"เจ้านั่นยอมจำนนหรือยัง?"
เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวทอดสายตาอันน่าฉงนออกไปยังภูเขาหิมะอันใหญ่โตมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
"พวกเราพยายามหว่านล้อมเท่าที่ทำได้แล้วแต่เด็กคนนั้นกลับไม่แยแสเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดจากับใคร"
"เหอะ ๆ หัวรั้นจริง ๆ ถ้าแบบนี้จะเอามันเข้ากองทัพได้ยังไง ฉันจะลงไปหามันอีกครั้งช่วยจัดเตรียมห้องไว้ด้วย"
"ครับท่าน !" เสียงตอบรับขึงขังยกมือทำความเคารพและเดินจากไป
คุกขนาดย่อม ๆ ที่อยู่ใต้พระราชวังหรือจะเรียกว่าฐานทัพหลักก็ว่าได้ ที่แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่มากนักแต่มันกลับคุมเข้มทุกระเบียบนิ้วแม้แต่ประตูเข้าห้องน้ำก็ยังมีผู้คุมเฝ้า
"ทำความเคารพท่านแคทเทอรีน ปฏิกิริยา" นายทหารกว่าสิบคนที่ไม่ได้ประจำตำแหน่งเฝ้ายามออกมาต้อนรับผู้บังคับบัญชาการใหญ่
"แล้วห้องรับรองล่ะ?"
"เตรียมการเรียบร้อยแล้วครับเชิญทางนี้"
เธอส่งสัญญาณมือที่ทำให้ลูกน้องทหารยืนนิ่งปล่อยให้แคทเทอรีนเข้าไปในห้องนั้นเพียงคนเดียว
ยังเหมือนเดิมเลยสินะ ทั้งท่าทางและสีหน้าเลือดเย็นไม่รู้สึกทุกข์ร้อนหรือเกรงกลัวเลยสักนิด
"ว่าไงเจ้าหนุ่ม..." แคทเทอรีนนั่งลงที่โซฟาตรงข้ามกับคาร์เตอร์รินน้ำชาให้กับตัวเองและเด็กหนุ่มตรงหน้า
"ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอ?" เธอยังคงจ้องมองและให้เวลากับเขาแต่มันก็เปล่าประโยชน์
เธอถอนหายใจลากยาวก่อนจะทุบโต๊ะพังในครั้งเดียว "อืม...รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงยังเก็บนายไว้"
"ก็คงเพราะพลังเดอะที่ผมมีสินะ"
"ฮ่า ๆ ๆ พูดก็พูดได้นี่หว่าแล้วมาทำเป็นเงียบ หรือว่านายต้องการต่อรองอะไรล่ะ?" แคทเทอรีนหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนน้ำตาไหล
"พวกคุณต้องการทำสงครามใช่ไหม? ถ้าเป็นเช่นนั้นความสามารถของผมก็คือรับรู้ถึงน้องชายแค่นั้นไม่สามารถเป็นกำลังรบของพวกคุณได้หรอกครับ"
แคทเทอรีนเดินเข้ามาทางด้านหลังจับไหล่ทั้งสองข้างของคาร์เตอร์ทำเป็นนวดแต่มันกลับค่อย ๆ บีบแรงขึ้น
"รู้ไหมว่าพลังเดอะเป็นของหายากแค่ไหน แม้จะมีทหารเป็นล้านนายแต่ก็มีพลังเดอะแค่ไม่กี่หนึ่งร้อยคนเท่านั้น จะสายต่อสู้ สนับสนุนหรือควบคุมไม่ว่าจะสายไหนฉันก็ต้องการมัน...เข้าใจหรือยัง?" จากอิริยาบถนวดไหล่เธอใช้มือทั้งสองข้างผลักคาร์เตอร์แรงจนเกือบหล่นโซฟา
"เหอะ ยังไงผมก็ไม่มีทางเลือกอยู่แล้วนี่ แล้วผมต้องทำอะไรต่อล่ะถ้าเข้าร่วมกองทัพ" คาร์เตอร์ยิ้มเยาะตอบรับทำเอาแคทเทอรีนขมวดคิ้วแปลกใจ
"ก่อนอื่นถ้ายอมเข้าร่วมกองทัพจริง ๆ ช่วยแสดงพลังที่ว่าบอกตำแหน่งน้องชายให้ดูทีสิ" เธอยังคงเฝ้ามองกิริยาท่าทางสงบเสงี่ยมของเขาไม่หยุดราวกับกำลังทดสอบความคิด
"แล้ว...ถ้าผมตอบว่าไม่ล่ะ?"
"ก็คงทำอะไรไม่ได้...ฉันไม่อยากให้ผู้มีพลังเดอะเสียหายถ้าเป็นคนอื่นก็คงโดนซ้อมจนปางตายไปแล้ว"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็ขอขอบคุณนะครับ"
"เอาเหอะ ถ้านายตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพฉันก็จะลบสถานะทาสออกให้และจากนี้ก็จงใช้ทุกหยาดเหงื่อและชีวิตพลีกายเพื่ออาณาจักรนอดเสีย" แคทเทอรีนยื่นมือให้จับเป็นการยอมรับข้อตกลงซึ่งคาร์เตอร์ก็ยอมทำตามแต่โดยดี
ก็ตามนั้นแหละน้องพี่
โห ! พี่ไม่กลัวจักรพรรดินีหลอกไปทำร้ายเหรอ คูเปอร์ตาเบิกกว้างตกใจกับเรื่องที่คาร์เตอร์เล่า
"มัวทำอะไรอยู่คูเปอร์รีบมาได้แล้ว" ซึฮากิเรียกขานแต่ไกลเพราะเขาเดินนำหน้าไปแต่ก็ต้องหยุดชะงักรอ
"ครับพี่กิ ปฏิกิริยา"
แล้วพวกนั้นจะพาไปไหนล่ะนั่น?
ผมก็ไม่รู้พวกเขาแยกกันไปคนละทางส่วนผมมากับพี่กิ พวกเราเข้ามาในดันเจี้ยนเหมืองที่กำลังปิดอยู่เพราะพายุหิมะ
เหมือง? เมืองยองยองเหรอคูเปอร์
ใช่ ๆ เราอยู่ที่เมืองยองยอง
"ดูเหมือนดันเจี้ยนเหมืองจะเป็นพวกแร่โลหะเสียส่วนใหญ่ซึ่งสามารถนำไปทำได้ทั้งอาวุธและเครื่องมืออุปกรณ์ แถมยังมีขนาดใหญ่มากพอที่จะส่งออกแร่สักยี่สิบถึงยี่สิบห้าล้านตันต่อปีจากบันทึกสถิติในห้องสมุด มันใหญ่กว่าเหมืองที่เอลโฟเรียหลายเท่าเลยแฮะถ้ามันอยู่ที่เมืองของเราก็คงจะดีไม่น้อย"
น้องฟังพี่ให้ดี...จักรพรรดินีมีแผนที่จะไปเมืองยองยองเพื่อซื้อแร่ในอีกไม่กี่วัน ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามบอกพวกเขาด้วยล่ะ
"ว่ายังไงนะพี่ !" คูเปอร์เผลออุทานออกมาเสียงดังจนซึฮากิตกใจ
"เป็นอะไรไปคูเปอร์?" ซึฮากิรีบเข้ามาดูอาการทอดสายตาไปรอบ ๆ มองหาอันตราย
"คะคือว่า"
พี่...ผมควรจะบอกเขาดีไหมแต่ถ้าบอกแล้วเขาก็ต้องสงสัยว่ารู้ได้ยังไงน่ะสิ
น้องคิดว่าเชื่อใจเขาได้ไหมล่ะ? ทำตามที่น้องเชื่อเลย
คูเปอร์ยืนนิ่งไปครู่หนึ่งขณะที่ซึฮากิจ้องมองตาไม่กะพริบ
"จักรพรรดินีจะมาที่นี่ในอีกไม่กี่วันครับ"
ซึฮากิสะดุ้งเพียงเล็กน้อยเหมือนกับเตรียมใจมาแล้ว
"อืม...นายคงจะกำลังคุยกับใครสักคนอยู่สินะ" ซึฮากิยิ้มในหน้าตอบกลับด้วยท่าทางผ่อนคลาย
"ครับ ความสามารถของผมก็คือการสื่อสารและเชื่อมประสาทสัมผัสกับอีกคนหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากจะปิดบังหรอกนะครับแต่เพราะผมโดนไล่ล่าอยู่จึงไว้ใจใครไม่ได้"
"พี่เข้าใจ แล้วที่ว่าจักรพรรดินีจะมามันอีกนานแค่ไหน?" ซึฮากินั่งลงต่ำในระดับสายตาของคูเปอร์อีกทั้งเขายังส่งยิ้มอันอ่อนโยนค่อยสมกับเป็นผู้เป็นคน
"ผมก็บอกวันที่แน่นอนไม่ได้เหมือนกันครับ"
"ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องเก็บข้อมูลให้ได้ไวที่สุด" ซึฮากิเดินนำหน้าเข้าไปส่วนลึกของเหมืองที่นั่นมีมอนสเตอร์เกิดใหม่หลายกลุ่มซึ่งดูจากพื้นที่โดยรอบแล้วที่ตรงนี้ได้วางกับดักและเตรียมอาวุธไว้พร้อมสู้
"พวกเขาจดจำจุดเกิดของพวกมอนสเตอร์และทำเขตพื้นที่ล่าไว้โดยเฉพาะ หากเป็นคนภายนอกที่ไม่รู้จักเส้นทางก็อาจจะหลงเข้ามาในส่วนนี้ก็ได้"
"คนเฝ้ายามก็ไม่มีแสดงว่ามั่นใจต่อให้ใครเข้ามาก็ยากที่จะหาทางไปต่อ" เส้นทางข้างหน้ามีทางแยกมากถึงสี่ทางเมื่อมองเข้าไปก็มีเพียงความมืดมิดหากเป็นคนอื่นก็อาจจะเดาสุ่มแต่กับซึฮากินั้นไม่ทำอย่างแน่นอน
"ทางนี้ ทางอื่นจะเป็นแหล่งล่ามอนสเตอร์จากการใช้ตรวจจับทำให้รู้ว่าเส้นทางอื่นเต็มไปด้วยออร่ามานาและสิ่งมีชีวิต"
"พี่เก่งใช่เล่นเลยนะครับ ถ้าเป็นผมก็คงจะเดินไปทีละทางกว่าจะเจอก็คงปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว"
หลังจากที่เดินมาได้สักพักพวกเขาก็ได้เห็นแสงสะท้านเงาวิบวับทั้งเครื่องมือและแร่ พวกมันฝั่งอยู่ภายใต้ชั้นดินจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยขุดแม้จะใช้เวทมนตร์ช่วยได้แต่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ควบคุมเวทมนตร์ได้ดั่งใจไม่เช่นนั้นอาจจะทำของเสียหายได้
ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่นี่เป็นแค่เมืองอุตสาหกรรมแร่ที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของอาณาจักรนอด แม้จะตั้งอยู่ในเขตภูเขาหิมะแต่ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงหรือเพราะมีเวทมนตร์ป้องกัน?
"เราจะกลับไปทางที่ผ่านมา อย่างน้อย ๆ มาแล้วก็ต้องดูให้หมดสิ" ซึฮากิฉีกยิ้มไปตามอารมณ์ของความอยากรู้อยากเห็น
ภายในเส้นทางที่มืดมิดจนซึฮากิต้องคอยจูงมือคูเปอร์ไว้ไม่เช่นนั้นเขาคงจะเดินหลงไปคนเดียวแน่นอน ภายใต้ความมืดเหล่านั้นได้มีเสียงฝีเท้าเดินเตะก้อนหินสำหรับซึฮากิก็คงจะได้ยินชัดแต่ไม่ใช่กับคูเปอร์
มอนสเตอร์ประเภทอันเดปฏิกิริยาเหรอ พึ่งจะได้เจอตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเหมือนกันนะเนี่ยเท่าที่อ่านในหนังสือดูเหมือนเจ้าพวกนี้จะเรียกว่าสเกเลตัน
ขณะที่กำลังสังเกตการณ์จู่ ๆ ก็มีหนอนไต่ขาของคูเปอร์สะดุ้งตกใจล้ม
เวรแล้วไง เสียงกระดูกกระทบกันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยความเร็วพอ ๆ กับคนปกติเดินจึงมีเวลาให้หนีทัน
"พะพี่กิ เสียงนั่นมันอะไรครับ?"
"ใจเย็น ๆ อย่าปล่อยมือจากพี่เด็ดขาด" ซึฮากิวางม่านมานาเป็นดั่งกำแพงป้องกันทำให้พวกสตะปูเลตันข้ามาไม่ได้
"ปุย แกอยู่แถวนี้ใช่ไหม? ถ้าใช่ช่วยส่องไฟให้ด้วย" แสงสีจากกองเพลิงตรงหน้าเผยให้เห็นมอนสเตอร์ประเภทอันเดดและเจ้าปุยที่นั่งจ้องพวกมันอยู่อย่างนั้น
"โครงกระดูกเหรอเนี่ย ปฏิกิริยา" คูเปอร์ถึงกับถอยห่างเพราะความกลัวจนขนลุกสู้
"ถ้าเป็นสเกปฏิกิริยาตันก็คือโครงกระดูกมีชีวิต เลเวลส่วนใหญ่ก็แค่หนึ่งถึงสามแต่ด้านจำนวนกลับเยอะจนน่ากลัว อาจจะเพราะพวกมันมีแต่โครงกระดูกเลยไม่มีปัญหาถ้าจะอัด ๆ กันอยู่"
"พี่กิพวกเราควรจะถอยหรือไปต่อครับ?"
ซึฮากิยิ้มอย่างมีเลศนัยเหลือบมองคูเปอร์ทำเอาขนลุกยิ่งกว่าพวกโครงกระดูกเสียอีก
"พี่มีแผนอยู่อย่างหนึ่ง พวกนี้มันอ่อนแอถึงขนาดที่คนเหมืองไม่ต้องมีการปิดกั้นหรือป้องกันอะไรเลย เดี๋ยวพี่จะคอยช่วยเสริมกำลังให้เองไม่ต้องห่วง" ซึฮากิยกนิ้วโป้งเฉกเช่นเดียวกับเซนให้กำลังใจ
พี่คาร์เตอร์...
วะว่ายังไง?
พี่กิเขาจะให้ผมสู้กับมอนสเตอร์ครับ คูเปอร์ยืนอ้ำอึ้งอยู่พักหนึ่งหลังจากที่ซึฮากิกล่าวเช่นนั้น
หา ! สู้กับมอนสเตอร์เนี่ยนะ ไหน ๆ พี่ขอดูด้วย
อ้าว...พี่ไม่คิดจะห้ามผมหน่อยเหรอ?
อืม ! ถ้าพี่พิจารณาแล้วว่าไม่มีทางสู้ได้ก็ถอย
คูเปอร์เชื่อมประสาทสัมผัสของดวงตาและหูให้กับคาร์เตอร์คราวนี้เขาทำให้พี่ชายใช้ร่วมด้วยได้แต่ไม่สามารถควบคุมได้เพราะมันจะทำให้ประสิทธิภาพของการเคลื่อนไหวลดลง
"คะครับพี่กิ" คูเปอร์ยืนตัวตรงท่าทางเกร็ง ๆ ของเขาดูกระวนกระวายเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้สู้กับมอนสเตอร์
"พี่จะปล่อยมันออกมาทีละตัวเพราะฉะนั้นตั้งสติและยิงกระสุนเวทให้โดน...เหมือนตอนฝึกนั่นแหละ"
"ครับ !" เขาตั้งท่าเหยียดขาออกไปหนึ่งก้าวเพื่อความมั่นคง
น้องต้องทำได้แน่นอนพี่เชื่อแบบนั้น
ครับ !
ดวงตาแห่งความมุมานะกำลังจ้องมองแก่นร่างไร้เนื้อเยื่อค่อย ๆ ย่างกายเข้าหา แม้อากาศจะหนาวเย็นแต่ในหัวกลับร้อนระอุ
"เอาล่ะนะ" เสียงสูดหายใจเต็มปอดและปล่อยออกมาช้า ๆ ตั้งสติเพ่งสมาธิให้อยู่ในจุดที่นิ่งที่สุด
"นั่นแหละค่อย ๆ ก่อรูปมันขึ้นมา สมาธิ สติ" ภาพในอดีตที่เต็มไปด้วยความทรมานกับการฝึกผุดขึ้นมาระหว่างที่กำลังดึงสมาธิ
"แรงจะเกิดจากมวลและความเร็ว มวลจะน้อยเพียงใดแต่ถ้ามันพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงแม้แต่ตะปูตัวเท่านิ้วโป้งแต่ถ้าร่วงลงมาจากเครื่องบินมันก็รุนแรงมากพอที่จะฆ่าคนได้" ซึฮากิเดินวนไปรอบ ๆ ขณะที่คูเปอร์กำลังฝึกซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย
"แล้วถ้าผมทำความเร็วได้ไม่มากล่ะครับ?"
"เหอะ ๆ ก็บอกแล้วไงว่าแรงมันจะต้องมีสองสิ่ง...ถ้าความเร็วไปไม่ถึงก็เพิ่มน้ำหนักของมันสิ"
พี่เขาสอนทุกสิ่งให้แต่มันก็ยากที่จะเข้าใจในคราวเดียว คำแปลก ๆ ที่พึ่งเคยได้ยินกับหลักการอันแปลกประหลาดที่แม้แต่พี่คาร์เตอร์ก็ไม่รู้...น้ำหนัก? มวล?
"เวทมนตร์แต่ละธาตุจะมีจุดเด่นแตกต่างกัน เวทวารีมีความแม่นยำและเจาะทะลวงสูงกลับกันเวทดินสามารถทนทานและทำลายได้ดีกว่าแต่บางครั้งมันก็อธิบายขัดแย้งกับหลักการที่เคยรู้จัก"
เวทวารี เวทดิน...ถึงจะไม่เข้าใจ "แล้วถ้าผมใช้การร่ายเวทที่มีในสเตตัสได้ไหมครับ?"
"ทำไมจะไม่ได้แต่นั้นมันก็แค่สูตรสำเร็จ หากอยากจะแข็งแกร่งจริง ๆ ต้องสามารถใช้เวทมนตร์ได้โดยไร้ซึ่งตัวช่วย"
ภายในแค่ไม่กี่วินาทีความทรงจำหลาย ๆ อย่างมันก็ผุดขึ้นมาไม่หยุดราวกับเป็นเครื่องเตือนใจก่อนใช้เวทมนตร์
จงทำลายอุปสรรคตรงหน้าซะ คูเปอร์คิดในใจเหมือนกับการร่ายเวทเพียงแต่ไม่เอ่ยออกมาเป็นเสียงและเมื่อมานาก่อรวมกันที่ฝ่ามือจนนิ่งมันก็พุ่งกระแทกโครงกระดูกตายในทันทีเล่นเอากระดูกกระจายไปทั่ว
"ยอดเยี่ยม" ซึฮากิปรบมือช้า ๆ เดินเข้าไปดูสภาพของกระดูกพวกนั้นบางส่วนก็แตกหักบางชิ้นก็ยังอยู่สภาพดี นอกจากที่มันใช้เวทมนตร์เคลื่อนไหวก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันมีชีวิตได้อย่างไร
"ผมทำได้แล้วใช่ไหมครับ" คูเปอร์หายใจถี่เพราะความตื่นเต้นจนยิ้มไม่หุบ
"ดีมาก เมื่อกี้นายเปลี่ยนมานาเป็นเวทดินซะด้วยทำให้พลังทำลายสูงขึ้นมากกว่าตอนที่เราฝึกกันเสียอีก"
"ฮ่า ๆ ๆ พอผมนึกถึงคำที่พี่พูดมันก็คิดได้ ถ้าพูดถึงน้ำหนักที่มากที่สุดก็ต้องเป็นเวทดิน"
เก่งมาก ๆ ! สมกับเป็นน้องพี่ คาร์เตอร์ได้เห็นการใช้เวทมนตร์ของน้องชายที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นฝ่าฟันอุปสรรคและความทรมานตั้งแต่ถูกจับจนไปถึงตอนหนีตายบัดนี้เขาได้เข้าใกล้ความจริงไปทุกที
ครับพี่
"ทีนี้ก็หมดเวลาดีใจแล้วมาต่อกันเลยดีกว่า" ซึฮากิปล่อยให้สเกเลตันหลุดเข้ามาอีกหนึ่งตัวแต่เลเวลของมันคือสองไม่ใช่เลเวลหนึ่งเหมือนกับตัวแรก
ต่อเลย ๆ คาร์เตอร์เองก็เฝ้ามองด้วยความตื่นเต้น
คูเปอร์ตั้งสมาธิอีกครั้งแต่มันกลับทำได้ง่ายกว่าเดิมมากโขยิงออกไปด้วยฝ่ามือทั้งสองกระแทกท่อนกระดูกอันแข็งก้าวแต่แทนที่มันจะแตกกระจายเหมือนตัวแรกมันกลับทำลายได้แค่ส่วนที่โดนเท่านั้นและยังก้าวเท้ามุ่งมาหา
"หา? ถ้าอย่างนั้นต้องอีกครั้ง" เขายังคงตั้งท่าก่อรูปมานายิงออกไปอีกหลายครั้งกว่าจะจัดการมันได้
"อืม ! สำหรับคนที่พึ่งเริ่มต้นก็ทำได้ดีแล้ว เอานี่ไปกินแล้วนั่งพักเถอะ" ซึฮากิโยนกระบอกน้ำและห่ออาหารให้กับคูเปอร์มองเห็นได้โดยใช้แสงไฟจากเวทมนตร์ของปุย
"ละแล้วพี่จะไปไหนครับ?"
ซึฮากิเข้าไปเผชิญหน้ากับกองทัพสเกเลตันกว่าห้าสิบตัวที่ถูกม่านมานาสกัดกั้นไว้ไม่นานนักหลังจากที่เฝ้ามองเขาก็ได้ปลดม่านพวกนั้นออก
"พี่กิ ! พี่จะทำอะไรน่ะ?"
"อืม...พี่ก็แค่อยากจะซ้อมสักหน่อย เดี๋ยวฝีมือจะทื่อเอาเปล่า ๆ"
เลเวลพวกมันค่อนข้างต่ำถ้าใช้เวทมนตร์ด้วยยิ่งไม่ได้ฝึก เพราะฉะนั้นเราจะสร้างภาระให้กับตัวเองด้วยเวทอ่อนแรง
ซึฮากิถือมีดไว้เพื่อร่ายเวทใส่ตัวเองพร้อมกับเดินเข้าหาเหล่ามอนสเตอร์พวกนั้น
สเกเลตันเป็นมอนสเตอร์อันเดดที่มีร่างกายเป็นโครงกระดูก พวกเลเวลน้อย ๆ แค่โดนเวทธรรมดาก็ตายได้หรือจะเรียกตายไม่ได้กันนะ?
ซึฮากิใช้เพียงหมัดเปล่า ๆ ชกเข้าไปที่กระดูกส่วนคางหัวหลุดทำให้ตายในทันที
ไม่ได้ใช้ทักษะพวกนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ? มวยไทย มวยสากล เทควันโด ยิวยิตหน้าหงิกหน้างอ ไม่ว่าจะสิ่งไหนต่างก็มีข้อดีแตกต่างกัน ผู้คนมักจะถกเถียงหาศิลปะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแต่หารู้ไม่ว่าวิธีการต่อสู้ที่แท้จริงก็คือทำยังไงให้เอาชีวิตศัตรูได้
กำปั้นของซึฮากิชกเข้าที่หัวของสเกเลตันจนมันกระเด็นไปโดนตัวอื่นและใช้จังหวะที่กำลังโซเซกระโดดถีบขาคู่
ทำไมมันเหมือนต้นไม้แห้ง ๆ เลยแฮะ เขาหยิบเอาท่อนกระดูกที่พื้นฟันกวาดไปรอบ ๆ สร้างระยะห่างพร้อมกับชกหมัดเร็วไปที่ส่วนกระดูกคอภายในไม่กี่วินาทีเขาก็จัดการสเกเลตันไปกว่าสิบตัว
"สุดยอดเลยพี่กิ !" คูเปอร์นั่งกินอาหารอย่างสบายใจเมื่อได้เห็นความสามารถอันน่าทึ่งของซึฮากิ แม้เขาจะไม่ใช่เวทมนตร์แต่กลับจัดการมอนสเตอร์ได้ด้วยมือเปล่า
"โห ! ทำไมถึงรู้สึกสดชื่นขนาดนี้" หลังจากที่ลิ้มรสชาติอาหารง่าย ๆ อย่างเนื้อแดดเดียวคูเปอร์ก็ถึงกับอุทานออกมาเสียงดัง
"มานากำลังเพิ่มขึ้นแถมสเตตัสยังก็เพิ่มอีกด้วย นี่มันอะไรกัน?"
ว่ายังไงนะน้องพี่ อาหารที่เพิ่มสเตตัสได้เหรอไม่ใช่ว่าคิดไปเองหรอกนะ
พี่เชื่อมประสาทสัมผัสกับผมก็น่าจะเห็นเหมือนกันนะครับ ผมกำลังมองดูมานาที่กำลังเพิ่มพูนอย่างรวดเร็วยิ่งกว่านอนเสียอีก
จริงด้วย...ถ้าจักรพรรดินีมาเห็นคงกวาดซื้อทั้งหมดแน่ ๆ
“เสร็จหรือยังคูเปอร์ อาหารพวกนั้นคงจะฟื้นมานาให้ได้พอดีเราจะเข้าไปต่อกันอีกสักหน่อย”
“ครับ !”
พวกเขายังคงก้าวเดินต่อไปให้อารมณ์เหมือนครอบครัวพามาเที่ยวเล่นแต่เป็นการล่ามอนสเตอร์แทน
ถึงแม้ฟรานจะเป็นถึงผู้กล้ามีคนสรรเสริญมากมายแต่ก็มีคนที่เกลียดไม่ชอบหน้าอยู่อีกมากเช่นกัน เพราะอะไรน่ะหรือ? ปกติสำหรับคนที่พยายามฝึกแทบตายแต่เลเวลกลับไม่เพิ่มสักนิดแต่กับฟรานใช้เวลาไม่ถึงปีก็สามารถทะลวงเลเวลขึ้นมาเป็นผู้มีเลเวลเจ็ดได้แล้ว
“ดูนั่นสิ ท่านฟรานนี่นา” สายตาของทหารชั้นผู้น้อยจับจ้องไปยังหญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนเดินตามหลังพลเอกลักซ์เข้าไปในกรมทหารขณะที่ทหารชั้นผู้นำทุกคนทำความเคารพ
“อะไรจะดีขนาดนี้เป็นคนนอกแท้ ๆ แต่พวกเขากลับเกรงอกเกรงใจขนาดนั้นแล้วมาดูเราตะคอกใส่ด่าเสีย ๆ หาย ๆ ตลอด”
“เฮ้อ...จะเอาอะไรมากล่ะ พวกเรามันก็แค่ชนชั้นล่างที่มาสมัครเป็นทหารเพราะจะได้เงินเดือนแน่นอนเทียบกับอัจฉริยะพวกนั้นแล้วเรามันก็แค่เบี้ยเท่านั้นแหละ”
ภายในห้องประชุมของกรมทหารแม้จะดูเรียบง่ายไม่สง่างามเหมือนกับห้องประชุมของโรงเรียนหลวงหรือของราชวังแต่มันกลับทำให้ฟรานรู้สึกสบายใจเสียมากกว่า
“นั่งตามสบายเลยท่านฟราน” ลักซ์เดินไปชงกาแฟโดยใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างกาต้มน้ำที่แพงแสนแพงสำหรับคนรากหญ้า
“ถ้าไม่ว่าอะไรช่วยเรียกฉันว่าฟรานเฉย ๆ ได้ไหมคะ?” ฟรานนั่งตัวตรงรู้สึกเกร็ง ๆ
“โอ...ฟรานสินะ” เธอวางแก้วกาแฟให้กับฟรานและนั่งลงข้าง ๆ ทั้งการนั่งและกิริยาการดื่มกาแฟก็ยังดูเป็นผู้ดีมีสกุล
“ที่อยากมาเจอเพื่อนที่อยู่ที่นี่เขาชื่ออะไรล่ะ?”
“ค่ะ เขาชื่อนัตโตะเป็นเพื่อนจากโลกเดิมเหมือนกับฟรานเอง”
ลักซ์เรียกให้ทหารผู้ช่วยเข้ามาซุบซิบคุยกันพักหนึ่งก่อนที่เขาจะวิ่งหน้าตั้งออกไป
“ฉันฝากให้เขาไปเรียกนัตโตะแล้ว อืม...ถ้าไม่ว่าอะไรฉันขอถามได้ไหมว่าพลังเดอะของฟรานคืออะไร?”
“อะอา...” ฟรานอ้ำอึ้งอยู่พักหนึ่งดูลำบากใจที่จะตอบ
“ก็ได้ ๆ เธอไม่ต้องฝืนหรอก ปกติคนอื่นเขาก็ไม่บอกความลับของตนเองหรอกไม่อย่างนั้นอาจจะโดนแก้ทางได้”
“ฮ่า ๆ ฟรานก็เหมือนกันค่ะ” เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ทำกลบเกลื่อนก่อนจะกลอกตามองไปรอบ ๆ
บรรยากาศที่ต่างคนต่างเกรงใจไม่กล้าเปิดบทสนทนาจนกระทั่งนัตโตะและทีมของเขาเข้ามาในห้อง
“โอ้ ! ฉันเป็นห่วงพวกนายมากเลยนะ” ฟรานยิ้มทักทายเป็นคนแรกทำเอานัตโตะขมวดคิ้วสงสัย
นี่เธอไปกินอะไรมาหรือเปล่าก่อนหน้านี้ตอนอยู่โลกเดิมยังไม่ชอบหน้าเราอยู่เลย แสดงว่าต้องมีอะไรแอบแฝง
“สวัสดีครับท่านผู้กล้าฟราน” นัตโตะยิ้มและจับมือกันเป็นการทักทายแตกต่างกับทหารคนอื่นที่ได้แต่ยืนทำความเคารพ
ใบหน้าอันทรุดโทรมของนัตโตะค่อย ๆ ยื่นเข้าหาขณะที่จับมือทักทาย “เธอต้องการอะไรกันแน่?”
“แหม่ ๆ ได้เจอเพื่อนจากโลกเดิมทั้งทีเราไปหาอะไรกินกันก่อนดีไหม?”
แม้นัตโตะจะยังไม่ไว้ใจแต่พลเอกลักซ์ก็ดันจ้องไม่หยุดเขาจึงต้องตอบตกลงไป พวกเขาได้ไปนั่งกินอาหารในห้องส่วนตัวของลักซ์พร้อมกับการเสิร์ฟอาหารจากพ่อครัวมากฝีมือของกรมทหาร
แก้ว วา เจาแล้วก็นัตโตะ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่รอดมาจากบทสอบในครั้งนั้นถ้าไม่นับคานะ เซนและซึฮากิที่หนีไป แม้จะไม่ได้เก่งเทียบเท่ากลุ่มผู้กล้าแต่ฝีมือก็โดดเด่นกว่าคนในรุ่นเดียวกัน
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวแล้วกันไม่อยากอยู่ให้อึดอัดเสียเปล่า”
“ค่ะ” ฟรานโบกมือยิ้มให้เช่นเดียวกับลักซ์
“ในเมื่อไม่มีใครแล้วเธอก็พูดสิ่งที่ต้องการมาเถอะ” นัตโตะนั่งไขว้ข้างเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางหงุดหงิด
“อืม...พวกเธอก็รู้ความสามารถของนายใช่ไหม?” ฟรานเหลือบมองสมาชิกทีมของนัตโตะ
"เหอะ ๆ ที่แท้ก็มาเพื่อสิ่งนั้นสินะ พูดมาเถอะยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนที่มาจากโลกเดิมด้วยกันถ้าไม่ช่วยกันแล้วใครจะช่วยล่ะ” สายตาอันยียวนบวกกับการยิ้มเยาะเหมือนกับกำลังคิดอะไรแผง ๆ อยู่
“จะไม่ขอพูดอ้อมค้อมแล้วกัน...นายติดต่อกับกิจังได้ใช่ไหม?”
“ฮ่า ๆ ๆ น้ำเสียงอ่อนอ่อนช้อยอย่างกับลูกแมวแบบนั้นไม่เหมาะกับเธอจริง ๆ ว่ะ” นัตโตะหัวเราะลั่นไม่เกรงใจเมื่อได้ยินเสียงอันนุ่มนวลพยายามจะขอร้องอ้อนวอน
“แล้ว...นายทำได้ใช่ไหม?” เธอไม่สนใจเสียงหัวเราะของนัตโตะเพราะเป้าหมายของเธอมีเพียงหนึ่งเดียว
นัตโตะทำหน้าบึ้งหลังจากที่เห็นปฏิกิริยาของเธอ “ใช่ ฉันติดต่อกับเจ้ากิได้”
“จริง ๆ ใช่ไหม” ฟรานเดินเข้าประชิดด้วยความดีใจจนเนื้อเต้นแทบจะหลั่งน้ำตา
“พอเลย ๆ อย่าเข้ามาแบบนั้นอีกล่ะ” เขาสะบัดมือไล่ให้ฟรานกลับไปนั่งที่ขณะที่เพื่อน ๆ ของเขากลั้นขำอยู่
“ฉันจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้...นายช่วยติดต่อหากิจังให้ฉันที” ฟรานก้มโค้งลงแทบจะแนบกับโต๊ะอาหารน้ำเสียงอันสั่นคลอนที่พร้อมเป็นข้ารับใช้
“ฮ่า ๆ ๆ ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวเตรียมใจได้เลย” เสียงหัวเราะะละใบหน้าที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายนึกว่าเป็นตัวร้ายในนิยายสักเรื่อง
อาณาจักรนอดเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บแต่เดิมนั้นหิมะและความหนาวไม่ได้ครอบคลุมไปไกลขนาดนี้จนมาวันหนึ่งได้มีการปะทะกันของมังกรและจอมมารทำให้เกิดปรากฏการณ์แพร่ขยายความหนาวไปทั่วอาณาจักร
“นี่นายเล่าเรื่องนี้อีกแล้วเหรอ พวกเราก็ฟังกันจนจำได้หมดแล้วเนี่ย” จี้ทำหน้าหงิกหน้างอเดินเท้าไปตามเส้นทางรุกรัง
“ก็แหม่ตอนเดินทางมันว่างนี่นา ไม่รู้จะทำอะไรก็ฟัง ๆ ไปเถอะ”
“เฮ้อ...นี่เราผ่านมากี่เมืองแล้ว?” เธอถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง
“ไม่รู้สิแต่พวกเวรนั่นมันดันฉลาดหลอกเราไม่หยุดเลย พอไปอีกทางก็มีหลอกซ่อนอีกชั้นพอกลับมาที่เมืองแรกก็ดันมีซ่อนหลอกทุกทาง”
“คอยดูเถอะถ้าจับได้จะอัดให้ยับเลย !” เสียงตะโกนดังลั่นเข้าไปในป่าจนฝูงนกบินหนีเพื่อระบายความโกรธเกรี้ยวที่สั่งสมไว้