บทที่ 33 ดาบและกระบี่
เมื่อการท้าประลองได้รับการตอบรับทั้งสองก็ย้ายไปยังลานประลองที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที การสตรีมก็ติดตามไปโดยอัตโนมัติกล้องที่ใช้ถ่ายภาพก็ถูกตัดไปยังกล้องที่อยู่ใกล้ลานประลองมากที่สุด
ยอดผู้ชมก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนไปหยุดอยู่ที่ราวๆ 3 ร้อยคนซึ่งนับเป็นยอดผู้ชมที่เยอะมากทีเดียวสำหรับศูนย์ฝึกแห่งเดียว
เมื่อยูเมะก้าวขึ้นไปบนลานประลองพร้อมกับชายร่างผอมสัญญาณเตือนก็ถูกส่งมายังมายด์เบรนของเขา เป็นข้อความที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของชายร่างผอมทั้งยังมีชื่อของอีกฝ่ายปรากฏขึ้นในข้อความ
‘หลิวเปี่ยน งั้นหรือ แซ่หลิวเหมือนกันสินะ คล้ายๆกับซุนอู๋คนนั้นเลย’
ในขณะที่ยูเมะเห็นข้อความแจ้งเตือน ชายหนุ่มร่างผอมหรือหลิวเปี่ยนก็ได้รับข้อความเช่นกันสายตาของมันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นจำนวนผู้ชมและยอดทิปที่ปรากฏขึ้นก่อนหน้านี้
ชั่วขณะนั้นมันก็เกิดความคิดบางอย่างสายตาที่เย็นชาปรากฏความโลภขึ้นมา ก่อนจะเหยียดยิ้มด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์
“ไอ้หนู! แกสนใจเพิ่มเดิมพันไหม”
“เพิ่มเดิมพันหรือครับ..น่าสนใจดีนะครับ แต่จะเพิ่มอะไรละครับคุณหลิว”
หลิวเปี่ยนหัวเราะเสียงเย็น ขณะที่ภายในใจก็ลอบหัวเราะให้กับความโง่เขลาของยูเมะจากนั้นก็แจกแจงให้เขาฟังอย่างอารมณ์ดี ด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะหวังดี
“แกเห็นข้อความแล้วใช่ไหมตอนนี้การสตรีมของแกมีฉันเข้าร่วมด้วยส่วนแบ่งของรายได้และทิปเลยถูกแบ่งมาทางฉันด้วยครึ่งหนึ่ง..”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้สายตาของยูเมะก็เปลี่ยนไปเพราะเขาคาดเดาได้แล้วว่าหลิวเปี่ยนคนนี้มีความคิดอะไรแต่เขาก็ยังคงยิ้มน้อยๆ ด้วยท่าทางที่ดูเหมือนเด็กหนุ่มใสซื่อเหมือนเดิม
“ครับ ผมเห็นแล้ว มันก็ยุติธรรมดีนะครับคุณหลิวจะได้ไม่เสียเปรียบ”
“อ่า แต่ฉันเห็นใจแกวะไอ้หนู เอางี้เป็นไง เรามาเอาส่วนแบ่งที่ได้มาเดิมพันกันใครที่ชนะก็จะได้ส่วนแบ่งของอีกฝ่ายไปทั้งหมด แบบนี้เป็นไง มันน่าสนุกดีใช่ไหมแบบนี้ถ้าหากแกชนะฉันได้ แกจะได้เงินค่าขนมเยอะหน่อย แต่ถ้าแกแพ้..ก็ถือว่าแกมันอวดดีเกินไปเองถือเป็นค่าเรียนรู้ยังไงละ”
คำพูดของหลิวเปี่ยนฟังดูก็เหมือนจะไม่มีอะไรผิดแปลก แต่สายตาที่ผู้คนมองไปยังมันก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยมีหลายคนที่เข้าใจและเหยียดยิ้มด้วยความดูถูก แต่ก็มีอีกหลายคนที่อุทานออกมาด้วยความอิจฉา
กับเรื่องเงินทองนั้นไม่ว่าใครก็คงไม่ปฏิเสธแม้จะมีคนมากมายที่ยินดีสละเศษเงินหรือเงินจำนวนน้อยให้กับสิ่งที่ชอบหรือการแสดงที่น่าสนใจ
แต่ก็ไม่มีใครที่จะปฏิเสธเงินที่ได้มาฟรีเช่นกันแม้ว่ามันจะเป็นเพียงเศษเงินที่ไม่มีค่าให้สนใจ ทั้งนี้ก็เพราะสิ่งที่คนชอบนั้นไม่ใช่แค่ตัว ‘เงิน’แต่เป็น ‘รางวัล’ สำหรับความสำเร็จที่ยิ่งได้มากก็ยิ่งพึงพอใจ
หลิวเปี่ยนเองก็เช่นกันมันไม่ได้โลภเงินจากทิปพวกนี้เท่าไหร่ แต่เมื่อเห็นว่ามันมีโอกาสที่จะได้มาทั้งหมดแทนที่จะเป็นครึ่งเดียวมันก็ยังเกิดความรู้สึกอยากได้ขึ้นมา อีกเหตุผลนั้นก็เป็นเพราะมันอยากสั่งสอนยูเมะที่อวดดี
ยูเมะที่ได้ยินแบบนั้นก็ยังคงยิ้มแต่ก็เริ่มแสดงท่าทีลังเลเล็กน้อยทำให้หลิวเปี่ยนเริ่มตื่นเต้นและคิดหาข้อเสนอเพิ่มเพื่อสร้างแรงดึงดูดให้ยูเมะยอมตกลง
แต่ก่อนที่มันจะได้คิดสายตาของชายหนุ่มร่างกำยำที่ถูกเรียกพี่หลิวก็กวาดมองมา ทำให้ความคิดมันสั่นสะท้านและหยุดความคิดทั้งหมดเอาไว้ในทันที
ทางด้านของยูเมะที่ลอบสังเกตหลิวเปี่ยนอยู่ก็แอบประหลาดใจที่แผนการของตัวเองผิดพลาดแต่เขาก็ไม่คิดมากนัก หลังจากขบคิดเล็กน้อย ก็ตัดสินใจตอบตกลง
“จะเอาแบบนั้นก็ได้ครับ ถือเสียว่าส่วนแบ่งนี้เป็นเดิมพันก็แล้วกันคงไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ”
คำพูดประโยคสุดท้ายนั้น ยูเมะหันไปทางกล้องราวกับต้องการถามพนักงานของศูนย์เพื่อให้มั่นใจว่ามันจะไม่ผิดกฎข้อบังคับของศูนย์ฝึก
“ไม่มีปัญหาครับคุณลูกค้าแต่ทางเราจะไม่ขอมีส่วนร่วมในการเดิมพันด้วยเงินนะครับ แต่ทางคุณลูกค้าสามารถตกลงกันเองได้โดยให้ฝ่ายที่แพ้ทำการปฏิเสธส่วนแบ่งรายได้”
ได้ยินแบบนั้นยูเมะก็พยักหน้ารับ แล้วหันไปมองหลิวเปี่ยนที่พยักหน้าตาม ทั้งสองจึงเริ่มเตรียมตัว
ก่อนจะเริ่มยูเมะก็เริ่มพิจารณาคู่ต่อสู้อีกครั้งเขามองดูท่าทางการยืน อาวุธที่ใช้ สายตาของอีกฝ่าย จนกระทั่งเกิดความเข้าใจจนสามารถอ่านเจตนาของอีกฝ่ายได้ในระดับหนึ่ง
‘กระบี่งั้นหรือ น่าสนใจจริงๆดูเหมือนแนวทางของหลิวเปี่ยนคนนี้จะเป็นประเภทที่เน้นการจู่โจมอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างช่องว่างสินะ’
แม้จะยังไม่เริ่มประลอง ยูเมะก็ประเมินอีกฝ่ายได้ในระดับหนึ่งแล้วทำให้ทันทีที่การประลองเปิดฉาก เขาจึงสามารถตั้งรับได้อย่างมั่นคง
หลิวเปี่ยนนั้นเป็นอย่างที่เขาประเมินไว้ท่วงท่าการก้าวเท้า การจู่โจม ดำเนินไปในรูปแบบของการโจมตีที่รวดเร็วใช้กระบวนท่าจริงสลับกับกระบวนท่าหลอกเป็นการกระตุ้นให้คู่ต่อสู้เปิดช่องว่างเพื่อจู่โจมใส่จุดสำคัญ
อาวุธของหลิวเปี่ยนคือ‘กระบี่’ เป็นกระบี่จีนที่ค่อนข้างเบาใบมีดมีความอ่อนหยุ่นทำให้เวลากวัดแกว่งจะเกิดการเบี่ยงเบนขึ้นได้ตลอดเวลาทำให้การตั้งรับยากลำบากขึ้น
แต่ยูเมะก็ยังรับมือได้เขาใช้ปลายดาบปัดป้องอย่างรวดเร็วและรัดกุมทำให้หลิวเปี่ยนไม่สามารถจู่โจมทะลุการป้องกันเข้ามาได้เลย
เพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่าสีหน้าของหลิวเปี่ยนก็เริ่มเปลี่ยนไป ความเชื่อมั่นของมันลดทอนลงอย่างรวดเร็วสีหน้ายิ้มแย้มก็กลายเป็นเคร่งขรึมก่อนที่มันจะเริ่มเร่งจังหวะการโจมตีและการก้าวเท้าให้เร็วมากยิ่งขึ้น
แต่ถึงจะเร่งให้เร็วยังไงมันก็ยังยากที่จะหลอกสายตาของยูเมะได้ ยิ่งหลิวเปี่ยนเร่งจังหวะ สภาวะจิตใจของเขาก็ยิ่งไต่ระดับสูงขึ้นจนแทบจะมองเห็นวิถีการโจมตีทั้งหมดของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
เมื่อการโจมตีผ่านไปเกือบ30 กระบวนท่า ยูเมะก็อ่านการเคลื่อนไหวของหลิวเปี่ยนออกจนหมด เขาก็เริ่มตอบโต้กลับไปทันที
ดาบแรกฟันตัดลงไปเฉียงๆตัดลงไปยังปลายกระบี่จนทำให้กระบี่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและเบี่ยงออกไปด้านข้างจากนั้นดาบที่สองก็ตามไปติดๆ ฟันย้อนกลับไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ใบหน้าของอีกฝ่าย
การโจมตีนี้เร็วมากแม้ว่ายูเมะจะใช้ดาบเพียงเล่มเดียวในการประลอง แต่ความคล่องแคล่วของเขาก็ไม่แพ้ตอนที่ใช้ดาบคู่เลย
แต่ติดจะเร็วกว่าด้วยซ้ำเพราะเขาสามารถจดจ่ออยู่ที่ดาบในมือได้อย่างสมบูรณ์
กระบวนท่าที่สองที่จู่โจมใส่ใบหน้าทำให้หลิวเปี่ยนตื่นตระหนก มันรีบก้าวถอยอย่างเร่งรีบ พร้อมกับรั้งกระบี่กลับมาป้องกัน
ทว่าทันทีที่หลิวเปี่ยนถอยยูเมะก็พลิกกระบวนท่า จากเดิมที่ฟันใส่ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นฟันลง ฟันใส่ข้อมือของหลิวเปี่ยนที่กำลังดึงกระบี่ย้อนกลับไปในทันที
เสียง‘เพียะ’ ดังขึ้นมาครั้งหนึ่ง ใบหน้าของหลิวเปี่ยนก็เปลี่ยนสีข้อมือของมันชาด้านจนแทบไม่เหลือความรู้สึก ทว่ามันก็ยังกัดฟันฝืนกำกระบี่ไว้ไม่ยอมปล่อยอีกทั้งยังเคลื่อนไหวต่อไปไม่หยุด
ยูเมะเห็นแบบนั้นก็ปรากฏความชื่นชมขึ้นมาเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้ใจดีกับคู่ประลองที่หยาบคายกับตัวเอง กระบวนท่าต่อไปจึงถูกส่งออกไปอย่างดุดันกลายเป็นการฟันเป็นวงกลมเล็กๆ เหมือนตอนที่เขาเล่นเกมดินแดนเทพเจ้าแห่งการต่อสู้
กระบวนท่านี้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่นักเนื่องจากมันเป็นกระบวนท่าที่ใช้กับเกม มันจึงขาดพลังที่การฟาดฟันควรมีไป
แต่มันก็มีพลังมากพอที่จะทำให้ข้อมือที่ชาด้านของหลิวเปี่ยนเจ็บหนักจนกระบี่หลุดมือ
วินาทีที่อาวุธตกพื้นผลการประลองก็ตัดสิน ต่างจากการประลองด้วยมือเปล่าที่ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างในการตัดสินผลแพ้ชนะแต่ในการประลองด้วยอาวุธนั้น ขอเพียงอาวุธหลุดมือ หรือสามารถจ่ออาวุธเข้ากับจุดตายของคู่ต่อสู้ได้ก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้แล้ว
หลิวเปลี่ยนที่เสียอาวุธย่อมไม่มีความสามารถในการต่อสู้ต่อชัยชนะจึงตกเป็นของยูเมะโดยปริยาย
เมื่อผลลัพธ์ของการประลองปรากฏสีหน้าของหลิวเปี่ยนก็เปลี่ยนไปจนไม่น่าดู ทว่ามันก็ยังมีสติหลังจากสะกดความโกรธเอาไว้ มันก็ปั้นยิ้มเพื่อรักษาหน้าตัวเองแล้วกล่าวยอมแพ้อย่างตรงไปตรงมา
“ไม่เลวเลยไอ้หนู ฝีมือดีมาก ครั้งนี้แกชนะ แต่ครั้งหน้ามันไม่จบง่ายๆแบบนี้แน่!”
“ครับ ขอบคุณที่ออมมือ”
หลิวเปี่ยนได้ยินแบบนั้นก็เค้นเสียง มันไม่สนใจมารยาทในการประลองแล้วแต่เลือกที่จะสะบัดหน้าจากไปด้วยความโกรธและกลับไปยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มแซ่หลิวตามเดิม
เมื่อหลิวเปี่ยนลงไปยูเมะก็มองไปทางชายหนุ่มแซ่หลิวที่เป็นคนท้าประลองเขาก่อนหน้านี้แล้วยิ้มน้อยๆ เป็นการเชิญชวน
ชายหนุ่มร่างกำยำก็เหยียดยิ้มมันไม่ได้ปฏิเสธหรือพูดมากเหมือนหลิวเปี่ยนแต่เลือกที่จะก้าวไปยังชั้นวางอาวุธแล้วเลือกกระบี่มาเล่มหนึ่ง แต่กระบี่ที่มันใช้นั้นเป็นกระบี่หนัก
เมื่อเทียบกับหลิวเปี่ยนแล้วมันไม่ต่างอะไรจากกิ่งไม้กับท่อนเหล็กซึ่งต่างจากหลิวเปี่ยนโดยสิ้นเชิง
เพียงแค่เห็นอาวุธที่อีกฝ่ายเลือกยูเมะก็ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้กำยำขนาดนี้ ทั้งนี้ก็เพราะใช้กระบี่หนักเป็นอาวุธจึงต้องฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงพอที่จะควงกระบี่หนักเล่มนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว
“พักก่อนไหมเจ้าหนู ฉันไม่อยากเอาเปรียบ”
ยูเมะนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับแล้วนั่งลงขัดสมาธิบนลานประลองท่ามกลางความสนใจของผู้คนมากมาย จากนั้นเขาก็เริ่มทำสมาธิกำหนดลมหายใจอย่างเป็นระบบเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
เพียงแค่เห็นท่าทางของยูเมะสีหน้าของชายหนุ่มแซ่หลิวก็เปลี่ยนไป หลิวเปี่ยนที่อยู่ด้านล่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
คนที่ตกใจนั้นไม่ได้มีแค่พวกมันสองคนแต่มีมากกว่านั้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะแค่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจก็ตาม
คนที่สังเกตเห็นความนัยที่ซ่อนอยู่ในท่วงท่าของยูเมะนั้นมีไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่รู้จักการคงอยู่ของวิชาชี่กงหรือที่เรียกว่ากำลังภายในและรู้ว่าในโลกใบนี้มีวิชากำลังภายในอยู่จริงเพียงแต่มันไม่ได้ทรงพลังเหมือนในนิยายหรือเกมออนไลน์เท่านั้น
คนที่รู้เรื่องนี้จะมองออกว่าการหายใจของยูเมะนั้นแฝงไว้ด้วยหลักการของการฝึกกำลังกายใน มันเป็นการหายใจที่สามารถรวบรวม ‘ชี่’ ได้
แต่ที่พวกมันไม่รู้เลยก็คือยูเมะไม่รู้เลยสักนิดว่าวิธีการหายใจของตัวเองนั้นเป็นวิธีการหายใจในการฝึกกำลังกายในเขารู้แค่ว่าเมื่อเขามีสมาธิมากพอ เขาจะหายใจในรูปแบบนี้เอง เหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำมานานจนเคยชิน
นอกจากนั้นเขาก็รู้เพียงแค่ว่าการหายใจแบบนี้ทำให้เขาหายเหนื่อยเร็วขึ้นเท่านั้น
หลังจากนั้นราว5 นาที ยูเมะก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้สึกดีขึ้นมากและพร้อมที่จะประลองอีกครั้งแล้ว
เมื่อเห็นยูเมะพร้อมชายหนุ่มร่างกำยำก็พยักหน้าให้ ท่าทีของมันในตอนนี้ต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
“น้องชาย ก่อนหน้านี้เพราะไม่รู้จักกันเลยเสียมารยาทไปบ้างพี่ชายต้องขอโทษด้วย พี่ชายชื่อว่าหลิวอัน ไม่ทราบว่าน้องชายมีชื่อว่าอะไรพอจะบอกพี่ชายคนนี้ได้ไหม”
ท่าทางที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่มร่างกำยำนั้นทำให้ยูเมะอึ้งไปชั่วขณะเขามองอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
“ไม่มีปัญหาครับ ผมไม่คิดมากอยู่แล้ว ผมชื่อยูเมะ เมมโมไรซ์ยินดีที่ได้รู้จักนะครับพี่ชายหลิวอัน”
การโต้ตอบของทั้งสองสร้างความสับสนมึนงงให้กับคนดูไม่น้อย จนเกิดเป็นความคิดเห็นมากมายที่แฝงไว้ด้วยความสับสนและไม่พอใจแต่ก็มีไม่น้อยที่กำลังตื่นเต้น ราวกับกำลังอินกับมิตรภาพของเหล่าจอมยุทธ์ที่เคยเห็นในละคร
ความคิดเห็นที่ปรากฏแตกต่างกันไปมากมายแต่ยูเมะกับหลิวอันไม่มีเวลาสนใจ จึงไม่ได้สังเกตเห็นความคิดเห็นของผู้ชมแต่ถึงจะเห็นพวกเขาสองคนในตอนนี้ก็คงไม่สนใจนัก
เมื่อนักสู้ก้าวขึ้นสู่เวทีประลองก็เหมือนแม่ทัพเข้าสู่สนามรบความคิดเห็นใดๆ จากคนนอกไม่มีความหมาย ต่อให้เป็นราชโองการของจักรพรรดิก็ยังสามารถปฏิเสธได้จึงไม่ต้องพูดถึงความคิดเห็นจากผู้ชมในสตรีม
ชั่วขณะนั้นความคิดเห็นที่ทั้งสองมีต่อกันนั้นเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยจากเดิมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและดูถูก ก็เปลี่ยนเป็นมิตรมากขึ้นแม้ว่ามิตรภาพนี้จะอ่อนแอและเปราะบางมากก็ตาม แต่มันก็ดีกว่าตอนแรกมาก
ยูเมะมองดูกระบี่ของหลิวอันชั่วขณะจากนั้นจึงเดินลงไปจากลานประลอง ตรงไปยังแท่นวางอาวุธแล้วเลือกดาบมาคู่หนึ่งดาบที่เขาเลือกคราวนี้ต่างจากดาบเล่มก่อน มันเป็นดาบที่มีสันหนาและมีน้ำหนักมากกว่า
การเปลี่ยนอาวุธของยูเมะทำให้สายตาของหลิวอันเปลี่ยนไปความเคร่งเครียดปรากฏขึ้นบนใบหน้าก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นความตื่นเต้น
เมื่อมันตัดสินใจที่จะประลองหลิวอันก็ล้มเลิกความคิดทั้งหมด มันหยุดคิดถึงตัวตนของยูเมะ หยุดคิดถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและให้ความสำคัญกับการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว
“มาเถอะน้องชาย มาสู้กันให้สนุก!!”
“ตกลง! สู้กันให้สนุก!!”
เมื่อคิดถึงการต่อสู้ที่สนุกสนาน ยูเมะเองก็ลืมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าไปในทันทีและจดจ่ออยู่กับการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้น
ชั่วขณะนั้นท่วงท่าของเขาได้เปลี่ยนไปบรรยากาศสบายๆ แปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่นและดุดัน สีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปราวกับคนละคนจนทำให้คนดูจำนวนไม่น้อยเกิดความตกใจ เพราะบรรยากาศรอบตัวยูเมะในตอนนี้ดูต่างไปจากเดิมจนทุกคนสัมผัสได้
หากก่อนหน้านี้ตอนที่ฝึกฝนดาบคู่อยู่ในห้องฝึกคือความเปลี่ยนแปลงที่เต็มไปด้วยความสับสนแล้วการประลองก่อนหน้ากับหลิวเปี่ยนก็เป็นความสงบนิ่งที่ซ่อนความเปลี่ยนแปลงเอาไว้ภายใน
ทว่าตอนนี้มันกลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่งกลายเป็นความดุดันเหี้ยมหาญราวกับเทพอสูรที่ผ่านการฆ่าฟันมานับครั้งไม่ถ้วน
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ทุกคนสับสนแต่ที่มากยิ่งกว่าคือความรู้สึกตื่นเต้น เหล่าผู้ชมที่ชมผ่านมายด์เบรนนั้นเริ่มตระหนักว่าการดูผ่านมายด์เบรนไม่ได้อารมณ์พอจึงรีบวิ่งมายังลานประลองเพื่อดูการประลองแบบสดๆ ที่ได้บรรยากาศกว่า
ส่งผลให้จำนวนผู้ชมรอบลานประลองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ถึงนาที จำนวนก็เพิ่มขึ้นเป็นหลายสิบคน ทำให้ลานประลองเล็กๆกลายเป็นแออัดอย่างน่าตกใจ
ทว่ายูเมะกับหลิวอันกลับไม่ได้สนใจผู้ชมเลยทั้งสองจดจ้องกันอยู่นานพอสมควร ต่างฝ่ายต่างเฝ้ารอจังหวะเปิดฉากที่จะทำให้ตัวเองได้เปรียบจึงทำให้การประลองยังไม่เริ่มต้นแม้จะผ่านไปเกือบนาที
มีเสียงเรียกร้องดังขึ้นไม่น้อยแต่ทั้งสองเข้าสู่ภวังค์ไปแล้ว จึงไม่สนใจเสียงตะโกนของผู้ชมแม้แต่น้อย สายตาของพวกเขาค่อยๆหรี่ลง
จนกระทั่งหลิวอันเริ่มเสียสมาธิยูเมะก็ตาสว่างวูบแล้วโถมออกไปพร้อมกับดาบคู่ทันที จากนั้นเปิดฉากฟาดฟันราวกับพายุดาบแรกฟันออกไปอย่างหนักหน่วง บีบให้หลิวอันต้องรั้งกระบี่ขึ้นมาป้องกัน
เสียงปะทะดังบาดหูตามมาด้วยดาบที่สองที่ฟาดซ้ำลงไปเคียงคู่กับดาบแรกจากนั้นสองดาบก็ปาดออกไปพร้อมกัน ยูเมะหมุนตัวราวกับพายุหมุน แล้วฟันดาบออกไปพร้อมกันสองเล่มฟาดใส่ตำแหน่งเดิมจนทำให้หลิวอันถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
จากนั้นเพียงอึดใจดาบต่อๆ ไปก็ถูกส่งออกมาปานคลุ้มคลั่ง ฟาดฟันอย่างบ้าคลั่งจนเสียงดาบปะทะกันดังบาดหูทำเอาสีหน้าของผู้ชมถึงกับแดงซ่านด้วยความตื่นเต้น
ช่วงเวลานั้นไม่มีใครอีกแล้วที่จะสนใจรูปร่างที่อวบอ้วนของยูเมะตราบใดที่เขาสามารถแสดงความแข็งแกร่งออกมาได้พวกมันก็ไม่สนใจแล้วว่าเขาจะมีรูปร่างที่น่าเกลียดขนาดไหน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าแม้ยูเมะจะอวบอ้วนแต่เขาก็ไม่ได้น่าเกลียด
อาจจะไม่ได้ดูหล่อเหลาเหมือนกับดาราแต่ก็มีความน่ารักและเป็นมิตรทั้งยังดูสมชายพูดไปแล้วก็พูดได้ว่าหน้าตาดีในระดับหนึ่ง
ทว่ายูเมะในตอนนี้ได้สลัดภาพลักษณ์ที่ดูเป็นมิตรและน่ารักไปจนหมดสิ้นเขาในตอนนี้ได้กลายเป็นเทพอสูรอาชูราในอดีตแล้ว ถึงจะดูไม่เหมือน แต่ความดุร้ายในการต่อสู้นั้นแทบจะไม่ต่างกัน
ในช่วงเวลานั้นท่ามกลางสายตาของผู้ชมมากมาย มีสายตาอยู่คู่หนึ่งที่ไม่ได้ตื่นเต้นไปกับการประลองเหมือนกับคนอื่นๆแต่กลับเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความสับสน
“ท่วงท่าแบบนี้มัน..ทำไมถึงได้เหมือนขนาดนี้นะ”
เจ้าของสายตาคู่นั้นคือชีอาที่ตามคนอื่นๆ มาดูการประลองด้วยความสนใจผสมกับความเป็นห่วงเพราะคนที่กำลังประลองกับยูเมะนั้นเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากในศูนย์ฝึกแห่งนี้
แต่เมื่อเธอมาถึงเธอก็ได้เห็นช่วงเวลาที่ยูเมะโถมทะยานออกมาพอดีและได้เห็นการรุกที่ดุดันเกรี้ยวกราดจนทำให้หลิวอันแทบจะไม่สามารถหาเวลาโต้กลับได้
การรุกที่ดุร้ายราวกับเทพอสูรของยูเมะทำให้ชีอานึกถึงใครบางคนที่เธอตามหามาโดยตลอดใครบางคนที่มอบความพ่ายแพ้ให้กับเธอในอดีตและทำให้เธอจำได้จนไม่อาจลืม
ชั่วขณะนั้นภาพของยูเมะคล้ายกับกำลังซ้อนทับกับภาพของใครบางคนที่เธอตามหาในความทรงจำ
‘ฝึกที่ศูนย์แห่งนี้ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน ทั้งที่ฐานะทางบ้านไม่ดีนักแต่กลับฝึกในศูนย์แห่งนี้มานานกว่า 5 ปีได้ ทำไมเราถึงไม่เคยคิดนะ! ที่ยูเมะทำแบบนี้ได้ก็เพราะมีบัตรสมาชิกตลอดชีพไม่ใช่หรอ!! บัตรใบนั้นเป็นของรางวัลของแชมป์เปี้ยนโลกไม่ใช่หรือไง!!’
วินาทีนั้นชีอาก็นึกถึงข้อมูลลับที่เธอใช้ความพยายามอย่างมากจนได้มาข้อมูลที่บอกว่าบัตรสมาชิกที่เทพอสูรอาชูร่าได้เป็นรางวัลนั้นถูกใช้งานอยู่ที่เมืองแห่งการศึกษาแห่งนี้
เพราะข่าวนี้เธอจึงใช้เส้นสายทั้งหมดของครอบครัวย้ายมาเรียนที่เมืองแห่งการศึกษาแห่งนี้โดยไม่สนใจความคิดเห็นของใครทั้งสิ้นจนทำให้เธอไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆจากครอบครัวจนต้องใช้ชีวิตอยู่ในเขตรอบนอกแทนที่จะได้ที่พักส่วนตัวเหมือนคุณหนูคุณชายจากตระกูลที่มั่งคั่ง
ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าเธออยากพบกับใครคนนั้นที่เธอตามหามานาน
“นายคือ..เทพอสูรอาชูร่าจริงๆ งั้นหรือยูเมะ”