(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 122 เล่นไม่ซื่อ

    บทที่ 122

    เล่นไม่ซื่อ



    ทันทีที่ตอบรับอักขระแห่งสัจจะ สี่สหายนักเลงโตแห่งเมืองวินดิน่าก็ไม่อาจโกหกได้อีกต่อไป พวกเขาทราบทันทีว่าคนตรงหน้าคือใคร ความยินดีในใจช่างเปี่ยมล้น


    รายละเอียดเกี่ยวกับเครือข่ายโลกใต้ดินของเมืองที่โยงใยถึงกันทั่วทั้งวินเดลทำให้คิทเห็นภาพรวมมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เขาคาดการณ์เอาไว้ได้อย่างแม่นยำคือคนเหล่านี้ ไม่ได้มีความจงรักภักดีกับท่านลอร์ดในเขตต่างๆ แม้แต่น้อย ทุกอย่างมีผลประโยชน์อันหอมหวานมาเกี่ยวข้องจนยากจะปฏิเสธ


    ไม่มีผู้ใดอยากชั่วร้าย หรือทำผิดจิตสำนึกที่มีในใจถ้าหากไม่จำเป็น...


    แต่เพราะสภาพแวดล้อมบีบบังคับ มีเงินตราคอยขับเคลื่อน มีอำนาจสูงกว่าคอยกดดัน ทุกคนจึงต้องทำตามคำสั่งอันร้ายกาจอย่างช่วยไม่ได้ บางคนก็เปลี่ยนไปเป็นคนชั่วร้ายตามสภาพแวดล้อม บางคนก็ได้แต่กัดฟันทนเพื่อรอคอยวงจรอุบาทว์ให้เลือนหายไป... มันเป็นเป้าหมายที่ไม่รู้จะมีวันเป็นจริงเมื่อใด

    ลูกน้องชุดใหม่ทั้งสี่คนยังได้บอกเล่าสถานการณ์เลวร้ายที่มีในคฤหาสน์ของเลดี้วินดิน่าขณะนี้ สภาพย่ำแย่และนิสัยของเลดี้วินดิน่าคนปัจจุบันทำให้ทุกฝ่ายเอือมระอาเต็มที ประชากรที่เคยมีเกือบหมื่นคนในช่วงต้นปี ได้สลายตัวไปตามความต้องการของตนเองจนเหลือเพียงผู้ที่ไปไหนไม่ได้เพียงสองพันคนเท่านั้น


    “เจ้า... อาเธอร์สินะ” คิททบทวนชื่อของชายฉกรรจ์ที่เป็นผู้นำกลุ่มนักเลงในเมืองมากกว่าที่คิดไว้ ตามคำบอกเล่าของอีกฝ่าย อาเธอร์ยังมีลูกน้องในสังกัดอีกกว่าห้าสิบคน “ถ้าหากข้ามีแผนจะทำให้ที่นี่กลายเป็นเมืองร้าง เจ้าจะยอมช่วยเหลือหรือไม่”

    “ถ้าหากทุกคนได้ไปยังเมืองที่ดีกว่า พวกข้าขอช่วยเต็มที่ขอรับ”

    “ดี! คนของข้าจะมาที่เมืองแห่งนี้ในอีกไม่กี่วัน สายข่าวของกลุ่มเจ้าเชื่อถือได้แค่ไหน ความสามารถในการกระจายข่าวมากเพียงใด”

    “ถ้าต้องการกระจายข่าว พวกข้าทำได้ภายในสองวัน ถ้าต้องการหาข่าว พวกข้าก็ทำได้เช่นกัน แต่ขึ้นอยู่กับความยากง่าย”

    “ข่าวที่ข้าต้องการไม่น่าจะยาก สืบให้แน่ชัดว่าใครคอยสนับสนุนเลดี้วินดิน่าอยู่บ้าง แล้วรีบแจ้งให้ข้าทราบ” อาเธอร์พยักหน้าหงึกๆ เพื่อรับคำสั่ง จากนั้นท่านชายผู้สูงศักดิ์ก็โยนแผ่นไม้เนื้อดีมาให้ จากนั้นก็อธิบายวิธีใช้งานมัน “ลองถ่ายมานาเข้าไป”


    ทันทีที่อาเธอร์ถ่ายพลังไปยังแผ่นไม้ นกแก้วสีเขียวสดหน้าตาน่ารักก็ปรากฏตัว มันเอียงคอมองอาเธอร์อย่างสนใจ คิทได้ลงอักขระบางอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ใช้งานเครื่องมือชิ้นนี้เรียบร้อยแล้ว


    “มนตราส่งข่าวของข้าเอง มันจะเป็นช่องทางติดต่อเดียวหลังจากที่พวกเราแยกกัน รักษาเอาไว้ให้ดี”

    “ข้าจะส่งข่าวให้เจ้าช่วยกระจายมันให้คนในเมืองทราบล่วงหน้าสามวันก่อนขบวนขนส่งจากรัสเซลจะเดินทางมาถึง วินดิน่าคงชื่นชอบสุรามาก ข้าจะช่วยเจ้าเรื่องการสืบข่าวอีกหน่อย รอสักครู่...” กลุ่มสี่สหายสะดุ้งเฮือกอย่างตกใจเมื่อคิทใช้อักขระเคลื่อนย้ายกะทันหันแล้วหายตัวไปในกลุ่มแสงอย่างน่าเหลือเชื่อ ทว่าไม่นานหลังจากนั้นหนุ่มน้อยก็กลับมาพร้อมกับถังไม้ใบใหญ่ที่มีสุราชั้นเยี่ยมบรรจุอยู่เต็มเปี่ยมจนส่งกลิ่นหอม

    “ซัมเมอร์ดีไลท์สิบถัง และวินเทอร์จอยสิบถัง ใช้ครึ่งหนึ่งเปิดทางสะดวกสำหรับงานครั้งนี้ จะบอกว่าเจ้ารีดไถมาจากพ่อค้าที่ผ่านทางก็ได้ คงไม่มีใครตรวจสอบหรอก แล้วก็... อีกครึ่งที่เหลือ เอาไปโน้มน้าวพวกพ้องในกลุ่มเถอะ ข้าอนุญาต”

    “ขอบพระคุณขอรับ ท่านชายเดวิด” คิทเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างสนใจจากนั้นก็ยกยิ้ม เขาไม่ได้ปลดมนตรามายาแม้เพียงนิด แต่ดูเหมือนว่าอาเธอร์จะหัวไวใช้ได้

    “ข้าจะรอฟังข่าวดีจากพวกเจ้า รบกวนด้วยนะ”


    แผนในหัวของคิทลุล่วงไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยวิธีการตลบหลังอย่างชั่วร้ายของเอิร์ลวินเดลคงจะดำเนินการไม่ได้อีกต่อไป และศัตรูของแดนเหนือก็จะมีจำนวนลดไปเพราะเป็นง่อยอีก 1 เขต เขาอยากจะเห็นใบหน้าอันบิดเบี้ยวของเอิร์ลวินเดลนัก ไม่รู้ว่าผลกรรมที่ทำร้ายประชาชนในครั้งนี้จะสนองกลับไปยังอีกฝ่ายได้เจ็บปวดขนาดไหน

    หลังจากอักขระปิดกั้นพื้นที่ถูกปลดออก เจ้านายใหม่ของกลุ่มนักเลงแห่งวินดิน่าก็เดินหายไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เขาได้ข่าวสำคัญที่แสนล้ำค่าเยอะทีเดียว ใบหน้าจึงแฝงไปด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด


    ในที่สุดก็ถึงเวลาอาหารเย็นที่เขาตั้งตารอ... ถึงเวลาพักผ่อนร่างกายเสียที

    ปริศนาบางอย่างที่ทำให้รสชาติของมันไม่เหมือนในแดนเหนือกำลังรอคอยให้เขาค้นหา


    อาหารเย็นที่มีรสชาติแปลกใหม่กำลังถูกกินอย่างรวดเร็ว เจ้าของโรงเหล้าก็มารวมโต๊ะอย่างเป็นกันเอง มื้อเย็นที่แสนแพงตามฤดูกาลเช่นนี้ ทำให้เธอแทบจะไม่มีลูกค้ามาใช้บริการในช่วงค่ำ หลังจากได้พูดคุยอยู่นานจนดึกดื่น คุณป้าผู้ใจดีก็เปิดเผยสูตรอาหารที่เธอภาคภูมิใจให้กับเด็กหนุ่มแปลกหน้าอัธยาศัยดีคนนี้ กลิ่นอายที่คิทหลงเหลืออยู่ในความทรงจำเมื่อครั้งอดีตถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

    ชิ้นส่วนสีดำขนาดเล็กที่ปะปนอยู่ทั่วไปในอาหารเลิศรส เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ทุกสิ่งเอร็ดอร่อยขึ้นหลายเท่า ป้าเจ้าของโรงเหล้าเรียกมันว่า ไพเพอร์นิกรุม ของหายากชั้นสูงที่มีอยู่น้อยนิดในเขตบอราลเดีย ของพวกนี้เป็นสินค้านำเข้าผ่านคาราวานพ่อค้าซึ่งถูกส่งตรงขึ้นมาจากใต้สุดของอินเซนเดีย


    (ไพเพอร์นิกรุม... พริกไทยดำนี่นา!) คิทเบิกตาโพลงอย่างตกใจ เขาทราบข้อมูลคร่าวๆ มาจากกลุ่มการค้าบอราล และแม้ว่าจะพยายามทุ่มเงินมากเท่าไหร่ก็ไม่สามารถนำเมล็ดพันธุ์อันสมบูรณ์ของพืชชนิดนี้กลับมาถึงแดนเหนือได้ ชาวอินเซนเดียอบและตากพวกมันจนแห้งสนิท ไม่ว่าเขาจะทำเช่นไรพวกมันก็ไม่งอกอีก


    ข้อจำกัดของพรจากทวยเทพก็มีเหมือนกัน และแม้จะเป็นลูกรักของแผ่นดินและผืนป่า แต่เขาก็ไม่สามารถปลุกซากแห้งที่ตายไปนานแล้วของพริกไทยได้

    เทพีฟอริสก็ไม่อยากให้เขาทำภารกิจแลกเปลี่ยนอันใดกับทวยเทพอีกถ้าหากว่ามันไม่จำเป็น เธอจึงกล่าวเอาไว้ระหว่างลูบหัวของเขาอย่างแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู


    “ถ้ามันมีอยู่บนโลกนี้แล้ว ทำไมไม่ลองออกไปค้นหาด้วยตนเองดูล่ะ? เจ้าออกภารกิจให้ตัวเองได้เช่นกัน ตั้งรางวัลตอบแทนเป็นเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นอย่างไรเล่า น่าสนุกออกนะ...”


    (น่าสนใจจริงๆ เสร็จเรื่องวุ่นนี่เมื่อไหร่ข้าจะลงใต้ ฮี่ๆ) คิทวางแผนไว้ต่อเนื่อง สมุดหนังถูกนำมาจดอย่างรวดเร็ว หลังจากเรื่องราวเซริสสงบดีแล้ว เขาจะลงไปขอแบ่งปันพันธุ์ไม้และเครื่องเทศอันยอดเยี่ยมในแดนใต้เสียหน่อย อันที่จริง... ท่านชายคนเก่งควรจะเรียกว่าลงไปขโมยมาทดลองเพาะปลูกด้วยตนเองมากกว่า


    อย่างน้อยการเดินทางในครั้งนี้ก็ไม่เสียเปล่ามากนัก ก่อนนอนทุกคืนคิทก็จะหายตัวกลับไปที่กระท่อมบนเชิงเขา เก็บเอกสารที่จดเอาไว้ทุกวัน จากนั้นก็หยิบกระดาษที่ตนเองสต๊อกเอาไว้จากเมืองเรดวู้ดจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในวันต่อไป

    การข่าวของอาเธอร์ไม่ได้มีแค่เฉพาะหน้าที่หาข้อมูลอย่างเดียว แต่คิทยังมอบภารกิจหลักให้อีกฝ่ายทำการรวบรวมหลักฐานการฉ้อโกง รวมไปถึงรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับธุรกิจโลกใต้ดินของเหล่าขุนนางชั่วในวินเดล ไม่ว่าจะเป็นการค้าทาสเด็กผิดกฎหมาย ขูดรีดภาษีประชากรในดินแดน หรือแม้แต่การเก็บตุนสินค้าเพื่อปั่นราคาโดยมิชอบ

    กระบวนการยุติธรรมของอาณาจักรเซริสเกี่ยวกับการทำผิดของชนชั้นสูงนั้น มีระบุเอาไว้ชัดเจน การตัดสินผู้กระทำผิดจึงต้องใช้หลักฐานจำนวนมากเพื่อประกอบคำกล่าวหา มันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในยุคนี้ เขาไม่มีอินเทอร์เน็ตโซเชียลเน็ตเวิร์ค กล้องถ่ายภาพ หรือแม้แต่การสื่อสารที่ฉับไวเหมือนเช่นโลกใบเก่า แต่ว่า... หลักฐานสำคัญของลอร์ดแต่ละดินแดนที่ต้องลงตราประทับอนุมัติงานทุกรูปแบบนั้น เป็นสิ่งที่ใช้มัดมือผู้กระทำผิดได้ยอดเยี่ยม


    บารอนเนสวินดิน่า บารอนวินดัส และบารอนวินเดี่ยม ล้วนเป็นเครือญาติของเอิร์ลวินเดล พวกเขาไม่ได้เป็นขุนนางโดยสายเลือดอันสูงส่งที่มีอยู่ดั้งเดิมเหมือนเช่นมาร์ควิสรัสเซล หรือมาร์ควิสเทราส ดังนั้นรูปแบบของตราประทับจึงแตกต่างออกไปเพราะไม่ได้เกี่ยวพันถึงพลังที่มีในแต่ละบุคคล แม้เหล่าคนชั่วพวกนี้จะอ้างว่ามันปลอมแปลงได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วตราประทับเหล่านั้นมีลวดลายชัดเจนที่เป็นเอกลักษณ์และทำเลียนแบบได้ยากยิ่ง


    คงไม่มีใครอาจเอื้อมไปปลอมแปลงตราประทับแห่งลอร์ด... อย่างน้อยนั้นก็เป็นสามัญสำนึกของคนทั้งหลายไม่เว้นแม้แต่ชนชั้นสูง


    ทว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นสักนิดเมื่อของดังกล่าวมาอยู่ในมือของเขา ขอเพียงมีรูปแบบมายืนยันชัดเจน อักขระเลียนแบบก็สามารถสร้างพวกมันประทับลงบนเอกสารชุดไหนก็ได้ตามที่คิทต้องการ

    ท่านชายแห่งเรดวู้ดกำลังเล่นไม่ซื่อ... เขารู้ตัวดี แต่กับคนชั่วที่มีเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บแค้นของชาวบ้านนับพันนับหมื่นเช่นนี้ ทำไมเขาจะต้องเล่นตามเกมยุติธรรมอันใสซื่อบริสุทธิ์ด้วยเล่า


    คิทนึกในใจ พร้อมกับตั้งมั่นเอาไว้ว่า...

    หลักฐานมัดตัวคนชั่วพวกนั้น จะแน่นหนาและเกินความเป็นจริงไปมากทีเดียว



    .....



    ทวยเทพย่อมไม่ทอดทิ้งผู้พยายาม... แต่บางครั้งมนุษย์ก็ให้ท้ายตัวเองมากไปเพราะคิดว่าตนพยายามดีแล้ว

    สมาชิกที่หลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านแอชตระหนักดี พวกเขาเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาไม่เคยพยายามให้สุดทางเลยสักครั้ง หลายคนกำลังหุงหาอาหาร ผ่าฟืนล่าสัตว์ท่ามกลางอากาศหนาวที่แสนจะหดหู่พร้อมกับคิดไตร่ตรองเรื่องราวที่ผ่านมา


    พวกเขาควรค่ากับโอกาสอีกสักครั้งไหมนะ... หรือว่าการอพยพครั้งล่าสุดจะเป็นครั้งสุดท้ายเสียแล้ว


    ระฆังที่ดังกังวานออกมาจากโบสถ์อัมบาร์คกลางหมู่บ้าน ทำให้หลายคนตื่นจากภวังค์อันแสนเจ็บปวด แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าเพราะไม่มีอาหารตกถึงท้อง แต่ทุกคนก็ยังไปรวมตัวกัน เพราะในขณะนี้ มีเพียงศาสนาและคำสอนของทวยเทพที่ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเอาไว้


    คงจะมีเด็กคนไหนสิ้นใจอีกกระมัง... ชาวบ้านหลายคนคิดในใจ พวกเขาเคยชินกับข่าวร้ายที่มีมาไม่หยุดหย่อนเสียแล้ว


    ทว่าเมื่อไปถึง... ชาวบ้านเกือบร้อยกลับพบว่าเด็กๆ ยังอยู่กันพร้อมหน้า และแม้ว่าจะผ่ายผอมไปบ้าง แต่ก็ดูมีน้ำมีนวลมากกว่าปกติทีเดียว ไม่นานหลังจากนั้น เอเดนก็พาหลวงพ่อครูซมาพบทุกคน คำพูดที่ออกมาจากบาทหลวงเก่าแก่ของหมู่บ้านแอช ทำให้ทุกคนเบิกตากว้าง


    “พวกเราได้รับความช่วยเหลือจากนักเดินทางที่ผ่านมาเมื่อวันก่อน จึงอยากจะแบ่งปันเสบียงที่ได้ให้ทุกคนได้ดื่มกินเพิ่มแรงเสียหน่อย แต่ข้าเองก็มองไม่เห็น และเอเดนก็ยังเล็กนัก อยากขอแรงทุกคนให้ช่วยเหลือหน่อยได้หรือไม่”

    “นี่มัน...” หัวหน้าหมู่บ้านมองกระสอบธัญพืชจำนวนหนึ่งที่พอจะทำให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างปกติได้ถึงหนึ่งเดือน ยังมีเนื้อแห้ง ปลาแห้ง รวมไปถึงผลไม้แห้งอีกหลายชนิด

    “ของมากมายขนาดนี้ ข้าไม่เคยเห็นขบวนรถม้าผ่านมาทางนี้เลย จะเป็นไปได้อย่างไร”

    “เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ผ่านมาเมื่อวันก่อน...”

    “อ๊ะ... ข้าจำได้! เจ้าหนุ่มคนนั้นมาถามทางไปโบสถ์กับข้า” คุณลุงตัดไม้ที่เคยบ่นระบายให้อีกฝ่ายฟังจำได้ทันที

    “ช่วยเหลือกันและกัน ข้าคิดว่าพวกเราต้องรอดจนได้เห็นฤดูใบไม้ผลิหน้าแน่ๆ ...”


    แม้มันจะเป็นฝันที่เกินจริง แต่ทุกคนได้ผ่านวิกฤติของชีวิตมาแล้ว

    พวกเขาตระหนักดีว่าโอกาสที่ได้รับในครั้งนี้... เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าการแบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นสวยงามขนาดไหน

    โลกใบนี้สวยงามมากขึ้นในสายตาของลูกบ้านแห่งแอชทุกคน... เมื่อห้าวันถัดมามีขบวนขนส่งขนาดใหญ่มาถึง

    ความต้องการของผู้มาใหม่นั้นชัดเจน...

    พวกเขามาจากรัสเซลและอยากจะมาช่วยเหลือให้ทุกคนได้หลุดพ้นจากนรกขุมนี้

    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer ที่คุณอ่าน