นางมารน้อยหวนคืน

    ตอนที่ 43 เจ้าเป็นใครกันแน่

    ╮ ̄▽ ̄╭


    หืม?


    “ปากเป็นของข้า เจ้าห้ามได้อย่างนั้นหรือ?” มู่เชียนจิ่วทำหน้าทะเล้นใส่มู่ยวน


    มู่ยวนได้ยินวาจากวนประสาทเช่นนั้นก็กระอักเลือดอีกครั้ง ขณะที่เขาเสียสมาธิ หมีหน้ามนุษย์ที่บาดเจ็บอย่างหนักเช่นกัน ก็สบโอกาสกระโจนเข้าไปหาเหยื่ออีกครา!


    หลังจากช่วงเวลาแห่งการสำแดงอิทธิฤทธิ์หมดลง พลังของหมีหน้ามนุษย์ก็อ่อนแอลงอย่างมาก ตอนนี้พลังของมันอย่างมากก็เทียบเท่ากับผู้แข็งแกร่งตบะบารมีระดับฌานดรุณขั้นกลางเท่านั้น


    หากไม่ใช่เพราะมู่ยวนเองก็ได้รับบาดเจ็บ โอกาสเช่นนี้แค่เขาคนเดียวก็สามารถสังหารเจ้าหมีหน้าโง่ตัวนี้ได้แล้ว!


    “ตายซะเถอะ!” มู่ยวนไม่อยู่รอความตายเฉย ๆ เขาดึงพลังที่ตัวเองมีทั้งหมดออกมา กระบองยาวลายมังกรในมือเปล่งแสงเรืองรองในทันใด อีกทั้งมีเสียงมังกรคำรามเบา ๆ ดังขึ้น


    *ตูม!*


    กระบองยาวสีเงินทะลวงผ่านร่างของหมีหน้ามนุษย์ ร่างอันใหญ่โตส่งเสียงร้องคำราม ก่อนจะกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง


    มู่ยวนเองก็บาดเจ็บหนัก อีกทั้งยังรีดพลังออกมาจนหมด บัดนี้จึงล้มลงไปกองกับพื้นเช่นกัน


    “โอ๊ะ ในที่สุดก็สู้กันเสร็จเสียที” มู่เชียนจิ่วกลอกตามองบนเล็กน้อย แรกเริ่มนางยังรู้สึกสนุกกับการต่อสู้ของทั้งคู่ไม่น้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกน่าเบื่ออย่างมาก


    หญิงสาวในชุดสีแดงโรยตัวลงมาจากต้นไม้ จากนั้นเอาเท้าเขี่ยร่างของมู่ยวน “ตายหรือยัง?”


    มู่ยวนถึงกับพูดไม่ออก ดวงตาคู่นั้นถลึงมองสตรีตรงหน้า เต็มไปด้วยความเคียดแค้น


    “ดวงตาเช่นนี้...” มู่เชียนจิ่วเอ่ยเย้า “ช่างเหมือนกับหลานสาวของเจ้าจริง ๆ”


    หลานสาว?


    มู่ยวนหรี่ตาลงทันที “เจ้า...เจ้าเป็น...ใครกันแน่?”


    “อารอง นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่นาน ท่านก็ลืมข้าแล้วหรือ? เฮ้อ~~ เช่นนี้ข้าก็เสียใจแย่สิเจ้าคะ” มู่เชียนจิ่วถอดผ้าคาดหน้าสีดำออก เผยให้เห็นใบหน้างามล่มเมือง


    “เจ้า...เจ้า!” มู่ยวนมีสีหน้าเหลือเชื่อ เขารู้มาว่ารากปราณของมู่เชียนจิ่วถูกชิงไปแล้ว อีกทั้งนางยังถูกพิษวิปริตและถูกบีบให้กระโดดลงหุบเหว …แต่นางยังไม่ตายอย่างนั้นหรือ!


    เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของผู้เป็นอา มู่เชียนจิ่วก็ลูบคางของตนเอง “ท่านอยากรู้ใช่หรือไม่เจ้าคะ ว่าเหตุใดข้าถึงยังไม่ตาย คนตระกูลมู่อย่างพวกท่านยังตายไม่หมด ท่านยมบาลจะมาเอาตัวข้าไปได้อย่างไรกันเล่าเจ้าคะ?”


    ทันใดนั้นมู่ยวนก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ “เจ้า...เจ้าก็คือซูจิ่ว!”


    “อ๊ะ!” มู่เชียนจิ่วมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย “ท่านอารอง ท่านเดาออกด้วยหรือเจ้าคะ?”


    สีหน้ามู่ยวนที่จากเดิมซีดเผือดอยู่แล้วก็ยิ่งซีดลงไปอีก พร้อมกับดูสิ้นหวัง


    “ท่านอารอง ท่านกำลังเป็นห่วงหลานสาว…หรือว่าบุตรสาวของท่านกันแน่เจ้าคะ?” มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย


    แท้จริงแล้ว…มู่เทียนเซี่ยไม่ใช่บุตรีของมู่อวิ๋นโจว ทว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่เกิดจากฮูหยินของมู่อวิ๋นโจวและมู่ยวน พวกเขาลักลอบคบชู้กัน!


    นางเองก็ได้รู้ความลับนี้จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเช่นกัน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เจ้าของร่างเดิมถึงเก็บงำเรื่องนี้เอาไว้ไม่พูดออกไป เจ้าของร่างเดิมเป็นคนดีเกินไปจริง ๆ


    หากเจ้าของร่างเดิมเอ่ยเรื่องนี้ออกไปตั้งแต่แรก บางทีนางอาจจะไม่ตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้นก็เป็นได้


    “เจ้า...เจ้า!” มู่ยวนเจ็บใจจนกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง


    …ความลับนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ อีกทั้งทุกคนที่รู้เรื่องนี้เขาก็ส่งคนไปกำจัดหมดแล้ว


    เหตุใดความลับนี้ยังมีคนรู้อีก?


    “ท่านวางใจเถอะ คนตระกูลมู่ที่เหลือไม่นานจะต้องลงไปอยู่เป็นเพื่อนท่านในนรกแน่นอน อารองไม่ต้องกลัวว่าจะเหงาหรอกเจ้าค่ะ” มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้มกว้าง มีท่าทีสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศอยู่ก็มิปาน


    มู่ยวนอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับพูดไม่ออก จึงทำได้เพียงเบิกตามองมู่เชียนจิ่วด้วยความคับแค้นใจ…จนกระทั่งหมดลม


    “ตายแล้วหรือ?” มู่เชียนจิ่วรู้สึกหมดสนุกอย่างฉับพลัน เดิมนางยังอยากเอ่ยวาจาทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายอีกสักหน่อย แต่เขากลับชิงลาลับไปก่อนเสียอย่างนั้น ชิ!


    ซู่เหยกระโดดไปบนร่างของมู่ยวน และถอดแหวนเก็บสมบัติบนนิ้วของเขาออกมา


    “ลูกพี่ขอรับ!”


    มู่เชียนจิ่วลบรอยประทับด้านบนออก ก่อนจะเพ่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจดูด้านใน 


    ไม่นานดวงตาของหญิงสาวก็เป็นประกาย “มีของดีอยู่ไม่น้อยเลย ดูท่าคนผู้นี้มักจะเอาของทั้งหมดพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาแน่ ๆ”


    “ยังมีอีกขอรับ!” กระรอกน้อยหยิบม้วนหนังสัตว์แผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อของมู่ยวน “นี่คืออะไรหรือขอรับ?”


    “หืม?” มู่เชียนจิ่วเปิดม้วนหนังสัตว์ออกดู และแล้วดวงตาคู่สวยก็เปล่งประกายอีกครั้ง “ในแดนลับนี้มีสถานที่เช่นนี้ด้วยหรือเนี่ย?”


    ซู่เหยปีนขึ้นมาบนบ่าของนายหญิง “มันคืออะไรหรือขอรับ?”


    “หากสิ่งที่บันทึกไว้บนม้วนหนังสัตว์นี่เป็นความจริง ที่นี่น่าจะเป็นถ้ำที่ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าคนหนึ่งทิ้งเบาะแสเอาไว้!” มู่เชียนจิ่วเอ่ยพลางชี้ไปยังตำแหน่งที่มีเครื่องหมายกากบาท


    “เช่นนั้นพวกเราจะไปดูหรือไม่ขอรับ?” ซู่เหยมีท่าทางสนอกสนใจอย่างออกนอกหน้า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเคยเป็นถ้ำของผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ที่นั่นต้องมีของดีทิ้งเอาไว้อย่างแน่นอน


    อีกทั้งพวกเขาก็อยู่ใกล้กับตำแหน่งที่ระบุไว้บนแผนที่อีกด้วย!


    มีของดียื่นมาให้ถึงตรงหน้า จะไม่คว้าเอาได้อย่างไร!


    “เช่นนั้นก็ไปดูกัน” มู่เชียนจิ่วเองก็คิดเช่นนั้น แต่ก่อนอื่นนางไม่ลืมที่จะเก็บร่างของหมีหน้ามนุษย์เข้าไปในแหวนเก็บสมบัติด้วย มีร่างของสัตว์ตัวใหญ่เช่นนี้ พวกนางไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารอีกแล้ว!


    อีกทั้งบริเวณนี้ก็ถูกนางขุดค้นหมดแล้ว อยู่ที่นี่ต่อไปก็ไร้ความหมาย ไม่สู้ไปเสี่ยงดวงที่ถ้ำแห่งนั้นดูดีกว่า!


    ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า หากอยู่ในสำนักอย่างน้อยก็คงเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่ง


    ของที่ทิ้งเอาไว้คงไม่ใช่ของที่ไร้ประโยชน์หรอกกระมัง


    “ช้าก่อน!” มู่เชียนจิ่วเดินได้เพียงไม่กี่ก้าว จู่ ๆ ก็หยุดฝีเท้าลง


    ซู่เหยงุนงง “???”


    “กินอะไรกันก่อนเถอะ” มู่เชียนจิ่วเกือบลืมไปแล้ว ตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่น ๆ ขึ้นจนถึงตอนนี้ ตัวนางยังไม่ได้กินมื้อค่ำเลย แล้วจะรีบร้อนไปทำอย่างอื่นได้อย่างไร


    คนนะไม่ใช่เหล็กกล้า หากไม่มีอะไรตกถึงท้องต้องหมดแรงทำเรื่องสนุกเป็นแน่!


    ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา นางก็ต้องกินให้อิ่มก่อนค่อยว่ากัน!


    “พวกเราจะกินหมีหน้าโง่ตัวนั้นหรือขอรับ?” ซู่เหยถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกังวล มันไม่เคยกินเนื้อหมีมาก่อนเลย


    “พวกเรากินอุ้งตีนหมีกันดีกว่า!” มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้มจนตาหยิบหยี กระโดดไม่กี่ทีก็หายเข้าในป่าแล้ว




    ----------




    หลังจากที่มู่เชียนจิ่วจากไปได้ไม่นาน ก็มีคนสองคนเดินออกมาจากชายป่า


    “อยู่ตรงนั้น!” มู่เย่และมู่จงหยางเดินเข้าไปใกล้ร่างของมู่ยวน


    หลังจากใช้มือลูบคลำสำรวจไปตามลำตัวทั่วทุกส่วนของร่างไร้วิญญาณบนพื้นแล้ว สีหน้าของมู่เย่ก็พลันมืดครึ้ม “ของไม่อยู่แล้ว แหวนเก็บสมบัติก็ไม่มีแล้ว!”


    มู่จงหยางถอนหายใจออกมา “คงถูกสตรีชุดแดงผู้นั้นเอาไปแล้วเป็นแน่”


    ทั้งสองสบตากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เดิมพวกเขายังพอมีความหวัง ไม่คิดเลยว่าของจะถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปเสียแล้ว


    “นางต้องไปที่นั่นแน่ ๆ!” มู่เย่เงยหน้าขึ้น “ข้าจำแผนที่นั้นได้ พวกเราไปดูกันเถอะ!”


    “ดี!” มู่จงหยางเอ่ยรับ จากนั้นทั้งสองก็เข้าไปในป่าอีกครั้ง


    ส่วนศพของมู่ยวน สองสหายไม่ได้จัดการใด ๆ เช่นนี้ต่อให้คนตระกูลมู่มาตรวจสอบการตายของมู่ยวน ก็จะต้องคิดว่าถูกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์สังหาร ไม่สามารถสืบสาวจนถึงตัวพวกเขาได้อย่างแน่นอน!


    ยิ่งไปกว่านั้น คนของตระกูลมู่ต่างก็เผชิญหน้ากับหมีหน้ามนุษย์นั่นมาด้วยกันแล้ว ดังนั้นชายทั้งสองก็ยิ่งไม่ต้องกังวลเรื่องนี้


    แต่พวกเขาหาไม่รู้ มู่เชียนจิ่วไม่ได้ไปที่ถ้ำนั้นในทันที แต่กลับพาซู่เหยมาพักผ่อนอยู่ที่ป่าอีกแห่ง และตอนนี้กำลังจ้องมองอุ้งเท้าหมีบนกองไฟพร้อมน้ำลายไหลยืด


    *อึก* กระรอกจอมตะกละกลืนน้ำลายลงคอ “ลูกพี่ กินได้หรือยังขอรับ?”


    “รออีกเดี๋ยว” มู่เชียนจิ่วเองก็อยากชิมแล้วเช่นกัน


    อุ้งเท้าขวาของหมีหน้ามนุษย์มักถูกเลียทำความสะอาดอยู่เสมอ ดังนั้นจึงอวบอิ่มเป็นพิเศษ อีกทั้งอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร จึงเป็นของดีที่หาได้ยากยิ่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการทำด้วย


    หากกรรมวิธีการทำไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้รู้สึกกินไม่ลง ดังนั้นมู่เชียนจิ่วจึงพิถีพิถันอย่างมาก


    ไม่นานกลิ่นหอมก็ลอยเตะจมูก


    มู่เชียนจิ่วดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อขึ้นมาชิมทันที ยามที่ลิ้นสัมผัสกับเนื้อที่ถูกทำมาอย่างดี ดวงตาก็หลับพริ้มด้วยความพึงพอใจ “อืม อร่อย!”


    “ลูกพี่ ข้าอยากชิมด้วยขอรับ!” ซู่เหยกระโดดโหยงเหยงด้วยความตื่นเต้น หากไม่ใช่เพราะยังหวาดผวาว่าไฟจะไหม้ขนละก็ มันคงพุ่งตัวเข้าไปนานแล้ว


    “กินสิ” มู่เชียนจิ่วคีบเนื้อให้ซู่เหยหนึ่งชาม


    ครึ่งชั่วยามผ่านไป หนึ่งคนหนึ่งกระรอกก็กินอุ้งเท้าหมีจนหมดเกลี้ยง มู่เชียนจิ่วยังดื่มสุราวิญญาณอีกครึ่งกา ทำให้พลังวิญญาณภายในร่างเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า


    *เอิ๊ก* หญิงสาวเรอออกมาอย่างไร้ซึ่งความเป็นกุลสตรี จากนั้นก็นั่งพิงต้นไม้ด้วยความเกียจคร้าน


    “ช่วงนี้ช่างสบายจริง ๆ ข้าจะอ้วนขึ้นหรือไม่นะ?”


    ทางด้านซู่เหยก็นอนกลิ้งตัวไปมาอยู่บนพื้น เวลานี้มันอิ่มจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว


    เดิมมู่เชียนจิ่วตั้งใจว่าจะพักแค่ครู่เดียว คิดไม่ถึงว่าเพียงหลับตาลง ก็ถูกดึงให้จมลงสู่ห้วงนิทราไปทันที


    .


    .


    .

    คล้ายกับเรื่องนางมารน้อยหวนคืน ที่คุณอ่าน