สวรรค์นิรันดร์กาล

    พลังที่ต่างไปจากเดิม

            เย่เฉียนรู้ดีว่าพี่ทั้งสองของตนเองนั้นลำบากมามากและการที่ทั้งสองเข้าร่วมกองกำลังกบฏนั้นหมายความว่าทั้งสองยอมอกตัญญูบิดาผู้ให้กำเนิดของตนเองเพื่อแลกกับประชาชนในอาณาจักร

            “น้องหญิงเจ้าคงไม่ถูกเจ้าสารเลวนั่นรังแกใช่หรือไม่”เย่เหิงหรือองค์ชายรองกล่าว

            “อย่างเจ้าสวะนั่นมันจะกล้าทำอะไรน้องหญิงที่มีจักรพรรดิสุราคุมครองอยู่”เย่ไฉ่องค์หญิงใหญ่เค้นเสียง

            “ใช่แล้วเจ้าสวะนั่นมันไม่กล้าทำอะไรข้าหรอกแต่หลายปีมานี้มีผู้คนไม่น้อยที่ต้องตกตายไปเพราะมันมีหญิงสาวไม่น้อยที่ถูกมันทรมาน” เย่เฉียนกล่าว

            “เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ”

            “ใช่แล้วสมกับเป็นลูกรักของเขานิสัยเหมือนกันมากจริงๆ” ทั้งสองคนพยักหน้า

            “ท่านพี่พวกท่านแน่ใจแล้วเหรอว่าจะทำแบบนี้เพราะมันอาจจะเป็นตราบาปของพวกท่านไปชั่วชีวิตเลยนะ”เย่เฉียนกล่าว

            “ขนาดเจ้ายังกล้าตัดสินใจแบบนี้แล้วทำไมพวกข้าจะไม่กล้าแล้วอีกอย่างตราบาปอะไรกัน ในสายตาของผู้คนพวกข้าคือคนที่ช่วยขจัดความชั่วร้ายให้กับบ้านเมืองต่างหาก”เย่เหิงกล่าว

            “พูดได้ดีแม้จะมีสายเลือดของชายคนนั้นแต่พวกเจ้ากลับไม่เหมือนกับมันเลยแม้แต่น้อย” หวั่นชางกล่าว

            “เพราะมารดาของพวกเราล้วนแต่ถูกคนๆนั้นใช้อำนาจบังคับมายังไงละแม้แต่ตอนที่พวกนางตายไปพวกนางยังคงโกรธแค้นไม่หาย”เย่ไฉ่กล่าว

            “เอาละในเมื่อพวกเจ้าตัดสินใจแล้วก็ลงมือเถอะ ข้าเองก็ได้เวลาตัดสินกับจงเย่ได้แล้ว”หวั่นชางพุ่งตัวออกไป

            พวกเย่เฉียนเองก็เข้าร่วมการต่อสู้ทันทีตอนนี้สงครามเต็มรูปแบบได้เริ่มขึ้นแล้วไม่มีทางที่จะหยุดได้แล้ว

            ตอนนี้หวั่นเซียนได้เผชิญหน้ากับราชาจงเย่แล้วแม้พลังของนางจะต่ำกว่าอีกฝ่ายแต่แววตาของนางกลับไม่มีความหวาดกลัวอยู่เลย

            “ทำไมเจ้าถึงทำแบบนี้ข้านั้นรักและทำดีกับเจ้าทุกอย่าง” ราชาจงเย่คำราม

            “รักข้าทำดีกับข้า??? นี่เจ้ากำลังล้อเล่น รักข้าถึงได้ฆ่าชายที่ข้ารัก ทำดีกับข้าถึงได้ทำลายตระกูลของข้างั้นเหรอเจ้ามันไม่เปลี่ยนไปเลย จิตใจของเจ้ามันบิดเบี้ยวไปหมดเจ้าไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าความรักมันคืออะไรเจ้ารู้จักแต่คำว่าโลภ

            ใช่แล้วจิตใจของเจ้ามันเหมือนกับหลุมดำที่ไม่มีที่สิ้นสุดโลภอยากได้ของๆคนอื่นโดยไม่รู้จักพอและตอนน้าสวรรค์ก็ไม่อยากจะเห็นหน้าเจ้าอีกแล้วจึงได้ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้” หวั่นเซียนกล่าว

            “ไร้สาระถ้าข้าไม่ทำแบบนี้แล้วเจ้าจะมาอยู่กับข้าได้อย่างไรถ้าข้าไม่สังหารมันเจ้าก็จะเอาแต่คิดถึงมันซึ่งข้าทนได้งั้นเหรอสำหรับตระกูลหวั่นถ้าข้าไม่ทำมันสักวันพวกมันก็ต้องหาข้ออ้างมาเอาตัวเจ้ากลับไปอยู่ดี”ราชาจงเย่คำราม

            “ดูสิเห็นใหมเจ้ามันบิดเบี้ยวทั้งจิตใจและความคิดไปหมดแล้ว” หวั่นชางปรากฏตัวขึ้น

            “หวั่นชางงงงงงงงงงงงงทำไมเจ้าไม่ตายๆไปซะ” ราชาจงเย่คำรามและระเบิดพลังจักรพรรดิออกมา

            “มันไม่ได้มีแค่เจ้าคนเดียวหรอกนะที่มาถึงระดับจักรพรรดิ”หวั่นชางเองก็ปลดปล่อยกลิ่นอายระดับจักรพรรดิออกมาเช่นกัน

            “เป็นไปไม่ได้ทำไมเจ้าถึง.....” ราชาจงเย่เผยสีหน้าตกใจออกมา

            “ข้านั้นโชคดีได้รับเม็ดยาโบราณในตอนที่สำรวจซากโบราณแห่งหนึ่งทำให้ทะลวงระดับจักรพรรดิได้ดูเหมือนว่าสวรรค์คงอยากจะให้เจ้าตายจริงๆนั่นแหละ” หวั่นชางกล่าว

            ฉางเฟิงที่รับรู้ได้ก็ถึงกับแปลกใจดูเหมือนเขาจะไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของหวั่นเซียนเสียแล้ว แต่ถึงอย่างงั้นเขาก็ยังใช้พลังจิตคอยระวังรอบๆเอาไว้ตลอด

            “สู้อยู่กับข้ายังคิดไปมองคนอื่นอีกเหรอ”ทหารเกาะทองยกขวานโจมตีฉางเฟิงทันที

            “พอแล้วข้าเบื่อแล้วเจ้ามันอืดอาดมากเกินไป” ร่างของฉางเฟิงปะทุพลังสายฟ้าและเคลื่อนใหวด้วยความเร็วพริบตาก็ปรากฎอยู่ด้านหลังของอีกฝ่าย

            ของเหลวศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นดาบเล่มหนึ่งฉางเฟิงยกดาบขึ้นด้วยมือทั้งสองพลังจิตผสานกับดายกลายเป็นดาบแห่งจิตทันที

            “สะบั้นดวงจิต”ฉางเฟิงโจมตีออกไป

            “ม่ายยยยยยยยยย”ทหารเกาะทองกรีดร้อง

            แม้ร่างกายจะไม่บาดเจ็บแต่ดวงจิตกลับถูกทำลายทำให้ชีวิตต้องดับสูญทันทีไม่ว่าจะกองทัพกบฏหรือกองทัพของวังหลวงต่างตื่นตกใจกับความสามารถของฉางเฟิง

            ระดับปฐพีขั้นที่3 กลับสามารถสังหารระดับราชันขั้นที่ 9 ได้ นี่ออกจะบ้าเกินไป

            “พลังของนายน้อยแข็งแกร่งขนาดนี้เลย”เสี่ยวเฮ่ยยังแปลกใจ

            เมื่อเทียบกับเมื่อปีที่แล้วระดับพลังของฉางเฟิงต่อให้ทะลวงระดับราชันไปแล้วยังไม่แน่ว่าจะเทียบได้กับพลังในตอนนี้ของฉางเฟิง

            ในภาพสวรรค์นิรันดร์ซีรั่วหยานยกยิ้มสำหรับนางมันไม่ใช่เรื่องแปลก ทำไมเผ่าภูติโกลาหลถึงสามารถกลายเป็นผู้ปกครอง 1ในจักรวาลขนาดใหญ่ได้ทำไมเผ่าภูติโกลาหลถึงเหนือกว่าเผ่าอื่นในระดับเดียวกัน

            แน่นอนว่าเพราะปราณโกลาหลที่โดดเด่นพลังปราณโกลาหลนั้นเหนือกว่าปราณฟ้าดินมันทำให้ในระดับเดียวกันไม่มีใครเทียบได้ยกเว้นกับกลุ่มสายเลือดที่แข็งแกร่งเทียบกับพลังโกลาหลเท่านั้นที่จะพอต้านทานได้

            และเพราะพลังนี้ทำให้ในตอนที่นางยังไม่ตกอยู่ในสภาพนี้ซีรั่วหยานจึงกลายเป็นตัวตนที่น่าหวาดกลัวถึงขนาดทำให้จ้าวจักรวาลสามคนร่วมมือกันสังหารนาง

            และในตอนนี้ฉางเฟิงได้แข็งแกร่งกว่าเมื่อหลายปีก่อนมากแล้วสิ่งนี้จะทำให้อนาคตของฉางเฟิงพุ่งทยานขึ้นอย่างแน่นอน

            ฉางเฟิงไม่รอช้าหันไปมองผู้อาวุโสของนิกายดาบและอีกสองนิกายที่กำลังโจมตีมู่เฟยเสวี่ยจนได้รับบาดเจ็บดวงตาของฉางเฟิงกลายเป็นสีเทาและมีวังวนสีเทาปรากฎในดวงตา

            “เนตรแห่งโกลาหล”

            ยิ่งฉางเฟิงใช้เนตรแห่งโกลาหลมากเท่าไหร่ความเข้าใจในทักษะนี้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นพลังสายเลือดของฉางเฟิงปะทุขึ้นมา

            “อึก...อ๊ากกกกก”

            “แย่แล้วการโจมตีทางดวงจิต”

            “ม่ายยยยยยยย”ทั้งสามคนกรีดร้องออกมาทันที

            มู่เฟยเสวี่ยที่เห็นโอกาสนางไม่รอช้าออกกระบี่โจมตีปลิดชีพทั้งสามคนทันทีในที่สุดนางก็สามารถสังหารเจ้าคนพวกนี้ได้แล้ว

            “เจ้าไปพักเถอะ”ฉางเฟิงกล่าว

            “อืมเจ้าเองก็ระวังตัวด้วย” มู่เฟยเสวี่ยถอยออกไปทันที

            นางนั้นได้รับประโยชน์จากการต่อสู้ครั้งนี้ไม่น้อยฉางเฟิงไม่ได้เข้าไปต่อสู้เองแต่มองดูการต่อสู้ของราชาจงเย่และสองพ่อลูกตระกูลหวั่นอยู่ห่างๆฉางเฟิงคอยป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปแทรกแซงการต่อสู้นี้

             

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน