คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 69 :เมืองเทพนิยายเล็ก ๆ ของเยว่เยว่

    ตอนที่ 69:เมืองเทพนิยายเล็ก ๆ ของเยว่เยว่

     

            “คุณพ่อ หุ่นปั้นเหล่านี้มันน่าทึ่งมากเลยค่ะ ! ”

     

            ความสนใจของเยว่เยว่ไม่ได้อยู่บนลูกโป่งที่ตกแต่งอยู่ภายในห้องดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองไปบนตู้โชว์กระจกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและมองพิจารณาอย่างละเอียดอยู่อย่างนั้นไม่ยอมละสายตา

     

            “หนูรู้จักพวกเขา ! ”

     

            ทันใดนั้น เยว่เยว่ก็ร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นดีใจ“นี่คือหนูน้อยหมวกแดง นี่คือหมาป่าจอมชั่วร้าย หมาป่าจอมชั่วร้ายน่ากลัวมากแล้วก็นี่ นี่คือซินเดอเรลล่า... คุณพ่อคุณพ่อพาตัวละครในนิทานมาถึงบ้านของเราจริง ๆ หรือ ? ”

     

            “ใช่ พวกเขาตั้งใจมาเพื่ออวยพรวันเกิดให้กับเยว่เยว่ไง”เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจสุด ๆ ของเยว่เยว่หลิวจือเซียก็พลันรู้สึกว่าการทุ่มเทจัดตกแต่งตลอดช่วงบ่าย ไม่เสียเปล่า

     

            “วันเกิด ? ” เยว่เยว่เอียงคอ ดูเหมือนจะพยายามนึกอะไรบางอย่าง

     

            “ถูกต้อง เยว่เยว่ วันนี้เป็นวันเกิดครบสี่ขวบของเยว่เยว่ ! ”

     

            หลี่เมิ้งอีเดินเข้าไปหนึ่งก้าว แล้วย่อลงพลางลูบศีรษะของเยว่เยว่ด้วยความอบอุ่น ก่อนจะพูดว่า “ลูกเห็นลูกโป่งเหล่านั้นไหมด้านบนมีตัวอักษรเขียนไว้ เมื่อรวมกัน จะกลายเป็นคำว่า‘เมืองเทพนิยายสุขสันต์วันเกิดเยว่เยว่ ! ’

     

            ในฐานะที่ ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’เป็นนิทานที่โด่งดังที่สุดในตอนนี้ แทบจะทั่วทุกมุมเมืองของจีนทุกครอบครัวที่มีเด็ก ต่างก็ต้องมีคนละหนึ่งเล่ม

     

            เมื่อหลายวันก่อน ก่อนจะกลับปักกิ่งหลี่เมิ้งอียังให้คนไปแย่งชิงหนังสือเล่มนั้นจากเว็บไซต์มาให้เธออยู่เลย

     

            แต่หลี่เมิ้งอีคิดไม่ถึงว่าในบ้านของหลิวจือเซียจะมีหุ่นปั้นจากนิทานมากมายขนาดนี้ทั้งยังมีการตกแต่งเป็นฉากหลังของหุ่นปั้นเหล่านี้อีกด้วย ในหนังสือ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ นั้นไม่มีภาพประกอบแต่หุ่นปั้นในนิทานเหล่านี้ค่อนข้างตรงกับในนิทานเหมือนกับว่าพวกมันควรจะต้องเป็นแบบนี้

     

            อีกทั้ง หลังจากเธอกลับมาเธอก็ได้เดินวนอยู่ในห้างสรรพสินค้าทุกแห่งในปักกิ่งเพราะอยากจะซื้อสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับในหนังสือนิทานมาให้เยว่เยว่แต่เรื่องที่ทำให้เธอเซอร์ไพรส์ก็คือมันไม่มี และหาไม่เจอ

     

            จะว่าไปแล้วนั่นก็เป็นเพราะนักเขียนหนังสือนิทานไม่ได้ขายลิขสิทธิ์เกี่ยวกับผลงานออกไป

     

            แต่ที่นี่กลับได้เห็นหุ่นปั้นจากนิทานที่มากมายขนาดนี้...ทั้งยังนึกถึงชื่อของหนังสือนิทานได้อีกด้วย หลี่เมิ้งอีจึงคาดเดาอยู่ในใจ

     

            “เมืองเทพนิยาย ? ชื่อเพราะจังเลยพวกเธอต่างก็มาฉลองวันเกิดให้เยว่เยว่ใช่ไหม ? ”

     

            ก่อนหน้านั้นเยว่เยว่ก็เคยฉลองวันเกิด แต่ทุกครั้งก็มักจะอยู่แต่บ้านมีแต่พวกอา ๆ ที่มาเล่นกับเธอ ไม่ก็มากินข้าวด้วยกันหนึ่งมื้อไม่เหมือนอย่างวันนี้ ทั่วทั้งห้องถูกตกแต่งได้อย่างพิเศษ !

     

            “ใช่ เพื่อนตัวน้อยในเมืองเทพนิยายเหล่านี้พ่อต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์กว่าจะเชื้อเชิญพวกเขามาได้เชียวนะ ! ” ระหว่างที่พูดก็หันหน้าไปมองหลี่เมิ้งอี

     

            ความจริงแล้ว หลี่เมิ้งอีไม่รู้ว่าหลิวจือเซียจะตกแต่งแบบนี้

     

            หุ่นปั้นในนิทาน แล้วไหนจะการตกแต่งในห้องแบบนี้อีกเห็นได้ชัดว่าจะต้องระดมความคิดอย่างมากมายทุกอย่างนี้ทำให้หลี่เมิ้งอีรู้สึกซาบซึ้งใจ จากนั้นก็มองเข้าไปในดวงตาของหลิวจือเซียที่ดูระยิบระยับดั่งอัญมณี

     

            หลิวจือเซียไม่พูดสิ่งใดเขาเดินพึมพำกับตัวเองมายังห้องดนตรีขนาดเล็ก กดเครื่องเล่นซีดีข้างผนังและในเวลาเดียวก็หยิบกีตาร์ลงมา

     

            นี่คือสิ่งที่หลิวจือเซียทำไว้ที่บริษัทเพื่อรอคอยวันนี้

     

            “คลิก คลิก ! ”

     

            เครื่องเล่นซีดีกำลังเล่นภายในห้องที่เงียบสงัดได้เกิดเสียงเสียดสีดังขึ้นอย่างฉับพลัน เสียงที่ชัดเจนนั้นก็ดึงดูดความสนใจของหลี่เมิ้งอีและเยว่เยว่สองแม่ลูกในทันที

     

            หลังจากที่เครื่องเล่นเริ่มทำงานมันก็เหมือนกับกล่องดนตรีเก่าที่ถูกใช้งานเปล่งเสียงผิวปากที่เต็มไปด้วยความรู้สึกออกมาจากเครื่องเล่นซีดีนั้น

     

            หลังจากเสียงผิวปากอันไพเราะเสนาะหูดังขึ้นหลิวจือเซียได้ทำการดีดกีตาร์เบา ๆ การผจญภัย ‘เมืองเทพนิยาย’ของเยว่เยว่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว !

     

            “ได้ยินว่าสโนไวท์กำลังหลบหนี

     

            หนูน้อยหมวกแดงกำลังหวาดกลัวหมาป่า

     

            ได้ยินว่าแมด แฮตเตอร์ชอบอลิซ

     

            ลูกเป็ดขี้เหร่จะกลายร่างเป็นหงส์ขาว...”

     

            เสียงของหลิวจือเซียเคร่งขรึมลง และเต็มไปด้วยแรงดึงดูด

     

            วินาทีที่เห็นใบหน้าของเขาคลี่ยิ้มอุ้มกีตาร์ด้วยมือทั้งสองข้างของเขา จากนั้นก็ดีดมันอย่างแผ่วเบาความเกียจคร้านและความรู้สึกที่สวยงามในบทเพลง ทำให้รู้สึกหลงใหลเคลิบเคลิ้ม !

     

            ‘นี่คือเพลงที่เขาแต่งงั้นหรือ ? เสียงของเขาช่างไพเราะจริง ๆ !’

     

            ดวงตาของหลี่เมิ้งอีเปล่งประกายใบหน้าได้เผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข เธอไม่เคยฟังเพลงที่เพราะขนาดนี้มาก่อนอีกทั้งเนื้อหาก็ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับตัวละครในหนังสือ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ อีกด้วย

     

            แล้วเยว่เยว่ล่ะ ?

     

            นางเอกตัวน้อยของวันนี้ เมื่อได้ยินเสียงร้องของผู้เป็นพ่อก็อดโยกศีรษะไปมาไม่ได้ แล้วคอยค้นหาตัวละครของนิทานในทุก ๆ เนื้อร้อง

     

            “ได้ยินว่าปีเตอร์แพนไม่เคยโต

     

            แจ็คได้รับพิณวิเศษและเวทมนตร์

     

            ได้ยินว่าในป่ามีบ้านขนมหวาน

     

            ซินเดอเรลล่าลืมรองเท้าแก้วคู่โปรด...”

     

            เยว่เยว่คล้อยตามเนื้อเพลง กระทั่งเจอปีเตอร์แพนผมแดงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเขียว กางแขนทั้งสองข้างโบยบินอยู่บนฟากฟ้าพร้อมกับนางฟ้าผมสีทอง แจ็คปีนป่ายไปบนเถ้าวัลย์สีเขียวขนาดใหญ่ บ้านขนมอันสวยงามเต็มไปด้วยลูกกวาดหลากหลายสีสัน...

     

            เยว่เยว่เดินผ่านฉากในนิทานทุกฉากตรงไปข้างหน้าด้วยสีหน้าตื่นเต้นดวงตาที่เปล่งประกายคู่นั้นได้โค้งเป็นพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว

     

            “สายน้ำที่ฉลาดเท่านั้นที่รู้

     

            สโนไวท์วิ่งออกมาจากปราสาท

     

            หนูน้อยหมวกแดงสามารถหลุดพ้น

     

            จากการเป็นอาหารของหมาป่าจอมชั่วร้าย...”

     

            ระหว่างที่ขับร้อง หลิวจือเซียได้เดินออกมาจากห้องดนตรีทุกก้าวที่ย่างเดินก็มักจะใช้ปลายเท้าดันกล่องสีแดงใบหนึ่งออกมาด้วยในขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณให้หลี่เมิ้งอี ให้เธอเปิดกล่องใบนั้น

     

            หลี่เมิ้งอีเดินรุดหน้าหนึ่งก้าวจากนั้นก็เปิดกล่องทุกกล่องเหล่านั้น :

     

            มงกุฎสีทองเหลืองอร่ามของสโนไวท์ หมวกสีแดงของหนูน้อยหมวกแดงหมวกสีน้ำตาลของอลิซ ไข่ของลูกเป็ดขี้เหร่ นางฟ้าตัวน้อยผมทองของปีเตอร์แพน

     

            ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็เป็นสิ่งของที่หลิวจือเซียตั้งใจเตรียมไว้ทั้งสิ้น ผลงานทุกชิ้นต่างก็บ่งบอกถึงตัวละครนั้น ๆ ในนิทานอย่างชัดเจน

     

            “ว้าว นั่นมันหมวกของหนูน้อยหมวกแดงนี่ แล้วนั่นก็รองเท้าแก้ว !”

     

            เยว่เยว่ตะโกนด้วยความตื่นเต้น ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เห็นรองเท้าแก้วคู่นั้นมันถูกรังสรรค์ด้วยวัสดุอย่างแก้วคริสตัล โปร่งใสแวววาวข้างตัวรองเท้าถูกฝังด้วยพลอยเทียม ส่องแสงเปล่งประกายวิบวับออกมาสะดุดตา

     

            ถ้าไม่ใช่เพราะรองเท้าแก้วมีขนาดใหญ่เกรงว่าเด็กน้อยคนนี้จะต้องยัดเท้าของตัวเองใส่ลงไปแน่นอน

     

            “มีแม่น้ำสีรุ้งสายหนึ่งไหลคดเคี้ยวผ่านเมืองเทพนิยาย

     

            ผสมผสานไปด้วยกลิ่นอายอันชั่วร้าย

     

            แต่มันกลับกลายเป็นความรัก

     

            แม่น้ำยังคงไหลผ่าน หยดน้ำที่สาดกระเซ็น

     

            ไหลรวมเป็นม่านแห่งกาลเวลา

     

            ให้ทุก ๆ ‘กาลครั้งหนึ่ง’

     

            ได้กลับมายังช่วงความสุขสม...”

     

            เยว่เยว่จมอยู่กับหุ่นปั้นในนิทานเหล่านี้อย่างสมบูรณ์รวมทั้งของขวัญที่อยู่ในกล่องทุกกล่อง

     

            ตอนนี้เหลือเพียงหลี่เมิ้งอีเพียงคนเดียวที่ติดอยู่ในบทเพลงนี้

     

            เมื่อได้ยินเนื้อหาเพลงนี้ จู่ ๆหลี่เมิ้งอีก็อยากจะร้องไห้ออกมา เธอครุ่นคิดอยู่หลายตลบ และคิดมากขึ้น มากขึ้น !

     

            เยว่เยว่ในตอนนี้มีความสุขมาก ‘เมืองเทพนิยาย’ที่หลิวจือเซียสรรค์สร้างให้เธอ ความเป็นเด็กที่กังวลเหมือนกับในเนื้อเพลงมีความเอาแต่ใจของเจ้าหญิงสโนไวท์ มีความใจดีของหนูน้อยหมวกแดงมีความไร้เดียงสาของอลิซ ความเข้มแข็งของลูกเป็ดขี้เหร่และความฝันของปีเตอร์แพน...

     

            ช่วงเวลาแห่งความหวังค่อย ๆ ผ่านไปอย่างช้า ๆให้เด็กที่เต็มไปด้วยความเอาแต่ใจ ความใจดี ความไร้เดียงสา... ยังคงอยู่เนิ่นนานไม่ให้ถูกทำลายเพราะกาลเวลาที่ผ่านพ้น

     

             “ได้ยินว่าออโรร่าถูกสาปให้หลับใหล

     

            นางเงือกน้อยเฝ้ามองพระราชวังสีทองจากในทะเล

     

            ได้ยินว่าเทพอะพอลโลกลายเป็นนกฟีนิกซ์

     

            แมวเขี้ยวดาบร่อนเร่ในทุ่งหญ้าเขียวขจี

     

            ได้ยินว่าพินอคคิโอไม่เคยกล่าวความจริง

     

            คนแคระที่เต็มไปด้วยหีบเก็บอัญมณี

     

            ได้ยินว่าต้นไม้เติบโตอยู่บนยอดหน้าผา

     

            รองเท้าสีแดงเต้นรำอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย...”

     

            เมื่อผ่านพ้นช่วงอารมณ์ของมนุษย์เนื้อเพลงจะเปลี่ยนเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข หลี่เมิ้งอีโยกศีรษะตามเพลงเล็กน้อยสะบัดความรู้สึกที่มีเมื่อครู่ทิ้งไปพาเยว่เยว่มาลองของใหม่ในกล่องสีแดงกล่องแล้วกล่องเล่า

     

            เยว่เยว่มีความสุขจนตัวเกือบลอยเลยทีเดียวรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่เธอมีความสุขที่สุดนับตั้งแต่จำความได้ เธอตัดสินใจแล้ววันนี้จะนอนในห้องนั่งเล่น อยู่กับเหล่าผองเพื่อนตัวใหม่เหล่านี้

     

            “ให้ทุก ‘กาลครั้งหนึ่ง’

     

            ได้กลับมายังช่วงเวลาแห่งความสุข ที่คุ้นเคยอีกครั้ง

     

            ลา~~ ลา~~ ลา~~ ลา~~”

     

            เวลาได้ผ่านพ้น เนื้อเพลงท่อนสุดท้ายก็จบหลิวจือเซียจึงได้วางกีตาร์ลง

     

            สโนไวท์ หนูน้อยหมวกแดง อลิซ ลูกเป็ดขี้เหร่... นี่คือเพลง‘เมืองเทพนิยาย’ !

     

            ‘เมืองเทพนิยาย’ ในชีวิตก่อนหน้านั้นหลิวจือเซียเคยได้ยินจากอี้อวิ๋นมิวสิคเป็นครั้งคราว

     

            เพลงนี้ ถูกแต่งโดยนักร้องเดี่ยวชื่อว่า ‘อั้นกัง’ แต่งทำนองโดย‘จู๋จวิน’ อั้นกังเป็นโปรดิวเซอร์ และในเวลาเดียวกันก็เป็นนักร้อง นักประพันธ์เพลงนักเรียบเรียง เล่นดนตรีผสาน แต่งทำนอง และอัดเสียง เป็นต้นทำงานในทุกด้านเลยก็ว่าได้ และนักร้องเดิมที่ร้องเพลง ‘เมืองเทพนิยาย’ก็เป็นผู้ชาย

     

            เพลงนี้ขับขานและบรรเลงด้วยความรู้สึกทำให้หลิวจือเซียสามารถถ่ายทอดเพลงนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ !

     

            เมื่อกลับมายังห้องนั่งเล่น หลิงจือเซียก็ย่อกายลงจ้องมองเยว่เยว่ด้วยสายตาอันอบอุ่น จากนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้มและในเวลาเดียวกันมันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง “เยว่เยว่ สุขสันต์วันเกิดนะ!”

     

            ความตื่นเต้นที่โหมกระหน่ำอย่างไม่เคยจิตนาการมาก่อนเป็นความสุขที่แสนจะธรรมดาที่สุด

     

             “เยว่เยว่แม่ก็สุขสันต์วันเกิดเหมือนกันนะ!”

     

            หลี่เมิ้งอีคุกเข่าลงข้างกายหลิวจือเซียในขณะเดียวกันก็มีของขวัญชิ้นหนึ่งปรากฏอยู่บนมือซึ่งมีเสือน้อยคริสตัลที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษตัวหนึ่งนอนอยู่ในกล่องของขวัญนั้นอย่างเงียบๆ

     

            ดวงตากลมโตของเยว่เยว่กระพริบตาและจ้องมองหลิวจือเซียและหลี่เมิ้งอีครู่หนึ่งทันใดนั้นก็กางแขนออก โผเข้าหาทั้งสองคน ในขณะเดียวกันก็ยังมิวายพึมพำออกมาเบา ๆว่า “ขอบคุณคุณพ่อและคุณแม่นะคะ วันนี้เยว่เยว่มีความสุขมาก ๆๆๆๆ เลย ! ”

     

            แขนเล็ก ๆ ของเยว่เยว่ไม่ยาวพอจึงไม่สามารถโอบรอบหลิวจือเซียและหลี่เมิ้งอีได้ทั้งหมด ทั้งสองคนจึงพยายามจะเข้าใกล้กันทำให้ศีรษะของเยว่เยว่แทรกเข้าไปตรงกลางช่องว่างระหว่างศีรษะของพวกเขาทั้งสองคน

     

            เมื่อได้ยินคำพูดของเยว่เยว่หลิวจือเซียและหลี่เมิ้งอีที่ตระหนักได้จึงหันไปมองกันและกัน

     

            การหันครั้งนี้... ริมฝีปากได้แตะกันโดยไม่ทันตั้งตัว !

     

            พริบตาเดียว บรรยากาศรอบตัวก็ปะทุขึ้น !

     

            หลี่เมิ้งอีเบิกตากว้างสีหน้าเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่ออย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็เผยสีหน้าเขินอายออกมา

     

            หลิวจือเซียก็คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เช่นกันเขาจึงมองหลี่เมิ้งอีโดยตรงอย่างอึ้งงัน

     

            “คุณพ่อ คุณแม่ ทั้งสองคนจูบกันหรือ ? ” ตอนนั้นเองเยว่เยว่ก็ผงกหัวน้อย ๆ ของตัวเองขึ้นมา จนกระแทกกับทั้งสองคน“เยว่เยว่ก็อยากได้ด้วย ! ”

     

            หลิวจือเซียตอบสนองเป็นคนแรก รีบเอนไปด้านหลังอย่างรวดเร็วทั้งยังอุ้มเยว่เยว่ขึ้นมาและพูดว่า “เปล่า ๆ พ่อไม่ได้จูบกับแม่เยว่เยว่อยากกินเค้กไหม ? ”

     

            หลี่เมิ้งอีก็อึ้งงันไปชั่วขณะจากนั้นก็เบิกตากว้างมองหลิวจือเซียแวบหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็เอ่ยด้วยความเขินอาย“หลิวจือเซียจอมร้ายกาจ รังแกฉัน ทั้งยังไม่แคร์ความรู้สึกกันฉันมันไม่มีเสน่ห์ขนาดนี้เลยรึไง ? ”

     

            เป็นอย่างที่คิดไว้ ความคิดของผู้หญิง ยากคาดเดาที่สุด !

     

            ความคิดแรกไม่ใช่เพราะตัวเองถูกหลิวจือเซียเอาเปรียบ แต่คิดว่าตัวเองไม่มีเสน่ห์ผู้หญิงคนนี้ประสาทกลับไปแล้วรึไง ?