ห้องลับนี้มีขนาดแค่สิบจ้างซึ่งไม่ใหญ่มากนักภายในมีชั้นวางอาวุธขนาดใหญ่พร้อมอาวุธมากกว่าสิบชิ้น
ทันทีที่ประตูหินเปิดออกอากาศเย็นยะเยือกก็เข้ามาปะทะหน้าทันทีมันน่าสะพรึงกลัวราวกับอยู่ในห้องเหมันต์ใต้ดิน ทำให้เส้นขนทั่วร่างลุกชันด้วยความตะลึง
เย่หยางเพิ่งสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้ไปเมื่อไม่นานนี้ในตอนที่ชายชราชุดเทากับเมิ่งไป๋สำแดงศาสตราของตนเองออกมาต่อสู้บนสนามประลองเป็นตาย
ทว่ายามนั้นเขาอยู่ห่างไกลจากทั้งสองคนมากจึงไม่ได้สนใจอะไรนักแค่รู้สึกว่าศาสตราของพวกเขามีจิตสังหารคมกริบรุนแรงอย่างยิ่ง
บัดนี้เย่หยางได้ใกล้ชิดกับอาวุธระดับใกล้เคียงกันอย่างใกล้ชิดทำให้เขารู้ว่ามันน่าสะพรึงกลัวเพียงใดความเย็นยะเยือกที่ปลดปล่อยออกมามากพอที่จะทำให้คนที่จิตใจอ่อนแอสั่นสะท้านหวั่นไหว
“สมบัติวิเศษ?” เย่หยางไม่อยากจะเชื่อ
“ถูกต้อง ศาสตราทั้งสิบสามชิ้นนี้ล้วนเป็นสมบัติวิเศษส่วนใหญ่ได้มาจากการต่อสู้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บางส่วนมาจากการท่องยุทธภพแล้วพบเจอมันโดยบังเอิญตอนที่ข้ายังเยาว์พวกมันทั้งหมดถือเป็นสมบัติวิเศษที่ดีที่สุด” หลี่เฉิงเฟิงชี้ไปยังอาวุธที่วางอยู่ในกรอบชั้นวางของ
“เอาน่า…อย่าเพิ่งตกตะลึงไปแม้ระดับของเจ้าในยามนี้จะไม่สามารถใช้งานสมบัติวิเศษได้แต่ภายภาคหน้าเจ้าต้องใช้มันได้อย่างแน่นอน จงเลือกเฟ้นตามใจปรารถนา” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวพลางยิ้ม
ความจริงสมบัติวิเศษสามารถใช้ได้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นเพราะเมื่อบรรลุระดับปรมาจารย์ยุทธ์ปราณแท้ภายในร่างจะเปลี่ยนแปลงคุณภาพไปอย่างสิ้นเชิงส่งผลให้พลังที่ออกมาจะไม่เรียกว่าปราณแท้อีกต่อไป แต่จะถูกเรียกว่า “แก่นแท้” แทน
เหตุผลที่อาวุธเหล่านี้ถูกเรียกว่าสมบัติวิเศษนั้นนอกจากตอนสร้างมันขึ้นมาจะต้องใช้วัสดุล้ำค่าจำนวนมากแล้ว ยังมีอักขระที่ถูกจารึกโดยนักจารึกอีกด้วย
นักจารึกได้รับความเคารพและมีสถานะสูงส่งยิ่งจำนวนของนักจารึกในอาณาจักรเทียนอู่สามารถนับด้วยสองมือได้เลยทีเดียว
เหตุผลที่นักจารึกหายากเพราะต้องเป็นนักวิญญาณขณะทำการจารึกจะต้องใช้พลังวิญญาณเพื่อควบคุมของเหลวพิเศษ
ในบรรดาผู้ฝึกฝนนับหมื่นอาจไม่มีนักวิญญาณแม้แต่คนเดียวอีกทั้งคนผู้นั้นยังต้องเป็นนักวิญญาณธาตุไม้ถึงจะถูกเรียกว่านักจารึก
ด้วยเงื่อนไขที่ยุ่งยากขนาดนี้ทำให้นักจารึกหายากยิ่งขึ้นสมบัติวิเศษตามท้องถนนก็พลอยล้ำค่าตามไปด้วย
นักจารึกต้องใช้เวลาสองถึงสามเดือนในการจารึกศาสตราหรือสมบัติแต่ละชิ้นอีกทั้งอัตราความสำเร็จยังมีเพียงยี่สิบส่วนเท่านั้นแม้แต่ปรมาจารย์จารึกบางคนยังมีอัตราความสำเร็จไม่เกินสี่สิบส่วน
เหตุผลดังกล่าวทำให้สมบัติวิเศษราคาพุ่งสูงขึ้นแม้แต่หัวหน้าตระกูลเย่ เย่หลิงเทียนก็ยังไม่มีสมบัติวิเศษในครอบครอง แสดงให้เห็นว่ามันหายากเพียงใด
เย่หยางเดินไปหากระบี่โบราณหลากสีสันจับด้ามแล้วออกแรงดึงกระบี่ออกจากฝัก
"โฮก!!!"
ทันทีที่กระบี่ถูกชักออกจากก็บังเกิดเสียงคำรามของมังกรดังขึ้นกลิ่นอายเย็นยะเยือกผสมกับแรงกดดันทำให้เย่หยางหายใจไม่ออก
“ชื่อของมันคือกระบี่ผ่าวารี ข้าได้มันมาตอนสังหารแม่ทัพของอาณาจักรอูต๋าในสนามรบส่วนคำจารึกบนนั้นคือ ‘ตัดทองคำ’ ซึ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มความคมกระบี่เล่มนี้จึงคมมาก” หลี่เฉิงเฟิงแนะนำเย่หยาง
กระบี่เล่มนี้เป็นกระบี่ที่ดีแต่เขาก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับตนเอง เขาเชื่อว่ากระบี่แทนอัตลักษณ์ของสุภาพบุรุษในนวนิยายกำลังภายในที่เขาอ่านผู้ใช้กระบี่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นวิญญูชนยกเว้นเย่ว์ปู้ฉวิน
มันช่างไม่เหมาะกับเขาเอาเสียเลยเขาจึงวางกระบี่ลงบนชั้นวางอาวุธ มองดูสมบัติวิเศษชิ้นอื่นๆ ต่อไป
ทันใดนั้นเย่หยางก็เหลือบไปเห็นหอกสีดำดูไม่โดดเด่นเขาหยุดชะงักทันที มันดูเหมือนหอกธรรมดา ไร้ซึ่งกลิ่นอายของสมบัติวิเศษแต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกชอบอาวุธชิ้นนี้อย่างสุดหัวใจ
เขาเอื้อมมือไปหยิบหอกดังกล่าวแต่ไม่คาดคิดว่ามันจะมีน้ำหนักมากขนาดนี้จนเกือบจะทำหลุดมือจึงออกแรงมากขึ้นเป็นพิเศษเพื่อจับหอกไว้ในมืออย่างแน่นหนา
เดิมทีหลี่เฉิงเฟิงอยากจะเตือนเย่หยางขณะที่เขาเอื้อมมือไปจับหอกว่าหอกเล่มนี้หนักมาก แต่ก็ตัดสินใจไม่พูด ปล่อยให้เขารับรู้ด้วยตนเองด้วยอยากเห็นเจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นี้ทำตัวโง่เขลา
แต่ไม่คาดคิดว่าทั้งที่เย่หยางเกือบจะล้มเหลวในการยกมันในครั้งแรกแต่พอเขาออกแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยก็สามารถจับได้อย่างมั่นคงทำให้หลี่เฉิงเฟิงประหลาดใจมาก
“เด็กดี หอกด้ามนี้หนักถึงหนึ่งพันแปดร้อยจินแม้แต่นักรบสามัญทั่วไปหรือจอมยุทธ์ก็ยังยกมันไม่ได้เจ้ากลับหยิบมันขึ้นมาได้ด้วยแขนเดียว ไม่น่าเชื่อเลยว่าความแข็งแกร่งทางกายของเจ้าจะทรงพลังมากขนาดนี้”หลี่เฉิงเฟิงปรารภด้วยความประหลาดใจ
“ความจริงข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังรอดพ้นจากความตายมาได้ครั้งหนึ่ง ร่างกายของข้าก็เปลี่ยนแปลงไปทำให้พลังกายเหนือกว่าคนทั่วไปมาก” เย่หยางตอบ
“ไม่ว่าด้วยเหตุผลอันใดตราบที่มันเป็นเรื่องดี สิ่งอื่นก็หาได้สำคัญไม่วิถียุทธ์กว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เจ้าไม่รู้ถ้าไม่เข้าใจก็อย่าไปคิดมันให้เปลืองสมอง"
“อีกอย่างความแข็งแกร่งทางกายของเจ้าเหนือกว่าคนทั่วไปมากซึ่งถือเป็นเรื่องดีแต่ถ้าให้ดีก็อย่าเปิดเผยให้ผู้ใดได้รู้ คนเราจำเป็นต้องมีไพ่ตายเสมอเอาไว้รักษาชีวิตเวลาเกิดเหตุการณ์คับขัน” หลี่เฉิงเฟิงก็ค่อยๆพูดจริงจังมากขึ้น
“ขอรับ…ข้าเข้าใจ” เขารู้ว่าหลี่เฉิงเฟิงห่วงใยเขาจริงๆกลัวว่าจะพลาดท่าเสียที เนื่องจากธรรมชาติของคนวัยเยาว์ที่ยังไม่เจนจัดต่อโลก
เมื่อเห็นว่าเย่หยางเต็มใจรับคำสั่งสอนหลี่เฉิงเฟิงจึงเสนอว่า"ลองทดสอบดูสิว่าเจ้าแข็งแกร่งเพียงใด"
“ข้ากับท่าน? แม้ว่าท่านอยากจะสั่งสอนบทเรียนให้ข้าแต่ข้าก็ถือเป็นมือใหม่ในระดับหลอมรวมลมปราณเพียงเท่านั้นจะไปสู้กับระดับราชันยุทธ์เช่นท่านได้อย่างไร ช่างน่าขันยิ่งนัก” เย่หยางตอบด้วยใบหน้าขมขื่น
“เจ้าเด็กสารเลวถ้ายังทำตัวเหลวไหลไม่ยอมลงมือข้าจะจัดการเจ้าจริงๆ”
หลี่เฉิงเฟิงเอ็ดด้วยความโมโหเจ้าหนุ่มคนนี้เก่งทุกเรื่อง แต่เขาชอบยั่วโมโหจนทำให้คนอยากตบกะโหลกเสียทุกที
“อีกอย่างใครบอกว่าข้าจะสู้กับเจ้าแค่อยากเห็นเจ้าโจมตีสุดกำลังเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของเจ้าดูก็เท่านั้นไม่ต้องห่วง ข้าเพียงป้องกันจะไม่โจมตีสวนกลับจนเจ้าบาดเจ็บอย่างแน่นอนหากเจ้าทำให้ข้าพอใจ ข้าก็มีเรื่องทำให้เจ้าประหลาดใจเช่นกัน” หลี่เฉิงเฟิงเน้นย้ำคำว่า ‘ประหลาดใจ’ เป็นพิเศษ
ทันใดนั้นดวงตาของเย่หยางก็สว่างวาบขึ้นหลี่เฉิงเฟิงเรียกมันว่าประหลาดใจ แสดงว่ามันต้องประหลาดใจจริงๆ แน่นอน
“เอาล่ะ…ลุงหลี่ข้าจะโจมตีแล้ว” หลังจากกล่าวเช่นนั้นเขาก็เหยียดแขนออกไปโคจรปราณแท้ระดับเก้านภาภายในร่างอย่างเต็มกำลังโดยไม่สำรองไว้
หอกสีดำทมิฬราวกับสายอัสนีสีดำฟาดผ่าลงมาจากฟากฟ้าโจมตีหลี่เฉิงเฟิงด้วยพลังหนักแน่นเฉกเช่นเขาไท่ซาน
ก่อนหอกจะมาถึงตัวบรรยากาศโดยรอบก็แผ่ขจายไปทั่วทุกสารทิศเส้นผมแลเสื้อผ้าอาภรณ์ของหลี่เฉิงเฟิงปลิวไสวส่งเสียงพริ้วกระพือ
เมื่อมองดูหอกที่กำลังจะร่วงหล่น ดวงตาของหลี่เฉิงเฟิงก็ฉายแววชื่นชมเขาโบกมือเบาๆ อย่างนุ่มนวลและเชื่องช้า ทว่ามันกลับปะทะกับหอกในทันทีทันใด
‘ตูม’
เกิดเสียงดังสนั่นกึกก้องห้องลับสั่นสะเทือนไปทั่ว ฝุ่นฟุ้งกระจายในอากาศ ร่างหนึ่งกระเด็นชนกำแพงกระเด้งกลับกลิ้งไปไกล
“ท่านขี้โกง!” เสียงโมโหดังขึ้น
เย่หยางโกรธมากเมื่อการโจมตีของเขาปะทะกับหลี่เฉิงเฟิงอยู่ๆ เขาก็รู้สึกราวกับโดนเขาไท่ซานกดทับจนหายใจไม่ออก ร่างของเขากลิ้งขลุกๆเหมือนน้ำเต้าไปกับพื้น อยู่ในสภาพที่น่าอเนจอนาถอย่างที่สุด
หลี่เฉิงเฟิงไม่ตอบเย่หยางเขามองที่เท้าของตนเองด้วยความว่างเปล่า มีรอยเท้าจางๆ สองรอยอยู่บนพื้น
หลี่เฉิงเฟิงเอื้อมมือออกไปรับการโจมตีของเย่หยางโดยใช้ความแข็งแกร่งทางกายภาพทั้งหมดที่ตนเองมี แม้ว่าเย่หยางจะมีความสามารถสูงมากแต่เนื่องจากข้อจำกัดในระดับฝึกตน เมื่อเทียบกับหลี่เฉิงเฟิงในแง่ความแข็งแกร่งเขาก็เหมือนกับกระต่ายน้อยกำลังต่อสู้กับช้างเท่านั้น
การทดสอบต่อสู้ครั้งนี้ควรเป็นการทดสอบที่ปราศจากความกังขาทว่ารอยเท้าสองรอยบนพื้นแสดงให้เห็นว่าหลี่เฉิงเฟิงไม่สามารถรับการโจมตีของเย่หยางได้อย่างสมบูรณ์ทำให้พลังส่วนหนึ่งถูกส่งลงสู่พื้น จนทิ้งรอยเท้าไว้สองรอยนั่นเอง
หลี่เฉิงเฟิงนึกถึงการต่อสู้เมื่อสักครู่ก็รู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าการโจมตีของเย่หยางมีร่องรอย ‘แรงโน้มถ่วง’บนหอกเหล็กดำ
การค้นพบนี้ทำให้หลี่เฉิงเฟิงผู้สุขุมนุ่มลึกอยู่เสมอถึงกับประหลาดใจยิ่งกว่าตอนที่เย่หยางพัฒนาฝีมือได้ถึงสามระดับติดต่อกัน
หอกเหล็กไม่โดดเด่นเพราะทำมาจาก ‘เหล็กหนักวายุ’เหล็กหนักวายุไม่ใช่วัสดุที่หายากมากนักแต่คุณสมบัติของมันคือมีน้ำหนักมากจึงมักนำมาใช้เป็นส่วนผสมวัตถุดิบของศาสตราวุธเพื่อเสริมน้ำหนัก
หอกชิ้นนี้ทำมาจากเหล็กหนักวายุทั้งด้ามซึ่งหนักถึงหนึ่งพันแปดร้อยจิน ถูกสลักจารึกไว้ว่า ‘สนามแรงโน้มถ่วง’
เมื่อเปิดใช้งาน ‘สนามแรงโน้มถ่วง’ พลังการโจมตีของหอกเหล็กดำจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวทันที กล่าวได้ว่า ‘สนามแรงโน้มถ่วง’ เป็นส่วนเสริมสุดท้ายที่เปลี่ยนจากโลหะเป็นสมบัติวิเศษ
เดิมทีหลี่เฉิงเฟิงคิดว่าร่องรอยของสนามแรงโน้มถ่วงเป็นเพียงสัมผัสที่คิดไปเองจึงไม่ได้สนใจมากนักทว่าเมื่อเห็นรอยใต้ฝ่าเท้าของตนเองเขาก็ไม่สามารถเก็บซ่อนความตกใจได้อีกต่อไป
แม้นักรบระดับปรมาจารย์ยุทธ์จะสามารถใช้งานสมบัติวิเศษที่ถูกจารึกได้แต่มีเพียงยอดยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะสามารถสำแดงพลังของมันได้อย่างแท้จริงเนื่องจากปรมาจารย์ยุทธ์มีพลังปราณแท้ไม่เพียงพอที่จะเปิดใช้งานอักขระจารึกทั้งหมด
แต่วันนี้มือใหม่ระดับหลอมรวมลมปราณกลับสามารถใช้งานคำจารึกบนสมบัติวิเศษได้จริงๆเรื่องนี้ทำให้หลี่เฉิงเฟิงประหลาดใจอย่างที่สุด
เขาเคยได้ยินตำนานเล่าขานมาว่าผู้เป็นที่รักของสวรรค์ปฐพีถือกำเนิดมาพร้อมสายสัมพันธ์พิเศษกับธาตุต่างๆสามารถควบคุมพลังธาตุได้อย่างง่ายดาย
เขามองไปทางเย่หยางที่กำลังลุกขึ้นจากพื้นด้วยสายตาซับซ้อนเพิกเฉยต่อความไม่พอใจของอีกฝ่ายแล้วบอกว่า "เอาล่ะๆ เจ้าทำได้ดีมาก วันนี้ลุงจะให้ของดีกับเจ้า"
เขาเอื้อมมือออกไปกดบนผนังสองสามครั้งแล้วตบฝ่ามืออย่างแรงขณะเย่หยางกำลังตกตะลึง แท่นสี่เหลี่ยมก็ค่อยๆโผล่ขึ้นมากลางห้องลับพร้อมกับคันธนูแวววาววางอยู่บนนั้น
ทันทีที่คันธนูปรากฏขึ้นทั้งห้องก็สว่างเจิดจ้าขึ้นทันที แม้แต่สมบัติวิเศษบางส่วนโดยรอบก็ยังดูมัวหมอง
หลี่เฉิงเฟิงเอื้อมมือออกไปหยิบคันธนูเอาไว้ในมือมองดูมันด้วยความรักใคร่ เขาลูบไล้มันเบาๆ ปรากฏร่องรอยความโศกเศร้าในแววตา
หลี่เฉิงเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก "เย่หยาง วันนี้ข้าจะมอบเงาจันทราให้กับเจ้าหวังว่าเจ้าจะสามารถพามันกลับบ้านได้ แม้ยามนี้มันจะไกลเกินเอื้อมไปสักหน่อยแต่ด้วยคุณสมบัติของเจ้าในอนาคต สักวันหนึ่งเจ้าจะสามารถออกไปจากแผ่นดินนี้ได้แน่นอนเพื่อไล่ตามผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ข้าเชื่อว่าเจ้าจะทำได้”
“เมื่อถึงเวลานั้นข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยเติมเต็มความปรารถนานี้นี่เป็นความปรารถนาตลอดชีวิตของข้าหลี่เฉิงเฟิง เย่หยางเจ้าทำได้หรือไม่”
เย่หยางประสานมือโค้งคำนับพลางรับคำอย่างจริงจังขึ้นว่า "ข้าเย่หยางสาบานว่าตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ข้าจะเติมเต็มความปรารถนาของลุงให้จงได้"
“ดีๆๆ ลุงเชื่อในคำมั่นสัญญาของเจ้าข้าหลี่เฉิงเฟิงต่อให้ตายก็จะเห็นมันให้จงได้” หลี่เฉิงเฟิงว่าอย่างตื่นเต้น
“เอาล่ะ…เราออกไปกันเถอะ อย่าปล่อยให้บิดาเจ้ารอนาน”
"ขอรับ"
ทั้งสองออกจากห้องลับ แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าการต่อสู้ที่น่าตระหนกตกใจในเวลาต่อมาจะเป็นเพราะคันธนูนี้