หลังจากคิดอยู่นานหยุนเหวินก็ส่ายหน้า พลางนวดขมับด้วยความเครียด
‘เหตุการณ์ในครั้งนี้ซับซ้อนเกินไป’
‘และมีตัวแปรมากเกินกว่าที่จะเชื่อมโยงเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตระกูลจางได้’
เขาหันไปหาเจ้าเมืองมู่และเอ่ยถามในประเด็นอื่น "เจ้าได้ตรวจสอบหรือไม่ว่านอกจากจางหลิน มีสมาชิกของตระกูลจางเหลือรอดอยู่กี่คน?"
เจ้าเมืองมู่ถอนหายใจ “สมาชิกของตระกูลจางทุกคนที่อยู่ในเมืองหยางโจว ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเลย”
“อะไร!?” สีหน้าของหยุนเหวินซีดลงด้วยความตกใจ “มันจะเป็นไปได้อย่างไร!?”
เจ้าเมืองมู่ยืนยันด้วยข้อมูลหลักฐานที่มี “หลังจากที่ท่านพาจางหลินมาที่นี่ พวกเราได้พบศพสมาชิกของตระกูลจางและสมาชิกบางส่วนไม่ทราบภูมิหลังซ่อนอยู่ในตำหนักทางทิศใต้ ดูเหมือนว่าผู้ที่อยู่ในตำหนักทางทิศใต้อาจจะเป็นกองกำลังลับของตระกูลจางที่ถูกเรียกรวมพลมาด้วยจุดประสงค์บางประการ”
“และยังมีอีกข้อมูลกล่าวว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตระกูลจางถูกขโมยไปจนเกลี้ยง ไม่เว้นแม้แต่ศิลาบรรพบุรุษของตระกูลจาง…” เมื่อฟังข้อมูลอย่างละเอียดจากปากของเจ้าเมืองมู่ ดวงตาของหยุนเหวินเบิกโพลงด้วยความสับสนที่มากกว่าเดิม
‘นะ-นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?’
‘เหตุใดการกระทำเหล่านี้ดูไม่เหมือนกับการกระทำของพวกเชื้อพระวงศ์เลย?’
หากมิใช่ว่ามีตัวแปรสำคัญอย่างผู้ถือครองตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์จักรพรรดิ หยุนเหวินคงจะคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้ถูกวางไว้โดยหยางเซี่ยและปรมาจารย์ซูหยาน โดยการยืมมือผู้แข็งแกร่งจากแผ่นดินใหญ่ให้มาสังหารตระกูลจางอย่างลับๆเพื่อไม่ให้สำนักจักรพรรดิดารารับรู้
ผู้ที่มีแรงจูงใจในการสังหารตระกูลจางมากที่สุดก็คงมีเพียงแค่ปรมาจารย์ซูหยานและหยางเซี่ยเท่านั้น เพราะหลังจากการสังหารหมู่ตระกูลจาง พวกมันทั้งสองสามารถโยนความผิดให้พ้นตัวได้ว่าไม่ใช่ฝีมือของพวกมัน แต่เป็นฝีมือของกลุ่มโจร
และการที่หยางเซี่ยไปโผล่ที่ป่าอสูรร่ำไห้ก็อาจจะเป็นเพราะ มันต้องการสังหารและอำพรางศพของจางหลินไว้ที่นั่น
แต่โชคไม่ดีที่หยางเซี่ยถูกฆ่าตายโดยคนของสำนักจักรพรรดิเหมันต์ ส่งผลให้จางหลินสามารถรอดชีวิตกลับมาได้แต่เพียงผู้เดียว
หรือบางทีในช่วงเวลาที่หยางเซี่ยติดตามจางหลินไปที่ป่าอสูรร่ำไห้ ผู้ที่มีความแค้นอย่างสุดซึ้งกับผู้ถือครองตราสัญลักษณ์จะบุกรุกสังหารตระกูลจางและขโมยสมบัติล้ำค่าไปในเวลาเดียวกัน?
ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็คงจะเป็นไปไม่ได้!
ท้ายที่สุดเมื่อเรื่องนี้มีผู้ถือครองตราสัญลักษณ์ราชวงศ์จักรพรรดิเข้ามาเกี่ยวข้อง หยุนเหวินก็ไม่มีอำนาจที่จะตรวจสอบหรือค้นหาเบาะแสใดๆอีกต่อไป
หยุนเหวินที่ได้รับข้อมูลอดไม่ได้ที่จะมองไปที่ใบหน้าของจางหลินด้วยความสงสารจับใจ “ชายที่เพรียบพร้อมทุกสิ่งอย่างไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความมั่งคั่งหรือแม้แต่ชีวิตที่สะดวกสบาย แต่ภายในชั่วข้ามวัน เขากลับสูญเสียทุกสิ่งอย่างในชีวิตไปจนหมดสิ้น… ข้าเองก็ไม่รู้ว่าอนาคตของเขาจะไปสิ้นสุด ณ ที่ใด”
เจ้าเมืองมู่รู้สึกหนักอึ้ง จมูกของเขารู้สึกเปรี้ยวราวกับกำลังจะร่ำไห้ออกมา “ผู้อาวุโสหยุนไม่ต้องกังวล หากจางหลินตื่นขึ้น ข้าจะรับเขาเป็นบุตรบุญธรรมและให้การอุปถัมภ์เขาเป็นอย่างดี เพื่อตอบแทนความจงรักภักดีที่ตระกูลจางช่วยปกป้องเมืองหยางโจวในศึกสงครามครั้งก่อน”
หยุนเหวินยิ้มอย่างขมขื่น ก่อนจะลุกขึ้นพลางตบไหล่เจ้าเมืองมู่เบาๆ “หากต้องการอะไรเพิ่มเติมก็สามารถบอกข้าได้ หากเขายังคงอยากจะมีชีวิตเพื่อเป้าหมายอื่นนอกจากการแก้แค้น ข้าก็พร้อมที่จะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อที่จะเลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่และให้เขาได้มีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า”
เจ้าเมืองมู่ประสานมืออย่างเชื่อฟัง
แต่จู่ๆคิ้วของเขากลับขมวดชนกัน สายตาอันเฉียบแหลมมองไปยังทางเข้าของประตู ก่อนจะส่งเสียงเรียกใครบางคน “สาวน้อย เจ้าคิดจะซ่อนตัวไปอีกนานหรือไม่?”
หยุนเหวินยกมือขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้!
บทสนทนาระหว่างทั้งสองเมื่อครู่นี้สุ่มเสี่ยงเกินไป หากมีคนนอกมาได้ยินเรื่องนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาจะเป็นอันตรายอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นประตูก็ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างอันเพรียวบางของหญิงสาวในชุดสีเหลืองอ่อนที่กำลังยิ้มอย่างเคอะเขินพลางเกาศีรษะ “ท่านพ่อ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?”
หญิงสาวผู้นี้คือลูกสาวของเจ้าเมืองมู่นามว่ามู่รั่วหลาน และนางยังเป็นหนึ่งในศิษย์ชั้นในที่มีชื่อเสียงในสำนักจักรพรรดิดารา
หยุนเหวินที่มองเห็นหญิงสาวก็ผงะไปครู่หนึ่ง “รั่วหลาน ที่แท้ก็เป็นเจ้า”
มู่รั่วหลานในชุดสีเหลืองก้าวเข้ามา ก่อนจะชูกำปั้นทักทายอย่างสุภาพ “ผู้เฒ่าหยุน”
หยุนเหวินพยักหน้าเบาๆ “เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อใด?”
มู่รั่วหลานยิ้มและตอบกลับ “ข้าเพิ่งมาถึงคฤหาสน์เมื่อคืนนี้”
หยุนเหวินเพียงผงกศีรษะอย่างเข้าใจ “อีกสองเดือนก็จะถึงการประลองจัดอันดับแล้ว เจ้าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ข้าคาดหวังไว้สูง เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ชื่อเสียงของข้าต้องหมัวหมอง”
มู่รั่วหลานประสานมืออย่างยิ้มแย้ม “ผู้น้อยจะไม่ทำให้ผู้เฒ่าผิดหวัง”
หยุนเหวินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นหยิบผ้ามาห่มร่างของจางหลินไว้ด้วยแววตาสั่นไหว
เจ้าเมืองมู่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นเขาหันไปหามู่รั่วหลานและเอ่ยถาม “เมื่อครู่นี้เจ้าไม่ได้ยินอะไรใช่หรือไม่?”
มู่รั่วหลานแสดงสีหน้าสงสัย “มีอะไรที่ข้าควรรู้หรือไม่?”
เจ้าเมืองมู่ส่ายหน้าพลางยิ้มจางๆ
จากนั้นทั้งสองคนก็ลุกขึ้น เจ้าเมืองมู่หันไปหาบุตรสาวของตนและกล่าวว่า “รั่วหลาน ในเมื่อเจ้าไม่มีธุระอะไร ข้าฝากเจ้าให้ดูแลจางหลินก่อน ในตอนนี้ข้าและผู้อาวุโสหยุนมีเรื่องที่จะต้องจัดการ”
มู่รั่วหลานแสดงสีหน้าที่ไม่พอใจ ก่อนจะมองไปยังจางหลินที่นอนหมดสติด้วยสายตาเหยียดหยาม “จะให้ข้าดูแลขยะไปเพื่ออะไร? ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้มีความสำคัญกับเมืองหยางโจวถึงขนาดนั้น—”
“รั่วหลาน!” เจ้าเมืองมู่ตะคอกเสียงดังด้วยความโกรธ “อย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้าเสียมารยาทกับจางหลินอีกเป็นครั้งที่สอง มิเช่นนั้น…”
มู่รั่วหลานทำหน้าบูดบึ้งจนแก้มป่อง ถึงกระนั้นนางก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ “ท่านไปเถอะ ข้าจะดูแลเขาแทนเอง”
เจ้าเมืองมู่สะบัดแขนเสื้ออย่างไม่พอใจ “จำไว้ นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จางหลินเป็นบุตรบุญธรรมของข้า แล้วเขาจะเป็นน้องชายของเจ้า ห้ามพูดหรือทำอะไรไม่ดีกับเขาเป็นอันขาด”
“อะไร!? ท่านพูดอะไร—” มู่รั่วหลานอุทานด้วยความตกใจ แต่เมื่อนางหันมองกลับไปก็พบว่าทั้งสองคนได้ออกจากห้องไปแล้ว
มู่รั่วหลานกระทืบเท้าอย่างหงุดหงิดในทันที “เหตุใดท่านพ่อถึงได้รับคนไร้ประโยชน์เช่นนี้มาเป็นบุตรบุญธรรมเสียได้? เขากำลังคิดอะไรอยู่?”
ด้วยความหงุดหงิดที่ต้องมาทำหน้าที่ดูแลคนป่วย นางหันกลับไปมองจางหลินที่ยังนอนหลับไม่ได้สติ
ทว่าสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ของนางก็พลันเลือนหายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจในทันที “ขะ-เขาคือจางหลินจากตระกูลจางจริงๆหรือ?”
แม้ว่านางจะเคยได้ยินชื่อเสียงที่ติดลบของจางหลินมามากมาย แต่นางก็ไม่เคยพบเจอตัวจริงของเขามาก่อน
เมื่อลองมองดูใกล้ๆ นางไม่คาดคิดเลยว่าคนที่ไร้ประโยชน์จะเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาปานนี้