╮ ̄▽ ̄╭
หืม?
“ปากเป็นของข้า เจ้าห้ามได้อย่างนั้นหรือ?” มู่เชียนจิ่วทำหน้าทะเล้นใส่มู่ยวน
มู่ยวนได้ยินวาจากวนประสาทเช่นนั้นก็กระอักเลือดอีกครั้ง ขณะที่เขาเสียสมาธิ หมีหน้ามนุษย์ที่บาดเจ็บอย่างหนักเช่นกัน ก็สบโอกาสกระโจนเข้าไปหาเหยื่ออีกครา!
หลังจากช่วงเวลาแห่งการสำแดงอิทธิฤทธิ์หมดลง พลังของหมีหน้ามนุษย์ก็อ่อนแอลงอย่างมาก ตอนนี้พลังของมันอย่างมากก็เทียบเท่ากับผู้แข็งแกร่งตบะบารมีระดับฌานดรุณขั้นกลางเท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะมู่ยวนเองก็ได้รับบาดเจ็บ โอกาสเช่นนี้แค่เขาคนเดียวก็สามารถสังหารเจ้าหมีหน้าโง่ตัวนี้ได้แล้ว!
“ตายซะเถอะ!” มู่ยวนไม่อยู่รอความตายเฉย ๆ เขาดึงพลังที่ตัวเองมีทั้งหมดออกมา กระบองยาวลายมังกรในมือเปล่งแสงเรืองรองในทันใด อีกทั้งมีเสียงมังกรคำรามเบา ๆ ดังขึ้น
*ตูม!*
กระบองยาวสีเงินทะลวงผ่านร่างของหมีหน้ามนุษย์ ร่างอันใหญ่โตส่งเสียงร้องคำราม ก่อนจะกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง
มู่ยวนเองก็บาดเจ็บหนัก อีกทั้งยังรีดพลังออกมาจนหมด บัดนี้จึงล้มลงไปกองกับพื้นเช่นกัน
“โอ๊ะ ในที่สุดก็สู้กันเสร็จเสียที” มู่เชียนจิ่วกลอกตามองบนเล็กน้อย แรกเริ่มนางยังรู้สึกสนุกกับการต่อสู้ของทั้งคู่ไม่น้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกน่าเบื่ออย่างมาก
หญิงสาวในชุดสีแดงโรยตัวลงมาจากต้นไม้ จากนั้นเอาเท้าเขี่ยร่างของมู่ยวน “ตายหรือยัง?”
มู่ยวนถึงกับพูดไม่ออก ดวงตาคู่นั้นถลึงมองสตรีตรงหน้า เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“ดวงตาเช่นนี้...” มู่เชียนจิ่วเอ่ยเย้า “ช่างเหมือนกับหลานสาวของเจ้าจริง ๆ”
หลานสาว?
มู่ยวนหรี่ตาลงทันที “เจ้า...เจ้าเป็น...ใครกันแน่?”
“อารอง นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่นาน ท่านก็ลืมข้าแล้วหรือ? เฮ้อ~~ เช่นนี้ข้าก็เสียใจแย่สิเจ้าคะ” มู่เชียนจิ่วถอดผ้าคาดหน้าสีดำออก เผยให้เห็นใบหน้างามล่มเมือง
“เจ้า...เจ้า!” มู่ยวนมีสีหน้าเหลือเชื่อ เขารู้มาว่ารากปราณของมู่เชียนจิ่วถูกชิงไปแล้ว อีกทั้งนางยังถูกพิษวิปริตและถูกบีบให้กระโดดลงหุบเหว …แต่นางยังไม่ตายอย่างนั้นหรือ!
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของผู้เป็นอา มู่เชียนจิ่วก็ลูบคางของตนเอง “ท่านอยากรู้ใช่หรือไม่เจ้าคะ ว่าเหตุใดข้าถึงยังไม่ตาย คนตระกูลมู่อย่างพวกท่านยังตายไม่หมด ท่านยมบาลจะมาเอาตัวข้าไปได้อย่างไรกันเล่าเจ้าคะ?”
ทันใดนั้นมู่ยวนก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ “เจ้า...เจ้าก็คือซูจิ่ว!”
“อ๊ะ!” มู่เชียนจิ่วมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย “ท่านอารอง ท่านเดาออกด้วยหรือเจ้าคะ?”
สีหน้ามู่ยวนที่จากเดิมซีดเผือดอยู่แล้วก็ยิ่งซีดลงไปอีก พร้อมกับดูสิ้นหวัง
“ท่านอารอง ท่านกำลังเป็นห่วงหลานสาว…หรือว่าบุตรสาวของท่านกันแน่เจ้าคะ?” มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
แท้จริงแล้ว…มู่เทียนเซี่ยไม่ใช่บุตรีของมู่อวิ๋นโจว ทว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่เกิดจากฮูหยินของมู่อวิ๋นโจวและมู่ยวน พวกเขาลักลอบคบชู้กัน!
นางเองก็ได้รู้ความลับนี้จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเช่นกัน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เจ้าของร่างเดิมถึงเก็บงำเรื่องนี้เอาไว้ไม่พูดออกไป เจ้าของร่างเดิมเป็นคนดีเกินไปจริง ๆ
หากเจ้าของร่างเดิมเอ่ยเรื่องนี้ออกไปตั้งแต่แรก บางทีนางอาจจะไม่ตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้นก็เป็นได้
“เจ้า...เจ้า!” มู่ยวนเจ็บใจจนกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
…ความลับนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ อีกทั้งทุกคนที่รู้เรื่องนี้เขาก็ส่งคนไปกำจัดหมดแล้ว
เหตุใดความลับนี้ยังมีคนรู้อีก?
“ท่านวางใจเถอะ คนตระกูลมู่ที่เหลือไม่นานจะต้องลงไปอยู่เป็นเพื่อนท่านในนรกแน่นอน อารองไม่ต้องกลัวว่าจะเหงาหรอกเจ้าค่ะ” มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้มกว้าง มีท่าทีสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศอยู่ก็มิปาน
มู่ยวนอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับพูดไม่ออก จึงทำได้เพียงเบิกตามองมู่เชียนจิ่วด้วยความคับแค้นใจ…จนกระทั่งหมดลม
“ตายแล้วหรือ?” มู่เชียนจิ่วรู้สึกหมดสนุกอย่างฉับพลัน เดิมนางยังอยากเอ่ยวาจาทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายอีกสักหน่อย แต่เขากลับชิงลาลับไปก่อนเสียอย่างนั้น ชิ!
ซู่เหยกระโดดไปบนร่างของมู่ยวน และถอดแหวนเก็บสมบัติบนนิ้วของเขาออกมา
“ลูกพี่ขอรับ!”
มู่เชียนจิ่วลบรอยประทับด้านบนออก ก่อนจะเพ่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจดูด้านใน
ไม่นานดวงตาของหญิงสาวก็เป็นประกาย “มีของดีอยู่ไม่น้อยเลย ดูท่าคนผู้นี้มักจะเอาของทั้งหมดพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาแน่ ๆ”
“ยังมีอีกขอรับ!” กระรอกน้อยหยิบม้วนหนังสัตว์แผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อของมู่ยวน “นี่คืออะไรหรือขอรับ?”
“หืม?” มู่เชียนจิ่วเปิดม้วนหนังสัตว์ออกดู และแล้วดวงตาคู่สวยก็เปล่งประกายอีกครั้ง “ในแดนลับนี้มีสถานที่เช่นนี้ด้วยหรือเนี่ย?”
ซู่เหยปีนขึ้นมาบนบ่าของนายหญิง “มันคืออะไรหรือขอรับ?”
“หากสิ่งที่บันทึกไว้บนม้วนหนังสัตว์นี่เป็นความจริง ที่นี่น่าจะเป็นถ้ำที่ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าคนหนึ่งทิ้งเบาะแสเอาไว้!” มู่เชียนจิ่วเอ่ยพลางชี้ไปยังตำแหน่งที่มีเครื่องหมายกากบาท
“เช่นนั้นพวกเราจะไปดูหรือไม่ขอรับ?” ซู่เหยมีท่าทางสนอกสนใจอย่างออกนอกหน้า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเคยเป็นถ้ำของผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ที่นั่นต้องมีของดีทิ้งเอาไว้อย่างแน่นอน
อีกทั้งพวกเขาก็อยู่ใกล้กับตำแหน่งที่ระบุไว้บนแผนที่อีกด้วย!
มีของดียื่นมาให้ถึงตรงหน้า จะไม่คว้าเอาได้อย่างไร!
“เช่นนั้นก็ไปดูกัน” มู่เชียนจิ่วเองก็คิดเช่นนั้น แต่ก่อนอื่นนางไม่ลืมที่จะเก็บร่างของหมีหน้ามนุษย์เข้าไปในแหวนเก็บสมบัติด้วย มีร่างของสัตว์ตัวใหญ่เช่นนี้ พวกนางไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารอีกแล้ว!
อีกทั้งบริเวณนี้ก็ถูกนางขุดค้นหมดแล้ว อยู่ที่นี่ต่อไปก็ไร้ความหมาย ไม่สู้ไปเสี่ยงดวงที่ถ้ำแห่งนั้นดูดีกว่า!
ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า หากอยู่ในสำนักอย่างน้อยก็คงเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่ง
ของที่ทิ้งเอาไว้คงไม่ใช่ของที่ไร้ประโยชน์หรอกกระมัง
“ช้าก่อน!” มู่เชียนจิ่วเดินได้เพียงไม่กี่ก้าว จู่ ๆ ก็หยุดฝีเท้าลง
ซู่เหยงุนงง “???”
“กินอะไรกันก่อนเถอะ” มู่เชียนจิ่วเกือบลืมไปแล้ว ตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่น ๆ ขึ้นจนถึงตอนนี้ ตัวนางยังไม่ได้กินมื้อค่ำเลย แล้วจะรีบร้อนไปทำอย่างอื่นได้อย่างไร
คนนะไม่ใช่เหล็กกล้า หากไม่มีอะไรตกถึงท้องต้องหมดแรงทำเรื่องสนุกเป็นแน่!
ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา นางก็ต้องกินให้อิ่มก่อนค่อยว่ากัน!
“พวกเราจะกินหมีหน้าโง่ตัวนั้นหรือขอรับ?” ซู่เหยถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกังวล มันไม่เคยกินเนื้อหมีมาก่อนเลย
“พวกเรากินอุ้งตีนหมีกันดีกว่า!” มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้มจนตาหยิบหยี กระโดดไม่กี่ทีก็หายเข้าในป่าแล้ว
----------
หลังจากที่มู่เชียนจิ่วจากไปได้ไม่นาน ก็มีคนสองคนเดินออกมาจากชายป่า
“อยู่ตรงนั้น!” มู่เย่และมู่จงหยางเดินเข้าไปใกล้ร่างของมู่ยวน
หลังจากใช้มือลูบคลำสำรวจไปตามลำตัวทั่วทุกส่วนของร่างไร้วิญญาณบนพื้นแล้ว สีหน้าของมู่เย่ก็พลันมืดครึ้ม “ของไม่อยู่แล้ว แหวนเก็บสมบัติก็ไม่มีแล้ว!”
มู่จงหยางถอนหายใจออกมา “คงถูกสตรีชุดแดงผู้นั้นเอาไปแล้วเป็นแน่”
ทั้งสองสบตากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เดิมพวกเขายังพอมีความหวัง ไม่คิดเลยว่าของจะถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปเสียแล้ว
“นางต้องไปที่นั่นแน่ ๆ!” มู่เย่เงยหน้าขึ้น “ข้าจำแผนที่นั้นได้ พวกเราไปดูกันเถอะ!”
“ดี!” มู่จงหยางเอ่ยรับ จากนั้นทั้งสองก็เข้าไปในป่าอีกครั้ง
ส่วนศพของมู่ยวน สองสหายไม่ได้จัดการใด ๆ เช่นนี้ต่อให้คนตระกูลมู่มาตรวจสอบการตายของมู่ยวน ก็จะต้องคิดว่าถูกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์สังหาร ไม่สามารถสืบสาวจนถึงตัวพวกเขาได้อย่างแน่นอน!
ยิ่งไปกว่านั้น คนของตระกูลมู่ต่างก็เผชิญหน้ากับหมีหน้ามนุษย์นั่นมาด้วยกันแล้ว ดังนั้นชายทั้งสองก็ยิ่งไม่ต้องกังวลเรื่องนี้
แต่พวกเขาหาไม่รู้ มู่เชียนจิ่วไม่ได้ไปที่ถ้ำนั้นในทันที แต่กลับพาซู่เหยมาพักผ่อนอยู่ที่ป่าอีกแห่ง และตอนนี้กำลังจ้องมองอุ้งเท้าหมีบนกองไฟพร้อมน้ำลายไหลยืด
*อึก* กระรอกจอมตะกละกลืนน้ำลายลงคอ “ลูกพี่ กินได้หรือยังขอรับ?”
“รออีกเดี๋ยว” มู่เชียนจิ่วเองก็อยากชิมแล้วเช่นกัน
อุ้งเท้าขวาของหมีหน้ามนุษย์มักถูกเลียทำความสะอาดอยู่เสมอ ดังนั้นจึงอวบอิ่มเป็นพิเศษ อีกทั้งอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร จึงเป็นของดีที่หาได้ยากยิ่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการทำด้วย
หากกรรมวิธีการทำไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้รู้สึกกินไม่ลง ดังนั้นมู่เชียนจิ่วจึงพิถีพิถันอย่างมาก
ไม่นานกลิ่นหอมก็ลอยเตะจมูก
มู่เชียนจิ่วดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อขึ้นมาชิมทันที ยามที่ลิ้นสัมผัสกับเนื้อที่ถูกทำมาอย่างดี ดวงตาก็หลับพริ้มด้วยความพึงพอใจ “อืม อร่อย!”
“ลูกพี่ ข้าอยากชิมด้วยขอรับ!” ซู่เหยกระโดดโหยงเหยงด้วยความตื่นเต้น หากไม่ใช่เพราะยังหวาดผวาว่าไฟจะไหม้ขนละก็ มันคงพุ่งตัวเข้าไปนานแล้ว
“กินสิ” มู่เชียนจิ่วคีบเนื้อให้ซู่เหยหนึ่งชาม
ครึ่งชั่วยามผ่านไป หนึ่งคนหนึ่งกระรอกก็กินอุ้งเท้าหมีจนหมดเกลี้ยง มู่เชียนจิ่วยังดื่มสุราวิญญาณอีกครึ่งกา ทำให้พลังวิญญาณภายในร่างเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
*เอิ๊ก* หญิงสาวเรอออกมาอย่างไร้ซึ่งความเป็นกุลสตรี จากนั้นก็นั่งพิงต้นไม้ด้วยความเกียจคร้าน
“ช่วงนี้ช่างสบายจริง ๆ ข้าจะอ้วนขึ้นหรือไม่นะ?”
ทางด้านซู่เหยก็นอนกลิ้งตัวไปมาอยู่บนพื้น เวลานี้มันอิ่มจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว
เดิมมู่เชียนจิ่วตั้งใจว่าจะพักแค่ครู่เดียว คิดไม่ถึงว่าเพียงหลับตาลง ก็ถูกดึงให้จมลงสู่ห้วงนิทราไปทันที
.
.
.