STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 6 OverThrow ตอนที่ 5 มาแล้ว

    "เจ้านั่นยอมจำนนหรือยัง?"

    เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวทอดสายตาอันน่าฉงนออกไปยังภูเขาหิมะอันใหญ่โตมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด

    "พวกเราพยายามหว่านล้อมเท่าที่ทำได้แล้วแต่เด็กคนนั้นกลับไม่แยแสเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดจากับใคร"

    "เหอะ ๆ หัวรั้นจริง ๆ ถ้าแบบนี้จะเอามันเข้ากองทัพได้ยังไง ฉันจะลงไปหามันอีกครั้งช่วยจัดเตรียมห้องไว้ด้วย"

    "ครับท่าน !" เสียงตอบรับขึงขังยกมือทำความเคารพและเดินจากไป

    คุกขนาดย่อม ๆ ที่อยู่ใต้พระราชวังหรือจะเรียกว่าฐานทัพหลักก็ว่าได้ ที่แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่มากนักแต่มันกลับคุมเข้มทุกระเบียบนิ้วแม้แต่ประตูเข้าห้องน้ำก็ยังมีผู้คุมเฝ้า

    "ทำความเคารพท่านแคทเทอรีน ปฏิกิริยา" นายทหารกว่าสิบคนที่ไม่ได้ประจำตำแหน่งเฝ้ายามออกมาต้อนรับผู้บังคับบัญชาการใหญ่

    "แล้วห้องรับรองล่ะ?"

    "เตรียมการเรียบร้อยแล้วครับเชิญทางนี้"

    เธอส่งสัญญาณมือที่ทำให้ลูกน้องทหารยืนนิ่งปล่อยให้แคทเทอรีนเข้าไปในห้องนั้นเพียงคนเดียว

    ยังเหมือนเดิมเลยสินะ ทั้งท่าทางและสีหน้าเลือดเย็นไม่รู้สึกทุกข์ร้อนหรือเกรงกลัวเลยสักนิด

    "ว่าไงเจ้าหนุ่ม..." แคทเทอรีนนั่งลงที่โซฟาตรงข้ามกับคาร์เตอร์รินน้ำชาให้กับตัวเองและเด็กหนุ่มตรงหน้า

    "ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอ?" เธอยังคงจ้องมองและให้เวลากับเขาแต่มันก็เปล่าประโยชน์

    เธอถอนหายใจลากยาวก่อนจะทุบโต๊ะพังในครั้งเดียว "อืม...รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงยังเก็บนายไว้"

    "ก็คงเพราะพลังเดอะที่ผมมีสินะ"

    "ฮ่า ๆ ๆ พูดก็พูดได้นี่หว่าแล้วมาทำเป็นเงียบ หรือว่านายต้องการต่อรองอะไรล่ะ?" แคทเทอรีนหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนน้ำตาไหล

    "พวกคุณต้องการทำสงครามใช่ไหม? ถ้าเป็นเช่นนั้นความสามารถของผมก็คือรับรู้ถึงน้องชายแค่นั้นไม่สามารถเป็นกำลังรบของพวกคุณได้หรอกครับ"

    แคทเทอรีนเดินเข้ามาทางด้านหลังจับไหล่ทั้งสองข้างของคาร์เตอร์ทำเป็นนวดแต่มันกลับค่อย ๆ บีบแรงขึ้น

    "รู้ไหมว่าพลังเดอะเป็นของหายากแค่ไหน แม้จะมีทหารเป็นล้านนายแต่ก็มีพลังเดอะแค่ไม่กี่หนึ่งร้อยคนเท่านั้น จะสายต่อสู้ สนับสนุนหรือควบคุมไม่ว่าจะสายไหนฉันก็ต้องการมัน...เข้าใจหรือยัง?" จากอิริยาบถนวดไหล่เธอใช้มือทั้งสองข้างผลักคาร์เตอร์แรงจนเกือบหล่นโซฟา

    "เหอะ ยังไงผมก็ไม่มีทางเลือกอยู่แล้วนี่ แล้วผมต้องทำอะไรต่อล่ะถ้าเข้าร่วมกองทัพ" คาร์เตอร์ยิ้มเยาะตอบรับทำเอาแคทเทอรีนขมวดคิ้วแปลกใจ

    "ก่อนอื่นถ้ายอมเข้าร่วมกองทัพจริง ๆ ช่วยแสดงพลังที่ว่าบอกตำแหน่งน้องชายให้ดูทีสิ" เธอยังคงเฝ้ามองกิริยาท่าทางสงบเสงี่ยมของเขาไม่หยุดราวกับกำลังทดสอบความคิด

    "แล้ว...ถ้าผมตอบว่าไม่ล่ะ?"

    "ก็คงทำอะไรไม่ได้...ฉันไม่อยากให้ผู้มีพลังเดอะเสียหายถ้าเป็นคนอื่นก็คงโดนซ้อมจนปางตายไปแล้ว"

    "ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็ขอขอบคุณนะครับ"

    "เอาเหอะ ถ้านายตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพฉันก็จะลบสถานะทาสออกให้และจากนี้ก็จงใช้ทุกหยาดเหงื่อและชีวิตพลีกายเพื่ออาณาจักรนอดเสีย" แคทเทอรีนยื่นมือให้จับเป็นการยอมรับข้อตกลงซึ่งคาร์เตอร์ก็ยอมทำตามแต่โดยดี

    ก็ตามนั้นแหละน้องพี่

    โห ! พี่ไม่กลัวจักรพรรดินีหลอกไปทำร้ายเหรอ คูเปอร์ตาเบิกกว้างตกใจกับเรื่องที่คาร์เตอร์เล่า

    "มัวทำอะไรอยู่คูเปอร์รีบมาได้แล้ว" ซึฮากิเรียกขานแต่ไกลเพราะเขาเดินนำหน้าไปแต่ก็ต้องหยุดชะงักรอ

    "ครับพี่กิ ปฏิกิริยา"

    แล้วพวกนั้นจะพาไปไหนล่ะนั่น?

    ผมก็ไม่รู้พวกเขาแยกกันไปคนละทางส่วนผมมากับพี่กิ พวกเราเข้ามาในดันเจี้ยนเหมืองที่กำลังปิดอยู่เพราะพายุหิมะ

    เหมือง? เมืองยองยองเหรอคูเปอร์

    ใช่ ๆ เราอยู่ที่เมืองยองยอง

    "ดูเหมือนดันเจี้ยนเหมืองจะเป็นพวกแร่โลหะเสียส่วนใหญ่ซึ่งสามารถนำไปทำได้ทั้งอาวุธและเครื่องมืออุปกรณ์ แถมยังมีขนาดใหญ่มากพอที่จะส่งออกแร่สักยี่สิบถึงยี่สิบห้าล้านตันต่อปีจากบันทึกสถิติในห้องสมุด มันใหญ่กว่าเหมืองที่เอลโฟเรียหลายเท่าเลยแฮะถ้ามันอยู่ที่เมืองของเราก็คงจะดีไม่น้อย"

    น้องฟังพี่ให้ดี...จักรพรรดินีมีแผนที่จะไปเมืองยองยองเพื่อซื้อแร่ในอีกไม่กี่วัน ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามบอกพวกเขาด้วยล่ะ

    "ว่ายังไงนะพี่ !" คูเปอร์เผลออุทานออกมาเสียงดังจนซึฮากิตกใจ

    "เป็นอะไรไปคูเปอร์?" ซึฮากิรีบเข้ามาดูอาการทอดสายตาไปรอบ ๆ มองหาอันตราย

    "คะคือว่า"

    พี่...ผมควรจะบอกเขาดีไหมแต่ถ้าบอกแล้วเขาก็ต้องสงสัยว่ารู้ได้ยังไงน่ะสิ

    น้องคิดว่าเชื่อใจเขาได้ไหมล่ะ? ทำตามที่น้องเชื่อเลย

    คูเปอร์ยืนนิ่งไปครู่หนึ่งขณะที่ซึฮากิจ้องมองตาไม่กะพริบ

    "จักรพรรดินีจะมาที่นี่ในอีกไม่กี่วันครับ"

    ซึฮากิสะดุ้งเพียงเล็กน้อยเหมือนกับเตรียมใจมาแล้ว

    "อืม...นายคงจะกำลังคุยกับใครสักคนอยู่สินะ" ซึฮากิยิ้มในหน้าตอบกลับด้วยท่าทางผ่อนคลาย

    "ครับ ความสามารถของผมก็คือการสื่อสารและเชื่อมประสาทสัมผัสกับอีกคนหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากจะปิดบังหรอกนะครับแต่เพราะผมโดนไล่ล่าอยู่จึงไว้ใจใครไม่ได้"

    "พี่เข้าใจ แล้วที่ว่าจักรพรรดินีจะมามันอีกนานแค่ไหน?" ซึฮากินั่งลงต่ำในระดับสายตาของคูเปอร์อีกทั้งเขายังส่งยิ้มอันอ่อนโยนค่อยสมกับเป็นผู้เป็นคน

    "ผมก็บอกวันที่แน่นอนไม่ได้เหมือนกันครับ"

    "ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องเก็บข้อมูลให้ได้ไวที่สุด" ซึฮากิเดินนำหน้าเข้าไปส่วนลึกของเหมืองที่นั่นมีมอนสเตอร์เกิดใหม่หลายกลุ่มซึ่งดูจากพื้นที่โดยรอบแล้วที่ตรงนี้ได้วางกับดักและเตรียมอาวุธไว้พร้อมสู้

    "พวกเขาจดจำจุดเกิดของพวกมอนสเตอร์และทำเขตพื้นที่ล่าไว้โดยเฉพาะ หากเป็นคนภายนอกที่ไม่รู้จักเส้นทางก็อาจจะหลงเข้ามาในส่วนนี้ก็ได้"

    "คนเฝ้ายามก็ไม่มีแสดงว่ามั่นใจต่อให้ใครเข้ามาก็ยากที่จะหาทางไปต่อ" เส้นทางข้างหน้ามีทางแยกมากถึงสี่ทางเมื่อมองเข้าไปก็มีเพียงความมืดมิดหากเป็นคนอื่นก็อาจจะเดาสุ่มแต่กับซึฮากินั้นไม่ทำอย่างแน่นอน

    "ทางนี้ ทางอื่นจะเป็นแหล่งล่ามอนสเตอร์จากการใช้ตรวจจับทำให้รู้ว่าเส้นทางอื่นเต็มไปด้วยออร่ามานาและสิ่งมีชีวิต"

    "พี่เก่งใช่เล่นเลยนะครับ ถ้าเป็นผมก็คงจะเดินไปทีละทางกว่าจะเจอก็คงปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว"

    หลังจากที่เดินมาได้สักพักพวกเขาก็ได้เห็นแสงสะท้านเงาวิบวับทั้งเครื่องมือและแร่ พวกมันฝั่งอยู่ภายใต้ชั้นดินจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยขุดแม้จะใช้เวทมนตร์ช่วยได้แต่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ควบคุมเวทมนตร์ได้ดั่งใจไม่เช่นนั้นอาจจะทำของเสียหายได้

    ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่นี่เป็นแค่เมืองอุตสาหกรรมแร่ที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของอาณาจักรนอด แม้จะตั้งอยู่ในเขตภูเขาหิมะแต่ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงหรือเพราะมีเวทมนตร์ป้องกัน?

    "เราจะกลับไปทางที่ผ่านมา อย่างน้อย ๆ มาแล้วก็ต้องดูให้หมดสิ" ซึฮากิฉีกยิ้มไปตามอารมณ์ของความอยากรู้อยากเห็น

    ภายในเส้นทางที่มืดมิดจนซึฮากิต้องคอยจูงมือคูเปอร์ไว้ไม่เช่นนั้นเขาคงจะเดินหลงไปคนเดียวแน่นอน ภายใต้ความมืดเหล่านั้นได้มีเสียงฝีเท้าเดินเตะก้อนหินสำหรับซึฮากิก็คงจะได้ยินชัดแต่ไม่ใช่กับคูเปอร์

    มอนสเตอร์ประเภทอันเดปฏิกิริยาเหรอ พึ่งจะได้เจอตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเหมือนกันนะเนี่ยเท่าที่อ่านในหนังสือดูเหมือนเจ้าพวกนี้จะเรียกว่าสเกเลตัน

    ขณะที่กำลังสังเกตการณ์จู่ ๆ ก็มีหนอนไต่ขาของคูเปอร์สะดุ้งตกใจล้ม

    เวรแล้วไง เสียงกระดูกกระทบกันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยความเร็วพอ ๆ กับคนปกติเดินจึงมีเวลาให้หนีทัน

    "พะพี่กิ เสียงนั่นมันอะไรครับ?"

    "ใจเย็น ๆ อย่าปล่อยมือจากพี่เด็ดขาด" ซึฮากิวางม่านมานาเป็นดั่งกำแพงป้องกันทำให้พวกสตะปูเลตันข้ามาไม่ได้

    "ปุย แกอยู่แถวนี้ใช่ไหม? ถ้าใช่ช่วยส่องไฟให้ด้วย" แสงสีจากกองเพลิงตรงหน้าเผยให้เห็นมอนสเตอร์ประเภทอันเดดและเจ้าปุยที่นั่งจ้องพวกมันอยู่อย่างนั้น

    "โครงกระดูกเหรอเนี่ย ปฏิกิริยา" คูเปอร์ถึงกับถอยห่างเพราะความกลัวจนขนลุกสู้

    "ถ้าเป็นสเกปฏิกิริยาตันก็คือโครงกระดูกมีชีวิต เลเวลส่วนใหญ่ก็แค่หนึ่งถึงสามแต่ด้านจำนวนกลับเยอะจนน่ากลัว อาจจะเพราะพวกมันมีแต่โครงกระดูกเลยไม่มีปัญหาถ้าจะอัด ๆ กันอยู่"

    "พี่กิพวกเราควรจะถอยหรือไปต่อครับ?"

    ซึฮากิยิ้มอย่างมีเลศนัยเหลือบมองคูเปอร์ทำเอาขนลุกยิ่งกว่าพวกโครงกระดูกเสียอีก

    "พี่มีแผนอยู่อย่างหนึ่ง พวกนี้มันอ่อนแอถึงขนาดที่คนเหมืองไม่ต้องมีการปิดกั้นหรือป้องกันอะไรเลย เดี๋ยวพี่จะคอยช่วยเสริมกำลังให้เองไม่ต้องห่วง" ซึฮากิยกนิ้วโป้งเฉกเช่นเดียวกับเซนให้กำลังใจ

    พี่คาร์เตอร์...

    วะว่ายังไง?

    พี่กิเขาจะให้ผมสู้กับมอนสเตอร์ครับ คูเปอร์ยืนอ้ำอึ้งอยู่พักหนึ่งหลังจากที่ซึฮากิกล่าวเช่นนั้น

    หา ! สู้กับมอนสเตอร์เนี่ยนะ ไหน ๆ พี่ขอดูด้วย

    อ้าว...พี่ไม่คิดจะห้ามผมหน่อยเหรอ?

    อืม ! ถ้าพี่พิจารณาแล้วว่าไม่มีทางสู้ได้ก็ถอย

    คูเปอร์เชื่อมประสาทสัมผัสของดวงตาและหูให้กับคาร์เตอร์คราวนี้เขาทำให้พี่ชายใช้ร่วมด้วยได้แต่ไม่สามารถควบคุมได้เพราะมันจะทำให้ประสิทธิภาพของการเคลื่อนไหวลดลง

    "คะครับพี่กิ" คูเปอร์ยืนตัวตรงท่าทางเกร็ง ๆ ของเขาดูกระวนกระวายเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้สู้กับมอนสเตอร์

    "พี่จะปล่อยมันออกมาทีละตัวเพราะฉะนั้นตั้งสติและยิงกระสุนเวทให้โดน...เหมือนตอนฝึกนั่นแหละ"

    "ครับ !" เขาตั้งท่าเหยียดขาออกไปหนึ่งก้าวเพื่อความมั่นคง

    น้องต้องทำได้แน่นอนพี่เชื่อแบบนั้น

    ครับ !

    ดวงตาแห่งความมุมานะกำลังจ้องมองแก่นร่างไร้เนื้อเยื่อค่อย ๆ ย่างกายเข้าหา แม้อากาศจะหนาวเย็นแต่ในหัวกลับร้อนระอุ

    "เอาล่ะนะ" เสียงสูดหายใจเต็มปอดและปล่อยออกมาช้า ๆ ตั้งสติเพ่งสมาธิให้อยู่ในจุดที่นิ่งที่สุด

    "นั่นแหละค่อย ๆ ก่อรูปมันขึ้นมา สมาธิ สติ" ภาพในอดีตที่เต็มไปด้วยความทรมานกับการฝึกผุดขึ้นมาระหว่างที่กำลังดึงสมาธิ

    "แรงจะเกิดจากมวลและความเร็ว มวลจะน้อยเพียงใดแต่ถ้ามันพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงแม้แต่ตะปูตัวเท่านิ้วโป้งแต่ถ้าร่วงลงมาจากเครื่องบินมันก็รุนแรงมากพอที่จะฆ่าคนได้" ซึฮากิเดินวนไปรอบ ๆ ขณะที่คูเปอร์กำลังฝึกซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย

    "แล้วถ้าผมทำความเร็วได้ไม่มากล่ะครับ?"

    "เหอะ ๆ ก็บอกแล้วไงว่าแรงมันจะต้องมีสองสิ่ง...ถ้าความเร็วไปไม่ถึงก็เพิ่มน้ำหนักของมันสิ"

    พี่เขาสอนทุกสิ่งให้แต่มันก็ยากที่จะเข้าใจในคราวเดียว คำแปลก ๆ ที่พึ่งเคยได้ยินกับหลักการอันแปลกประหลาดที่แม้แต่พี่คาร์เตอร์ก็ไม่รู้...น้ำหนัก? มวล?

    "เวทมนตร์แต่ละธาตุจะมีจุดเด่นแตกต่างกัน เวทวารีมีความแม่นยำและเจาะทะลวงสูงกลับกันเวทดินสามารถทนทานและทำลายได้ดีกว่าแต่บางครั้งมันก็อธิบายขัดแย้งกับหลักการที่เคยรู้จัก"

    เวทวารี เวทดิน...ถึงจะไม่เข้าใจ "แล้วถ้าผมใช้การร่ายเวทที่มีในสเตตัสได้ไหมครับ?"

    "ทำไมจะไม่ได้แต่นั้นมันก็แค่สูตรสำเร็จ หากอยากจะแข็งแกร่งจริง ๆ ต้องสามารถใช้เวทมนตร์ได้โดยไร้ซึ่งตัวช่วย"

    ภายในแค่ไม่กี่วินาทีความทรงจำหลาย ๆ อย่างมันก็ผุดขึ้นมาไม่หยุดราวกับเป็นเครื่องเตือนใจก่อนใช้เวทมนตร์

    จงทำลายอุปสรรคตรงหน้าซะ คูเปอร์คิดในใจเหมือนกับการร่ายเวทเพียงแต่ไม่เอ่ยออกมาเป็นเสียงและเมื่อมานาก่อรวมกันที่ฝ่ามือจนนิ่งมันก็พุ่งกระแทกโครงกระดูกตายในทันทีเล่นเอากระดูกกระจายไปทั่ว

    "ยอดเยี่ยม" ซึฮากิปรบมือช้า ๆ เดินเข้าไปดูสภาพของกระดูกพวกนั้นบางส่วนก็แตกหักบางชิ้นก็ยังอยู่สภาพดี นอกจากที่มันใช้เวทมนตร์เคลื่อนไหวก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันมีชีวิตได้อย่างไร

    "ผมทำได้แล้วใช่ไหมครับ" คูเปอร์หายใจถี่เพราะความตื่นเต้นจนยิ้มไม่หุบ

    "ดีมาก เมื่อกี้นายเปลี่ยนมานาเป็นเวทดินซะด้วยทำให้พลังทำลายสูงขึ้นมากกว่าตอนที่เราฝึกกันเสียอีก"

    "ฮ่า ๆ ๆ พอผมนึกถึงคำที่พี่พูดมันก็คิดได้ ถ้าพูดถึงน้ำหนักที่มากที่สุดก็ต้องเป็นเวทดิน"

    เก่งมาก ๆ ! สมกับเป็นน้องพี่ คาร์เตอร์ได้เห็นการใช้เวทมนตร์ของน้องชายที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นฝ่าฟันอุปสรรคและความทรมานตั้งแต่ถูกจับจนไปถึงตอนหนีตายบัดนี้เขาได้เข้าใกล้ความจริงไปทุกที

    ครับพี่

    "ทีนี้ก็หมดเวลาดีใจแล้วมาต่อกันเลยดีกว่า" ซึฮากิปล่อยให้สเกเลตันหลุดเข้ามาอีกหนึ่งตัวแต่เลเวลของมันคือสองไม่ใช่เลเวลหนึ่งเหมือนกับตัวแรก

    ต่อเลย ๆ คาร์เตอร์เองก็เฝ้ามองด้วยความตื่นเต้น

    คูเปอร์ตั้งสมาธิอีกครั้งแต่มันกลับทำได้ง่ายกว่าเดิมมากโขยิงออกไปด้วยฝ่ามือทั้งสองกระแทกท่อนกระดูกอันแข็งก้าวแต่แทนที่มันจะแตกกระจายเหมือนตัวแรกมันกลับทำลายได้แค่ส่วนที่โดนเท่านั้นและยังก้าวเท้ามุ่งมาหา

    "หา? ถ้าอย่างนั้นต้องอีกครั้ง" เขายังคงตั้งท่าก่อรูปมานายิงออกไปอีกหลายครั้งกว่าจะจัดการมันได้

    "อืม ! สำหรับคนที่พึ่งเริ่มต้นก็ทำได้ดีแล้ว เอานี่ไปกินแล้วนั่งพักเถอะ" ซึฮากิโยนกระบอกน้ำและห่ออาหารให้กับคูเปอร์มองเห็นได้โดยใช้แสงไฟจากเวทมนตร์ของปุย

    "ละแล้วพี่จะไปไหนครับ?"

    ซึฮากิเข้าไปเผชิญหน้ากับกองทัพสเกเลตันกว่าห้าสิบตัวที่ถูกม่านมานาสกัดกั้นไว้ไม่นานนักหลังจากที่เฝ้ามองเขาก็ได้ปลดม่านพวกนั้นออก

    "พี่กิ ! พี่จะทำอะไรน่ะ?"

    "อืม...พี่ก็แค่อยากจะซ้อมสักหน่อย เดี๋ยวฝีมือจะทื่อเอาเปล่า ๆ"

    เลเวลพวกมันค่อนข้างต่ำถ้าใช้เวทมนตร์ด้วยยิ่งไม่ได้ฝึก เพราะฉะนั้นเราจะสร้างภาระให้กับตัวเองด้วยเวทอ่อนแรง

    ซึฮากิถือมีดไว้เพื่อร่ายเวทใส่ตัวเองพร้อมกับเดินเข้าหาเหล่ามอนสเตอร์พวกนั้น

    สเกเลตันเป็นมอนสเตอร์อันเดดที่มีร่างกายเป็นโครงกระดูก พวกเลเวลน้อย ๆ แค่โดนเวทธรรมดาก็ตายได้หรือจะเรียกตายไม่ได้กันนะ?

    ซึฮากิใช้เพียงหมัดเปล่า ๆ ชกเข้าไปที่กระดูกส่วนคางหัวหลุดทำให้ตายในทันที

    ไม่ได้ใช้ทักษะพวกนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ? มวยไทย มวยสากล เทควันโด ยิวยิตหน้าหงิกหน้างอ ไม่ว่าจะสิ่งไหนต่างก็มีข้อดีแตกต่างกัน ผู้คนมักจะถกเถียงหาศิลปะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแต่หารู้ไม่ว่าวิธีการต่อสู้ที่แท้จริงก็คือทำยังไงให้เอาชีวิตศัตรูได้

    กำปั้นของซึฮากิชกเข้าที่หัวของสเกเลตันจนมันกระเด็นไปโดนตัวอื่นและใช้จังหวะที่กำลังโซเซกระโดดถีบขาคู่

    ทำไมมันเหมือนต้นไม้แห้ง ๆ เลยแฮะ เขาหยิบเอาท่อนกระดูกที่พื้นฟันกวาดไปรอบ ๆ สร้างระยะห่างพร้อมกับชกหมัดเร็วไปที่ส่วนกระดูกคอภายในไม่กี่วินาทีเขาก็จัดการสเกเลตันไปกว่าสิบตัว

    "สุดยอดเลยพี่กิ !" คูเปอร์นั่งกินอาหารอย่างสบายใจเมื่อได้เห็นความสามารถอันน่าทึ่งของซึฮากิ แม้เขาจะไม่ใช่เวทมนตร์แต่กลับจัดการมอนสเตอร์ได้ด้วยมือเปล่า

    "โห ! ทำไมถึงรู้สึกสดชื่นขนาดนี้" หลังจากที่ลิ้มรสชาติอาหารง่าย ๆ อย่างเนื้อแดดเดียวคูเปอร์ก็ถึงกับอุทานออกมาเสียงดัง

    "มานากำลังเพิ่มขึ้นแถมสเตตัสยังก็เพิ่มอีกด้วย นี่มันอะไรกัน?"

    ว่ายังไงนะน้องพี่ อาหารที่เพิ่มสเตตัสได้เหรอไม่ใช่ว่าคิดไปเองหรอกนะ

    พี่เชื่อมประสาทสัมผัสกับผมก็น่าจะเห็นเหมือนกันนะครับ ผมกำลังมองดูมานาที่กำลังเพิ่มพูนอย่างรวดเร็วยิ่งกว่านอนเสียอีก

    จริงด้วย...ถ้าจักรพรรดินีมาเห็นคงกวาดซื้อทั้งหมดแน่ ๆ

    “เสร็จหรือยังคูเปอร์ อาหารพวกนั้นคงจะฟื้นมานาให้ได้พอดีเราจะเข้าไปต่อกันอีกสักหน่อย”

    “ครับ !”

    พวกเขายังคงก้าวเดินต่อไปให้อารมณ์เหมือนครอบครัวพามาเที่ยวเล่นแต่เป็นการล่ามอนสเตอร์แทน

    ถึงแม้ฟรานจะเป็นถึงผู้กล้ามีคนสรรเสริญมากมายแต่ก็มีคนที่เกลียดไม่ชอบหน้าอยู่อีกมากเช่นกัน เพราะอะไรน่ะหรือ? ปกติสำหรับคนที่พยายามฝึกแทบตายแต่เลเวลกลับไม่เพิ่มสักนิดแต่กับฟรานใช้เวลาไม่ถึงปีก็สามารถทะลวงเลเวลขึ้นมาเป็นผู้มีเลเวลเจ็ดได้แล้ว

    “ดูนั่นสิ ท่านฟรานนี่นา” สายตาของทหารชั้นผู้น้อยจับจ้องไปยังหญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนเดินตามหลังพลเอกลักซ์เข้าไปในกรมทหารขณะที่ทหารชั้นผู้นำทุกคนทำความเคารพ

    “อะไรจะดีขนาดนี้เป็นคนนอกแท้ ๆ แต่พวกเขากลับเกรงอกเกรงใจขนาดนั้นแล้วมาดูเราตะคอกใส่ด่าเสีย ๆ หาย ๆ ตลอด”

    “เฮ้อ...จะเอาอะไรมากล่ะ พวกเรามันก็แค่ชนชั้นล่างที่มาสมัครเป็นทหารเพราะจะได้เงินเดือนแน่นอนเทียบกับอัจฉริยะพวกนั้นแล้วเรามันก็แค่เบี้ยเท่านั้นแหละ”

    ภายในห้องประชุมของกรมทหารแม้จะดูเรียบง่ายไม่สง่างามเหมือนกับห้องประชุมของโรงเรียนหลวงหรือของราชวังแต่มันกลับทำให้ฟรานรู้สึกสบายใจเสียมากกว่า

    “นั่งตามสบายเลยท่านฟราน” ลักซ์เดินไปชงกาแฟโดยใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างกาต้มน้ำที่แพงแสนแพงสำหรับคนรากหญ้า

    “ถ้าไม่ว่าอะไรช่วยเรียกฉันว่าฟรานเฉย ๆ ได้ไหมคะ?” ฟรานนั่งตัวตรงรู้สึกเกร็ง ๆ

    “โอ...ฟรานสินะ” เธอวางแก้วกาแฟให้กับฟรานและนั่งลงข้าง ๆ ทั้งการนั่งและกิริยาการดื่มกาแฟก็ยังดูเป็นผู้ดีมีสกุล

    “ที่อยากมาเจอเพื่อนที่อยู่ที่นี่เขาชื่ออะไรล่ะ?”

    “ค่ะ เขาชื่อนัตโตะเป็นเพื่อนจากโลกเดิมเหมือนกับฟรานเอง”

    ลักซ์เรียกให้ทหารผู้ช่วยเข้ามาซุบซิบคุยกันพักหนึ่งก่อนที่เขาจะวิ่งหน้าตั้งออกไป

    “ฉันฝากให้เขาไปเรียกนัตโตะแล้ว อืม...ถ้าไม่ว่าอะไรฉันขอถามได้ไหมว่าพลังเดอะของฟรานคืออะไร?”

    “อะอา...” ฟรานอ้ำอึ้งอยู่พักหนึ่งดูลำบากใจที่จะตอบ

    “ก็ได้ ๆ เธอไม่ต้องฝืนหรอก ปกติคนอื่นเขาก็ไม่บอกความลับของตนเองหรอกไม่อย่างนั้นอาจจะโดนแก้ทางได้”

    “ฮ่า ๆ ฟรานก็เหมือนกันค่ะ” เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ทำกลบเกลื่อนก่อนจะกลอกตามองไปรอบ ๆ

    บรรยากาศที่ต่างคนต่างเกรงใจไม่กล้าเปิดบทสนทนาจนกระทั่งนัตโตะและทีมของเขาเข้ามาในห้อง

    “โอ้ ! ฉันเป็นห่วงพวกนายมากเลยนะ” ฟรานยิ้มทักทายเป็นคนแรกทำเอานัตโตะขมวดคิ้วสงสัย

    นี่เธอไปกินอะไรมาหรือเปล่าก่อนหน้านี้ตอนอยู่โลกเดิมยังไม่ชอบหน้าเราอยู่เลย แสดงว่าต้องมีอะไรแอบแฝง

    “สวัสดีครับท่านผู้กล้าฟราน” นัตโตะยิ้มและจับมือกันเป็นการทักทายแตกต่างกับทหารคนอื่นที่ได้แต่ยืนทำความเคารพ

    ใบหน้าอันทรุดโทรมของนัตโตะค่อย ๆ ยื่นเข้าหาขณะที่จับมือทักทาย “เธอต้องการอะไรกันแน่?”

    “แหม่ ๆ ได้เจอเพื่อนจากโลกเดิมทั้งทีเราไปหาอะไรกินกันก่อนดีไหม?”

    แม้นัตโตะจะยังไม่ไว้ใจแต่พลเอกลักซ์ก็ดันจ้องไม่หยุดเขาจึงต้องตอบตกลงไป พวกเขาได้ไปนั่งกินอาหารในห้องส่วนตัวของลักซ์พร้อมกับการเสิร์ฟอาหารจากพ่อครัวมากฝีมือของกรมทหาร

    แก้ว วา เจาแล้วก็นัตโตะ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่รอดมาจากบทสอบในครั้งนั้นถ้าไม่นับคานะ เซนและซึฮากิที่หนีไป แม้จะไม่ได้เก่งเทียบเท่ากลุ่มผู้กล้าแต่ฝีมือก็โดดเด่นกว่าคนในรุ่นเดียวกัน

    “ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวแล้วกันไม่อยากอยู่ให้อึดอัดเสียเปล่า”

    “ค่ะ” ฟรานโบกมือยิ้มให้เช่นเดียวกับลักซ์

    “ในเมื่อไม่มีใครแล้วเธอก็พูดสิ่งที่ต้องการมาเถอะ” นัตโตะนั่งไขว้ข้างเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางหงุดหงิด

    “อืม...พวกเธอก็รู้ความสามารถของนายใช่ไหม?” ฟรานเหลือบมองสมาชิกทีมของนัตโตะ

    "เหอะ ๆ ที่แท้ก็มาเพื่อสิ่งนั้นสินะ พูดมาเถอะยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนที่มาจากโลกเดิมด้วยกันถ้าไม่ช่วยกันแล้วใครจะช่วยล่ะ” สายตาอันยียวนบวกกับการยิ้มเยาะเหมือนกับกำลังคิดอะไรแผง ๆ อยู่

    “จะไม่ขอพูดอ้อมค้อมแล้วกัน...นายติดต่อกับกิจังได้ใช่ไหม?”

    “ฮ่า ๆ ๆ น้ำเสียงอ่อนอ่อนช้อยอย่างกับลูกแมวแบบนั้นไม่เหมาะกับเธอจริง ๆ ว่ะ” นัตโตะหัวเราะลั่นไม่เกรงใจเมื่อได้ยินเสียงอันนุ่มนวลพยายามจะขอร้องอ้อนวอน

    “แล้ว...นายทำได้ใช่ไหม?” เธอไม่สนใจเสียงหัวเราะของนัตโตะเพราะเป้าหมายของเธอมีเพียงหนึ่งเดียว

    นัตโตะทำหน้าบึ้งหลังจากที่เห็นปฏิกิริยาของเธอ “ใช่ ฉันติดต่อกับเจ้ากิได้”

    “จริง ๆ ใช่ไหม” ฟรานเดินเข้าประชิดด้วยความดีใจจนเนื้อเต้นแทบจะหลั่งน้ำตา

    “พอเลย ๆ อย่าเข้ามาแบบนั้นอีกล่ะ” เขาสะบัดมือไล่ให้ฟรานกลับไปนั่งที่ขณะที่เพื่อน ๆ ของเขากลั้นขำอยู่

    “ฉันจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้...นายช่วยติดต่อหากิจังให้ฉันที” ฟรานก้มโค้งลงแทบจะแนบกับโต๊ะอาหารน้ำเสียงอันสั่นคลอนที่พร้อมเป็นข้ารับใช้

    “ฮ่า ๆ ๆ ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวเตรียมใจได้เลย” เสียงหัวเราะะละใบหน้าที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายนึกว่าเป็นตัวร้ายในนิยายสักเรื่อง

    อาณาจักรนอดเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บแต่เดิมนั้นหิมะและความหนาวไม่ได้ครอบคลุมไปไกลขนาดนี้จนมาวันหนึ่งได้มีการปะทะกันของมังกรและจอมมารทำให้เกิดปรากฏการณ์แพร่ขยายความหนาวไปทั่วอาณาจักร

    “นี่นายเล่าเรื่องนี้อีกแล้วเหรอ พวกเราก็ฟังกันจนจำได้หมดแล้วเนี่ย” จี้ทำหน้าหงิกหน้างอเดินเท้าไปตามเส้นทางรุกรัง

    “ก็แหม่ตอนเดินทางมันว่างนี่นา ไม่รู้จะทำอะไรก็ฟัง ๆ ไปเถอะ”

    “เฮ้อ...นี่เราผ่านมากี่เมืองแล้ว?” เธอถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง

    “ไม่รู้สิแต่พวกเวรนั่นมันดันฉลาดหลอกเราไม่หยุดเลย พอไปอีกทางก็มีหลอกซ่อนอีกชั้นพอกลับมาที่เมืองแรกก็ดันมีซ่อนหลอกทุกทาง”

    “คอยดูเถอะถ้าจับได้จะอัดให้ยับเลย !” เสียงตะโกนดังลั่นเข้าไปในป่าจนฝูงนกบินหนีเพื่อระบายความโกรธเกรี้ยวที่สั่งสมไว้



    คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน