บทที่132สยบตะวันตก
เจียซุนทะยานกายนำหน้าขบวนกองทหารมุ่งหมายคร่าชีวิตของฮุ่ยจวินด้วยเห็นกำลังคนที่มากกว่า เห็นฝ่ายศัตรูบาดเจ็บสาหัสยากยืนหยัด กอปรกับสตรีสะคราญโฉมเสวี่ยนฉีมิอาจขัดต่อท่าทีของอาจารย์เจียซุนมันจึงมั่นใจว่าครั้งนี้มันจะไม่ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก มันทะยานไปข้างหน้าที่เบื้องหลังของตัวบัดซบมีสัตว์ป่า แต่เบื้องหลังของมันมีกองกำลังทหาร มันมิใช่ประมุขแดนเหมันศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นเพียงกล้วยกับแครอทจึงมิอาจหยุดมันได้ กล้วยกับแครอทจะเทียบเทียมทวน ดาบ และกระบี่ที่แหลมคมได้อย่างไร!
เจียซุนพุ่งออกไปด้วยความมั่นใจหมายสังหารศัตรูตรงหน้าให้จบสิ้นตรงนี้ มันมุ่งมาคราแรกยังรู้สึกถึงกองกำลังทหารหนุนหลังมากมายทว่าพอบรรลุถึงตรงหน้าของฮุ่ยจวิน ที่เบื้องหลังของมันกลับสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่ากองกำลังทหารกลับหยุดชะงักไม่ตามมา!
ทหารแห่งราชวงศ์แคว้นหลุนเหล่านั้นมิได้หวาดกลัวเสียงขู่คำรามของสัตว์ป่ามิได้เจ็บปวดจากผักผลไม้ที่เขวี้ยงมา ทั้งยังมิได้รู้สึกกลัวเกรงตัวตนที่บาดเจ็บสาหัสของฮุ่ยจวินแต่ที่พวกมันหยุด เพราะพวกมันได้มองเห็นฮุ่ยจวินอย่างชัดตาแล้ว
พวกมันไม่รู้ว่าแพทย์ไร้นามมีหน้าตาอย่างไรทว่าพวกมันจดจำหน้าตาและชุดแพรเงินของบุรุษผู้นี้ได้เป็นอย่างดี เพราะตอนที่พวกมันบาดเจ็บสาหัสหลังถูกแพทย์ไร้นามปล้นก็ได้บุรุษชุดแพรเงินผู้นี้ช่วยรักษา ประการสำคัญ ยังเป็นบุรุษชุดแพรเงินผู้นี้ที่นำทรัพย์สินมากมายที่เคยสูญเสียคืนกลับมาให้เช่นนั้นพวกมันจะกล้าหันคมดาบ คมทวนเข้าหาผู้มีพระคุณได้อย่างไร
เจียซุนเห็นเช่นนั้นก็ต้องตกใจแล้วตกใจอีกมันในวันนี้ไม่รู้ต้องแตกตื่นตกใจไปแล้วกี่ครั้ง!
“พวกเจ้าเป็นทหารกล้าเหตุใดถึงได้ตาขาวเพียงนี้ เพียงโจรชั่วที่สาหัสอยู่ตรงหน้า ทำไมถึงไม่ลงมือ…..”
วาจายังมิทันได้กล่าวออกมาอย่างเต็มที่นัยน์ตาของมันจู่ๆ ก็เหลือกถลนด้วยความจุกเสียด ความจุกเสียดแผ่ลามไปทั่วช่องท้อง ทำให้นัยน์ตาที่เหลือกถลนปรากฏเป็นความตะลึงลานพลังลมปราณรวมถึงพลังฝีมือของมันทั้งหมด ถูกทำลายจนแตกดับในพริบตา!
เจียซุนใบหน้าบิดเบี้ยวนัยน์ตาเหลือกถลนมองภาพตรงหน้าอย่างมิอาจเชื่อสองดรรชนีที่แกร่งกร้าวจรดลงสู่ท้องน้อยของมันเมื่อใดก็มิทราบ ตัวตนที่มันเห็นว่าบาดเจ็บสาหัสจนแทบจะก้าวขามิได้ตอนนี้ได้ปรากฏกายประชิดร่างตนแล้ว ทั้งมันยังทำลายพลังฝีมือของตนจนสิ้นแล้ว
“เป็นไปไม่ ได้…. ไม่จริง!!!! อ๊ากกกกก!”
ฮุ่ยจวินมีเวลาได้พักฟื้นเมื่อครู่มันขอแค่เวลา นับตั้งแต่ที่สัตว์ป่าหยุดพลังมุทราของประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ไว้นั่นก็นับว่าให้เวลามันจนเกินพอแล้ว กฎเกณฑ์แห่งดาราดวงที่สามถูกทลาย พลังฝีมือของชายหนุ่มเพิ่มเท่าทวีคูณถึงสามส่วน!
เพียงสองดรรชนีที่แผ่วเบาจึงจัดการคนอย่างเจียซุนในพริบตา
เจียซุนนอนลงไปดิ้นทุรนทุรายบนพื้นฮุ่ยจวินยังยั้งมือมันจึงไม่บาดเจ็บสาหัสจนเกินไป ทว่าสิ่งที่มันสูญเสียนับว่าสาหัสต่อจิตใจตลอดชีวิตจากสูงสุดคืนสู่สามัญก็เป็นเช่นนี้
เห็นประมุขพรรคภูษิตฟ้าของพวกตนพลาดท่าเหล่าคนจากพรรคภูษิตฟ้าก็ต่างพากันชะงักลังเลมิกล้าลงมือ ได้แต่ดูท่าทีของกองกำลังหทารแห่งแคว้นหลุนว่าจะเคลื่อนต่อหรือไม่ทว่าขุนนางดีผู้หนึ่งซึ่งนำขบวนทหารเหล่านั้นอยู่กลับประกาศก้อง
“พวกท่านเข้าใจผิดแล้วท่านผู้นี้ก็คือบุรุษชุดแพรเงินที่ช่วยเหลือพวกเราตลอดที่มีการปล้นของแพทย์ไร้นาม เช่นนั้นมันจะเป็นแพทย์ไร้นามที่ชั่วร้ายได้อย่างไร"
พอได้ฟังเช่นนั้นก็บังเกิดเสียงเซ็งแซ่ของเหล่าชาวบ้านพอกล่าวถึงบุรุษชุดแพรเงิน พวกมันก็นึกถึงบุรุษชุดแพรเงินผู้หนึ่งที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจนตามเมืองชนบทต่างๆขึ้นมาได้ หรือคนผู้นั้นก็คือมัน
ในที่แห่งนี้แน่นอนว่ามีเหล่าชาวบ้านยากจนหลายผู้รวมอยู่ด้วยแต่เพราะยืนอยู่ในจุดที่ห่างไกลจึงเห็นคนบนลานศิลาได้อย่างไม่ชัดตา พอเหตุการณ์วุ่นวายและกลับตาลปัตรหลายอย่างบังเกิดจึงไม่มีผู้ใดขัดขวางมิให้เข้าใกล้เหมือนดั่งในตอนแรก ตอนนี้พวกมันจึงเข้าไปใกล้เหตุการณ์ได้พอได้พินิจมองฮุ่ยจวินอย่างชัดตา เสียงกระเซ็งแซ่ของเหล่าชาวบ้านก็ดังขึ้นมาทันที
“เป็นบุรุษชุดแพรเงินผู้นั้นจริงๆ"
ครานี้ความจริงเริ่มเปิดเผยหากบุรุษชุดแพรเงินผู้นี้คือแพทย์ไร้นามตัวจริง เช่นนั้นแพทย์ไร้นามที่ออกปล้นคือใคร?
ขณะที่ความสงสัยเริ่มฉายชัดบนใบหน้าของผู้คนทุกผู้ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่นิ่งเงียบสดับรับฟังเสียงของเหล่าสรรพสัตว์มาโดยตลอดก็กล่าวขึ้น
“เจียซุนอย่างไรล่ะ"
เจียซุนได้ฟังถึงกับตาค้างเสียงสั่นเครือ
“ไม่จริงไม่ใช่ข้า พวกเจ้าล้วนถูกล้างสมอง พวกเจ้าล้วนถูกมันหลอกใช้!”
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ลูบแผ่นหลังเจ้ากระต่ายน้อยหนึ่งคราก่อนลุกยืนขึ้นจ้องมองสรรพสัตว์ก่อนเบนสายตามามองที่เจียซุน
“มนุษย์มองว่าตนเป็นสัตว์ประเสริฐมีความคิดที่ฉลาดซับซ้อน เช่นนั้นจะทำอะไร วางแผนใด หรือพูดสิ่งไหนก็สามารถตรึกตรองให้เกิดความมีเปรียบได้แต่สรรพสัตว์ไร้ซึ่งความคิดที่ซับซ้อน พวกมันสัมผัสสิ่งใด รับรู้สิ่งไหน พวกมันก็แสดงออกในรูปแบบนั้นสรรพสัตว์จึงไม่โกหก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สัตว์มิอาจโกหกเป็น เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเรื่องราวที่พวกมันรับรู้ ล้วนถ่ายทอดสู่ข้าหมดแล้ว… เจ้าทำสิ่งใดไว้อย่าคิดว่าไม่มีใครเห็นแม้เจ้าจะหลบซ่อนจากตาคน แต่เจ้ามิอาจหลบซ่อนจากความจริง!”
เจียซุนเสียงสั่นเครือเป็นการใหญ่
“ไม่จริงไม่จริง!!!”
ว่ากันว่าที่แดนศักดิ์สิทธิ์มีวิชาที่สื่อสารกับสรรพสัตว์ได้ข้อนี้ทำให้ทุกผู้เชื่อว่าประมุขแห่งแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ไม่โกหก อีกทั้งสรรพสัตว์ที่ออกมาอย่างมากมายเพื่อปกป้องบุรุษในชุดแพรเงินก็นับเป็นเรื่องยืนยันชั้นดีเท่านี้ทุกผู้ก็รู้แล้ว ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แม้จะปรากฏช้า แต่ซักวันก็ต้องปรากฏซึ่งครั้งนี้นับว่าปรากฏได้ถูกที่และถูกเวลาพอดิบพอดี
โดยไม่รอช้า เหล่าชาวบ้านที่กรูกันเข้ามาต่างมุ่งพากันรุมประชาทัณฑ์เจียซุนด้วยความเดือดดาลจนเกิดโกลาหลคนของพรรคภูษิตฟ้าเมื่ออยู่ในสภาพความผิดต่อหน้ากองกำลังสำคัญของแคว้น พวกมันจึงไม่กล้าจะเคลื่อนไหวใดเพราะเกรงกลัวว่าความผิดจากการกระทำของคนไม่กี่คนนั้นจะส่งผลมาถึงตนด้วย เจียซุนจึงรับผลจากการกระทำของตนไปเต็มๆ
เหล่าทหารก็ไม่คิดห้ามการจราจลนี้เพราะพวกมันก็รู้สึกโกรธแค้นต่อเรื่องที่พวกตนประสบไม่น้อย หากเจียซุนมันไม่ตายไปเสียก่อนพวกมันค่อยจับตัวคนกระทำผิดผู้นี้ไปลงโทษตามอาญาของแผ่นดิน
จะมีก็แต่ฮุ่ยจวินที่ห้ามปรามอย่างไรเจียซุนมันก็ได้รับผลจากการกระทำสาสมแล้ว ให้มันได้ไปรับโทษทางอาญาอันเป็นการสมควรจึงนับว่าถูกต้องตอนนี้เสียงของฮุ่ยจวินนับว่ามีน้ำหนัก มันเอ่ยออกมาเพียงครั้งเดียว เหล่าชาวบ้านก็เชื่อฟ้งแล้ว
เมื่อความจริงปรากฎออกมาเช่นนี้รองแม่ทัพเสี่ยวตงก็รีบออกมาหยุดยืนที่เบื้องหน้าฮุ่ยจวิน มันประสานมือคารวะลงอย่างรู้สึกผิดแต่บนความรู้สึกผิดก็ฉายแววความยินดีเมื่อรู้ว่าความรู้สึกของตนนั้นถูกต้อง ตนมองคนไม่ผิดคนผู้นี้เป็นคนดีจริงๆ
“ข้าช่างหูเบามิรู้จักสืบสาวหาความให้ถ้วนถี่ทำให้คนดีๆ อย่างท่านต้องลำบาก เพื่อเป็นการชดเชยความผิด หลังจากนี้ไม่ว่าท่านจะประสบปัญหาใดต่อให้บุกน้ำลุยไฟ ขอเพียงท่านต้องการกำลัง ข้าผู้นี้จะร่วมด้วยไม่ปริปากบ่น”
ฮุ่ยจวินรู้ว่ามันเป็นคนที่เปิดเผยทั้งยังเป็นนายทหารน้ำดีผู้หนึ่ง จึงรีบคารวะคืนกลับอย่างถ่อมตัว
“มิกล้าเพียงหวังได้ดื่มสุรากับท่านซักครั้งย่อมว่าดีมากแล้ว อีกทั้งข้าจักได้แนะนำคนผู้หนึ่งที่คล้ายคลึงท่านให้รู้จักพวกท่านทั้งสองต้องถูกคอกันแน่"
เห็นฮุ่ยจวินไม่ถือสาเอาความอีกทั้งมันยังแสดงน้ำใจคืนกลับ เสี่ยวตงก็รู้สึกยินดียิ่ง
“ยินดีเสมอ"
ด้านเยี่ยหานก็มองไปที่ฮุ่ยจวินนึกถึงคำถามที่มีในหัวว่าเหตุใดตนจึงต้องรู้สึกเชื่อในคำพูดของบุรุษผู้นี้จนลังเลที่จะลงมือพอความจริงปรากฏเช่นนี้มันก็ได้คำตอบนั่นแล้ว เพราะมันเป็นคนดี คำพูดจึงกอปรไปด้วยความดีพลังแห่งความดีนั้นมีพลังแฝงที่น่ากลัวเช่นนี้นี่เอง
เยี่ยหานประสานมือคารวะต่อฮุ่ยจวินแม้มันจะมิเปิดปากกล่าววาจาใด ทว่าฮุ่ยจวินก็ทราบได้ว่านี่แทนคำขออภัยอย่างสุดซึ้งฮุ่ยจวินจึงตอบรับความจริงใจนี้เช่นเดียวกัน
ส่วนแพทย์ศักดิ์สิทธิ์หวังเหว่ยก็นึกคิดไปถึงคำกล่าวของชายหนุ่มปณิธานในเส้นทางที่เลือกเดินของมันที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ พอเห็นบุรุษหนุ่มตรงหน้า บุรุษชรามันก็ได้นึกถึงธรรมบาลปัญญาที่เคยสอนสั่งศิษย์พี่ของมันอย่างธรรมบาลปัญญากล่าวไว้ไม่มีผิด ดีเลวมิได้อยู่ที่วิถี มารชั่วมิได้เกิดเพราะแปลกแยกทั้งหมดล้วนเกิดที่ใจ ไม่ว่าคนจะก้าวเท้าเดินอยู่ในเส้นทางแห่งมหาวิถีใด ขอเพียงใจใฝ่หาทางสว่างทุกผู้ก็ย่อมเป็นคนดีได้ คิดเช่นนี้มันก็รู้สึกยินดี ยินดีที่ความลังเลของตนในครั้งนั้นไม่ทำร้ายคนดีๆอย่างแพทย์ไร้นาม เรื่องความลับในมหาวิถีอันซ่อนเร้นของแพทย์ไร้นาม จะถูกฝังเป็นความลับในหัวสมองมันไปตลอดกาล
ฮุ่ยจวินก็มองมาที่บุรุษชราผมขาวหวังเหว่ยมันสำนึกขอบคุณบุรุษชราผู้นี้มิน้อยที่ไม่เปิดเผยเรื่องพลังญาณของมัน เพราะหากตอนนั้นความมั่นใจของมันผิดพลาดหากบุรุษชราผู้นี้ไม่ใช่คนที่มีจิตใจเป็นไปตามที่มันคิด ป่านนี้เรื่องราวก็คงไม่จบเช่นนี้หากทุกผู้รู้ว่ามันเป็นผู้ฝึกญาณ ไมตรีเช่นนี้จะยังคงอยู่หรือไม่ หรือมันจะถูกคนทั้งโลกไล่ล่าแทน
ฮุ่ยจวินประสานมือคารวะหวังเหว่ยจนแทบจรดพื้นหวังเหว่ยก็ผงกศีรษะแล้วกล่าวว่า
“ข้ายังคงอยากเห็นว่าปณิธาณแลเส้นทางที่เลือกเดินของเจ้าจะไปสุด ณ ที่ใด"
ฮุ่ยจวินเข้าใจความหมายจึงกล่าวอย่างตั้งมั่น
“ข้าจะทำให้ท่านได้เห็น"
พอมองแววตาความมุ่งมั่นของฮุ่ยจวินบุรุษชราก็มักนึกถึงธรรมบาลปัญญาศิษย์พี่ของมันทุกครั้ง ก่อนจะเป็นธรรมบาลปัญญา ศิษย์พี่ของมันก็มีความมุ่งมั่นเช่นนี้อยากเปลี่ยนแปลงโลกที่โสมม แต่ท้ายที่สุดศิษย์พี่ของมันก็ยังมิอาจก้าวข้ามเส้นทางที่เรียกว่ามหาเทวะเทียนหมิงได้
“ข้าจะรอดู”
เสวี่ยนฉีมองเงาหลังของฮุ่ยจวินไม่กล่าวคำนางเองก็รู้สึกผิดที่หูเบาเชื่อคนง่ายจนเกินไป แต่นั่นก็ไม่สำคัญ การกระทำต่างหากกลับสำคัญเป็นที่สุดโดยเฉพาะรอยยิ้มที่นุ่มละมุนนั่นตอนช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์เป็นเครื่องยืนยัน ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เรื่องนี้มิเคยโกหกอย่างแท้จริง ยิ่งการมาของสรรพสัตว์เพื่อช่วยคนผู้หนึ่งเรื่องนี้จะถูกยกเป็นนิทานความดีที่ชาวบ้านจักต้องนำไปสอนลูกสอนหลานหลายชั่วอายุคน
นามธรรมของความดีอาจไม่ตายตัวแต่รูปธรรมแห่งความดีย่อมชัดเจน
ความดีที่แสดงในรูปแบบของบุรุษชุดแพรเงินนี้
ประมุขศักดิ์สิทธิ์มองฮุ่ยจวินผิดไปนางย่อมรู้สึกผิดอย่างยิ่งยวดกำลังจะเข้าไปกล่าวกับมัน แต่เป็นฮุ่ยจวินที่แย้มยิ้มกล่าวขึ้นก่อน
“ผู้อาวุโสย่อมทำตามหน้าที่แลหลักฐานที่มีข้อนี้ผู้เยาว์เข้าใจดี”
สตรีชรามองฮุ่ยจวินอย่างเลื่อมใสคิดไม่ถึงว่าโลกภายนอกกลับปรากฏคนที่เหมือนธรรมบาลปัญญาอีกผู้ นางจึงมอบของสิ่งหนึ่งให้แก่ฮุ่ยจวินแล้วกล่าวว่า
“นี่มิอาจแทนความรู้สึกผิดแต่มันสามารถส่งเสริมเจ้าได้”
ฮุ่ยจวินรับเอาไว้ก่อนประสานมือ
“ขอบพระคุณผู้อาวุโส”
ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ยิ้มพลางกล่าวว่า
“จงตั้งมั่นในเส้นทางที่เลือก"
ก่อนนางจะมองไปที่คนของแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์
“เข้าใจผิดมามากพอแล้วสมควรที่จะคืนกลับ"
หลังจากที่กล่าววาจาคนจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็เตรียมจากไปเสวี่ยนฉีไม่ลืมที่จะพาเด็กหญิงที่ติดสอยห้อยตามนางตลอดไปด้วย ก่อนจากนางได้มองไปที่ฮุ่ยจวินเช่นเดียวกับฮุ่ยจวินที่มองนาง ฮุ่ยจวินมีคำกล่าว นางเองก็มีคำกล่าว แต่การไม่กล่าวสำหรับพวกมันนับเป็นทางที่ดีที่สุดเป็นเด็กหญิงที่ประสานมือกล่าวคำขอบคุณฮุ่ยจวินเสียงดัง ฮุ่ยจวินก็ตอบกลับเด็กหญิงและความนัยยังแฝงรวมไปถึงเสวี่ยนฉีว่า
“หวังว่าพวกเราจะมีโอกาสพบกันอีก"
แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มิก้าวก่ายทางโลกหากไม่มีเรื่องราวหรืออันตรายเกิดขึ้นกับแคว้นหลุนยากนักที่พวกมันจะก้าวออกมา คำๆ นี้จึงยากที่จะเกิดขึ้นเสวี่ยนฉีมองชายหนุ่มแล้วผงกศีรษะเป็นดั่งคำบอกลา และยังหมายให้มันจงมุ่งในปณิธานแห่งความดีนี้ต่อไปจากนั้นนางก็พาเด็กหญิงติดตามอาจารย์ไปติดๆ
ประมุขศักดิ์สิทธิ์มองศิษย์ตนแล้วกล่าวว่า
“เจ้ามองคนได้ดีกว่าอาจารย์แล้วอีกไม่นานสินะ”
เสวี่ยนฉีขมวดคิ้วตอบ
“ศิษย์ยังไม่พร้อม"
ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ไอออกมาหลายคำพร้อมส่ายหน้าน้อยๆ
“ไม่เลยตอนนี้ใกล้เวลาอันเหมาะสมที่เจ้าจะต้องสานต่อเจตนารมย์ของอาจารย์แล้วต่างหาก"
“อาจารย์อย่าเอ่ยเช่นนั้นท่านจะต้องอยู่กับตำแหน่งนี้อีกยาวนาน”
แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์คืนกลับกองกำลังทหารแคว้นหลุนคุมตัวคนผิดแล้วลาจาก ชาวบ้านก็ต่างแยกย้าย คนของพรรคภูษิตฟ้าที่ไร้ประมุขจึงตกอยู่ในสภาพเคว้งคว้างไม่รู้ทิศทางที่จะเดินไปพวกมันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแพทย์ไร้นามอย่างลำพัง ตอนนี้จึงมีแต่ความสั่นกลัว ทว่าแพทย์ไร้นามกลับทำเรื่องเหนือคาดนอกจากชายหนุ่มจะไม่ไล่ล่าฆ่าฟันผู้คนเพื่อถอนรากถอนโคนขุมอำนาจเดิมแล้ว มันกลับช่วยรักษาคนของพรรคภูษิตฟ้าที่บาดเจ็บซึ่งสิ่งนี้เองได้ซื้อใจผู้คนได้อย่างดียิ่ง
ในที่สุดพรรคภูษิตฟ้าก็ยอมศิโรราบต่อแพทย์ไร้นามอย่างบริสุทธิ์ใจ
บัดนี้สามพรรคมหาอำนาจแห่งแผ่นดินใหญ่แดนตะวันตกล้วนสยบภายใต้การนำของแพทย์ไร้นามทั้งสิ้น แต่การปกครองนี้มิได้เกิดขึ้นเพราะความกลัวมิได้เกิดจากการกดขี่ข่มเหง ทว่าทั้งหมดล้วนถูกปกครองด้วยคุณธรรมแลเมตตาธรรมที่แผ่ไพศาล
แพทย์ไร้นามให้ใจพวกมันก็ให้ใจ ยิ่งชาวบ้านก็ล้วนให้ใจ
แพทย์ไร้นามมันใช้ใจสยบแดนตะวันตก!