Pioneer Era

    ตอนที่ 37 บททดสอบที่หนึ่งของไพไรน์

    ***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรน์]

    "ชนะ… แล้ว? "

    เสียงของพวกเผ่าอสูรกายที่น่ารังเกียจกำลังดังขึ้นพร้อมกัน

    "... คงเป็นแบบนั้น"

    เจ้าปีศาจร้ายเถาวัลย์แน่นิ่งไปแล้ว

    ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าตัวการที่ทำให้พืชธรรมชาติเคลื่อนไหวได้คือเนื้อเยื่อสีเหลืองพวกนี้ แถมยังมีตัวจาฝูงที่น่ากลัวแบบนี้อยู่ด้วย

    "ไม่ต้องสนฉัน รีบ$#$&&ก่อนค่ะ! "

    เสียงอสูรเขาคู่ดังขึ้นในเวลานั้น

    ดูเหมือนว่าเธอจะให้อสูรแมลงที่มีหน้าที่เป็นพยาบาลของกลุ่มมาดูแลฝั่งพวกเราก่อน

    เมื่อได้ยินดังนั้น อสูรแมลงผิวแดงที่สวมชุดคลุมสีเทาจึงเดินไปทางกลุ่มคนที่ถูกจับตัวไปแทน

    มันตรวจเช็คอาการทุกคน รวมไปถึงชนเผ่าท้องถิ่นอย่างพวกเราด้วย

    รู้สึกสับสน...

    ทำไมเจ้าพวกอสูรกายถึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยพวกเรา?

    เจ้าพวกนี้คือเผ่าที่เข่นฆ่าพวกเราไปมากในสงครามอย่างเลือดเย็นด้วยพลังของเทพเจ้า

    เจ้าพวกที่ไร้ซึ่งเกียรติ์และศักดิ์ศรีของนักรบ ทำไมถึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยพวกเราที่เป็นเชลยศึก?

    ถึงอยากจะไม่ยอมรับ แต่คงต้องยอมรับว่าโทแพชพูดถูก

    ว่าเผ่าอสูรกายไม่ได้ชั่วร้ายไปเสียทุกคน



    ผมปล่อยหน้าที่รักษาพวกพ้องให้เป็นของเจ้าคนที่ชื่อแฟต แล้วเดินกลับไปห้องด้านหลังของห้องโถง

    ห้องตรงด้านหลังนั้น เป็นห้องขนาดประมาณสี่คูณสิบเมตร และเต็มไปด้วยสิ่งของวางกองเอาไว้มากมาย

    มีตั้งแต่เก้าอี้รูปทรงแปลก ๆ ไปจนถึงกล่องผุ่ ๆ พัง ๆ ที่ทำมาจากวัสดุแปลก ๆ สีน้ำตาล

    ส่วนหัวของท่านโนอาร์อยู่ข้างในห้องนี้

    ในตอนนั้น ผมกับซุนไกท์บุกเข้ามาก่อนพวกเผ่าอสูรกาย และพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในระหว่างทางที่มาที่นี่

    พวกเราถูกล้อมหน้าล้อมหลังตรงช่องทางเดิน ถูกกดดันด้วยจำนวนจนหมดแรง แล้วถูกจับมาที่นี่พร้อมกับส่วนหัวของท่านโนอาร์ที่พกติดตัวมาด้วย

    ใบหน้าไร้วิญญาณของชนเผ่าแมวสีเงินกำลังจับจ้องผมอยู่บนซากเถาวัลย์สีแดงที่นิ่งสนิทไปแล้ว

    "ท่านโนอาร์ครับ…"

    ท่านโนอาร์เคยบอกว่าที่หุบเขาสีชาดคือหนึ่งในบททดสอบของท่าน

    ผมรู้ตัวดีว่ายังไม่พร้อมเข้ารับบททดสอบ เลยพยายามเลี่ยงไม่มาที่นี่

    แต่เป็นเพราะความอ่อนหัดของตัวเอง เลยเกิดสถานการณ์ที่ชักนำให้ทุกคนมาเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

    และนี่คือผลลัพธ์ของความอ่อนหัดนั้น

    ท่านโนอาร์ถูกสังหาร ทำให้คนรักของตัวเองเกือบตาย และยังต้องให้พวกเผ่าอสูรกายมาช่วยชีวิตเอาไว้อีก

    ให้ตายสิ...

    "กลับกันเถอะครับ…"

    ผมอุ้มส่วนหัวแสนบอบบางของท่านโนอาร์ขึ้นมา ใช้มือทั้งสองปิดเปลือกตาลง แล้วเดินกลับเข้าไปที่ห้องโถงอีกครั้ง



    และในชั่วพริบตาที่ผมก้าวท้าวกลับสู่ห้องโถง---

    [ปรสิตถูกกำจัด การรั่วไหลของพลังงานกลับไปเป็นที่ 0% ระดับพลังงานกลับคืนสู่ภาวะปกติ]

    "เสียงอะไร? "

    ---ก็ได้มีเสียงเช่นนั้นดังออกมาจากผนังสีขาวที่เป็นฐานของผนังโปรงแสงในห้องโถงใหญ่

    มันเป็นเสียงเดียวกับเสียงที่ได้ยินตอนเข้ามาที่นี่

    เป็นเสียงที่คล้ายกับของท่านเทพ โนอาร์

    [ตรวจสอบความเสียหาย...30% เปิดระบบเตรียมปรับแต่งพลังงานเตาสุริยะให้พร้อมใช้งาน]

    เสียงนั้นดังไปทั่วห้อง

    พวกเผ่าอสูรกายต่างรีบชักอาวุธในมือออกมาเพื่อเตรียมรับมือเหตุการณ์อันไม่คาดคิดนี้

    ผมรีบแบมือยกขึ้นสูงเพื่อให้สัญญาณพวกมันว่าไม่เป็นไร

    [การปรับแต่งสมบูรณ์]

    เสียงที่คล้ายท่านโนอาร์ยังคงดังต่อเนื่อง

    [พบปรสิตทดลอง HELL-001จำนวนมากในระบบโคงสร้าง เริ่มเดินระบบกำจัดสิ่งแปลกปลอมในอีกหนึ่งชั่วโมง รบกวนผู้พักอาศัยหนีออกไปจากเขตโรงงานตามแสงไฟสีเขียวเพื่อไปสู่ทางออกด้วยค่ะ]

    "##&$? "

    อสูรกายไร้ขนที่ชื่อว่าเอซหันมาพูดอะไรสักอย่างใส่ผม

    มือทั้งสองของเขากำลังอุ้มร่างของสตรีผิวคล้ำเอาไว้อย่างอ่อนโยน

    แต่การกระทำกับน้ำเสียงที่เขาพูดใส่ผมนั้นดูร้อนรนมาก

    คงรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย และตั้งใจจะถามผมว่าเสียงเมื่อกี้พูดว่าอะไรอยู่สินะ?

    "... ตามมา"

    งั้นก็ได้เวลาหนีแล้ว



    ผมพาพวกเขาวิ่งไปที่ผนังมุมหนึ่งของห้อง พร้อมกับแบกร่างของยัยโทแพซมาด้วย

    กลิ่นตัวยัยนี่หอมจัง แถมหน้าอก...ทั้งที่แทบจะไม่มีแท้ ๆ แต่กลับนุ่มมือใช้ได้

    … ทำบ้าอะไรของผมอยู่ฟะ?

    กลับมาตั้งสติก่อนเฮ้ย!

    เหนือกำแพงสีขาวขึ้นไปสี่เมตร ก่อนจะเป็นผนังโปรงแสงของกำแพงนั้น มันมีจุดแสงสีเขียวปรากฏอยู่ด้วยกันสี่จุด

    "ขยายเองได้? "

    จุดสีเขียวนั้นยิ่งแสงออกลากเชื่อมกันเป็นสี่เหลี่ยม แล้ววิ่งออกห่างกันจนขยายเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กว้างสี่เมตร สูงสามเมตร

    พื้นที่ภายในแสงสี่เหลี่ยมนั้น กำลังปรากฏภาพของโลกภายนอกอยู่

    มันเป็นเป็นภาพของป่าสีเทายามเช้าที่ตั้งอยู่ตรงปากทางเข้าของหุบเขาสีชาดแห่งนี้

    "นี่มัน… ประตูมิตินี่!? ของที่มีแต่ในทฤษฏี ทำไมถึงมีอยู่จริงที่นี่ได้! "

    เจ้าคนที่ชื่อโฮปตะโกนเสียงดังด้วยภาษาของอสูรอย่างตื่นตระหนก

    ทีแบบนี้เสือกฟังออกทุกคำได้อีกนะตัวผม…

    ว่าแต่อะไรคือประตูมิติ? อะไรคือทฤษฏี?

    ช่างหัวมันก่อนเถอะ

    ผมพาพวกมันผ่านแสงสีเขียวตรงหน้า

    ชั่วพริบตาที่ก้าวข้ามผ่านม่านแสงนั้น ผมก็รู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนกลับด้าน

    รู้สึกเวียนหัว ปวดร้าวราวกับสมองจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และอยากจะอาเจียนออกมาด้วย

    แต่มันเกิดขึ้นเพียงชั่วกระพริบตาเท่านั้น

    "… มาโผล่ที่ทางเข้าหุบเขาสีชาดได้จริง ๆ "

    พอรู้ตัวอีกที ก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่ที่ริมปากทางเข้าของหุบเขาสีชาดไปแล้ว

    ผมยืนตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินฉีกออกข้างเพื่อให้คนข้างหลังวิ่งออกมาได้

    มันเป็นภาพที่ประหลาดมาก

    ตรงหน้าของผมมีแสงสีเขียววิ่งตัดอยู่บนอากาศด้วยกันสี่จุด

    สี่จุดนั้นเชื่อมกันจนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่บนผิวดินสีน้ำตาลของโลก

    ม่านสีเขียวแผ่นบางนั้นลอยอยู่กลางอากาศที่ว่างเปล่า ด้านหน้าไม่มีสิ่งใดขาวง ด้านหลังเองก็มิได้เชื่อมต่อกับสิ่งใดเช่นกัน

    และหากสังเกตุให้ดี ก็จะพบว่าบนผิวดินด้านล่างแสงสีเขียวนี้ มีแท่นสีขาวถูกฝังเอาไว้อยู่ข้างใต้

    แท่นสีขาวนั้นมันโผล่ออกมาจากผิวดินอยู่ครึ่งหนึ่ง

    ระหว่างที่พิจารณาเช่นนั้น ก็มีพวกเผ่าอสูรกายที่แบกพรรคพวกของผมมาจากม่านแสง

    พวกเขาทยอยออกมาม่านสีเขียว เหมือนกับกำลังกระโดดออกมาจากกำแพงบ้านที่มองไม่เห็น

    พวกเราออกมากันครบทุกคนได้อย่างปลอดภัย แล้วเริ่มทำการปฐมพยาบาลขั้นต้นให้กับผู้บาดเจ็บ โดยเลี่ยงเขตแดนของหุบเขาสีชาดมาให้ไกลที่สุด

    ถึงจะปราบตัวที่ดูคล้ายกับจ่าฝูงไปแล้ว แต่ป่าสีชาดที่อยู่ในหุบเขาสีชาดยังคงเคลื่อนไหวได้อยู่

    นั่นแปลว่าพวกมันยังมีหลงเหลืออยู่ในป่าข้างบนนี้

    ดังนั้นพวกเราจึงเคลื่อนพลมาตั้งค่ายรักษาเร่งด่วนที่ริมป่าสีเทาแทน

    แต่ป่าสีเทามันจะเริ่มเคลื่อนไหวออกล่าในยามราตรี ดังนั้นพวกเราจึงต้องเร่งมือทำแผลให้ทุกคน แล้วรีบออกเดินทางก่อนที่พระอาทิตย์จะล่วงลับฟ้าไป



    "เสร็จแล้ว"

    พวกเราใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงกับการรักษาขั้นต้น

    ที่เสียเวลาไปเยอะ เพราะว่าอสูรกายเผ่าภูติหัวเขียวบาดเจ็บหนักมาก

    เห็นว่ากะโหลกร้าวอะไรด้วยนี่แหละ

    ส่วนพวกเรา โทแพซ ซุนไกท์ กับเจ้าวานาดิไนต์ ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากนัก

    พวกเราแค่มีอาการขาดอาหาร กับบาดแผลถูกหนามทิ่มแทงเท่านั้น ตอนนี้เลยกลับมามีสติพร้อมหน้ากันทุกคนแล้ว

    สมกับที่เป็นอาหารฉุกเฉินกับยารักษาของพวกเผ่าอสูรกาย เพียงแค่สิบนาทีก็กลับมารู้สึกมีพลังเหมือนเดิมแล้ว

    ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงพาทุกคนหนีกลับออกไปโดยไม่สนพวกอสูรกาย

    แต่ผมกลับไม่ทำเช่นนั้น

    บางทีส่วนลึกในใจของผมคงเริ่มเห็นพวกอสูรกายเป็นมิตรขึ้นมาบ้างแล้วกระมั้ง---

    ในตอนนั้นเองที่มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น

    พื้นสั่นไหวอย่างรุนแรงจนพวกเราไม่อาจก้าวเท้าเดินได้

    พวกเราต่างทำได้เพียงแค่ล้มตัวคลานสี่ขาบนพื้นราบเพื่อประคองตัวเท่านั้น

    "เดียวนะ… ครบสามสิบนาทีแล้วนี่หว่า? "

    แล้วผมก็นึกขึ้นได้ ว่าเวลานี้ คือเวลาที่ครบกำหนดครึ่งชั่วโมงที่เสียงเมื่อกี้ได้ประกาศบอกเอาไว้



    แผ่นดินสั่นไหวรุนแรงจนฝูงสัตว์ต่างกรีดร้องกังวาล

    สัตว์ร้ายนานาสายพันธุ์เลื้อยหนีออกจากเขตแดนหุบเขาสีชาดอย่างร้อนรน

    กระแสคลื่นนั้นพยายามวิ่งหนีออกผืนป่าที่กักขังพวกมันอย่างมีหวันเกรงเจ้าป่า ผู้ไม่ยอมให้ชีวิตใดหนีออกจากกรงขังของมันได้

    ถึงแม้ว่าจ่าฝูงของมันจะตายไปแล้ว แต่เซลล์ที่แยกตัวออกมาด้านบนยังคงมีชีวิตอยู่

    เซลล์ปรสิตสีเหลืองเริ่มควบคุมเถาวัลย์สีแดงและพืชพรรณในป่า แล้วเข่นฆ่าเหล่าสัตว์ที่พยายามหนีออกไปจากกรงขังของมัน

    เกิดการต่อสู้ระหว่างฝูงสัตว์กับป่าสีแดง เกิดเสียงกรีดร้องดังระหงมไปทั่ว ฝุนควันล้อยคลุ้งปกคลุมทิวทัศน์ กลายเป็นความบ้าคลั่งอันไร้ที่สิ้นสุด

    แต่นี่ยังเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น

    เลยออกไปสุดขอบชายป่า คือหุบเหวลึกที่ส่งเปลวไฟสีแดงพวยพุ่งปะทุขึ้นมา

    แนวผาอันร้อนระอุเริ่มพังทลายลง แล้วถูกแทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างสีขาวขนาดมหึมา

    สิ่งนั้นแทรกตัวขึ้นมาจากใต้ดิน มันแทงทะลุหน้าผาโดยรอบ จนกลายเป็นกำแพงสีขาวสูงสิบห้าเมตรรูปหกเหลี่ยมที่ล้อมกรอบป่าสีแดงเอาไว้

    กำแพงสีขาวเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงพร้อมกับส่งเสียงเสียดแก้วหู

    สายลมเริ่มโหดพัดกระหน่ำ พัดพาเอาหมอกควันที่ปกคลุมกินแดนหุบเขาสีชาดจนจางหายไป

    แสงตะวันได้กลับมาสาดส่องใส่ดินแดนหุบเขาสีชาดอีกครั้งหนึ่ง

    ในตอนนั้นเองที่สีของเนื้อกำแพงสีขาวเริ่มผันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน

    แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือความร้อนของพื้นที่ภายในป่าที่ขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ

    รังสีไมโครเวฟที่รุนแรงได้แผ่ขยายออกจากกำแพงทั้งหกที่ล้อมกรอบ สิ่งนั้นทะลุทะลวงเข้าไปในเซลล์ของทุกชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เจ้าป่าอย่างปรสิตสีเหลืองที่ควมคุมผืนป่าแห่งนั้น

    โมเลกุลของเหลวภายในร่างถูกสั่นไหว เซลล์ชีวิตสิ้นชีวา ก่อนจะระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอันเนื่องจากความร้อนที่ปะทุขึ้นมาจากภายในร่างของมัน

    [กำจัดสิ่งแปลกปลอมภายในเสร็จสิ้น เริ่มดำเนินการเชื่อมต่อพลังงานกับยานแม่โนอาร์ได้]

    เสียงของสตรีที่คล้ายกับโนอาร์ดังออกมาจากกำแพงทั้งหก พร้อมกับที่สีแดงจากกำแพงเริ่มจางกลับไปเป็นสีขาวตามเดิม

    แล้วแผ่นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง

    ณ ใจกลางของกำแพงสีขาวทั้งหกที่ล้อมรอบ ได้มีหอคอยสีขาวสูงเหยียดฟ้าแทงทุละขึ้นมาจากพื้นดิน

    หอคอยนั้นมีการออกแบบผิวเรียบ และสูงทะลุท้องฟ้าไม่ต่างไปจากหอคอยโนอาร์ที่อยู่ใจของกลางทวีป

    ยอดของหอคอยสีขาวเริ่มส่องแสงสว่างสีแดง แล้วยิงออกไปเป็นเส้นตรงสู่หอคอยโนอาร์

    หอคอยทั้งสองได้เชื่อมต่อกัน ณ ปลายยอดด้วยแสงสว่างสีแดงนั้น

    [เชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์]

    เสียงที่คล้ายโนอาร์ได้พูดขึ้น พร้อมกับที่ความสงบได้กลับมาเยือนหุบเขาสีชาดอีกครั้งหนึ่ง



    “นี่มัน…”

    สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าของผมในตอนนี้ ไม่อาจสรรหาคำอื่นมาอธิบายได้ นอกจากบอกว่าเป็นพลังแห่ง [ปาฏิหาริย์] ของท่านเทพโนอาร์

    บางทีปีศาจสีเหลืองที่ควบคุมต้นเถาวัลย์หนามตัวนั้น อาจจะเป็นบททดสอบที่ท่านเทพโนอาร์ส่งมาให้ผม

    เมื่อฆ่ามันสำเร็จ ผมจึงผ่านบททดสอบแรกของท่านเทพโนอาร์ไปโดยปริยาย

    “ท่านเทพโนอาร์ครับ ทำไมถึงให้ผมผ่านบททดสอบนี้กันละครับ? ”

    ผมยกส่วนศรีษะของท่านเทพโนอาร์ขึ้นมาถาม เพราะคนที่ปราบมันได้คือพวกเผ่าอสูรกายต่างหาก

    ทำไมท่านถึงให้ผมผ่านบททดสอบของท่านกันละครับ?

    แต่ผมคงไม่มีวันได้รับคำตอบจากท่านเทพโนอาร์

    เพราะท่านได้กลับไปสู่ดินแดนของ---

    “สวัสดีค่ะท่านไพไรน์ ดิฉันได้รับรายละเอียดจาก [หุ่นยนต์หมายเลข 1332213-โนอาร์] แล้วค่ะ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการประกอบโมเดลตัวใหม่ เลยเดินเรื่องชั่วคราวมาให้ดิฉันทำหน้าที่รับใช้ท่านแทนไปก่อน ฉัน [ระบบควบคุมเขตพลังงานที่หนึ่ง ยินดีที่ได้รับใช้นายท่านไพไรน์ค่ะ”

    ---สู่ดินแดนของเทพเจ้า

    “...”

    “สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รับใช้ท่านไพไรน์ ค่ะ”

    ฮืม!?!

    ผมรีบหันหน้าไปทางต้นเสียงนั้น

    มีสตรีคนหนึ่งกำลังก้าวเดินออกมาจากประตูของเทพเจ้าที่ส่องแสงสีเขียวเมื่อกี้

    เธอมีทรงผมสีเงินถักเป็นเปียคู่ยาวทอประกายแสง สวมใส่ชุดเมดสีดำเหมือนกับของท่านโนอาร์ แต่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่า รวมไปถึงมีเอวและหน้าอกที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าท่านโนอาร์ และเป็นชนเผ่ากระต่าย

    เป็นรูปลักษณ์เดียวกับที่ออกมาพูดกับพวกเราในตอนที่เข้าไปในสถานที่พำนักของเทพเจ้าเมื่อกี้นี้เลยไม่ใช่หรือ?

    “เออ… ท่านคือ… ผู้รับใช้ของท่านเทพโนอาร์หรือครับ? ”

    “ดิฉันคือระบบควบคุมเขตพลังงานที่หนึ่ง เป็นหนึ่งในระบบสนับสนุนระบบหลัก [โนอาร์] ค่ะ”

    ดูเหมือนว่าเทพเจ้าโนอาร์จะมีบริวารคอยรับใช้อยู่ด้วยละครับ

    “ท่านเทพโนอาร์ยังไม่ตาย… ใช่ไหมครับ? ”

    “ระบบหลักโนอาร์กำลังประกอบร่างใหม่อยู่ อีกไม่นานคงตามมาสบทบค่ะ”

    ถึงจะเข้าใจไม่ทั้งหมด แต่คงสามารถตีความได้ว่าท่านเทพโนอาร์ยังไม่ตายจริง

    สมกับเป็นเทพ มีร่างกายเป็นอมตะจริง ๆ ด้วยสินะ

    “ดีละ! ”

    ผมใช้มือทั้งสองตีหน้าตัวเองเพื่อปรับอารมณ์ใหม่อีกครั้ง

    เออ... ว่าแต่…

    “จริงสิ ไม่ทราบว่าท่านมีชื่อว่าอะไรหรือครับ? ”

    ผมหันไปถามเมดกระต่ายอีกครั้ง

    เธอใช้ร่างที่สูง 175 เซนติเมตรหันมาทางผม ก่อนจะถอดสายบัวด้วยชุดเมดสีดำอย่างสวยงาม พร้อมกับพูดแนะนำตัวว่า

    “ดิฉันคือระบบควบคุมพลังงานที่หนึ่ง หุ่นยนต์หมายเลข 613 - [กลัทโทนี่ย์] ยินดีที่ได้รับใช้เจ้าค่ะ”