เมื่อเราเดินทางมาถึงพระราชวัง จึงมุ่งตรงไปเข้าเฝ้าท่านอ๋องที่ตำหนักม่อลี่ แต่ที่หน้าตำหนักกลับตกแต่งด้วยผ้าสีขาวเหมือนไว้อาลัยให้คนตาย เราจึงเดินเข้าไปด้านในพบท่านอ๋องกำลังยืนพูดคุยอยู่กับทหารคนหนึ่ง แต่ทหารคนนั้นแต่งกายในชุดของค่ายหนิงอันมีท่าทางกระวนกระวายใจ
เมื่อเขาเห็นเราก็รีบรายงานตัวทันทีว่าเป็นม้าเร็วมาจากค่ายหนิงอัน มาแจ้งข่าวว่าทหารซูเซียวสองหมื่นคนกำลังตั้งทัพอยู่ที่หน้าค่าย และยังมีกองทัพใหญ่คาดว่าจำนวนสามหมื่นกำลังเคลื่อนพลมาสมทบ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือองค์รัชทายาทจินหย่งเจิ้นอยู่ในค่ายด้วย
เหวินหลางก็ถามขึ้นทันทีว่า ก่อนหน้านี้องค์รัชทายาทอยู่ที่เมืองหลวงมิใช่หรือทำไมตอนนี้กลับอยู่ที่ค่าย ทหารม้าเร็วตอบว่าเมื่อพวกกบฏในเมืองถูกปราบและจับตัวราชครูเฉิงได้ องค์รัชทายาทกับแม่ทัพเซิ่งและทหารอีกสามหมื่นจึงเดินทางมาที่ค่าย เพราะก่อนหน้านี้องค์รัชทายาทได้รับรายงานจากหน่วยสอดแนมว่า แคว้นซูเซียวจะยกทัพมายึดค่าย
แต่ถึงกระนั้นทหารในค่ายยังมีจำนวนน้อยกว่าทหารซูเซียว แต่จะให้เรียกทหารที่ประจำอยู่ในเมืองหลวงมาช่วยอีกก็ไม่ได้ เพราะต้องอยู่ปกป้องเมืองหลวงกันซูเซียวเข้าโจมตี เขาจึงขี่ม้าเร็วมาขอความช่วยเหลือฉันกับเฟยเจินให้ไปช่วยค่ายหนิงอันอีกสักครั้ง ฉันกับเฟยพยักหน้าพร้อมกันว่าจะไปช่วยแน่นอน
ท่านอ๋องจึงพูดขึ้นมาว่า ครั้งนี้แคว้นซูเซียวคงตั้งใจจะยึดค่ายหนิงอันให้ได้เพื่อจะขุดทอง และคงคิดจะฆ่าองค์รัชทายาทในคราเดียวกัน ซึ่งถ้ายึดได้สำเร็จแคว้นจินชางก็จะอยู่ในมือของแคว้นซูเซียวโดยสมบูรณ์ ต่อให้มีแม่ทัพเซิ่งฝีมือเก่งกาจก็ยากจะต่อกรกับแคว้นซูเซียว เพราะแคว้นซูเซียวมีกองทัพใหญ่กว่าทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องการรบและชำนาญการศึก
ซึ่งส่วนตัวท่านอ๋องเองอยากยกทัพใหญ่ไปช่วยแคว้นจินชาง แต่มันติดอยู่ตรงที่สองแคว้นยังไม่ได้ลงนามทำสัญญาเป็นพันธมิตร พวกขุนนางต้องคัดค้านไม่ยอมให้ยกทัพไปแน่ แต่เขายังมีทหารม้ารับจ้างห้าร้อยนายที่สามารถส่งไปช่วยได้ แต่ระยะทางไปแคว้นจินชางนั้นห่างไกลกันมากอาจจะไปช่วยไม่ทัน
หมอจงจึงขอร้องท่านอ๋องว่าถ้ารีบส่งไปตอนนี้อาจจะทัน ส่วนเรื่องลงนามเป็นพันธมิตร หลังเสร็จศึกองค์รัชทายาทจะส่งทูตมาสานสัมพันธ์ลงนามเป็นพันธมิตรแน่นอน ท่านอ๋องจึงเรียกทหารยามเฝ้าหน้าประตูให้เข้ามาคนหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วทหารยามคนนั้นเป็นองครักษ์เงาแฝงตัวมาเป็นทหารยาม ให้ไปแจ้งกลุ่มทหารม้ารับจ้างให้รีบเดินทางไปที่ค่ายหนิงอันทันที
พร้อมกับเรียกองครักษ์จิ้นฝานให้ไปหยิบกระบี่ประจำกายมาให้เขาด้วย ฉันจึงถามท่านอ๋องว่าจะไปไหน เขาตอบว่าจะไปที่ค่ายหนิงอันด้วยและจะถือโอกาสลงนามทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับองค์รัชทายาทด้วยเลย ฉันจึงห้ามท่านอ๋องไว้ไม่ให้ไปเพราะตอนนี้ที่ค่ายมันอันตรายมากให้อยู่รอทูตเดินทางมาลงนามที่นี่ดีกว่า แต่ท่านอ๋องพูดเสียงแข็งและยืนยันว่าจะไป
หมอจงจึงพูดแทรกด้วยความร้อนใจว่าอย่าเพิ่งเถียงกันเลย ให้รีบเดินทางไปที่ค่ายโดยเร็วเถิด ฉันจึงต้องปล่อยเลยตามเลยให้ท่านอ๋องทำตามใจที่อยากจะทำ แต่หมอจงก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีนกอินทรีย์ดำที่เป็นกำลังได้อีกแรง เขาจึงขอเฟยเจินว่าให้ตามนกอินทรีย์ดำไปช่วยที่ค่ายอีกแรงได้หรือไม่
เฟยเจินพยักหน้าตอบว่าได้ จึงสั่งให้นกเหยี่ยวบินกลับไปตามนกอินทรีย์ดำที่ป่าอัคคี โดยให้พวกนกอินทรีย์ดำบินไปรอที่ค่ายหนิงอัน แต่ถ้าเปิดศึกกันเมื่อไหร่ให้ออกรบได้ทันทีไม่ต้องรอคำสั่ง ส่วนนกเหยี่ยวให้บินกลับมารับคนที่นี่ ทั้งยังกำชับให้นกเหยี่ยวรีบไปรีบมา
จากนั้นนกเหยี่ยวก็กางปีกโผบินออกไปแล้วหายไปในพริบตา จนฉันเองยังมองตามไม่ทันนี่คงเป็นพลังเวทย์ที่นกเหยี่ยวได้มาจากการไปกักตนกับเฟยเจิน และคงกั๊กเก็บไว้ใช้ในกรณีเร่งด่วนเป็นแน่ เจ้านกตัวนี้มันแอบซุ่มร้ายไม่เบาฉันคิดในใจ
ฉันจึงบอกทุกคนว่าช่วงที่รอนกเหยี่ยวกลับมา ขอเวลาแปบเดียวจะวิ่งเอาน้ำมันนวดดอกบัวมายาไปให้ฮ่องเต้ที่ตำหนักก่อน ท่านอ๋องก็พูดว่าเดี๋ยวเขาจะให้องครักษ์นำน้ำมันนวดไปให้ฮ่องเต้เองจะได้ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งไปวิ่งมา จากนั้นเขาก็เรียกองครักษ์ให้เข้ามารับขวดน้ำมันนำไปส่งให้ฮ่องเต้ที่ตำหนัก
ฉันจึงเสียมารยาทถามท่านอ๋องด้วยความสงสัยตั้งแต่เดินเข้ามาในตำหนักแล้วว่า ประหารพระชายาไปแล้วหรือ เพราะเห็นมีผ้าสีขาวผูกติดอยู่หน้าตำหนักเหมือนการไว้อาลัย ท่านอ๋องก็เปลี่ยนสีหน้าแววตาหมองหม่นลงทันที ตอบว่าพระชายาไม่ได้ถูกประหารแต่นางผูกคอตายในคุกตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือหย่า และมีเพียงตำหนักของเขาเท่านั้นที่ผูกผ้าขาวไว้อาลัยให้พระชายา
ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับแคว้นซูเซียวนั้น ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้ว ทำให้ราชาแห่งแคว้นซูเซียวโกรธแค้นมาก ทั้งยังกล่าวหาว่าท่านอ๋องเป็นคนทำให้พระชายาตาย แคว้นซูเซียวจึงโถมกำลังเพื่อเข้ายึดค่ายหนิงอัน เพราะต้องการทองไปซื้ออาวุธซื้อตัวทหาร เพื่อจะยกพลมาบุกแคว้นหลวนเซียนแก้แค้นให้พระชายา แค่นั้นยังไม่พอยังไปยุยงแคว้นอื่นๆให้เลิกเป็นพันธมิตรกับแคว้นหลวนเซียน แต่ยังดีที่ยังไม่มีแคว้นไหนหลงเชื่อคำยุยงนั้น
เหวินหลางเมื่อได้ฟังเรื่องนี้ จึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอึดอัดใจว่า แคว้นซูเซียวนั้นร้ายกาจจริงๆ ราชครูเฉิงไม่น่าหลงผิดไปคบหากับพวกคนพาลอย่างแคว้นซูเซียวเลย และทันไดนั้นนกเหยี่ยวก็บินลงมายืนที่หน้าประตู ทำเอาทุกคนร้องโอ้โหกับความเร็วของนกเหยี่ยวเหมือนบินไปเที่ยวเล่นแค่ปากซอย
เฟยเจินจึงบอกให้หมอจงกับเหวินหลางขึ้นนั่งบนหลังนกเหยี่ยวให้บินไปที่ค่ายก่อน ส่วนท่านอ๋องกับองครักษ์จิ้นฝานให้นั่งบนหลังของหลี่เฉียง เพราะหลี่เฉียงเคลื่อนไหวช้ากว่านกเหยี่ยวคงตามไปถึงค่ายทีหลัง หลี่เฉียงก็พูดโอ้อวดตัวขึ้นมาทันทีว่า ถึงเขาจะตัวใหญ่แต่เขาก็เคลื่อนไหวเร็วไม่แพ้นกเหยี่ยว จะเดินทางตามไปติดๆไม่ทิ้งระยะห่างแน่นอน
ฉันจึงบอกเฟยเจินว่าจะนั่งไปกับท่านอ๋องเพราะจะได้คุ้มกันท่านอ๋องด้วย ส่วนเฟยเจินนั้นให้บินไปพร้อมกับหมอจงได้เลยไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นหลี่เฉียงก็แปลงร่างเป็นงูยักษ์ให้เราขึ้นไปนั่ง เราจึงรีบเร่งเดินทางจนตามกลุ่มนกอินทรีย์ดำทันในระหว่างทางและมาถึงค่ายหนิงอันพร้อมกัน
แต่ทว่าการสู้รบเริ่มขึ้นแล้วตรงเบื้องหน้า ทหารทั้งสองฝ่ายกำลังรบพุ่งเข้าตะลุมบอนกัน แต่ฝ่ายค่ายหนิงอันนั้นเสียเปรียบเรื่องฝีมือการรบและตกอยู่ในวงล้อม เฟยเจินจึงสั่งนกอินทรีย์ดำกับนกเหยี่ยวให้บินพุ่งลงไปกลางวง เปิดฉากพ่นไฟใส่ทหารซูเซียวจนวงแตกกระเจิงถอยล่นออกห่างเพื่อหนีไฟ
จากนั้นพวกเขาก็เข้าร่วมวงผสมโรงกับทหารของค่ายหนิงอันต่อสู้กันดุเดือด จนสนามรบกลายเป็นทะเลเพลิงเพราะไฟจากเฟยเจินกับนกอินทรีย์ดำ แต่ฉันกลับสั่งให้หลี่เฉียงหยุดมองอยู่บนเนินสูงห่างจากสนามรบระยะหนึ่ง จึงหันไปพูดกับท่านอ๋องและองครักษ์จิ้นฝานว่าให้เราสามคนยืนรออยู่บนเนินนี้แหละ เดี๋ยวจะให้หลี่เฉียงลงไปสู้รบแทน
แต่ท่านอ๋องตอบว่าเขาจะลงไปช่วยลี่จูถ้าฉันไม่ไปก็ให้อยู่รอตรงนี้ พูดจบท่านอ๋องก็ชักกระบี่ก้าวเท้าวิ่งลงไปจากเนินพร้อมกับองครักษ์จิ้นฝานทันที ฉันจึงสั่งให้หลี่เฉียงรีบเลี้อยตามท่านอ๋องไปอย่างเสียไม่ได้ พร้อมกับยื่นมือให้ท่านอ๋องกับองครักษ์จิ้นฝานโดดขึ้นบนหลังหลี่เฉียง และพูดกับคนทั้งสองว่าให้สู้อยู่บนหลังของหลี่เฉียงแทนการขี่ม้าจะปลอดภัยกว่า โดยให้องครักษ์จิ้นฝานคอยระวังหลัง ส่วนฉันจะเป็นโล่กำบังให้ท่านอ๋องเอง
จากนั้นจึงให้หลี่เฉียงบุกลุยเข้าไปให้ถึงจุดที่ลี่จูต่อสู้อยู่ ซึ่งหลี่เฉียงรอท่ารับคำสั่งอยู่แล้ว จึงเลื้อยพุ่งเข้าชนกลุ่มทหารซูเซียวกระเด็น หลายคนถูกพิษงูเห่าพ่นใส่ล้มลงนอนดิ้นตาย ส่วนบางคนก็ถูกหลี่เฉียงกัดงับเข้าปากกลืนลงท้องไปทั้งตัว จนฉันเองเห็นแล้วยังรู้สึกหวาดเสียว ทำให้ตอนนี้ทหารซูเซียวเริ่มเสียขวัญหวาดกลัวงูยักษ์กับนกอินทรีย์พ่นไฟ
ทหารซูเซียวจึงแบ่งกำลังมารุมล้อมหลี่เฉียง พยายามใช้หอกแทงและธนูระดมยิงใส่ แต่ของพวกนั้นไม่สามารถแทงทะลุผ่านหนังเหนียวๆของหลี่เฉียงได้ แต่กลับถูกหลี่เฉียงใช้ท่อนหางอันแข็งแรงสะบัดฟาดใส่กระเด็นจนแขนขาหักกันไปหลายคน
ส่วนฉันก็คอยใช้แสงโส่ในมือปัดป้องกำบังให้ตนเองกับท่านอ๋อง และใช้กิ๊บขนเหล็กร่อนออกไปตัดปลายหอกปลายลูกธนู ไม่ให้ตกใส่หรือทิ่มแทงถูกเราขณะอยู่บนหลังหลี่เฉียง ท่านอ๋องถามฉันทันทีว่าทำไมไม่ฆ่าทหารซูเซียว ตัดทำไมแค่ปลายหอกปลายธนู ฉันก็ตอบไปตามตรงว่า ก่อนหน้านี้ฆ่าคนไปเยอะจึงไม่อยากฆ่าใครเพิ่มอีก
องครักษ์จิ้นฝานจึงพูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า อยู่ในสนามรบมันมิใช่เวลาคิดเช่นนั้น!!! พร้อมกับชี้นิ้วให้ดูว่ามีกองทัพซูเซียวอีกทัพใหญ่กำลังเคลื่อนพลเข้ามาสมทบ มีหวังทหารฝ่ายหนิงอันต้องหมดแรงพับไปเสียก่อนแน่ๆ ฉันจึงปีนขึ้นไปยืนบนหัวของหลี่เฉียง เพื่อจะดูขบวนทัพซูเซียวให้ชัดๆว่าเคลื่อนทัพเข้ามาสมทบมากน้อยขนาดใหน
แต่ก็ต้องตกใจเพราะมีมากกว่าหมื่นคนตามที่ม้าเร็วเคยแจ้ง พวกนั้นกำลังเฮโลโถมกันเข้ามาในสนามรบ ซ้ำยังระดมยิงธนูพุ่งเป้ามาที่ฉันขณะกำลังยืนอยู่บนหัวหลี่เฉียง ด้วยความตกใจตั้งตัวแทบไม่ทันรีบยกแสงโล่ในมือขึ้นมากำบัง พร้อมกับร้องเรียกเสียงดังว่า “เสวียฉี หยงเป่า ซิ่นหลิง ช่วยด้วย!!!”
และทันใดนั้นก็ปรากฎร่างเสวียฉี หยงเป่าและซิ่นหลิง ในมือถืออาวุธคู่กายพุ่งเข้าโจมตีทหารซูเซียวทันที ทำให้ทหารซูเซียวล้มตายในคราเดียวนับร้อย แต่ซิ่นหลิงไม่ได้ใช้แค่ทวนโลหิตเข้าโจมตีอย่างเดียว เขาใช้ธนูคันใหญ่ยิงศรเพลิงพิรุณสามดอก แต่ศรกลับแตกกระจายออกเป็นสามสิบดอก พู่งทะลุร่างทหารซูเซียวสามสิบคนไม่พลาดเป้าล้มตึงนอนตายคาที่
แต่หัวหน้ากองซูเซียวยังคงสั่งทหารให้บุกเข้ามาห้ามถอย แต่ก็ถูกเสวียฉี หยงเป่า และซิ่นหลิงจัดการเด็ดหัวจนวงล้อมที่พยายามบีบเข้ามาเริ่มถอยกรูกันออกไป นั่นจึงทำให้ทหารฝ่ายหนิงอันมีกำลังใจฮึกเหิมเพิ่มมากขึ้น ลี่จูกับแม่ทัพเซิ่งจึงพาเหล่าทหารวิ่งเข้าบุกตะลุยไปพร้อมกับพี่ชายทั้งสี่ จนทัพซูเซียวระส่ำระสายขวัญหนีดีฝ่อล้มตายกันไปเกินครึ่งกองทัพ
ส่วนฝ่ายหนิงอันแม้จะมีทหารจำนวนน้อยกว่า แต่มีจำนวนทหารล้มตายไปเพียงหลักพัน นอกนั้นต่างบาดเจ็บสะบักสะบอม แต่ทุกคนยังพยายามยืนหยัดยกดาบยกกระบี่ต่อสู้ไม่ลดละ การสู้รบผ่านไปสักพักใหญ่ฝ่ายซูเซียวส่อแววพ่ายแพ้สู้ต่อไม่ไหว และแล้วเราก็ได้ยินเสียงทหารซูเซียวตะโกนบอกต่อๆมากันว่า “ถอย!!!” ทหารพวกนั้นจึงรีบถอยวิ่งกลับตามคำสั่งอย่างรวดเร็วด้วยอาการหวาดกลัว