กู้เยว่ฉีเดินวนไปมาอยู่หน้าเตียงนอน ในใจยังนึกถึงตอนที่ จงเป่าหนิงจับบนแขนเสื้อเหนือกำไลประคำของนาง ร่างกายที่ร้อนวูบวาบและกลายเป็นอาการเจ็บปวดปางตายราวกับเพิ่งถูกดาบฟันและถูกลูกเกาทัณฑ์ปัก คืนที่นางต้องลากขาบาดเจ็บคลานเข้าไปซ่อนตัวในพงหญ้า
‘เป่าหนิงเกี่ยวกับข้าในอดีตชาติด้วยหรือ? เหตุใดประคำจึงได้สะท้อนอาการบาดเจ็บออกมาจนข้าแทบจะทนไม่ไหว’
เมื่อสาวใช้ของนางเข้ามายอบกายถามเรื่องยาสงบใจ กู้เยว่ฉีจึงได้ตอบปฏิเสธ คืนนี้นางอยากจะนอนฝัน ความข้องใจที่มีต่อจงเป่าหนิงรบกวนจนนางไม่อาจจะปล่อยผ่าน หญิงสาวนอนราบใช้มือหนึ่งคลำบนสร้อยประคำที่ข้อมือ
“สวรรค์ ขอให้ข้าฝันถึงอดีตชาติเถิด จงเป่าหนิงเกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องขอสกุลกู้กันแน่ จึงได้ทำให้ข้าต้องเจ็บปวดไปทั้งตัว”
นางหลับตาลง คิดวนเวียนถึงแผนที่จะรับมือกับสกุลหลิงอยู่ครู่ใหญ่ก็ค่อยๆ ตกลงสู่ห้วงนิทรา
ม่านควันขาวฟุ้งกระจายอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยๆ สูญสลาย กู้เยว่ฉีกลับมายืนอยู่ที่ระเบียงหน้าเรือนพักซื่อจื่อเฟยอีกครั้ง นางไม่แน่ใจว่านี่เป็นตอนใดกันแน่ แต่พอยกแขนเสื้อของตนขึ้นดูก็เห็นว่าชุดที่สวมวิจิตรบรรจง ลายปักงดงามอย่างมาก นางน่าจะกำลังเตรียมตัวเข้าร่วมงานเลี้ยง เหตุใดนางต้องฝันถึงงานเลี้ยงนี้ด้วยเล่า หรือว่าประคำปลอบวิญญาณกำลังจะบอกสิ่งใดกับนาง
“ซื่อจื่อเฟยเจ้าค่ะ หวางเฟยรออยู่ที่ศาลากลางสวนเจ้าค่ะ”
“บ่ายนี้จัดเลี้ยงอันใดหรือ”
“งานเลี้ยงชมบุปผาอย่างไรเล่าเจ้าคะ? พวกคุณหนูทั้งหลายจะมาร่วมด้วยเจ้าค่ะ” สาวใช้ขมวดคิ้ว เรื่องแค่นี้ซื่อจื่อเฟยไม่น่าจะลืม
กู้เยว่ฉีพลันระลึกขึ้นมาได้ งานเลี้ยงชมบุปผานี้น่าจะจัดขึ้นหลังจากที่นางแต่งเข้าจวนอ๋องได้เดือนเศษ ผู้ได้รับเชิญล้วนเป็นเหล่าคุณหนูที่เคยช่วงชิงตำแหน่งชายาของหลิงเจาเหว่ย
“อ้อ ข้านึกออกแล้ว รีบไปกันเถอะ”
ในชาติก่อนนางคิดว่าตนเองคือผู้ชนะ นอกจากจะสั่งชุดราคาแพงที่สุดมาสวมใส่เพื่อโอ้อวดแล้ว ยังคิดหาวิธีจะข่มสตรีพวกนั้นให้ได้รู้ว่าบัดนี้นางคือภรรยาของหลิงอ๋องซื่อจื่อที่ทุกคนต้องให้ความเกรงใจ แต่พอย้อนคิดกลับไป กู้เยว่ฉีก็ได้แต่นึกสมเพชตนเองที่ไม่รู้ว่าหวางเฟยกำลังจะเฟ้นหาภรรยาอีกหลายลำดับโดยไม่ได้ใส่ใจว่าภรรยาเอกจะเห็นด้วยหรือไม่?
ลานกว้างที่เคยจัดงานเลี้ยงชมจันทร์มีผู้คนสวมชุดงดงามยืนชมดอกไม้กันหนาตา กู้เยว่ฉียกยิ้มขมขื่นเมื่อเห็นตงฮุ่ยหมิง หญิงสาวที่เคยเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของหลิงอ๋องซื่อจื่อ
‘หากข้าไม่แย่งชิงวาสนาของผู้อื่น สกุลกู้ก็คงไม่พบกับจุดจบอันน่าอนาถ นี่กระมังสิ่งที่ท่านปู่เคยสอนข้าเอาไว้ อย่าไขว่คว้าในสิ่งที่ตนไม่คู่ควร’
“เจ้ามาแล้วหรือเยว่เอ๋อร์?” เสียงหวางเฟยดังขึ้น
“เจ้าค่ะ ขออภัยท่านแม่ที่ข้ามาช้า”
“ดูการแต่งกายในคืนนี้ของเจ้า งดงามมากเลยทีเดียว สมแล้วกับเป็นการเปิดตัวในฐานะซื่อจื่อเฟยครั้งแรก” สายตาของหวางเฟยฉายความไม่พอใจออกมาแวบหนึ่งแล้วเก็บกลับคืนอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”
“เข้าไปนั่งเถิด พวกนางยืนรอเจ้าอยู่นานแล้ว”
กู้เยว่ฉีหันไปมองด้านหลัง คุณหนูทั้งหลายกำลังรอให้นางคารวะหวางเฟยแล้วจึงจะได้เข้ามาคารวะบ้าง กู้เยว่ฉีรีบยอบกายเคารพมารดาของสามีแล้วเข้าที่นั่งด้านขวา งานเลี้ยงคืนนี้มีเพียงสตรีชั้นสูงในเมืองหรงเฉิน บรรดาฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายมากันพร้อมหน้า
‘ตงฮุ่ยหมิงกับลี้อิ่งต้องมาอยู่แล้ว จงเป่าหนิงเล่า’
หญิงสาวทั้งหลายยอบกายคารวะแล้วพากันเข้าไปนั่ง จงเป่าหนิงยอบกายคารวะหวางเฟยแล้วก็หันไปยิ้มให้กับกู้เยว่ฉี หญิงสาวกระสับกระส่ายอยู่ในงานคอยสังเกตคนรอบข้างอย่างตั้งใจ
ในฝันร้ายครานั้น เรื่องราวที่นางฝันไม่ปะติดปะต่อกัน นางเห็นเรื่องราวระหว่างตนกับหลิงเจาเหว่ยและเหยาอัน สุดท้ายรู้เพียงสกุลกู้ถูกตัดสินด้วยโทษประหาร และนางก็ถูกตามล่าจนตายอยู่ในอารามชี โดยมีมู่โจวกับทหารของเขามาช่วยฝังศพ รายละเอียดอย่างอื่น นางไม่อาจจะล่วงรู้
กู้เยว่ฉีสังเกตเห็นสาวใช้ของหวางเฟยผู้หนึ่งเดินเข้าไปกระซิบกับ ตงฮุ่ยหมิง ไม่นานนักคุณหนูแซ่ตงก็ลุกขึ้นมองซ้ายมองขวา เดินตามไปในทิศทางที่สาวใช้ผู้นั้นนำทาง กู้เยว่ฉีสะกิดหวงฟู่สาวใช้คนสนิทของตน
“เจ้าตามคุณหนูตงไปที นางตามสาวใช้หวางเฟยไปที่ใด”
หวงฟู่หายไปพักหนึ่งก็หน้าตาตื่นกลับมากระซิบกับกู้เยว่ฉี หญิงสาวตา ลุกวาวกับคำบอกเล่า “ซื่อจื่อเฟย คุณหนูตงสนทนาอยู่กับซื่อจื่อที่ศาลาริมน้ำกันตามลำพังเจ้าค่ะ”
ในอดีตกู้เยว่ฉีมัวแต่เชิดหน้าชูหน้าอยู่ในงานเลี้ยงโดยไม่รู้เลยว่าคืนนี้หวางเฟยเปิดโอกาสให้ตงฮุ่ยหมิงกับสามีของนางได้พูดคุยกันสองต่อสองอยู่ศาลาริมน้ำ กู้เยว่ฉีแอบออกจากงานเลี้ยงลัดเลาะไปกับสาวใช้จนสองหนุ่มสาว นางย่องไปแอบฟังบทสนทนาของคนทั้งสอง
“ฮุ่ยหมิง ทีแรกข้าก็คิดว่าเยว่เอ๋อร์จะเป็นภรรยาที่ดีและเหมาะสม แต่พอแต่งเข้ามาแล้วข้าจึงได้พบว่าไม่เป็นอย่างที่คิด” ชายหนุ่มแสร้งถอนหายใจเล็กน้อย “หากข้าจะขอให้เจ้าทำตามคำสัญญาเดิมระหว่างสองตระกูลก็คงจะเป็นการเอาเปรียบเจ้าจนเกินไป แต่งเจ้าเข้ามายามนี้ได้เป็นเพียงชายารอง เกรงว่าเจ้าจะต้องอับอายผู้คน”
“ซื่อจื่อ แม้ข้าจะเต็มใจ แต่เกรงว่าท่านพ่ออาจจะไม่เห็นด้วย” ตงฮุ่ยหมิงช้อนสายตาขึ้นสบกับหลิงเจาเหว่ยอย่างเก้อเขิน “สำหรับท่าน ต่อให้ข้าต้องเป็นชายารอง ข้าก็ยินดี”
หลิงเจาเหว่ยตระกองกอดนางเข้ามาในอ้อมแขน “ขอบใจนะฮุ่ยหมิง เรื่องบิดาของเจ้า ให้เป็นธุระของข้าเถิด ข้าจะไปเจรจากับใต้เท้าตงเอง”
“แล้วซื่อจื่อเฟยเล่าเจ้าคะ หากว่านางไม่เห็นด้วย ท่านจะทำเช่นใด”
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ในจวนแห่งนี้ขอเพียงท่านแม่ข้ายินดี ผู้อื่นไม่อาจจะคัดค้าน ท่านแม่ของข้าเอ็นดูเจ้า เห็นเจ้าเป็นสะใภ้เพียงผู้เดียวมานานแล้ว ส่วนเยว่เอ๋อร์ ให้ถือเสียว่าเป็นความผิดพลาดของข้าที่เลือกภรรยาไม่เหมาะสม ต้องเจ้าสิจึงเป็นสตรีที่สามารถดูแลจวนอ๋องช่วยข้าได้”
กู้เยว่ฉีที่ฟังสองหนุ่มสาวพลอดรักกันโดยพาดพิงถึงตนก็กำหมัดแน่น บุรุษชั่วช้าผู้นี้พอต้องการจะเชยชมสตรีคนใหม่ก็ใส่ร้ายคนเก่า หวงฟู่ยื่นมือมากุมแขนนายหญิงของตนเองเป็นเชิงปลอบใจ
“ไม่เป็นไร ข้าได้รู้ความจริงเช่นนี้ก็ได้ จะได้เตรียมการรับมือไว้”
สองนายบ่าวรอกระทั่งตงฮุ่ยหมิงขอตัวกลับงานเลี้ยงก่อน ซื่อจื่อค่อยก้าวออกมาจากศาลาทีหลัง พลันจงเป่าหนิงก็ปรากฏตัวขึ้น
“ซื่อจื่อ ท่านอยู่นี่เองหรือเจ้าคะ”
“แม่นางจง เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่แถวนี้”
“ข้า....” จงเป่าหนิงประสานสายตากับหลิงเจาเหว่ย “ข้าตามหาซื่อจื่อเฟยเจ้าค่ะ เห็นนางออกมาตั้งนานแล้ว ก็เลยเดินสะเปะสะปะมาถึงนี่?”
*************
