บทที่ สี่สิบสี่
จดหมายลับ
ฟ่านหนิงที่ทรงตัวไม่อยู่พิงโต๊ะทรงกลมในเรือนอยู่ครู่ใหญ่ก้มหน้าคิดวิธีแก้ปัญหาของฟ่านลี่อยู่พักใหญ่ในที่สุดหญิงสาวก็เงยหน้ามองแสงแดดที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาส่องบนพรมลายดอกไม้ริมฝีปากเริ่มโค้งยกยิ้มเพราะเจอทางไปต่อได้
ก่อนที่นางจะหันมาเอ่ยขึ้นกับจางไป๋ซินที่ยืนรอฟังคำสั่งอยู่ด้านข้าง"ช่วงนี้เจ้าไม่ต้องเฝ้าดูแลข้าแล้ว ข้าดูแลตัวเองได้กลับมาแค่ช่วงเวลาที่ข้าต้องอาบน้ำเปลี่ยนชุดพอจากนี้ไปเฝ้าสอดส่องดูทางฟ่านลี่แทน เมื่อใดที่พวกเขาส่งจดหมายกันอีกเจ้าก็แสร้งหาเรื่องกับจื่อถงสาวใช้ของฟ่านลี่แล้วชิงจดหมายนั้นมาให้ข้าโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวก็พอ"
จางไป๋ซินกะพริบตาสองครั้ง สีหน้าขรึมลงก่อนจะค้อมศีรษะ "เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่"
ฟ่านหนิงเพียงพยักหน้ารับอีกทีพลางถอนใจในใจนึกอยากจับฟ่านลี่มาโบยตีนักนางรู้ดีว่าการปล่อยให้ฟ่านลี่คบหาสมาคมกับเจิ้งเปาหย่งต่อไปย่อมไม่ใช่เรื่องดีต่อสกุลฟ่านเลยแม้แต่น้อย น้องคนนี้ก็ไม่เคยญาติกันอยู่แล้ววันๆ หาเรื่องกับนางไม่พออยู่หาเรื่องให้สกุลอีกด้วยแววตาของนางเย็นเยียบราวกับอยากฉีกฟ่านลี่ให้เป็นชิ้นๆ
….
จนสองวันถัดมาท้ายยามอู่[1]เฟิงซวนก็ฝากหวังจิ้งหยูที่อยู่ยามเฝ้าคุณหนูใหญ่มารายงานว่าต้องการพบคุณหนูใหญ่นางจึงเดินออกไปที่สวนนอกเรือนหลังเล็ก นั่งรออยู่ที่ศาลาได้ครู่เดียวร่างสูงของบ่าวชายก็ก้าวเท้าฉับๆตรงเข้ามาโค้งตัวแล้วรายงานอย่างตรงไปตรงมาไม่มีรั้งรอ "คุณหนูใหญ่ขอรับวันก่อนเรื่องที่คุณหนูใหญ่ฝากมาต้วนอ๋าวไปตรวจสอบตามดูคุณชายจงอยู่สองวันเต็มแล้วพบว่าคุณชายจงแวะไปที่ถนนไห่หยางทั้งสองวันเลยขอรับ ต้วนอ๋าวจึงให้มารายงานคุณหนูใหญ่ก่อนถามว่าจะให้ตามสังเกตต่อไปให้ครบทั้งสัปดาห์หรือไม่?"
คำรายงานที่ทำให้ฟ่านหนิงที่นั่งเอนหลังพิงหมอนอิงอยู่พลันหัวเราะเบาๆก่อนเปลี่ยนมาเป็นกลั้นยิ้มสุขใจ พลางยกมือขึ้นปิดริมปากอย่างขบขันก่อนจะส่ายศีรษะช้าๆ "ไม่จำเป็นต้องตามต่อแล้ว" นางออกคำสั่งแล้วตกรางวัลให้เฟิงซวนและพรรคพวกหนึ่งถุงก่อนที่เขาก้มศีรษะรับคำสั่งถอยออกไปเงียบๆ จากสวนนอกเรือน
‘แหมๆนิสัยเช่นนั้น ต่อให้ใกล้วันแต่งงานก็เลิกไม่ได้อยู่ดีอะไรทำให้ข้าคิดว่าสันดานของบุรุษจะเปลี่ยนกันนะ’ แววตานางแฝงรอยเย้ยหยันริมฝีปากคลี่ยิ้มกว้างขึ้น ‘จะแต่งงานอยู่แล้วยังไปไม่เว้นแต่ละวันฮึ อย่างนี้ก็ดีข้าสบายใจได้ที่หวงซูหรงจะได้เอกบุรุษเป็นสามี’
ฟ่านหนิงที่คิดแล้วก็มีความสุขจนเกือบจะหัวเราะดังๆ ออกมาหลายครั้งแต่พยายามกลั้นไว้ในลำคอ ‘เมื่อเรื่องของจงป๋อซานไม่ใช่ปัญหาใหญ่’ นางคิดพลางหันไปมองดอกเบญจมาศที่ประดับอยู่ในแจกันกลางโต๊ะ 'ข้าก็เหลือเพียงหาทางจัดการเรื่องของฟ่านลี่กับเจิ้งเปาหย่งเท่านั้นเอง' งานจะได้ไม่ตึงมือ ไม่รู้ภารกิจจากระบบจะมาอีกเมื่อไรคิดดังนั้นแล้วใบหน้างดงามของฟ่านหนิงก็ฉายแววพึงพอใจ
….
หลายวันที่ผ่านมา หลังจางไป๋ซินได้รับคำสั่งมาจากนายหญิงนางก็ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดไม่ได้ไปอยู่ดูแลฟ่านหนิงตลอดเวลาเหมือนก่อนเพราะนายหญิงที่บาดเจ็บและต้องการคนช่วยปกปิดทำให้เป็นนางที่อยู่ข้างกายคุณหนูใหญ่แทบตลอดเวลา
แต่สามสี่วันนี้นางกลับใช้เวลาส่วนใหญ่แอบสอดส่องความเคลื่อนไหวของฟ่านลี่และสาวใช้คนสนิทที่ชื่อกวงจื่อถงแทนการเฝ้ามองในระยะห่างๆ ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวช่วงแรกไม่ได้ผลอะไรนักกวงจื่อถงเป็นคนระมัดระวัง เดินไปไหนก็หมั่นเหลียวซ้ายแลขวาราวกับรู้ตัวว่ากำลังถูกจับตาดู
แต่ในที่สุดความพยายามของจางไป๋ซินก็ไม่เสียเปล่า ยามโหย่ว[2]ของวันที่สี่พระอาทิตย์ใกล้ดับแสง นางเห็นกวงจื่อถงถือพานเปล่าเดินออกจากจวนไปทางถนนด้านหลังด้วยท่าทางเหมือนไปทำธุระเล็กน้อย ทว่าเมื่อพ้นสายตาคนในจวนแล้วกลับเลี้ยวเข้าตรอกแคบที่ทอดยาวไปสองตรอกถัดจากนั้น จางไป๋ซินรีบสาวเท้าตามห่างๆระมัดระวังไม่ให้ถูกจับได้
เมื่อมาถึงตรอกเงียบกวงจื่อถงหยุดยืนอยู่หลังร้านขายปลาตากแห้งครู่เดียวก็มีบ่าวชายในชุดสีน้ำตาลหม่นของสกุลเจิ้งคนเดิมเดินเข้ามา ทั้งสองมองซ้ายมองขวาก่อนจะรีบยื่นซองเล็กๆคงเป็นกระดาษบางๆ ส่งแลกให้กันกวงจื่อถงกดเสียงกระซิบแล้วรีบซุกของนั้นไว้ในแขนเสื้ออย่างแนบเนียนก่อนจะหันหลังเดินลัดเลาะกลับทางเดิม
จางไป๋ซินที่ซ่อนตัวอยู่หลังเสาไม้พลันเบิกตากว้าง 'แน่แล้ว!ต้องเป็นจดหมายอีกแน่ๆ' หัวใจของนางเต้นระรัว รู้ว่าถึงคราวต้องลงมือ ได้เวลาจับหนู
นางรีบวิ่งลัดออกจากตรอกไปยังประตูเล็กด้านทิศเหนือของจวนคำนวณเวลาคร่าวๆ ว่ากวงจื่อถงต้องกลับมาทางนี้แน่นอน จึงดักรอเงียบๆอยู่ตรงมุมกำแพงหิน
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นกวงจื่อถงเลี้ยวเข้ามาพร้อมสีหน้าที่ดูหวาดระแวงจางไป๋ซินจึงทำทีเหมือนบังเอิญสวนทางแล้วชนไหล่อีกฝ่ายจะเซไปหลายก้าวพออีกฝ่ายทรงตัวได้แล้วนางก็มองลงต่ำ เหยียดยิ้มอย่างดูแคลนพลางเอ่ยเสียงแข็ง "โอ๊ะ!นี่ไม่ใช่กวงจื่อถงหรือ? สาวใช้คุณหนูรองเดินไม่ดูทางจริงๆสมแล้วที่เป็นได้แค่สาวใช้เรือนรอง หรือจะรีบไปทำธุระที่ไหนเล่า?" การแสร้งหาเรื่องของนางก็ไม่ใช่ย่อยน้ำเสียงท่าทางจางไป๋ซินคิดแล้วก็ให้คะแนนตัวเองทั้งสิบส่วน
กวงจื่อถงชะงักไปครู่หนึ่งเพราะรู้ว่าตัวเองมีชะชนักติดหลังก่อนทำหน้าย่น "ข้าออกไปซื้อของแทนนายหญิง จะเกี่ยวสิ่งใดกับเจ้าเล่า?"
จางไป๋ซินหัวเราะหยัน ยกคางขึ้นสูง "ซื้อของหรือ? เหตุใดจึงไปช่วงเวลานี้เล่า? มิหนำซ้ำยังกลับมามือเปล่าของก็ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเจ้าแอบอู้ไม่ทำงานทำการหรอกนะ"
คำพูดยั่วโมโหสำเร็จทำให้กวงจื่อถงตาโตขึ้นทันทีริมฝีปากสั่นชี้หน้าจางไป๋ซิน "เจ้า! เจ้ากำลังหาเรื่องใส่ความข้าใช่หรือไม่!"
ว่าแล้วทั้งสองก็เริ่มโต้เถียงกันเสียงดัง จางไป๋ซินจึงแกล้งเดินก้าวเข้าไปใกล้ดวงตาจ้องมองด้วยความรู้สึกหยาม กวงจื่อถงโกรธจนมือกำแน่น "เจ้ามันพวกชอบสอดรู้สอดเห็น! ข้าจะทำธุระอะไรมันก็เรื่องของข้า!"
จากนั้นทันทีที่กวงจื่อถงเผลอยกแขนขึ้นจะผลักอีกฝ่ายจางไป๋ซินอาศัยจังหวะนั้นก้าวเบี่ยงเฉียงเข้าข้างตัว แสร้งปัดแขนอีกฝ่ายลงแล้วมืออีกข้างก็ลอบล้วงเข้าไปในแขนเสื้อกวงจื่อถงอย่างรวดเร็วนิ้วเรียวสัมผัสได้ถึงซองกระดาษแผ่นครึ่งฝ่ามือที่ซุกอยู่จึงรีบดึงออกมาอย่างแนบเนียน ซ่อนไว้ในชายแขนเสื้อตนเองแทน
กวงจื่อถงที่กำลังโกรธจัดมิได้สังเกตเลย ยังคงตวาดเสียงดัง "พวกเรือนใหญ่ก็ดีแต่เสนอหน้าเข้าหาเลียแข้งเลียขาเจ้านายตอนนี้ยังจะมาหาเรื่องข้าไปฟ้องใครอีก!"
แต่เวลานี้จางไป๋ซินได้ของที่ต้องการแล้วจึงเพียงยกคิ้วแสร้งถอนหายใจยาว "ข้าเพียงสงสัยไม่คิดว่าจะพูดนิดหน่อยเจ้าก็โกรธจนตัวสั่นเช่นนี้ เหตุใดถึงคิดมาก หรือมีความจริงอยู่สักส่วนเล่า?"
กวงจื่อถงยังหน้ายู่ย้ำเท้าตึงตังอยู่หลายที่แต่เมื่อคิดว่าไม่ควรเสียเวลาเถียงต่อไปก็สะบัดแขนเดินหนีไปอย่างหัวเสียส่วนจางไป๋ซินไม่คิดห้ามอยู่แล้ว จะไปไหนก็เชิญจึงยืนยิ้มมุมปากอยู่สักพัก
เมื่อมั่นใจว่ากวงจื่อถงหายลับไปแล้ว นางก็แอบก้มมองกระดาษที่ซุกแนบอยู่ในมือจากนั้นจางไป๋ซินก็แถบจะเรียกว่าหายตัวได้คนที่ยืนอยู่เมื่อครู่รีบกลับเรือนโดยความเร็วเพียงพริบตา
เมื่อจางไป๋ซินกลับเข้ามาในเรือนใหญ่ฝั่งของคุณหนูใหญ่ฟ่านดวงตานางยังคงกวาดมองรอบด้านราวเกรงว่ากวงจื่อถงจะตามมาได้ นางซ่อนจดหมายไว้ในแขนเสื้อตลอดทางพอเข้ามาถึงเรือนก็รีบก้าวเท้าเร็วๆตรงไปหาฟ่านหนิงซึ่งกำลังนั่งเอนหลังอยู่บนตั่งยาวใต้โคมไฟที่ส่องสว่างนวลตา
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ” จางไป๋ซินเอ่ยเสียงเบา พลางยื่นซองกระดาษออกมา “ได้จดหมายมาแล้วเจ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงปรายตามองแวบหนึ่ง ก่อนยกมือรับมาอย่างไม่ใส่ใจนักแล้วนางก็เอาไปวางลงบนโต๊ะไม้ข้างตั่งราวกับเป็นเพียงเศษกระดาษธรรมดาไม่แม้แต่จะเอื้อมมือแกะผนึกออกดู
จางไป๋ซินที่เฝ้าระวังและเหน็ดเหนื่อยมาหลายวันถึงกับนิ่วหน้ากะพริบตาหลายครั้งด้วยความงุนงง นางคิดในใจ ‘เหตุใดนายหญิงจึงไม่รีบเปิดอ่านอย่างน้อยก็ควรรู้ว่ามีข้อความใดอยู่ในนั้นมิใช่หรือ?’ ความสงสัยเอ่อล้นจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามทั้งที่ปกติไม่ว่าเรื่องใดๆนางก็ไม่มีคำถาม ก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งเท่านั้น “คุณหนูใหญ่...บ่าวแอบตามกวงจื่อถงหลายวันจนได้จดหมายมาเหตุใดถึงไม่อ่านเสียทีเจ้าคะ?”
ฟ่านหนิงได้ยินก็พลันหัวเราะหึๆ ในลำคอเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “จดหมายนี้อ่านไปก็เปลืองสายตา เผลอๆอาจจะทำให้ข้าอาเจียนออกมาได้เสียอีก”
สีหน้าของจางไป๋ซินเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจต้องถามซ้ำอีกรอบ “ถ้าเช่นนั้น คุณหนูใหญ่ให้บ่าวไปเอามาทำไมเจ้าคะหากไม่คิดจะอ่านเลย”
ผู้เป็นนายยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์นางเอนกายเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ก็ข้าไม่ตั้งใจจะอ่านอยู่แล้ว และเดี๋ยวเจ้าของจดหมายก็ต้องตามมาเอาคืนอย่างไรเล่าข้าไม่รู้หรอกว่าฟ่านลี่จะฉลาดพออ่านจดหมายเหล่านี้แล้วเผาทิ้ง หรือโง่เขลาถึงขั้นเก็บไว้แต่ข้าไม่อยากเสี่ยงไปค้นที่เรือนของนางเอง ไม่สู้ให้ได้ของกลางใหม่ๆมาจะไม่ดีกว่าหรือ”
จางไป๋ซินพอได้ฟังก็เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางเริ่มเข้าใจแต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ “แล้วถ้าคุณหนูรองไม่มาขอคืนเล่าเจ้าคะ?”
ครั้งนี้ฟ่านหนิงแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความความรู้สึกขบขันมากกว่าเดิมนางยกมือเกลี่ยผมที่หล่นมาข้างแก้มก่อนเอ่ย “หากนางไม่มาข้าก็ไปเองสิเอาจดหมายนี่ไปตบหน้าน้องสาวไม่รักดีสักที ดูสิว่าหน้าของนางจะหนาพอทนได้หรือไม่แต่เชื่อเถอะว่านางจะมา ข้ารู้จักนางดีกว่าใคร...” น้ำเสียงนั้นทั้งร้ายกาจปะปนการเสียดสี
แววตาคมกริบของฟ่านหนิงเปล่งประกายวาบในแสงตะเกียงราวกับเสือที่กำลังวางแผนเล่นกับเหยื่อ จางไป๋ซินแม้ยังรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำนางเข้าใจแล้วว่าคุณหนูใหญ่วางแผนไว้ล่วงหน้ากว่าที่คิดเพราะตอนแรกนางคิดว่านายหญิงจะรีบอ่านแล้วนำไปคืน ไม่คิดว่าจะเผชิญหน้าตรงๆแสดงว่าคุณหนูใหญ่มีแผนมากกว่าที่คิดเสียอีก
ขณะที่ด้านนอกเสียงใบไม้เสียดสีกันดังหวิวไหวแต่ด้านในกลับเงียบงันเพราะกำลังนั่งรอผู้มาเยือนที่จะพัดพายุลูกใหญ่ที่จะโถมเข้ามาฟ่านหนิงทอดสายตามองจดหมายที่นอนอยู่บนโต๊ะเพลิดเพลินกับกติกาที่ตัวเองเป็นผู้กำหนด
หลังรอได้เพียงไม่ถึงสองเค่อฟ่านหนิงยังไม่ทันนั่งจิบชาหมดถ้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังตึงตังขึ้นจากทางเดินด้านหน้าเรือนประตูไม้แกะลายที่เรือนยังไม่ทันได้เคาะก็ถูกผลักเปิดออกทันทีอย่างไร้มารยาท ร่างของฟ่านลี่ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายดอกเหมยก้าวเข้ามาใบหน้าที่แต่งแต้มแป้งเนื้อเนียนบัดนี้แดงก่ำเพราะทั้งความโกรธและความรีบร้อนผมเงาดำถูกรวบด้วยปิ่นหยกสีเขียวแต่กลับมีเส้นผมหลุดลุ่ยออกมาจากแรงวิ่งมา
หวังจิ้งหยูที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตูเห็นไม่ทันห้าม สาวใช้ก็เร่งรีบก้าวตามเข้ามาก้มหน้าขอโทษเสียงเบา “คุณหนูใหญ่ บ่าวห้ามไม่ทันจริงๆขออภัยเจ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงซึ่งนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้หอมนั่งรออยู่แล้วไม่คิดอะไรมากเงยหน้าขึ้นมองแล้วส่ายศีรษะเบาๆ เสียงเรียบนิ่ง “ไม่เป็นไรออกไปเถิด ข้าจะสั่งสอนน้องสาวที่ไม่รู้ความเอง ดูเหมือนครั้งก่อนยังไม่พอ”
หวังจิ้งหยูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบโค้งตัวถอยออกอย่างว่าง่ายปล่อยให้สองพี่น้องประจันหน้ากันภายในห้อง
ฟ่านลี่ที่ได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าก็แดงจัดยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจ นางกัดฟันกรอดแต่ยังพยายามกลั้นเสียง “เจ้าเห็นจดหมายของข้าหรือไม่!”
เจ้าของเรือนยกคิ้วเล็กน้อย แววตาประกายเย็นเยียบขยับริมฝีปากอย่างแสร้งไม่รู้เรื่อง “จดหมายของเจ้าหรือ? แล้วเหตุใดจึงมาอยู่กับข้าได้เล่า?”
หากแต่ฟ่านลี่ไม่สนใจถ้อยคำเหล่านั้นนางกวาดสายตาไปทั่วห้องอย่างร้อนรน เพียงไม่นานก็มองเห็นจดหมายวางอยู่บนโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่งเส้นไหมผูกปิดผนึกยังไม่ถูกแกะ นางยกนิ้วเรียวชี้ทันที “นั่นแหละจดหมายของข้า!”
ฟ่านหนิงทำหน้าเข้มขึ้น “แต่จดหมายนี้สาวใช้ของข้าเก็บได้ตรงประตูเข้าออกเล็กทิศเหนือหากเป็นของเจ้าแล้วเหตุใดจึงตกอยู่ที่นั่น เห็นทีจะเป็นของบ่าวคนงานมากกว่าหรือว่าเจ้าแอบให้สาวใช้แอบส่งสารลับๆ ให้ผู้อื่นกัน?” จากนั้นนางก็กวาดสายตามองไปยังร่างกวงจื่อถงที่ยืนอยู่ด้านหลังของฟ่านลี่หญิงสาวตัวเล็กคนนั้นหน้าซีดเผือด ตัวสั่นหวาดกลัวว่าความจะแตกจนเห็นได้ชัด
ฟ่านลี่ไม่อาจจะทนฟังคำได้ต่อ นางรีบร้อนก้าวเข้ามาหมายจะคว้าจดหมายนั้นไปให้จบๆแต่จางไป๋ซินซึ่งยืนเฝ้าอยู่ด้านข้างกลับคว้าหยิบไปอย่างว่องไวแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“เอาจดหมายนั้นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!” ฟ่านลี่ขึ้นเสียงใส่จางไป๋ซิน
แต่จางไป๋ซินกลับทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ดวงตาล้อเลียนบางเบาแล้วถอยห่างออกไปอีกก้าว
ฟ่านลี่ที่ก็รู้ตัวว่าเอาชนะบ่าวคนนี้ไม่ได้จากประสบการณ์ครั้งที่แล้วนางจึงหันกลับไปตวาดใส่ฟ่านหนิง “บอกสาวใช้ของเจ้าส่งจดหมายให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
คุณหนูใหญ่กลับยังนั่งไขว่ห้างเหลือบมองเบาๆสีหน้าสงบอย่างยิ่ง ก่อนจะยื่นมือไปรับจดหมายจากจางไป๋ซินมาถือไว้พลางเอ่ยเสียงเรียบ“ถ้าเป็นของเจ้าจริงๆ ก่อนอื่น...ข้าจะต้องยืนยันให้แน่เสียก่อนว่าใช่มิเช่นนั้นข้าจะมอบให้มั่วซั่วได้อย่างไร”แล้วก็ฟ่านหนิงเริ่มปลดเชือกผนึกออกฟ่านลี่เห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบพุ่งเข้ามาหมายจะแย่งคืนแต่ก็ถูกจางไป๋ซินเข้าขวางแล้วดึงตัวไว้แน่น
หลังนางเปิดผนึกหยิบกระดาษด้านในออกมายกขึ้นดู สายตากวาดผ่านๆไม่ได้อ่านข้อความในจดหมายอย่างถี่ถ้วนแล้วก็พับเก็บไว้ทันที “นี่ไม่ใช่ลายมือของเจ้าสักหน่อยหากบอกว่าเป็นของเจ้าก็แสดงว่ามีคนส่งให้ ลายอักษรคมมีพลังเช่นนี้ควรจะเป็นบุรุษอีกด้วยอีกทั้งยังลงชื่อว่า ‘หยกของเจ้า’ ชัดเจนว่านี่เป็นสารรักแน่แท้! ฟ่านลี่...นี่เจ้ากำลังลอบติดต่อกับบุรุษที่ไหน!?”
คำพูดเสียงดังหนักแน่นนั้นทำให้ฟ่านลี่ตัวสั่น ใบหน้าแดงก่ำทั้งอับอายทั้งหวาดหวั่นว่าเรื่องนี้จะถูกเปิดเผยนางกัดริมฝีปากแน่นแต่ยังพยายามดื้อไม่ยอมรับ “คืนมันมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ฟ่านหนิง!”
แต่ฟ่านหนิงกลับยังคงนั่งนิ่ง สายตาคมกริบไม่ยอมคืนให้ฟ่านลี่ที่พยายามดิ้นรนให้หลุดจากมือของจางไป๋ซินก็ไม่สำเร็จจึงหันไปสั่งเสียงดัง “จื่อถง!เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไมเล่าไปเอาจดหมายคืนมาให้ข้าสิ!”
กวงจื่อถงที่ยืนตัวสั่นอยู่สะดุ้งสุดตัว พอถูกสั่งจากผู้เป็นนายก็มองรอบๆสองสามครั้งถึงจะก้าวเดินทั้งที่มือเท้าเย็นเฉียบอย่างเชื่องช้ากว่าจะยื่นมือออกไปขอจดหมายได้ก็นานราวชั่วกัลป์ สาวใช้ที่ขี้ขลาดเช่นนี้ฟ่านหนิงจะหวั่นเกรงได้อย่างไรนางฟาดมือตบหน้ากวงจื่อถงไปหนึ่งที แล้วใช้สายตาคมวาวจ้องมองไปราวจะปลิดชีคนได้
ฟ่านหนิงหัวเราะหึหนึ่งคำ “เจ้ากล้าหรือ?” เพียงเท่านั้นกวงจื่อถงที่ถูกตบไปหนึ่งทีและถูกถามเสียงเย็นก็คล้ายตัวถูกแช่แข็งให้ตัวสั่นงันงกยิ่งกว่าเดิมก่อนที่แข้งขาอ่อนทรุดคุกเข่าลงทันทีไม่กล้าเดินต่ออีกต่อไป นางรู้ดีว่า ‘เพราะถ้าทำให้คุณหนูรองไม่พอใจนางจะยังพออยู่ที่นี่ต่อไปได้แต่ถ้าคุณหนูใหญ่โมโหขึ้นมานางได้ถูกขายทิ้งเป็นทาสใช้แรงงานแน่’
【ภาพลักษณ์นางร้าย + 5】
แล้วผู้ที่เป็นต่อในเหตุการณ์ก็ก้มลงมองจดหมายในมืออีกครั้งพลางเอ่ยเสียงเย็นเฉียบเชิงวิเคราะห์“แต่...ว่าไปลายมือบุรุษผู้นี้ข้าคุ้นนักคล้ายจะเคยเห็นมาก่อนคนที่น่าสงสัยย่อมเป็นบุรุษรุ่นราวคราวเดียวกันที่มาเยือนจวนเพื่อพบท่านพ่อหรือไม่และช่วงนี้ก็มิได้มีมากนัก แต่ผู้ที่มาบ่อยที่สุดก็คือ... หรือว่าเป็นคุณชายเจิ้ง?”
ได้ยินเช่นนั้นฟ่านลี่ชะงักวูบไปชั่วครู่ ไม่คิดว่าฟ่านหนิงจะเดาออกแต่นางก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยอมรับอยู่ดี “เจ้าใส่ความข้า!”
“หืมใช่หรือ?” นางเหลือบตามองอีกฝ่ายพลางกดเสียงต่ำ “หยกของเจ้า...ชื่อแทนตัวเช่นนี้ย่อมเกี่ยวกับชื่อจริงของเขาไม่ผิดแล้วคุณชายเจิ้งชื่อก็เป็นสิ่งล้ำค่ามิใช่หรือ เห็นทีจะใช่!”
ยิ่งพูดฟ่านลี่ยิ่งหน้าซีดเผือดแต่ก็ยังพยายามโต้เถียง “เจ้ามาทำเป็นสั่งสอนข้าแต่แท้จริงเจ้าเองต่างหากที่กำลังหึงหวงแล้วใส่ความข้าใช่หรือไม่!”
ฟ่านหนิงหัวเราะเยาะวาจานั้น มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “โธ่ ฟ่านลี่ บุรุษเช่นนั้น...เพียงมองก็เหมือนมองของเสีย ถ้าข้าชอบพอจริงป่านนี้ได้แลกเทียบชะตาแล้วและหากเจ้ายังเห็นว่าเขามีค่าก็เชิญ แต่ข้าไม่ขอให้สกุลตกต่ำไปด้วยกับเจ้า”
ร่างบางที่ถูกจับตัวแน่นโกรธจนตัวสั่นพยายามสะบัดหนีจากมือของจางไป๋ซินแต่ไร้ผลทำได้แต่โวยวายเสียงลั่น “เจ้าปากดีเกินไปแล้ว ฟ่านหนิง!”
จากนั้นคนเป็นพี่จึงก้าวเท้าเข้ามาใกล้บีบแก้มของน้องสาวให้เงยหน้าขึ้น จ้องลึกเข้าไปในดวงตา “ข้ามีสองทางให้เจ้าเจ้าจะเลือกอะไร? ให้ข้าไปบอกท่านพ่อหรือจะสัญญาว่าจะเลิกติดต่อกับบุรุษผู้นั้นแล้วข้าจะเผาจดหมายนี้ทิ้ง”
ฟ่านลี่สายตาเต็มไปด้วยโกรธแค้นราวจะมีเพลิงโทสะพุ่งออกมาทุกเมื่อนางกัดฟันกรอดแต่ก็ยอมคิดตามคำพูดของอีกฝ่าย คิดว่าหากเรื่องนี้ถึงหูบิดา นางจะไม่เหลือมีที่ยืนในสกุลแน่อาจจะถูกขับไล่กลับไปอยู่ที่เมืองเกิดของบิดาไม่อาจจะอยู่เมืองหลวงต่อได้จึงกัดฟันเอ่ยเสียงอู้อี้ตอบไป “ข้าจะเลิกติดต่อกับเขา”
ฟ่านหนิงสะบัดใบหน้าที่จับอยู่ทิ้ง พลางยกยิ้มเย็น “ดี!” จากนั้นนางก็เดินไปยังตะเกียงที่จุดไว้ริมผนังยกแก้วบังลมขึ้นแล้วจุดไฟให้ลุกโชนด้วยจดหมายในมือเฝ้ามองเปลวไฟแผดเผากระดาษจนเหลือเพียงขี้เถ้า
ขณะที่อีกด้านมองตามด้วยความเจ็บแค้น ฟันกัดมุมปากจนเลือดซึมร่างกายสั่นสะท้านด้วยโทสะและความอับอาย แต่กลับทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้นในใจร้องแต่คำว่าข้าจะลากเจ้าลงมาแล้วทำให้อับอายกว่าข้าร้อยเท่า
[1] ยามอู่(เวลา11.00 – 13.00 น.)
[2] ยามโหย่ว(เวลา 17.00 – 19.00 น.)