ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    13 เจ้าทับ...

            เด็กหนุ่มที่มีนามว่าทับ พยักหน้าให้หมื่นสัก ลูกน้องคนสนิทของพี่ชาย จากนั้นจึงวิเคราะห์และประติดประต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากทั้งพันอินและหมื่นสักเข้าด้วยกัน


            ทับมองตามหมื่นสักที่กำลังพาพันหานพี่ชายของตนเดินเข้าห้องบนเรือนไป จากนั้นจึงชวนพันอินเดินลงมาด้านล่าง เพื่อจะเดินต่อไปยังเพิงต้นเรื่อง ที่ได้ยินมาว่าเคยมีคนถูกพี่ชายของตนจับมาไว้ ซึ่งตอนนี้ทั้งสองคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว อีกทั้งยังเป็นสถานที่แรกที่มีคนพบเจอเสือตัวนั้นด้วย 


            เมื่อเดินไปถึง ทับและพันอินมองดูพื้นที่ดินรอบๆ แล้วค่อยๆ เริ่มเดินดูอย่างละเอียดไปทีละจุดๆ


            “รอยตีนเสือ เริ่มมีจากตรงจุดนี้ แลมิมีจากที่อื่น แปลก… มันตกลงมาจากฟ้าหรือเยี่ยงไร... มีวิชชาอันใดที่พอจักทำเช่นนี้ได้กัน แลเห็นยังมีรอยเท้าคนอีกสองคน ที่เข้ามาช่วยพวกที่ถูกท่านพี่จับมา”


            “เป็นเช่นนั้นจริงขอรับนายน้อย มีรอยเท้าผู้อื่นมาช่วยจริงๆ แลหนึ่งในนั้น น่าจักเป็นคนที่มีร่างกายเพียงท่านด้วยขอรับ”


            “น้ำหนักเท้าเพียงเท่านี้ รุ่นราวคราเดียวกับข้ารึ หรือจักเป็นเป็นแม่หญิง หรือจักเป็นไอ้เด็กบ้านนอกเมื่อวานนั่น”


            “ข้าก็ยังมิแน่ใจขอรับ รู้เพียงสองคนที่ถูกช่วยไปน่าจักบาดเจ็บจนแทบเดินมิไหวเลยขอรับ เราจักตามรอยพวกเขาไปต่อหรือไม่ขอรับ แลหากเป็นผู้มีวิชชาเกร่งกล้าจริง พวกเราจักมิเป็นอันตรายดอกรึขอรับ”


            “ตามไปเถิด ข้าคิดว่าคงมิเป็นไรดอก ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่าพวกเขาเป็นผู้ใด จักใช่พวกคนเมื่อวานจริงๆ หรือไม่ ที่มาช่วยพวกของเขา หากเป็นผู้มีวิชชาแกร่งกล้าจริง พวกเราค่อยหนีกลับมาออกมาก็มิสาย”


            หลังจากดูพื้นที่เพียงไม่นาน ทับกลับวิเคราะห์ได้แทบจะใกล้เคียงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นผู้มีความสามารถเหนือรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างลิบลับ ทั้งสองจึงได้เดินตามรอยเท้าของทั้งสี่คนที่หลบหนีไปเรื่อยๆ จนเดินมาถึงวัดมโนรมณ์ จึงซุุ่มมองดู เมื่อเห็นคนที่เดินไปมาจึงจำได้ว่าเป็นชาวบ้านกลุ่มเมื่อวาน ทับและพันอินจึงค่อยข้างมั่นใจ ว่าคนที่ไปช่วยน่าจะเป็นคนพวกนี้จริงๆ 


            แต่ทั้งสองยังคงกังวลกับผู้มีวิชชาอยู่ จึงไม่กล้าผลีผลามเดินเข้าไปอย่างโจ่งแจ้ง ยังคงซุ่มมองดูอยู่ไกลๆ ซึ่งได้เห็นชาวบ้านกลุ่มนี้กำลังวุ่นวายกับการดูแลคนเจ็บและคนป่วยถึง 3 คนอยู่ โดยผู้นำขบวนที่เป็นจ่าบ้านก็อยู่ด้วย ซึ่งทับเองก็กำลังกังวลอยู่ว่าจะใช่ผู้นี้หรือไม่ที่เป็นผู้มีวิชชา 


            เขาพยายามมองดูรอบๆ แต่กลับไม่เห็นเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับตนเมื่อวาน จึงคิดได้ว่า 1 ใน 3 คน ที่นอนอยู่ต้องมีเด็กหนุ่มผู้นั้นอยู่ด้วยอย่างแน่นอน


            “น้าพันอิน พวกเรากลับกันเถิด ไปมากกว่านี้มิได้แล้ว อยู่ต่อก็คงมิเกิดประโยชน์อันใด...”


            ทับหันไปกระซิบบอกพันอินที่นั่งซุ่มอยู่ใกล้ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะลุกขึ้นแล้วเดินย้อนกลับไป


            ‘เจ้านั้นมันบาดเจ็บได้เยี่ยงไร หากเป็นมันไปช่วยจริงๆ เหตุใดรอยเท้าถึงได้มั่นคงมาตลอด มิมีสัญญาณบ่งบอกว่าบาดเจ็บเลย หรือผู้ไปช่วยจักเป็นผู้อื่น หรือจักเป็นแม่หญิงที่อยู่บนเกวียนเล่มนั้นกัน...’


            ทับเริ่มไม่มั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนเอง จึงเดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่สับสน ทั้งที่ตอนมาเขาค่อนข้างมั่นใจในการสันนิษฐานของตนถึงเจ็ดแปดส่วน ว่าจะต้องมีบอสเป็นหนึ่งในผู้มาช่วยเหลือครั้งนี้เป็นแน่ เพราะหลังจากที่ได้พบกันเมื่อวาน เขาคาดหวังในตัวบอสไว้สูงมาก คิดว่าได้เจอคนที่สมน้ำสมเนื้อกับตนเองแล้ว


            เมื่อเดินกลับมาถึงบ้าน จึงเห็นว่าผู้เป็นบิดากลับมาแล้ว เลยรีบเดินขึ้นเรือนไป เมื่อขึ้นมาถึงบนเรือนพบว่าทุกคนนั่งพร้อมเพรียงกันที่กลางเรือนเรียบร้อยหมดแล้ว มีชายวัยสี่สิบต้นๆ คนหนึ่ง ยืนอยู่ด้วยท่าทางน่าเกรงขาม คนผู้นี้คือท้าวแสงขัน ที่เป็นหนึ่งในขุนพลผู้แกร่งกล้าแห่งนครเชียงทองนี้ ทับจึงรีบเดินเข้าไปและทำความคารพ


            “ข้าขอกราบขอรับ ท่านพ่อ...”


            “เจ้าทับเองดอกรึ เจ้าไปที่แห่งใดมา ถึงได้กลับมาเอาป่านนี้...”


            “ข้ากับน้าพันอินลองติดตามรอยเสือ แลคนที่มาช่วยนักโทษของท่านพี่ไปขอรับ”


            “แล้วเจ้าได้ความว่าเยี่ยงไรรึ...”


            ทับคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบว่า


            “ข้าไม่พบอันใดเลยขอรับท่านพ่อ เกรงว่าข้านั้นยังคงมีความสามารถมิเพียงพอ...”


            ชายผู้เป็นพ่อจ้องมองมายังทับ แล้วอมยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะพูดว่า


            “เช่นนั้นดอกรึ มิเป็นไร ข้าก็มิได้คาดหวังว่าเจ้าจักได้อันใดดอก เรื่องเสือในครานี้ ข้าจักจัดการต่อเอง พวกเจ้าจงอย่าได้กังวลจนเกินไป เพียงแค่คอยสอดส่อง แลอย่าได้ประมาทก็เพียงพอแล้ว เช่นนั้น พวกเจ้าทั้งหมดก็จงแยกย้ายกันไปทำกิจของพวกเจ้าเถิด แต่พันหานแลท่านหมื่นทั้งสองขอจงอยู่ก่อน”


            “ขอรับท่านท้าว...”


            เมื่อสิ้นคำสั่งของท้าวแสงขัน ทุกคนต่างแยกย้ายกันไป มีเพียงพันหานและผู้ติดตามทั้งสองที่ยังคงนั่งอยู่ต่อด้วยอาการตัวสั่นคล้ายจะเกรงกลัวบางอย่าง


            “เอาหล่ะ ไหนลองว่ามา พวกเจ้าน่าจักรู้ว่าเหตุใดข้าถึงยังให้พวกเจ้ารั้งอยู่ต่อ...”


            “มะ มิ… มิทราบได้ขอรับท่านพ่อ ข้ามิรู้ว่าท่านให้พวกข้ารั้งอยู่ด้วยเหตุอันใด”


            “เจ้ายังจักมาเฉไฉอีกรึ เจ้าหาน ! เจ้ากระทำสิ่งใดไว้ เจ้าแจ้งแก่ใจดี ข้าบอกให้เจ้าจงพูดมา”


            ท้าวแสงขันขึ้นเสียงตวาดลั่น ไม่พอใจในความไม่ได้เรื่องของผู้เป็นลูกชายคนโต พันหานและผู้ติดตามทั้งสองก้มลงหมอบกับพื้นตัวสั่นเทา


            “ข้าขอประทานอภัยเป็นอย่างสูงขอรับท่านท้าว พวกข้าสองคนมิดีเอง ดูแลนายน้อยหานมิดี จึงได้เกิดเรื่องเยี่ยงนี้ขึ้น โปรดจงลงโทษพวกข้าเถิด อย่าได้กล่าวโทษหรือลงโทษอันใดแก่นายน้อยเลยขอรับ”

     

            “เจ้ามิต้องขอร้องแทนเขา พวกเจ้าก็ผิดด้วยกันทั้งหมด เจ้าสองคนมีศักดิ์เป็นถึงหัวหมื่นแท้ๆ เหตุใดยังทำตัวเยี่ยงนี้ ข้าเคยสั่งเคยสอนให้พวกเจ้าใช้อำนาจบาตรใหญ่ ถึงขั้นจับผู้คนกลับมาขังไว้ที่เรือนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด"


            “พวกมันหาเรื่องข้าก่อนนะขอรับท่านพ่อ ข้าเพียงแค่...” 


            เพียะ ! เสียงฝ่ามือกระทบไปที่หน้าของพันหานขณะที่กำลังพูดอยู่


            “เจ้าหุบปากไปบัดเดี๋ยวนี้ !!! ข้าให้คนไปสืบสาวมาจนถ้วนถี่แลแจ้งข้าจนกระจ่างแล้ว เจ้ายังจักทำตัวเยี่ยงนี้อีกรึ...”


            ท้าวแสงขันให้โอกาสพันหานได้สารภาพสิ่งที่ตนเองทำลงไป แต่กลับพบว่าลูกชายของตนไม่ยอมรับผิดใดเลย ยังคงเถียงข้างๆ คูๆ จนทำให้เขารู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก จึงเดินเข้าไปตบหน้าลูกชายคนโตของตนอย่างจัง พันหานทำได้เพียงนั่งร้องไห้อย่างเจ็บปวด จากนั้นท้าวแสงขันก็ไล่ทั้งสามให้ไปพ้นหน้าเสีย


            ทับมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ที่หน้าห้องของตน ได้แต่ส่ายหัวให้กับความไม่ได้เรื่องของพี่ชายตนเอง ก่อนจะได้ยินเสียงผู้เป็นพ่อเรียกให้ตนเข้าไปหา


            “เจ้าทับ มาหาข้าสักประเดี๋ยว ข้ามีเรื่องจักพูดกับเจ้า”


            “ท่านพ่อ มีอันใดหรือขอรับ”


            “เจ้าตามพวกเขาไป ได้ความว่าเยี่ยงไรกันแน่ แจ้งข้ามาตามตรงเถิด พวกเขาเป็นอันใดหรือไม่...”


            ท้าวแสงขันกระซิบข้างหูผู้เป็นลูกชายคนรอง แล้วถามตรงประเด็นเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าพวกทับไปทำอะไรกันมา


            “ขอรับท่านพ่อ ข้าติดตามพวกเขาจนไปถึงวัดมโนรมณ์ แลพบว่าพวกเขาบาดเจ็บจากการถูกท่านพี่ทำร้าย 2-3 คนขอรับ แต่ข้าเกรงถึงผู้มีวิชชาเลยมิกล้าเข้าไปใกล้มากกว่านี้ขอรับ”


            “เช่นนั้นดอกรึ เมื่อเป็นเยี่ยงนี้ เจ้าจงส่งคนให้เอายาไปให้พวกเขาเสียเถิด พี่เจ้าทำผิดต่อพวกเขาจริงๆ แล… เหตุใดเจ้าจึงมั่นใจว่าพวกเขามีผู้รู้วิชชาแกร่งกล้า ถึงกับเจ้าผู้เป็นถึงศิษย์เอกของเพียจันทน์แสงไชย จักต่อกรมิได้เชียวหรือ”


            “ข้าก็มิมั่นใจดอกขอรับ แต่ถึงขั้นเรียกเสือมาได้เยี่ยงนี้ ข้าเกรงว่าจักมิใช่ผู้มีวิชชาธรรมดาทั่วไปเป็นแน่...”


            “เจ้ามั่นใจเลยหรือ ว่าเจ้าเสือตัวนั้น ถูกผู้มีวิชชาเรียกมา”


            “จากที่ข้าไปตรวจสอบมา ข้ามั่นใจถึงแปดเก้าส่วนเลยขอรับ ท่านพ่อพอจักทราบหรือไม่ว่าเป็นวิชชาใด”


            “เหมือนข้าจักคล้ายเคยได้ยินวิชชาพวกนี้ น่าจักเป็นหนึ่งในคำภีร์สรรพอาคม แต่เท่าที่ข้ารู้มา มิมีผู้ที่ใช้วิชชานี้ได้มาเนิ่นนานแล้ว...”


            ทับยืนนิ่ง หลังจากได้ยินผู้เป็นบิดาเอ่ยถึงชื่อคำภีร์ที่ตนไม่เคยได้ยินมาก่อน


            ‘คำภีร์สรรพอาคมรึ เหตุใดท่านอาจารย์ไม่เคยแจ้งหรือสอนข้าว่ามีวิชชาเช่นนี้มาก่อน ช่างน่าสนใจนัก...’


    ---------------------------------------



    คล้ายกับเรื่องธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง ที่คุณอ่าน