“ตัวตนของเธอในความทรงจำของฉันนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”
“ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ? แปลกจังปกติพวกเธอออกจะตัวติดกันขนาดนั้นแท้ๆนี่นา”
พี่ยูริรุ่นพี่ที่อายุมากกว่าหนึ่งปีและเป็นลูกสาวเจ้าของร้านหนังสือเจ้าประจำที่เธอชอบแวะมาเอ่ยถามขึ้นอย่างประหลาดใจมินาโยะทำได้แต่ยิ้มรับ ส่งหนังสือให้เด็กสาวคิดเงินด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“ไม่สบายรึเปล่า? มินาโยะจังสีหน้าดูไม่ดีเลยนะ”
รุ่นพี่สาวถามด้วยความห่วงใยเพราะคุ้นเคยกันมานานโทวะกับมินาโยะเป็นลูกค้าประจำที่ร้านหนังสือของเธอตั้งแต่เด็กๆส่วนมาโมรุที่มาด้วยกันมักจะชอบยืนอยู่หน้าร้านกดน้ำกระป๋องจากตู้น้ำอัตโนมัติด้านหน้าดื่มรอสองคนนั้นพร้อมกับมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ พี่ยูริ แค่เวียนหัวนิดหน่อยเดี๋ยวจะกลับไปนอนพักแล้ว”
“ให้พี่ไปส่งมั๊ย ท่าทางจะเป็นหนักนะเราน่ะ”
หากแต่เด็กสาวยืนกรานปฏิเสธอยู่ท่าเดียวและรีบเดินจากมา
เปล่าเลย...เธอไม่ได้เวียนหัวหรือไม่สบายอะไรทั้งนั้น อาการที่เป็นอยู่นี้เธอมักจะเป็นประจำทุกครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วนับตั้งแต่ที่มาโมรุและโทวะคอยอยู่เคียงข้างมันจะเกิดขึ้นในตอนที่เธออยู่คนเดียวเธอจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังก้องอยู่ในหัว เป็นประโยคคำพูดของใครบางคนบางครั้งก็มั่นใจว่าเป็นของตัวเธอเองดังสะท้อนอยู่ตลอดเวลาเสียงพวกนั้นผสมปนเปจนฟังไม่ได้ศัพท์นานๆครั้งจะมีภาพเหตุการณ์หรือประโยคคำพูดยาวๆแวบผ่านเข้ามาบ้างและทุกครั้งที่เป็นอย่างนั้นเธอจะรู้สึกตาพร่า ในสมองปวดระบมจนแทบคิดอะไรไม่ออกเรี่ยวแรงที่เธอมีกลับหดหายเสียจนแทบจะพยุงตัวไว้ไม่ไหว
ตอนนี้เด็กสาวกำลังเป็นแบบนั้นเสียงนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่เธอต้องอยู่ตามลำพังเธอได้ยินเสียงคนพูดไม่หยุดทั้งที่รอบกายเธอไม่มีใคร เด็กสาวเริ่มจะมองไม่เห็นทางข้างหน้านัยน์ตาของเธอเริ่มพร่ามัว สมองมึนงงไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป มือข้างหนึ่งยันกำแพงไว้เพื่อประคองร่างที่กำลังจะทรุดลงเพราะเรี่ยวแรงไม่มีเหลือมินาโยะรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะล้มลงในไม่ช้าบนถนนสายเปลี่ยวที่แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาเย็นมากแล้วแต่กลับไม่มีใครเดินผ่านมาสักคน
‘สวัสดีฉันชื่อมาโมรุ... คิวาตะ มาโมรุ’
เสียงของมาโมรุดังขึ้นมาในหัว
‘มาโมรุ ออกมาให้ห่างจากเธอซะ!’
อีกเสียงที่ชัดเจนกว่าดังแทรกเข้ามา
‘มินาโยะ’
‘กลับมาเถอะ มินาโยะ’
เจ้าของเสียงเดิมพูดซ้ำอีกครั้ง คราวนี้เด็กสาวสามารถมองเห็นใบหน้าของคนเอ่ยคำพูดนั้นได้อย่างชัดเจนที่สุด เธอมองเห็นนัยน์ตาสีเทาที่เธอหลงใหลปรากฏอยู่บนใบหน้าคมคายของเขาเรือนผมสีน้ำตาลเข้มชี้ตั้งไม่เป็นทรงของเขาพลิ้วไหวไปมาใบหน้านั้นไม่เคยต่างไปจากภาพในความทรงจำที่เธอเคยฝันถึง ตอกย้ำตัวตนของเขาที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของเธอเสมอมา
น้ำตาของเด็กสาวไหลเปื้อนใบหน้า
เธอรู้แล้วว่าเจ้าของเสียงที่เธอเคยได้ยินมาตลอดนั้นเป็นใคร
มันเป็นความเจ็บปวดทรมานที่บีบรัดหัวใจ ความละอายและความเกลียดชังตัวเองที่มีอยู่อย่างพลุ่งพล่านไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่มินาโยะจะรู้สึกเกลียดตัวเองมาก่อนเท่ากับตอนที่เธอนึกถึงใบหน้าของเขาขึ้นมาได้ตลอดเวลาที่ผ่านมาความกังวลใจที่เด็กสาวไม่เคยออกปากเล่าให้ใครฟังกำลังเล่นงานตัวเธอเองอยู่เธอรู้สึกผิดกับโทวะแต่เธอไม่มีความกล้ามากพอที่จะเผชิญหน้ากับเขาเพื่อบอกว่าขอโทษที่เธอเข้าใจอะไรผิดไปเอง
โทวะไม่ใช่เขาคนนั้นที่เธอฝันเห็นโทวะเป็นใครอีกคนที่เธอไม่เคยพบและไม่เคยรู้จักเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ที่โลกก่อนแต่กลับเป็นเขาต่างหากที่อยู่เคียงข้างเธอเสมอมา
เขา... ผู้ซึ่งเธอได้หลงลืมไปแล้ว
เด็กสาวเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้มากที่สุด!
แล้วในชั่วเสี้ยววินาทีต่อจากนั้นราวกับมีใครมาเปิดสวิตซ์ที่ปิดไว้ ภาพทั้งหมดกลับคืนสู่สายตาอีกครั้งเป็นภาพของท้องถนนยามเย็นที่เงียบเหงาไร้ผู้คน มินาโยะนั่งนิ่งอยู่บนพื้นกระเป๋าและหนังสือที่เธอเพิ่งซื้อมาตกอยู่ข้างตัว อาการตาพร่าและมึนงงหายไปปลิดทิ้งไปชั่วเสี้ยววินาทีราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเด็กสาวประหลาดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอเหลียวซ้ายแลขวาก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครผ่านมาทางนี้ น่าแปลกทั้งๆที่อาการนี้จะหายไปในกรณีเดียวเท่านั้นนั่นคือเมื่อเธอไม่ได้อยู่ตามลำพัง
มินาโยะเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าให้ใครมาเห็นก็คงจะไม่ดีเท่าไหร่นัก เด็กสาวเก็บข้าวของลุกขึ้นยืนแล้วออกเดินต่อแม้จะประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอแต่ตอนนี้เธอไม่เหลือที่ว่างในสมองไว้ให้คิดอะไรอีกต่อไปแล้ว เธออยากกลับบ้าน กลับไปหาแม่และยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอะไรทั้งสิ้น
เด็กสาวเลี้ยวหัวมุมถนนบ้านหลังเล็กของเธอกับแม่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทว่าตอนนี้มีร่างของใครบางคนยืนอยู่หน้าบ้านเธอและกำลังจ้องมองเข้าไปข้างในตัวบ้านด้วยแววตาที่อ่านความรู้สึกไม่ออก
มินาโยะไม่เคยเห็นคนตรงหน้ามาก่อนเขาเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบปลายๆไม่ก็ค่อนไปทางยี่สิบต้นๆ เธอเดาอายุของเขาไม่ออก เพราะใบหน้าของเขานั้นดูอ่อนเยาว์และอ่อนหวานเกินชายทว่านัยน์ตาสีม่วงคู่สวยกลับคมเข้มและลึกลับราวกับผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายชั่วอายุคนเป็นนัยน์ตาที่ราวกับจะอ่านออกทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า น่าค้นหาและยากจะคาดเดาแค่ได้เห็นเพียงเสี้ยวของใบหน้าภายใต้เรือนผมสีเงินสุกสว่างของเขาเธอกลับรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่ขัดแย้งกันในตัวของเด็กหนุ่ม
“เอ่อ... มาหาคุณแม่เหรอคะ?” มินาโยะถามเด็กหนุ่มก่อนที่เขาจะหันมาหาเมื่อได้ยินเสียงของเธอ
“เปล่าหรอกครับ”
เด็กหนุ่มตอบและการตอบรับของเขานั้นทำให้เด็กสาวสั่นไปทั้งร่าง มือไม้อ่อนเสียจนข้าวของในมือลื่นหลุดลงกระทบพื้นมินาโยะยกมือขึ้นกุมใบหน้าแน่น จู่ๆน้ำตาก็ไหลขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะบ่อน้ำตาตื้นขนาดนี้ แต่คราวนี้มันกลั้นไม่ไหวจริงๆ
เหมือนมาก...เหมือนกับคนในรูปถ่ายที่ห้องนั่งเล่นไม่มีผิด!
ใบหน้าของเขาเค้าโครงหน้าหรือการจัดวางอวัยวะต่างๆทุกส่วนบนใบหน้าของเด็กหนุ่มดูเหมือนว่าเขาจะถอดโครงมาจากคนในภาพถ่ายที่จากเธอไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมาอย่างน่าประหลาดจะต่างกันก็แค่อายุ สีผม และสีตา นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของคนเป็นพ่อดูอบอุ่นและอ่อนโยนกว่านัยน์ตาสีม่วงเข้มที่ดูแข็งกร้าวของเขา
“ผมมาหาคุณ”เด็กหนุ่มแปลกหน้าเอ่ยพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้
มินาโยะรู้สึกถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของคนตรงหน้าเธอขยับหนีหรือก้าวไปไหนไม่ได้จู่ๆเด็กสาวก็รู้สึกว่าขาของเธอนั้นเหมือนมันไม่ใช่ขาของเธออีกต่อไปเธออยากจะก้าวหนี แต่ไม่ว่าจะออกคำสั่งยังไงร่างกายก็ไม่ขยับจนกระทั่งเด็กหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ยื่นใบหน้าของเขาเข้ามาชิดกับใบหน้าของเธอ
“ในที่สุดก็ได้พบกันสักที”
น้ำเสียงทุ้มนั้นเอ่ยขึ้น
นัยน์ตาสีฟ้าใสสบกับนัยน์ตาสีม่วงอ่อนของเขา มีเงาของใครบางคนสะท้อนอยู่ในแววตาคู่สวยนั้นไม่ใช่เธอ... แต่เป็นใครบางคนที่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคย
‘เบล’
เสียงใสในความทรงจำร้องเรียกหาใครบางคน
‘เบล... รอฉันด้วย อย่าทิ้งฉันไว้’
‘ลาก่อน’
เหมือนมินาโยะจะได้ยินเสียงของคนตรงหน้าดังก้องขึ้นมาในความทรงจำของเธอทำไมล่ะ? ทำไมเธอถึงได้ยินเสียงของเขาเธอจำไม่ได้เลยสักนิดว่าเคยพบเขาที่ไหนมาก่อน ไม่ว่าจะที่โลกนี้หรือที่เอิร์ธมูนแต่เสียงที่กำลังดังก้องอยู่ในหัวของเธอตอนนี้เป็นเสียงของเขาไม่ผิดแน่
เขาเป็นใครกันแน่!?
เด็กหนุ่มตอกย้ำความกังวลใจของเธอด้วยการเอ่ยขึ้นมาว่า
“ฉันคือไวโอเลต เจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูน”
นัยน์ตาสีม่วงเข้มของเขาไม่ได้ยิ้มเหมือนริมฝีปากหากแต่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธออย่างแน่วแน่
“เธอกับยัยนั่นน่ะเหมือนกันไม่มีผิดเลยนะ”
มินาโยะเบิกตากว้าง
เขากำลังพูดถึงใคร?
“ทำไมนายมาอยู่ที่นี่?”
มาโมรุขึ้นเสียงสูง ปิดหนังสือลงดังฉับก่อนจะเลื่อนไถลตัวเองลงจากกิ่งไม้ไปยืนประจันหน้ากับเท็ตสึยะที่เท้าสะเอวจ้องเขาด้วยแววตาเอาเรื่องอยู่ด้านล่าง
“อะไร?” เท็ตสึยะถามกลับบ้าง “นายคิดว่าฉันควรจะไปอยู่ที่ไหนถึงจะดีล่ะฮึ!”
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มร่างเล็กนั้นรวนอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วยัยนั่นอยู่กับใคร?”
มาโมรุถามอย่างตื่นตระหนกนัยน์ตาสีแดงสดเบิกโพลงกว้างอย่างหวาดวิตก
เท็ตสึยะเลิกคิ้ว ประหลาดใจในคำถามนั้น
“จะสนใจทำไม พวกนายเป็นคนทิ้งเธอไปนี่!”
“โทวะล่ะ หมอนั่นอยู่ด้วยกันกับเธอหรือเปล่า!”
น้ำเสียงของมาโมรุแทบจะเปลี่ยนเป็นการตะคอกอันที่จริงเขาควรจะเป็นคนใช้น้ำเสียงนั้นสิ! เท็ตสึยะคิดแต่พอเห็นท่าทีตื่นตระหนกของมาโมรุแล้วเขาก็สังหรณ์ใจว่าอาจจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นจริงๆ
“พวกนายทิ้งเธอไปแล้วจะสนใจทำไมว่าตอนนี้เธออยู่กับใครถ้าทิ้งเธอไว้คนเดียวแบบนั้นก็น่าจะคิดหน่อยนะว่าเธอเองก็อยู่ตามลำพังได้”
“นายจะบ้าไปแล้วรึไง!”
มาโมรุหันมาตะคอกใส่เท็ตสึยะจริงๆเสียด้วยคราวนี้อีกฝ่ายก็อดรนทนไม่ไหวเหมือนกัน
“อย่ามาทำเหมือนว่ามันเป็นความรับผิดชอบของฉันนะ!”เท็ตสึยะแทบจะต่อยหน้ามาโมรุอยู่รอมร่อแล้ว แต่เวลาอย่างนี้หมอนั่นกลับยกโทรศัพท์ขึ้นมากดหน้าตาเฉยโดยที่ไม่สนใจความรู้สึกของเขาเลย“พวกนายเป็นบ้าอะไร! ทิ้งยัยนั่นไว้แล้วจะเป็นห่วงไปเพื่ออะไร!”
“เพราะฉันรู้ว่านายจะดูแลเธอน่ะสิ!”
เอาเข้าให้! เส้นอารมณ์ของเท็ตสึยะขาดผึง เด็กหนุ่มชกหน้ามาโมรุอย่างไม่ไว้หน้าแม้จะรู้ดีว่ามาโมรุตัวสูงกว่าเขาและถนัดเรื่องการชกต่อยมากกว่า
“แล้วทำไมนายไม่ดูแลเธอเองเล่า! หา..!ทำให้เธอเป็นแบบนี้แล้วยังจะมีหน้าโยนความรับผิดชอบให้คนอื่นอีกงั้นเหรอ!”
เท็ตสึยะกระโจนเข้าใส่มาโมรุที่โดนหมัดแรกของเขาเสยจนไปนอนกองอยู่กับพื้นเด็กหนุ่มเงื้อมือขึ้นเตรียมจะฟาดปากมาโมรุอีกสักหมัดแต่โทรศัพท์ที่ร้องดังอยู่ข้างตัวก็เรียกความสนใจของเขาไปเสียก่อน
“มาโมรุ มีอะไร?”
เป็นเสียงของโทวะที่ดังขึ้นมาจากปลายสายเท็ตสึยะกระโดดไปคว้าโทรศัพท์เอาไว้ได้ก่อนที่มือของมาโมรุจะเอื้อมไปถึง
“นายไปหมุดหัวอยู่ที่ไหนหา! ไอ้คนปอดแหก!”
เด็กหนุ่มร่างเล็กตะโกนใส่โทรศัพท์เสียงดังลั่นขณะที่ข้างตัวเขา มาโมรุกำลังดันตัวเองขึ้นจากพื้นยื่นมือมาขอโทรศัพท์คืนโดยไม่สนใจบาดแผลที่มีเลือดซึมออกมาตรงมุมปาก
“ขอฉันเถอะ”
เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับคนที่สูญสิ้นแล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต
เท็ตสึยะอยากจะพยศ อยากจะตะโกนใส่หน้ามาโมรุว่า‘ไม่ให้โว้ย!’ แล้วหันไปเล่นงานโทวะที่อยู่ในสายอีกครั้ง แต่พอเห็นนัยน์ตาที่หม่นแสงของมาโมรุที่ดูเหมือนจะกำลังร้องไห้นั้นเขาจึงจำใจต้องส่งโทรศัพท์คืนให้อย่างไม่เต็มใจ
“ขอบคุณ”
มาโมรุเอ่ยเสียงแผ่ว
“มีอะไร มาโมรุ!”
เสียงของโทวะที่ปลายสายฟังดูร้อนรนขณะที่มาโมรุพยายามกลั้นเสียงสะอื้น
“มินาโยะหายไป”
เด็กหนุ่มกดตัดสายไหล่ที่เคยตั้งตรงอย่างผึ่งผายบัดนี้ลู่ลงอย่างคนที่หมดหนทางจะไปต่อเท็ตสึยะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมาโมรุจึงได้ดูหมดอาลัยขนาดนั้น
“เกิดอะไรขึ้นกับมินาโยะ?”
เด็กหนุ่มพยายามข่มอารมณ์ถาม
ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าที่มาโมรุจะตอบคำถามเขาได้เด็กหนุ่มร่างสูงนั่งชันเข่า ซุกใบหน้าเข้ากับท่อนแขน เอ่ยพึมพำเบาๆพอให้ได้ยินว่า
“ยัยนั่นเป็นเดวิลพาราไซต์”
“อะไรนะ!” เท็ตสึยะร้องตะโกนเสียงดังลั่น
“มินาโยะเป็นเดวิลพาราไซต์จะถูกอะไรก็ตามสิงได้ง่ายเวลาที่อยู่ตัวคนเดียว”
“แล้วทำไมนายไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้เล่า!”เท็ตสึยะใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ฉุดกระชากร่างสูงราวกับเด็กสามขวบขี้แยให้ลุกขึ้นมาจากพื้น“นั่งนิ่งอยู่ทำไม รีบไปตามหาเธอเซ่!”
“ฉันไปไม่ได้!” มาโมรุบอกเสียงสั่น “นัยน์ตาของฉันจะทำให้อาการของยัยนั่นแย่ลง”
แล้วมาโมรุก็เงยหน้าขึ้น เท็ตสึยะแทบจะกรีดร้องลั่นเสียแต่เขาควานหาเสียงของตัวเองไม่เจอ นัยน์ตาสีแดงสดของมาโมรุแดงก่ำราวสีเลือดสิ่งที่ไหลออกมาจากนัยน์ตาของเด็กหนุ่มไม่ใช่น้ำตาแต่เป็นเลือดเป็นภาพที่ชวนให้ตื่นตะลึง และหลอกหลอนแต่ทว่าเท็ตสึยะไม่อาจละสายตาจากใบหน้านั้นไปได้
“เกิดอะไรขึ้นกับนาย... ทำไม...”
“ฉันไม่รู้” มาโมรุส่ายหน้าอย่างจนปัญหา
เท็ตสึยะกัดฟันแน่นตอนนี้เรื่องของมินาโยะสำคัญกว่ามาโมรุ
“ไปกับฉัน!”
เท็ตสึยะฉุดร่างของมาโมรุให้ลุกขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
“ไปตามหายัยนั่นให้ยัยนั่นตายด้วยฝีมือนายดีกว่าถูกใครที่ไหนฆ่าทีนี้ล่ะนายจะได้รู้สึกผิดไปชั่วชีวิตที่ไม่ยอมปกป้องเธอ!”
ปกป้องเธอ... ฉันน่ะเหรอจะปกป้องเธอได้
ดีแต่จะทำให้เธอเจ็บปวดมากไปกว่าเก่า
นั่น... มันเป็นความผิดของฉันเอง...
“ขอโทษนะนานะ ฉันต้องกลับแล้ว”
โทวะบอกเสียงเครียดปิดหนังสือลงฉับก่อนจะลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้โยนโทรศัพท์ส่งๆลงกระเป๋าก่อนจะคว้าขึ้นสะพายบ่าแล้ววิ่งพรวดออกมาจากห้องสมุดอย่างรวดเร็วไม่สนใจร่างของเด็กสาวที่นั่งอยู่กับเขาเลยด้วยซ้ำ
มินาโยะหายไป
เสียงของมาโมรุดังหลอกหลอนเขาทั้งๆที่รู้ว่าไม่ควรปล่อยเธอเอาไว้ตามลำพัง ทั้งๆที่เป็นอย่างนั้น... เขากลับทิ้งเธอไปถ้าเธอกลายเป็นคนเดิมแบบเมื่อก่อนอีกล่ะก็ เขาคงไม่อาจให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิตแน่
เสียงลงส้นเท้ากระทบไปตามพื้นถนนที่เงียบสงบของยามเย็นโทวะออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ลมทะเลพัดกระทบร่างเขา ปลายโค้งทะเลอีกด้านพระอาทิตย์กำลังจะตกดินในไม่ช้ามันสะท้อนแสงเปลี่ยนทะเลสีฟ้าครามให้กลายเป็นสีส้มทอง
เขาเกลียดวันที่ฝนตก
เขาเกลียดเวลาอาทิตย์ใกล้ตกดิน
เพราะมันทำให้เขานึกถึงเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
และท้ายสุด...เขาเกลียดตัวเองที่ปกป้องเธอไม่ได้
ทำอะไรเพื่อเธอไม่ได้เลยจริงๆ...
-หกปีก่อน-
โทวะไม่เคยสังเกตเห็นเด็กสาวร่างบางที่นั่งอยู่คนเดียวตรงมุมห้องมาก่อนเลยจนกระทั่งเขาพบเธอพร้อมกับมาโมรุที่ศาลเจ้าเธอเป็นเด็กสาวตัวเล็กท่าทางหงอยเหงาที่ซ่อนนัยน์ตาสีฟ้าใสไว้ภายใต้เรือนผมสีน้ำตาลทองที่ยาวลงมาปรกใบหน้าเธอมักจะนั่งอยู่คนเดียวตรงมุมสุดของห้องและไม่เคยพูดจากับใครนอกจากเด็กหนุ่มแผนกประถมที่นานๆครั้งจะแวะมาหาเธอไม่เคยมีเพื่อนเล่น และไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนเล่นกับเธอเด็กสาวที่ถูกคนในห้องล้อว่าเป็น ‘เด็กไม่มีพ่อ’
โทวะไม่คิดว่านั่นจะเป็นปมด้อยตรงไหนตัวเขาเองถึงแม้ว่าจะมีพ่อแต่ก็เหมือนกับไม่มีนั่นแหละ แม่ก็ด้วย...พ่อเขาทำงานเป็นนักบินอวกาศอยู่ที่อเมริกา นานๆทีจะได้กลับบ้านสักครั้งส่วนแม่ก็เป็นนักธุรกิจที่งานยุ่งรัดตัวแม้จะอยู่บ้านเดียวกันแต่เขาก็แทบจะไม่เคยเห็นหน้าแม่เลยยกเว้นเวลาที่เขาจะตื่นขึ้นมากลางดึกและลุกออกไปเข้าห้องน้ำแม่มักจะนั่งทำงานอยู่ในห้องใกล้ๆกันนั่นจนเกือบจะสว่างทุกวัน
โทวะไม่ได้ให้ความสนใจกับเธอมากนักเธอไม่ได้เป็นคนที่ดูเด่นสะดุดตาหรือน่าดึงดูดใจ ตรงกันข้าม...เธอออกจะเป็นเด็กสาวที่ถูกคนในห้อง ‘ลืม’ ไปเสียด้วยซ้ำ แม้แต่ขนาดเขาเองก็เถอะถ้าไม่ได้เห็นมาโมรุมองดูเธออยู่ในวันนั้นล่ะก็... เขาคงไม่ได้สนใจเธอหรอก
เรื่องราวสมัยที่พวกเขาอยู่อนุบาลมีแต่เรื่องที่ไม่น่าจดจำวันหนึ่งในฤดูฝน หลังจากที่เฝ้ามองเธอมาเนิ่นนานในที่สุดมาโมรุก็ตัดสินใจเดินเข้าไปทำความรู้จักกับเธอวันนั้นเธอกำลังรอใครบางคนอยู่ใต้ต้นซากุระในศาลเจ้า มันเป็นวันที่ละอองฝนโปรยปรายเต็มท้องฟ้า
มาโมรุเดินตรงไปหาเธอ
‘สวัสดี’มาโมรุพูดกับเธอ ‘ฉันชื่อมาโมรุ... คิวาตะ มาโมรุ’
ดูท่าทางเธอจะตกใจและประหลาดใจกับการกระทำของมาโมรุอยู่ไม่น้อยเด็กสาวตัวสั่น เธอถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง มาโมรุมีสีหน้าผิดหวังแต่ก็ยังคงยิ้มให้เธอและยื่นมือเข้าไปหาอย่างรอคอย
เด็กสาวมีท่าทีกลัวๆกล้าๆขณะที่เขาได้แต่ยิ้มขำอยู่ด้านหลังมาโมรุแต่แล้วในที่สุดเหมือนเธอจะสงบจิตใจลงได้ มือเรียวขาวเล็กๆคู่นั้นค่อยๆเปิดหมวกฮู้ดที่คลุมศรีษะเธออยู่ออกเรือนผมสีน้ำตาลทองยาวระบ่าสะบัดไปด้านหลัง เธอค่อยๆปัดเรือนผมที่ปรกใบหน้าอยู่ออกอย่างช้าๆเพื่อที่จะสามารถมองดูมาโมรุได้อย่างถนัดตา
นัยน์ตาสีแดงสดของมาโมรุสบกับนัยน์ตาสีฟ้าใสของเด็กสาว
ละอองฝนที่โปรยปรายกลายเป็นพายุฝนที่บ้าคลั่ง
มาโมรุกรีดร้องลั่นศาลเจ้ามือสองข้างของหมอนั่นกำแน่นอยู่ที่ใบหน้าเขาวิ่งถลาเข้าไปหาก่อนที่นัยน์ตาของเขาจะเบิกโพลงกว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
นัยน์ตาของมาโมรุ...นัยน์ตาสีแดงสดคู่นั้นมันแดงก่ำคล้ายสีเลือดแถมสิ่งที่ควรจะไหลออกมาเป็นสายจากนัยน์ตาแทนที่จะเป็นน้ำตา-- มันกลับเป็นเลือด!
มีเลือดไหลออกมาจากนัยน์ตาทั้งสองข้างของมาโมรุขณะที่ตัวหมอนั่นได้แต่กรีดร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่งโทวะไม่รู้ว่าเขาควรจะทำอะไรต่อไปดีขณะที่มาโมรุร้องเจ็บปวดอย่างทุกข์ทรมานเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับมาโมรุและเด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา
โทวะหันไปมองเธอร่างเล็กๆนั่นแสยะรอยยิ้มกว้างยามจ้องมองมาที่ร่างของมาโมรุที่ทรุดฮวบลงกับพื้นนัยน์ตาสีฟ้าใสของเธอส่องแสงเรืองรองเธอส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอก่อนจะยื่นมือตรงมาที่มาโมรุ
‘เจอแล้ว...เจอตัวแล้ว...’
ก่อนที่ปลายนิ้วของเด็กสาวจะมาสัมผัสกับใบหน้ามาโมรุอะไรบางอย่างก็พุ่งผ่านตัวเขาไปมันทำให้เด็กสาวหยุดชะงักก่อนที่ร่างของเธอจะลอยขึ้นสูงจากพื้น เธอกรีดร้องลั่น!
‘มาโมรุออกมาให้ห่างจากเธอซะ!’
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง
‘พี่มาซารุ!’เขาตะโกนร้องอย่างดีใจ
‘ถอยออกไปก่อนโทวะ!’
พี่มาซารุผลักร่างของเขาให้ออกห่างจากทางนัยน์ตาสีเทาคมเข้มคู่นั้นจับจ้องอยู่แต่ภาพของเด็กสาวที่ลอยตัวสูงจากพื้นอยู่ตรงหน้าฝ่ามือสองข้างของพี่มาซารุกำแน่นเห็นเมื่อเด็กสาวกรีดร้องลั่นร่างของเธอเปล่งแสงจ้ามีอะไรบางอย่างปกคลุมอยู่รอบตัวเธอจนสายฝนที่ตกพรำไม่อาจผ่านกระทบตัวเธอไปได้ เรือนผมสีน้ำตาลทองของเธอแผ่สยายออกรอบตัวนัยน์ตาของเธอค่อยๆปรือขึ้นอีกครั้ง แต่สีของนัยน์ตานั่นกลับไม่ใช่สีฟ้าใสที่พวกเขาคุ้นเคย
มันเป็นนัยน์ตาสีแดงสดที่ส่องสว่างอยู่บนใบหน้าขาวซีดโทวะได้ยินเสียงคนข้างตัวกัดฟันแน่นก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มจะพุ่งตัวผ่านพวกเขาไป
มันเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เขาคาดคิดเด็กสาวกรีดร้องทันทีที่เห็นร่างของคนที่พุ่งเข้าใส่แต่แล้วพี่มาซารุก็กระโจนขึ้นไปหาเธอรวบตัวเธอไว้ในอ้อมแขนก่อนจะก้มลงประทับริมฝีปาก
โทวะตาค้างจ้องมองคนตรงหน้าอย่างตื่นตะลึงขณะที่มาโมรุกำหมัดแน่น ระรัวกำปั้นทุบลงพื้นดินอย่างโกรธแค้น
‘ห้ามเข้าใกล้เธออีกนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป’
เด็กหนุ่มหันมาบอกกับพวกเขาเมื่อฝนซาในอ้อมแขนประคองกอดร่างที่ไร้สติของเด็กสาวเอาไว้
‘ทำไมจะเข้าใกล้เธอไม่ได้!ทีพี่ยังทำได้ แล้วทำไมผมถึงทำไม่ได้ ผมเองก็เป็นเหมือนอย่างพี่นะ!’มาโมรุตะโกนอยู่ข้างตัวเขา ‘ผมเจอเธอก่อนที่พี่จะรู้จักกับเธอด้วยซ้ำ!ทำไมผมจะไม่มีสิทธิ์’
‘นายก็เห็นแล้วไม่ใช่รึไงว่าการที่นายเข้าใกล้เธอมันส่งผลยังไงทั้งกับตัวนายและตัวเธอมาโมรุ!’
พี่มาซารุขึ้นเสียงตวาด
‘อย่าให้ฉันต้องพูดอีกเป็นครั้งที่สองห้ามเข้าใกล้เธอ-- โดนเฉพาะนาย มาโมรุ!’
มาโมรุกำหมัดแน่นนัยน์ตาแดงก่ำ ตอนนั้นเขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเธอคนนั้นเป็นอะไรและเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับมาโมรุ แต่หลังจากเรื่องในวันนั้นไม่นานเขาก็ได้รู้ความจริง
