตู้หรูฮุ่ยในการประลองปัญหาเชาว์ได้อย่างไร?


    หากเขาพ่ายแพ้ นั่นก็เป็นความอัปยศอย่างแท้จริง!


    “ถ้าอย่างนั้นหลายชาย ปู่จะบอกปัญหาเชาว์ที่ไหลกว๋อกงเชี่ยวชาญให้เจ้าฟัง เผื่อปู่ช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้!”


    “หลานข้า! ในฐานะที่ไหลกว๋อกงเป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ถัง คุ้นเคยกับสี่ตำราห้าคัมภีร์ คัมภีร์หลุนอวี่ หรือคัมภีร์ลัทธิเต๋ามาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ไหลกว๋อกงท่องคัมภีร์จนจำได้ขึ้นใจแล้ว! ดังนั้นอย่าถามเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในสี่ตำราห้าคัมภีร์เป็นอันขาด มิเช่นนั้นจะเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนเสียเปล่า ๆ !”


    “วางใจได้ คำถามของข้า ไหลกว๋อกงตอบไม่ได้อย่างแน่นอน ถ้าเขาตอบได้ ข้ายอมคำนับเขาเป็นอาจารย์เลย!”


    หลี่เฉิงเฟิงยิ้มเจ้าเล่ห์


    คำถามที่เขาจะถามตู้หรูฮุ่ยในภายหลังคือ หลักการของพัดลมไฟฟ้าคืออะไร


    ถ้าตู้หรูฮุ่ยรู้หลักการของพัดลมไฟฟ้าได้โดยไม่มีอาจารย์สอน หลี่เฉิงเฟิงคงรู้สึกชื่นชมตู้หรูฮุ่ยและไม่เจ็บใจที่จะคำนับเขาในฐานะอาจารย์!


    หลี่ยวนกล่าวต่อว่า “แต่หลานชาย ถ้าตู้หรูฮุ่ยถามเนื้อหาของสี่ตำราห้าคัมภีร์กับเจ้า เจ้าจะตอบกลับเช่นไร?”


    “เรียนท่านปู่ อย่างที่ท่านพูดก่อนหน้านี้ ไหลกว๋อกงอ่านสี่ตำราห้าคัมภีร์มาตั้งแต่เด็ก แต่หลี่เฉิงเฟิงผู้นี้มีหรือจะกังวล? บางทีข้าอาจจะจำได้ดีกว่าเขาด้วยซ้ำ!”


    “โอ้? ฮ่าฮ่า นี่หลานข้าเป็นเด็กเรียนเก่งหรือนี่? ฮ่าฮ่า แล้วข้าจะตั้งตารอการประลองระหว่างเจ้ากับไหลกว๋อกง!”


    หลี่ยวนลูบเคราพลางหัวเราะลั่น


    “หลานชาย ปู่ขอตัวกลับพระราชวังไท่จี๋ก่อน เจ้าทานให้อร่อย แล้วข้าจะกลับมาอีกทีตอนเที่ยง!”


    “พ่ะย่ะค่ะ ท่านปู่ค่อย ๆ เดิน!”


    “อื้ม ไม่เป็นไรหลานชาย!”


    หลี่ยวนภูมิใจมากที่มีหลานชายที่น่ารักและซุกซนเช่นนี้


    เมื่อหลานคนอื่น ๆ เห็นตน พวกเขาล้วนมีท่าทีเชื่อฟังทำตาม มีเพียงองค์ชายแปดที่ทำให้หลี่ยวนรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าความสุขในครอบครัวระหว่างปู่กับหลาน


    สิ่งนี้ทำให้หลี่ยวนรู้สึกมีความสุขมาก


    จากนั้นหลี่ยวนจึงวางมือไพล่หลังอีกครั้ง แล้วเดินวางมาดออกจากจวนเจิ้นอ๋อง


    ……


    หลี่เฉิงเฟิงยังคงรับประทานอาหารเช้า ระหว่างกินก็ยังมองดูคนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาในจวนเจิ้นอ๋องของเขา


    พวกเขาขนย้ายเก้าอี้จำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะมีไว้สำหรับหลี่ซื่อหมินกับขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก


    ในสมัยโบราณ การประลองปัญหาเชาว์ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้แต่หลี่ซื่อหมินกับตู้หรูฮุ่ยก็ยังจัดการอย่างระมัดระวัง


    หลังจากนั้นไม่นาน เด็กอีกกลุ่มหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในจวนเจิ้นอ๋อง


    หลี่เฉิงเฟิงหมดคำพูด​เล็กน้อย คนพวกนี้คิดว่าจวนเจิ้นอ๋องของตนสามารถเดิน​เข้าออกได้ตามใจชอบ​งั้นรึ?


    ด้วยเหตุนี้​หลี่เฉิงเฟิงจึงวางแผนว่าจะออกไปสั่งสอนเด็กเหล่านั้นเสียหน่อย


    ในเวลานี้มีเด็กสามคนกำลังเดินตรงไปที่ห้องโถงของจวนเจิ้นอ๋อง


    ในหมู่พวกเขามีเด็กผู้ชายสองผู้หญิงหนึ่ง เด็กผู้ชาย​ร่างอ้วนท้วม เด็กผู้ชาย​ร่างผอมบาง และเด็กผู้หญิง​หน้าตาสะสวย


    อย่างไรก็ตาม​หลี่เฉิงเฟิงไม่ได้ไว้หน้า​พวกเขา​แต่อย่างใด​


    “ใครให้เจ้าเข้ามา? ออกไปให้หหมด!”


    เสียงคำราม​ของ​หลี่เฉิงเฟิงทำให้เด็กทั้งสามคนที่เข้ามาตกใจกลัว​ใน​ทันใด


    เด็กชายผู้นำซึ่งโตกว่าป้องมือคำนับพลางกล่าวว่า ​“องค์​ชาย​แปด กระหม่อมมีนามว่าฉินหวายอวี้ บุตรชายของหูกว๋อกงฉินฉง มาขอคารวะ​องค์​ชาย​แปด​!”


    “กระหม่อม​เป็นบุตรชายของหลูกว๋อกงเฉิงเหยาจิน นามว่าเฉิงจุน ขอคารวะองค์ชายแปดเช่นกัน!”


    คนร่างผอมหน้าตาดีมีชื่อว่าฉินหวายอวี้ ลูกชายของฉินฉง


    ส่วนเด็กอ้วนดำคนนั้นก็คือลูกชายของเฉิงเหยาจิน เฉิงจุน!


    หลี่เฉิงเฟิงหัวเราะขึ้นทันทีแล้วเอ่ยอย่างสุภาพ​ว่า “พวกเจ้าสองคนเป็นลูกของกว๋อกงหรอกหรือ? ยินดียินดี!”


    “องค์ชายแปดสุภาพเกินไปแล้ว! วันนี้พวกเราสามคนตั้งใจมาขอเข้าเฝ้าองค์ชายแปดพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายแปดมาเมืองหลวงหลายวันแล้ว แต่พวกเราไม่เคยมาเยี่ยมเยียน ต้องขอประทานอภัยจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ!”


    ฉินเหยาอวี้อ่อนน้อมถ่อมตนและสุภาพมาก หลี่เฉิงเฟิงจึงพยักหน้าต้อนรับ


    นอกจากนี้ ฉินเหยาอวี้กับเฉิงจุนเป็นเพียงเด็กอายุสิบสองสิบสามปีเท่านั้น


    ทว่าน้ำเสียงกับกิริยาท่าทางของพวกเขาไม่ได้ดูเด็กเลย


    แน่นอนว่าคนสมัยก่อนมักทำตัวแก่ก่อนวัยเป็นปกติอยู่แล้ว


    “แล้วนี่ใคร?”


    หลี่เฉิงเฟิงหันไปมองสาวน้อยขี้อายหน้าตาน่ารักอีกคนหนึ่ง


    เห็นเพียงใบหน้าของอู่สวี่แดงจาง ๆ นางโค้งคำนับไปทางหลี่เฉิงเฟิงเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ทูลองค์ชายแปด หม่อมฉันชื่ออู่สวี่ อู่ซื่อเย่วเป็นพ่อของหม่อมฉันเพคะ!”


    “โอ้ แม่นางอู่สวี่ไม่ต้องมากพิธี! คิดเสียว่ามาเยี่ยมบ้านสหายเถิด!”


    “เพคะ อู่สวี่ขอบพระทัยองค์ชายแปด!”


    อู่สวี่รูปลักษณ์งดงาม มีความเป็นกุลสตรี ทุกการเคลื่อนไหวเรียบร้อยถูกกาลเทศะ


    จุ๊ ๆๆ บอกตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะอายุน้อยเกินไป หลี่เฉิงเฟิงคงรู้สึกกระชุ่มกระชวยเมื่อได้เห็นแล้ว


    ไม่แปลกที่ข่าวลือในสมัยโบราณบอกว่าสตรีวัยสิบสองสิบสาม งามล่มเมือง สวยดั่งบุปผาจันทรา สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเลย


    ข้าล่ะเกลียดที่ตัวเองอายุแค่หกขวบ แค่หกขวบเท่านั้น


    ในใจหลี่เฉิงเฟิงสบถคำว่า ‘บัดซบ’ นับหมื่นครั้ง!


    “เฮ้อ…”


    หลี่เฉิงเฟิงถอนหายใจ


    “เอ๊ะ… ไม่จริงใช่​ไหม? อู่สวี่? ทำไมชื่อนี้ฟังคุ้นหู​นัก?”


    “บ้าไปแล้ว หรือว่าสาวน้อยคนนี้จะเป็นอนาคตฮองเฮาอู่เจ๋อเทียน? อะไรกันเนี่ย เป็นนางจริงเหรอ?”

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาป่วนต้าถัง ที่คุณอ่าน