มังกรพลิกสวรรค์

    ตอนที่ 33 ผนึกปริศนา

            ตอนที่ 33 ผนึกปริศนา




            “มันน่าสงสัย...”


            หลินเฟยลูบคางไปมาครุ่นคิดถึงความไม่ปกติของเรื่องนี้ คนจากสำนักใหญ่ภาคกลางมาถึงชายแดนของภาคเหนือและตะวันออกย่อมต้องไม่ได้มาเพราะแค่สังหารปักษาวายุตัวเดียวแน่นอน


            ปักษาวายุเดิมทีตบะของพวกมันล้วนต่ำเตี่ยเรี่ยดินเพียงตบทีเดียวก็ดับดิ้นกันเป็นแถบๆหากพัฒนามาเป็นปราณยุทธขาวอาจยังพอเข้าใจได้ แต่ระดับถึงปราณยุทธเงินช่วงกลางนั้นหลินเฟยรู้สึกว่ามันผิดแผกมากจนเกินไป


            “ต้องลองตรวจสอบดูสักหน่อย”


            หลินเฟยสะบัดตัวก็พุ่งทะยานออกไปด้วยเคล็ดมังกรเหินการต่อสู้ระหว่างบุรุษหนุ่มหยางเทียนและปักษาวายุทำให้เขาได้ตระหนักถึงพลังแห่งวายุมากขึ้นเคล็ดวิชาตัวเบาเคล็ดมังกรเหินจึงก้าวหน้าขึ้นอีกมาก


            สายลมที่แข็งแกร่งราวกับใบมีดของปักษาวายุนั้นหลินเฟยก็ยังรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน โชคดีไม่น้อยที่หยางเทียนปรากฏตัวขึ้นหากกลับกันเขาอาจจะเอาชนะพวกมันได้แต่ไม่รู้ว่าค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายจะมากถึงขั้นไหน


            ไม่นานหลินเฟยก็ห้อทะยานผ่านผืนป่าเข้าไประหว่างนี้เคล็ดลมหวนท้าสวรรค์กระจายรัศมีการตรวจสอบออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง


            เวลาผ่านไปจนล่วงเลยถึงยามสนธยาหลินเฟยกระโดดไปตามกิ่งไม้ต่างๆอย่างคล่องแคล่วภายในขอบเขตที่กว้างไกลของลมปราณหวนท้าสวรรค์นี้ ในที่สุดหลินเฟยรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในจุดที่ลึกเข้าไปในผืนป่าเบื้องหน้ามุ่งหน้าตรงไปยังจุดที่เขารับสัมผัสได้ถึงความเล้นลับ


            ระหว่างทางผ่านมาเขาเห็นสัตว์น้อยใหญ่ที่ผิดปกติอยู่หลายตัว ไม่ว่าจะเป็นหม่าป่าลายแดง วานรคลั่งหรือเสือเมฆราตรีตบะของพวกมันล้วนก้าวหน้าเกินกว่าปกติ


            เมื่อลองสังหารกลับได้ผลึกระดับกลางถึงระดับสูงอยู่หลายก้อนทั้งๆที่ผลึกอสูรไม่น่าจะตกผลึกในร่างของสัตว์ชนิดนั้นได้ ทำให้หลินเฟยมั่นใจว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้พวกมันล้วนพัฒนาตนเองได้อย่างก้าวกระโดดเช่นนี้


            ความคิดในหัวยังไม่ทันได้หาข้อสรุปในครรลองสายตาของหลินเฟยตอนนี้ปรากฏภาพบึงน้ำขนาดใหญ่พอหลายร้อยจั้ง ท่ามกลางความมืดมิดหิ่งห้อยจำนวนนับไม่ถ้วนเหนือบึงน้ำต่างเปล่งประกายราวกับกำลังแข่งขันกัน แสงสว่างสีนวลตาจากพวกมันเป็นภาพที่ราวกับหลุดออกมาจากดินแดนแห่งเทพนิยาย


            “ที่นี่..”


            หลินเฟยสัมผัสถึงพลังปราณฟ้าดินที่เข้มข้นถึงที่สุดความรู้สึกของเขาบอกว่าเพียงยืนอยู่เฉยๆตรงนี้ก็สามารถทำให้พลังตบะก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วทั้งๆที่ยังไม่ดูดซับมัน


            “เหลือเชื่อจริงๆ สถานที่ราวกับสรวงสวรรค์แห่งนี้เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่”


            ในใจของหลินเฟยกู่ร้องด้วยความยินดีเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกสัตว์อสูรวิเศษในป่านี้ถึงมีพลังตบะที่ก้าวกระโดดขนาดนั้น ต้องเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัยและมันคงเกิดขึ้นไม่นานหากไม่อย่างนั้นแล้วมีหรือที่สถานที่พิเศษราวกับสรวงสวรรค์แห่งนี้จะไม่มีผู้คนเข้ามาแย่งชิง


            “นั่นมันอะไร!”


            หลินเฟยอุทานออกมาอีกครั้งเมื่อเขาส่งพลังลงไปตรวจสอบภายในบึงใหญ่กลับพบว่าตรงจุดที่ลึกที่สุดของบึงแห่งนี้คือจุดที่พลังปราณฟ้าดินแผ่คลื่นพลังออกมามากที่สุด และมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นต้นกำเนิดของพลังฟ้าดินอันเข้มข้นแผ่กลิ่นอายความลึกลับอันน่าครั่นคร้ามกระจายออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง!


            หลินเฟยพุ่งตัวลงไปยังบึงทันทีภายใต้ความมืดมิดอันเย็นเยียบใต้ผืนน้ำหลินเฟยกลับเห็นแสงสว่างเจิดจ้าขาวนวลสว่างสไวส่องสว่างมาจากจุดอันเป็นที่ตั้งของสิ่งเล้นลับ

            ความระแวดระวังตัวของหลินเฟยพุ่งถึงขีดสุดเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเพียงแต่ยิ่งขยับเข้าไปใกล้มากเท่าไหร่ดูเหมือนนอกจากพลังลมปราณที่เข้มข้นแล้วเหมือนจะไม่มีภยันตรายใดๆเพิ่มเติมมาอีก


            ไม่นานหลินเฟยก็เข้าใกล้พอที่จะเห็นวัตถุทรงกลมก้อนหนึ่งขนาดพอกำปั้นวางอยู่บนแท่นหินที่ดูผุพังใต้ผืนน้ำนี้เพียงสายตาไปตกกระทบความรู้สึกของหลินเฟยพลันปั่นป่วน

            ใจเกิดความรู้สึกถึงความเกรียงไกรยิ่งใหญ่กลิ่นอายแห่งความเก่าแก่โบราณส่งผ่านกาลเวลาอันยาวนานราวกับก้อนทรงกลมลูกนี้เกิดมาพร้อมๆกับฟ้าดินแห่งนี้เลยทีเดียว


            หลินเฟยไม่เร่งร้อนเขาไม่แน่ใจว่าวัตถุชิ้นนี้จะมีอาคมอะไรแฝงหรือไม่เพียงว่ายวนไปรอบๆสำรวจอย่างต่อเนื่อง

            พอมองชัดๆก้อนทรงกลมนี้สีดำสนิทภายนอกมีลวดลายยึกยือดูน่าพิศวงลวดลายนั้นเปล่งแสงสว่างตลอดเวลาจนเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงเมื่อแสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมาแสงสว่างนั้นก็พลันวูบดับไปพร้อมกับพายุลมปราณที่มันส่งออกมา


            “ลมปราณหายไป?”


            หลินเฟยพบว่าลมปราณที่เข้มข้นราวกับลมพายุกรรโชกที่รุนแรงตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงสายลมเอื่อยๆดังเช่นปกติทั่วไป หลินเฟยรีบลงน้ำอีกครั้งหลังจากดำลงไปปรากฏว่าแสงสว่างที่เคยสว่างสไวกลับหายไปแล้วพร้อมกับพลานุภาพอันเกรียงไกรทุกอย่างที่วัตถุชิ้นนั้นเคยปล่อยออกมา


            เมื่อแสงสว่างรำไรลอดผ่านบึงน้ำลงมาภายใต้ผืนน้ำที่ดำสนิทนี้ก็ยังพอจะมองเห็นอะไรได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นหลินเฟยสำรวจอีกครั้งก็พบกับความความตกตะลึงอย่างถึงที่สุด


            “บึงแห่งนี้คือตราผนึก...”


            หลินเฟยมั่นใจได้ทันทีเพราะร่องรอยของเส้นขีดพวกนั้นพร้อมกับอักขระจำนวนมากที่ล้อมรอบวัตถุทรงกลมนั้นอยู่รูปแบบของอักขระเช่นนี้เขาไม่เคยเห็นในตำรามาก่อน

            ความซับซ้อนที่มากมายเกินกว่ารูปแบบผนึกทั่วไปที่หลินเฟยเคยเห็นมาอีกทั้งยังกว้างใหญ่ครอบคลุมเกือบทั้งบึงน้ำที่ใหญ่พอหลายร้อยกว่าจั้ง!


            เพียงแต่เวลานี้หลังจากผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานผนึกก็เริ่มที่จะอ่อนแอลงรอยขีดขนาดใหญ่หลายส่วนยังสึกกร่อนเหมือนโดนน้ำแซะหายไป

            หลินเฟยไม่กล้าคิดเลยว่าผนึกแห่งนี้จะอยู่มากี่พันกี่หมื่นปีแล้วมันถึงได้เสื่อมสภาพลงความตื่นเต้นของผู้ใฝ่หาความรู้ทำให้หลินเฟยศึกษารูปแบบของผนึกอย่างหลงไหลใคร่รู้


            หลายชั่วยามผ่านไปหลินเฟยขึ้นจากน้ำมาด้วยความอิ่มอกอิ่มใจรูปแบบของผนึกนั้นเปิดโลกทรรศให้เขาอย่างแท้จริงมันเป็นผนึกโบราณที่หาดูชมได้ยากยิ่ง


            ความแข็งแกร่งของผนึกหลินเฟยเดาว่าต้องแทบจะไร้ช่องโหว่มาถึงตรงนี้เขาคิดว่าบึงนี้อาจจะไม่ใช่ผนึกแต่เวลาที่ล่วงเลยผ่านไปบึงนี้อาจจะบังเอิญเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติและค่อยๆแซะทำลายรูปแบบของผนึกไปเรื่อยๆยาวนานตั้งแต่อดีตจนมาถึงวันนี้ในที่สุดบึงน้ำแห่งนี้ก็เป็นฝ่ายชนะแม้จะใช้เวลายาวนานขนาดไหนวันนี้บึงน้ำแห่งนี้ก็กลายมาเป็นผู้ชนะแล้ว!


            “แม้บึงนี้จะทำลายบางส่วนของผนึกไปแต่ผนึกก็ยังทำงานเมื่อได้รับแสงจากดวงตะวันผนึกจึงทำงานอีกครั้งทำให้ไอ้ก้อนนั้นมันปล่อยลมปราณออกมาไม่ได้

            พอแสงตะวันลับไปข้าถึงจับสัมผัสได้ลางๆถึงการคงอยู่ของเจ้าสิ่งนี้ เจ้าเทียนหยางนั่นอาจจะมาตามเจ้าสิ่งนี้แต่มันไม่ได้อยู่ในช่วงที่ผนึกไม่ทำงานมันถึงจับสัมผัสอะไรไม่ได้ นับว่าเป็นโชคดีของข้าแล้ว!”


            หลินเฟยตาเป็นประกายแห่งความครุ่นเขาเชื่อว่าต่อให้ความคิดเขาไม่ถูกทั้งสิบส่วนแต่เขาเชื่อว่าย่อมต้องมีความใกล้เคียงอยู่บ้าง เขาอดทนรอให้พระอาทิตย์ลับไปอย่างใจจดใจจ่อนั่งเข้าณานอย่างเงียบเชียบจนเมื่อร่างกายสัมผัสได้ถึงพลังผันผวนของปราณฟ้าดินตาของเขาจึงเบิกโพลงขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมพุ่งทะยานลงไปในน้ำ


            หลินเฟยดำผุดดำว่ายเข้าไปใกล้ๆวัตถุนั่นอีกครั้งพร้อมกับนั่งขัดสมาธิเขาไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าคว้าจับก้อนทรงกลมประหลาดนี้

            เขายังไม่อยากเสี่ยงกับความไม่แน่นอนกลัวว่าจะมีอะไรไม่คาดคิดเกิดขึ้น ครั้นจึงทำในสิ่งที่แน่นอนในตอนนี้ก่อนคือการดูดซับพลังฟ้าดินที่เหมือนกับลมพายุบ้าคลั่งพวกนี้!


            หากมองมาจากด้านบนบึงน้ำที่เงียบสงบตอนนี้เริ่มที่เกิดความผิดปกติน้ำวนขนาดเล็กค่อยๆบังเกิดขึ้นลมปราณหวนท้าสวรรค์หมุนวนดูดซับลมปราณรอบตัวอย่างตระกละตระกลาม


            ยิ่งมายิ่งรวดเร็วน้ำวนขนาดเล็กตอนนี้ก็กลับกลายเป็นน้ำวนขนาดใหญ่กว่าสิบจั้งหากมองเข้าไปในใจกลางจะเห็นหลินเฟยนั่งขัดสมาธิอยู่ภายใน หลายชั่วยามต่อมาเสียงดังปังก็ดังสนั่นภายในหัวของหลินเฟยพลังตบะเลื่อนขั้นจากปราณยุทธขาวช่วงกลางไปเป็นช่วงท้าย!


            หลินเฟยยังไม่ได้หยุดเขาพบว่านี่คือโชควาสนาที่ใหญ่อย่างถึงที่สุดท่ามกลางทะเลลมปราณนี้เขาไม่รู้ว่ามันจะทำให้ตบะของเขาฝ่าทะลุไปได้อีกขนาดไหน


            หากเป็นนักพรตทั่วไปที่มีเส้นลมปราณไม่ใหญ่เหมือนกับหลินเฟยเพียงลมปราณที่หลินเฟยดูดซับไปก่อนหน้านี้ก็สามารถทำให้ตบะของพวกเขาฝ่าทะลุเลื่อนขั้นได้หลายขั้นแล้ว

            แต่หลินเฟยที่ต้องการปราณฟ้าดินมากมายมหาศาลในการฝ่าทะลุนี่นับเป็นโชควาสนาสำหรับหลินเฟยอย่างแท้จริง


            หลายวันมานี้หลินเฟยจมจ่อมอยู่กับการฝึกตนตบะของเขาพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยังตอนนี้เพียงรวบรวมปราณฟ้าดินให้มากที่สุดพร้อมกับดูดซับไปอย่างบ้าคลั่งเพื่อก้าวไปถึงปราณยุทธเงินให้ได้


            ตอนนี้ตบะปราณยุทธขาวช่วงท้ายของเขาก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่องและมั่นคงหากเป็นเช่นนี้อีกเพียงไม่กี่วันปราณยุทธขาวของเขาต้องขยับไปถึงขั้นสมบูรณ์แบบจากนั้นก็ได้เวลาฝ่าทะลุขั้นขึ้นไปยังปราณยุทธเงิน!

            .

            .

            .

            ขอบคุณที่ติดตามคับ