***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรน์]
"ชนะ… แล้ว? "
เสียงของพวกเผ่าอสูรกายที่น่ารังเกียจกำลังดังขึ้นพร้อมกัน
"... คงเป็นแบบนั้น"
เจ้าปีศาจร้ายเถาวัลย์แน่นิ่งไปแล้ว
ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าตัวการที่ทำให้พืชธรรมชาติเคลื่อนไหวได้คือเนื้อเยื่อสีเหลืองพวกนี้ แถมยังมีตัวจาฝูงที่น่ากลัวแบบนี้อยู่ด้วย
"ไม่ต้องสนฉัน รีบ$#$&&ก่อนค่ะ! "
เสียงอสูรเขาคู่ดังขึ้นในเวลานั้น
ดูเหมือนว่าเธอจะให้อสูรแมลงที่มีหน้าที่เป็นพยาบาลของกลุ่มมาดูแลฝั่งพวกเราก่อน
เมื่อได้ยินดังนั้น อสูรแมลงผิวแดงที่สวมชุดคลุมสีเทาจึงเดินไปทางกลุ่มคนที่ถูกจับตัวไปแทน
มันตรวจเช็คอาการทุกคน รวมไปถึงชนเผ่าท้องถิ่นอย่างพวกเราด้วย
รู้สึกสับสน...
ทำไมเจ้าพวกอสูรกายถึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยพวกเรา?
เจ้าพวกนี้คือเผ่าที่เข่นฆ่าพวกเราไปมากในสงครามอย่างเลือดเย็นด้วยพลังของเทพเจ้า
เจ้าพวกที่ไร้ซึ่งเกียรติ์และศักดิ์ศรีของนักรบ ทำไมถึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยพวกเราที่เป็นเชลยศึก?
ถึงอยากจะไม่ยอมรับ แต่คงต้องยอมรับว่าโทแพชพูดถูก
ว่าเผ่าอสูรกายไม่ได้ชั่วร้ายไปเสียทุกคน
ผมปล่อยหน้าที่รักษาพวกพ้องให้เป็นของเจ้าคนที่ชื่อแฟต แล้วเดินกลับไปห้องด้านหลังของห้องโถง
ห้องตรงด้านหลังนั้น เป็นห้องขนาดประมาณสี่คูณสิบเมตร และเต็มไปด้วยสิ่งของวางกองเอาไว้มากมาย
มีตั้งแต่เก้าอี้รูปทรงแปลก ๆ ไปจนถึงกล่องผุ่ ๆ พัง ๆ ที่ทำมาจากวัสดุแปลก ๆ สีน้ำตาล
ส่วนหัวของท่านโนอาร์อยู่ข้างในห้องนี้
ในตอนนั้น ผมกับซุนไกท์บุกเข้ามาก่อนพวกเผ่าอสูรกาย และพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในระหว่างทางที่มาที่นี่
พวกเราถูกล้อมหน้าล้อมหลังตรงช่องทางเดิน ถูกกดดันด้วยจำนวนจนหมดแรง แล้วถูกจับมาที่นี่พร้อมกับส่วนหัวของท่านโนอาร์ที่พกติดตัวมาด้วย
ใบหน้าไร้วิญญาณของชนเผ่าแมวสีเงินกำลังจับจ้องผมอยู่บนซากเถาวัลย์สีแดงที่นิ่งสนิทไปแล้ว
"ท่านโนอาร์ครับ…"
ท่านโนอาร์เคยบอกว่าที่หุบเขาสีชาดคือหนึ่งในบททดสอบของท่าน
ผมรู้ตัวดีว่ายังไม่พร้อมเข้ารับบททดสอบ เลยพยายามเลี่ยงไม่มาที่นี่
แต่เป็นเพราะความอ่อนหัดของตัวเอง เลยเกิดสถานการณ์ที่ชักนำให้ทุกคนมาเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
และนี่คือผลลัพธ์ของความอ่อนหัดนั้น
ท่านโนอาร์ถูกสังหาร ทำให้คนรักของตัวเองเกือบตาย และยังต้องให้พวกเผ่าอสูรกายมาช่วยชีวิตเอาไว้อีก
ให้ตายสิ...
"กลับกันเถอะครับ…"
ผมอุ้มส่วนหัวแสนบอบบางของท่านโนอาร์ขึ้นมา ใช้มือทั้งสองปิดเปลือกตาลง แล้วเดินกลับเข้าไปที่ห้องโถงอีกครั้ง
และในชั่วพริบตาที่ผมก้าวท้าวกลับสู่ห้องโถง---
[ปรสิตถูกกำจัด การรั่วไหลของพลังงานกลับไปเป็นที่ 0% ระดับพลังงานกลับคืนสู่ภาวะปกติ]
"เสียงอะไร? "
---ก็ได้มีเสียงเช่นนั้นดังออกมาจากผนังสีขาวที่เป็นฐานของผนังโปรงแสงในห้องโถงใหญ่
มันเป็นเสียงเดียวกับเสียงที่ได้ยินตอนเข้ามาที่นี่
เป็นเสียงที่คล้ายกับของท่านเทพ โนอาร์
[ตรวจสอบความเสียหาย...30% เปิดระบบเตรียมปรับแต่งพลังงานเตาสุริยะให้พร้อมใช้งาน]
เสียงนั้นดังไปทั่วห้อง
พวกเผ่าอสูรกายต่างรีบชักอาวุธในมือออกมาเพื่อเตรียมรับมือเหตุการณ์อันไม่คาดคิดนี้
ผมรีบแบมือยกขึ้นสูงเพื่อให้สัญญาณพวกมันว่าไม่เป็นไร
[การปรับแต่งสมบูรณ์]
เสียงที่คล้ายท่านโนอาร์ยังคงดังต่อเนื่อง
[พบปรสิตทดลอง HELL-001จำนวนมากในระบบโคงสร้าง เริ่มเดินระบบกำจัดสิ่งแปลกปลอมในอีกหนึ่งชั่วโมง รบกวนผู้พักอาศัยหนีออกไปจากเขตโรงงานตามแสงไฟสีเขียวเพื่อไปสู่ทางออกด้วยค่ะ]
"##&$? "
อสูรกายไร้ขนที่ชื่อว่าเอซหันมาพูดอะไรสักอย่างใส่ผม
มือทั้งสองของเขากำลังอุ้มร่างของสตรีผิวคล้ำเอาไว้อย่างอ่อนโยน
แต่การกระทำกับน้ำเสียงที่เขาพูดใส่ผมนั้นดูร้อนรนมาก
คงรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย และตั้งใจจะถามผมว่าเสียงเมื่อกี้พูดว่าอะไรอยู่สินะ?
"... ตามมา"
งั้นก็ได้เวลาหนีแล้ว
ผมพาพวกเขาวิ่งไปที่ผนังมุมหนึ่งของห้อง พร้อมกับแบกร่างของยัยโทแพซมาด้วย
กลิ่นตัวยัยนี่หอมจัง แถมหน้าอก...ทั้งที่แทบจะไม่มีแท้ ๆ แต่กลับนุ่มมือใช้ได้
… ทำบ้าอะไรของผมอยู่ฟะ?
กลับมาตั้งสติก่อนเฮ้ย!
เหนือกำแพงสีขาวขึ้นไปสี่เมตร ก่อนจะเป็นผนังโปรงแสงของกำแพงนั้น มันมีจุดแสงสีเขียวปรากฏอยู่ด้วยกันสี่จุด
"ขยายเองได้? "
จุดสีเขียวนั้นยิ่งแสงออกลากเชื่อมกันเป็นสี่เหลี่ยม แล้ววิ่งออกห่างกันจนขยายเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กว้างสี่เมตร สูงสามเมตร
พื้นที่ภายในแสงสี่เหลี่ยมนั้น กำลังปรากฏภาพของโลกภายนอกอยู่
มันเป็นเป็นภาพของป่าสีเทายามเช้าที่ตั้งอยู่ตรงปากทางเข้าของหุบเขาสีชาดแห่งนี้
"นี่มัน… ประตูมิตินี่!? ของที่มีแต่ในทฤษฏี ทำไมถึงมีอยู่จริงที่นี่ได้! "
เจ้าคนที่ชื่อโฮปตะโกนเสียงดังด้วยภาษาของอสูรอย่างตื่นตระหนก
ทีแบบนี้เสือกฟังออกทุกคำได้อีกนะตัวผม…
ว่าแต่อะไรคือประตูมิติ? อะไรคือทฤษฏี?
ช่างหัวมันก่อนเถอะ
ผมพาพวกมันผ่านแสงสีเขียวตรงหน้า
ชั่วพริบตาที่ก้าวข้ามผ่านม่านแสงนั้น ผมก็รู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนกลับด้าน
รู้สึกเวียนหัว ปวดร้าวราวกับสมองจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และอยากจะอาเจียนออกมาด้วย
แต่มันเกิดขึ้นเพียงชั่วกระพริบตาเท่านั้น
"… มาโผล่ที่ทางเข้าหุบเขาสีชาดได้จริง ๆ "
พอรู้ตัวอีกที ก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่ที่ริมปากทางเข้าของหุบเขาสีชาดไปแล้ว
ผมยืนตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินฉีกออกข้างเพื่อให้คนข้างหลังวิ่งออกมาได้
มันเป็นภาพที่ประหลาดมาก
ตรงหน้าของผมมีแสงสีเขียววิ่งตัดอยู่บนอากาศด้วยกันสี่จุด
สี่จุดนั้นเชื่อมกันจนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่บนผิวดินสีน้ำตาลของโลก
ม่านสีเขียวแผ่นบางนั้นลอยอยู่กลางอากาศที่ว่างเปล่า ด้านหน้าไม่มีสิ่งใดขาวง ด้านหลังเองก็มิได้เชื่อมต่อกับสิ่งใดเช่นกัน
และหากสังเกตุให้ดี ก็จะพบว่าบนผิวดินด้านล่างแสงสีเขียวนี้ มีแท่นสีขาวถูกฝังเอาไว้อยู่ข้างใต้
แท่นสีขาวนั้นมันโผล่ออกมาจากผิวดินอยู่ครึ่งหนึ่ง
ระหว่างที่พิจารณาเช่นนั้น ก็มีพวกเผ่าอสูรกายที่แบกพรรคพวกของผมมาจากม่านแสง
พวกเขาทยอยออกมาม่านสีเขียว เหมือนกับกำลังกระโดดออกมาจากกำแพงบ้านที่มองไม่เห็น
พวกเราออกมากันครบทุกคนได้อย่างปลอดภัย แล้วเริ่มทำการปฐมพยาบาลขั้นต้นให้กับผู้บาดเจ็บ โดยเลี่ยงเขตแดนของหุบเขาสีชาดมาให้ไกลที่สุด
ถึงจะปราบตัวที่ดูคล้ายกับจ่าฝูงไปแล้ว แต่ป่าสีชาดที่อยู่ในหุบเขาสีชาดยังคงเคลื่อนไหวได้อยู่
นั่นแปลว่าพวกมันยังมีหลงเหลืออยู่ในป่าข้างบนนี้
ดังนั้นพวกเราจึงเคลื่อนพลมาตั้งค่ายรักษาเร่งด่วนที่ริมป่าสีเทาแทน
แต่ป่าสีเทามันจะเริ่มเคลื่อนไหวออกล่าในยามราตรี ดังนั้นพวกเราจึงต้องเร่งมือทำแผลให้ทุกคน แล้วรีบออกเดินทางก่อนที่พระอาทิตย์จะล่วงลับฟ้าไป
"เสร็จแล้ว"
พวกเราใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงกับการรักษาขั้นต้น
ที่เสียเวลาไปเยอะ เพราะว่าอสูรกายเผ่าภูติหัวเขียวบาดเจ็บหนักมาก
เห็นว่ากะโหลกร้าวอะไรด้วยนี่แหละ
ส่วนพวกเรา โทแพซ ซุนไกท์ กับเจ้าวานาดิไนต์ ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากนัก
พวกเราแค่มีอาการขาดอาหาร กับบาดแผลถูกหนามทิ่มแทงเท่านั้น ตอนนี้เลยกลับมามีสติพร้อมหน้ากันทุกคนแล้ว
สมกับที่เป็นอาหารฉุกเฉินกับยารักษาของพวกเผ่าอสูรกาย เพียงแค่สิบนาทีก็กลับมารู้สึกมีพลังเหมือนเดิมแล้ว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงพาทุกคนหนีกลับออกไปโดยไม่สนพวกอสูรกาย
แต่ผมกลับไม่ทำเช่นนั้น
บางทีส่วนลึกในใจของผมคงเริ่มเห็นพวกอสูรกายเป็นมิตรขึ้นมาบ้างแล้วกระมั้ง---
ในตอนนั้นเองที่มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น
พื้นสั่นไหวอย่างรุนแรงจนพวกเราไม่อาจก้าวเท้าเดินได้
พวกเราต่างทำได้เพียงแค่ล้มตัวคลานสี่ขาบนพื้นราบเพื่อประคองตัวเท่านั้น
"เดียวนะ… ครบสามสิบนาทีแล้วนี่หว่า? "
แล้วผมก็นึกขึ้นได้ ว่าเวลานี้ คือเวลาที่ครบกำหนดครึ่งชั่วโมงที่เสียงเมื่อกี้ได้ประกาศบอกเอาไว้
แผ่นดินสั่นไหวรุนแรงจนฝูงสัตว์ต่างกรีดร้องกังวาล
สัตว์ร้ายนานาสายพันธุ์เลื้อยหนีออกจากเขตแดนหุบเขาสีชาดอย่างร้อนรน
กระแสคลื่นนั้นพยายามวิ่งหนีออกผืนป่าที่กักขังพวกมันอย่างมีหวันเกรงเจ้าป่า ผู้ไม่ยอมให้ชีวิตใดหนีออกจากกรงขังของมันได้
ถึงแม้ว่าจ่าฝูงของมันจะตายไปแล้ว แต่เซลล์ที่แยกตัวออกมาด้านบนยังคงมีชีวิตอยู่
เซลล์ปรสิตสีเหลืองเริ่มควบคุมเถาวัลย์สีแดงและพืชพรรณในป่า แล้วเข่นฆ่าเหล่าสัตว์ที่พยายามหนีออกไปจากกรงขังของมัน
เกิดการต่อสู้ระหว่างฝูงสัตว์กับป่าสีแดง เกิดเสียงกรีดร้องดังระหงมไปทั่ว ฝุนควันล้อยคลุ้งปกคลุมทิวทัศน์ กลายเป็นความบ้าคลั่งอันไร้ที่สิ้นสุด
แต่นี่ยังเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น
เลยออกไปสุดขอบชายป่า คือหุบเหวลึกที่ส่งเปลวไฟสีแดงพวยพุ่งปะทุขึ้นมา
แนวผาอันร้อนระอุเริ่มพังทลายลง แล้วถูกแทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างสีขาวขนาดมหึมา
สิ่งนั้นแทรกตัวขึ้นมาจากใต้ดิน มันแทงทะลุหน้าผาโดยรอบ จนกลายเป็นกำแพงสีขาวสูงสิบห้าเมตรรูปหกเหลี่ยมที่ล้อมกรอบป่าสีแดงเอาไว้
กำแพงสีขาวเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงพร้อมกับส่งเสียงเสียดแก้วหู
สายลมเริ่มโหดพัดกระหน่ำ พัดพาเอาหมอกควันที่ปกคลุมกินแดนหุบเขาสีชาดจนจางหายไป
แสงตะวันได้กลับมาสาดส่องใส่ดินแดนหุบเขาสีชาดอีกครั้งหนึ่ง
ในตอนนั้นเองที่สีของเนื้อกำแพงสีขาวเริ่มผันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือความร้อนของพื้นที่ภายในป่าที่ขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ
รังสีไมโครเวฟที่รุนแรงได้แผ่ขยายออกจากกำแพงทั้งหกที่ล้อมกรอบ สิ่งนั้นทะลุทะลวงเข้าไปในเซลล์ของทุกชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เจ้าป่าอย่างปรสิตสีเหลืองที่ควมคุมผืนป่าแห่งนั้น
โมเลกุลของเหลวภายในร่างถูกสั่นไหว เซลล์ชีวิตสิ้นชีวา ก่อนจะระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอันเนื่องจากความร้อนที่ปะทุขึ้นมาจากภายในร่างของมัน
[กำจัดสิ่งแปลกปลอมภายในเสร็จสิ้น เริ่มดำเนินการเชื่อมต่อพลังงานกับยานแม่โนอาร์ได้]
เสียงของสตรีที่คล้ายกับโนอาร์ดังออกมาจากกำแพงทั้งหก พร้อมกับที่สีแดงจากกำแพงเริ่มจางกลับไปเป็นสีขาวตามเดิม
แล้วแผ่นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง
ณ ใจกลางของกำแพงสีขาวทั้งหกที่ล้อมรอบ ได้มีหอคอยสีขาวสูงเหยียดฟ้าแทงทุละขึ้นมาจากพื้นดิน
หอคอยนั้นมีการออกแบบผิวเรียบ และสูงทะลุท้องฟ้าไม่ต่างไปจากหอคอยโนอาร์ที่อยู่ใจของกลางทวีป
ยอดของหอคอยสีขาวเริ่มส่องแสงสว่างสีแดง แล้วยิงออกไปเป็นเส้นตรงสู่หอคอยโนอาร์
หอคอยทั้งสองได้เชื่อมต่อกัน ณ ปลายยอดด้วยแสงสว่างสีแดงนั้น
[เชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์]
เสียงที่คล้ายโนอาร์ได้พูดขึ้น พร้อมกับที่ความสงบได้กลับมาเยือนหุบเขาสีชาดอีกครั้งหนึ่ง
“นี่มัน…”
สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าของผมในตอนนี้ ไม่อาจสรรหาคำอื่นมาอธิบายได้ นอกจากบอกว่าเป็นพลังแห่ง [ปาฏิหาริย์] ของท่านเทพโนอาร์
บางทีปีศาจสีเหลืองที่ควบคุมต้นเถาวัลย์หนามตัวนั้น อาจจะเป็นบททดสอบที่ท่านเทพโนอาร์ส่งมาให้ผม
เมื่อฆ่ามันสำเร็จ ผมจึงผ่านบททดสอบแรกของท่านเทพโนอาร์ไปโดยปริยาย
“ท่านเทพโนอาร์ครับ ทำไมถึงให้ผมผ่านบททดสอบนี้กันละครับ? ”
ผมยกส่วนศรีษะของท่านเทพโนอาร์ขึ้นมาถาม เพราะคนที่ปราบมันได้คือพวกเผ่าอสูรกายต่างหาก
ทำไมท่านถึงให้ผมผ่านบททดสอบของท่านกันละครับ?
แต่ผมคงไม่มีวันได้รับคำตอบจากท่านเทพโนอาร์
เพราะท่านได้กลับไปสู่ดินแดนของ---
“สวัสดีค่ะท่านไพไรน์ ดิฉันได้รับรายละเอียดจาก [หุ่นยนต์หมายเลข 1332213-โนอาร์] แล้วค่ะ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการประกอบโมเดลตัวใหม่ เลยเดินเรื่องชั่วคราวมาให้ดิฉันทำหน้าที่รับใช้ท่านแทนไปก่อน ฉัน [ระบบควบคุมเขตพลังงานที่หนึ่ง ยินดีที่ได้รับใช้นายท่านไพไรน์ค่ะ”
---สู่ดินแดนของเทพเจ้า
“...”
“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รับใช้ท่านไพไรน์ ค่ะ”
ฮืม!?!
ผมรีบหันหน้าไปทางต้นเสียงนั้น
มีสตรีคนหนึ่งกำลังก้าวเดินออกมาจากประตูของเทพเจ้าที่ส่องแสงสีเขียวเมื่อกี้
เธอมีทรงผมสีเงินถักเป็นเปียคู่ยาวทอประกายแสง สวมใส่ชุดเมดสีดำเหมือนกับของท่านโนอาร์ แต่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่า รวมไปถึงมีเอวและหน้าอกที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าท่านโนอาร์ และเป็นชนเผ่ากระต่าย
เป็นรูปลักษณ์เดียวกับที่ออกมาพูดกับพวกเราในตอนที่เข้าไปในสถานที่พำนักของเทพเจ้าเมื่อกี้นี้เลยไม่ใช่หรือ?
“เออ… ท่านคือ… ผู้รับใช้ของท่านเทพโนอาร์หรือครับ? ”
“ดิฉันคือระบบควบคุมเขตพลังงานที่หนึ่ง เป็นหนึ่งในระบบสนับสนุนระบบหลัก [โนอาร์] ค่ะ”
ดูเหมือนว่าเทพเจ้าโนอาร์จะมีบริวารคอยรับใช้อยู่ด้วยละครับ
“ท่านเทพโนอาร์ยังไม่ตาย… ใช่ไหมครับ? ”
“ระบบหลักโนอาร์กำลังประกอบร่างใหม่อยู่ อีกไม่นานคงตามมาสบทบค่ะ”
ถึงจะเข้าใจไม่ทั้งหมด แต่คงสามารถตีความได้ว่าท่านเทพโนอาร์ยังไม่ตายจริง
สมกับเป็นเทพ มีร่างกายเป็นอมตะจริง ๆ ด้วยสินะ
“ดีละ! ”
ผมใช้มือทั้งสองตีหน้าตัวเองเพื่อปรับอารมณ์ใหม่อีกครั้ง
เออ... ว่าแต่…
“จริงสิ ไม่ทราบว่าท่านมีชื่อว่าอะไรหรือครับ? ”
ผมหันไปถามเมดกระต่ายอีกครั้ง
เธอใช้ร่างที่สูง 175 เซนติเมตรหันมาทางผม ก่อนจะถอดสายบัวด้วยชุดเมดสีดำอย่างสวยงาม พร้อมกับพูดแนะนำตัวว่า
“ดิฉันคือระบบควบคุมพลังงานที่หนึ่ง หุ่นยนต์หมายเลข 613 - [กลัทโทนี่ย์] ยินดีที่ได้รับใช้เจ้าค่ะ”