เมื่อนึกถึงตรงนี้ลู่เซิ่งก็รีบส่งข้อความตอบกลับสวี่ซาซาไปทันที
“ตอนนี้ฉันตั้งใจจะกลับไปที่เมืองกระดูกโลหิตไว้พวกเราเจอกันแล้วค่อยคุยกันนะ”
“ได้”
หลังจากตัดการติดต่อผ่านแชตส่วนตัวกับสวี่ซาซาลู่เซิ่งก็ตบไปที่สะโพกของออสการ์ที่ตนควบขี่อยู่
“ออสการ์ พวกเราไปกันเถอะ”
“นายท่าน พวกเราจะไปไหนกันหรือขอรับ?” ออสการ์หันกลับมาถามตามสัญชาตญาณ
“กลับไปพักผ่อนที่เมืองกระดูกโลหิตสักวัน กินให้อิ่มหนำสำราญแล้วค่อยว่ากัน”ลู่เซิ่งพูดกลั้วหัวเราะ
“หา? กินให้อิ่มหนำสำราญ?”
ออสการ์ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินเช่นนั้นมันถามอย่างไม่เข้าใจนัก “แต่นายท่านขอรับท่านไม่รีบทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพหรือขอรับ? ภารกิจเปลี่ยนอาชีพนั่นมีระยะเวลาจำกัดแค่เจ็ดวันเองนะจนถึงป่านนี้แล้ว ท่านยังมีอารมณ์มาพักผ่อนกินดื่มอีกหรือ?”
“หึๆ เรื่องนี้แกไม่ต้องยุ่ง ฉันรู้ขอบเขตดี แกแค่ทำตามที่ฉันสั่งก็พอ”ลู่เซิ่งยิ้มแย้มโดยที่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม
ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากไปทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพตอนนี้ แต่เป็นเพราะพรสวรรค์‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ ของเขากำลังจะเข้าสู่ระยะคูลดาวน์24 ชั่วโมงในอีกไม่ช้าต่างหาก
และหากขาดสกิล‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ ไปแล้วแผนการที่เขาวางไว้ก่อนหน้านี้ก็จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
ด้วยความจนใจลู่เซิ่งจึงเลือกที่จะกลับไปพักผ่อนที่เมืองกระดูกโลหิตสักวันเพื่อรอจนกว่าคูลดาวน์ของพรสวรรค์เสริมพลังหมื่นเท่าจะกลับมาใช้งานได้ในวันพรุ่งนี้ค่อยวางแผนขั้นต่อไป
“เข้าใจแล้วขอรับ”
เมื่อเห็นดังนั้นแม้ออสการ์จะเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นลู่เซิ่งยืนยันเช่นนี้มันก็ไม่กล้าพูดมากความ ทำได้เพียงข่มความกระวนกระวายในใจไว้แล้วแบกร่างลู่เซิ่งมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองกระดูกโลหิตด้วยย่างก้าวที่ฉับไว
……
ครึ่งชั่วโมงต่อมาลู่เซิ่งก็ได้กลับมายังเมืองกระดูกโลหิตซึ่งเป็นเขตปลอดภัยของประเทศเสินเซี่ยในเขตสงครามทรายโลหิตอีกครั้ง
ในเวลานี้บริเวณด้านนอกเมืองกระดูกโลหิต ยังคงมีซากศพกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
เพียงแต่ซากศพส่วนใหญ่นั้นเป็นของผู้ใช้อาชีพจากพันธมิตรสามประเทศมีเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่เป็นของผู้ใช้อาชีพจากประเทศเสินเซี่ย
แม้ว่าในครั้งนี้เมื่อต้องเผชิญกับการซุ่มโจมตีอย่างกะทันหันของพันธมิตรสามประเทศเหล่าผู้ใช้อาชีพของประเทศเสินเซี่ยจะตั้งตัวไม่ติดจนมีผู้เสียชีวิตไปไม่น้อยในช่วงแรก
ทว่าเมื่อลู่เซิ่งก้าวเข้าสู่สนามรบกระแสของการต่อสู้ครั้งนี้ก็เอนเอียงไปอย่างรุนแรง
เพราะภายใต้การช่วยเหลือจากรัศมีพลังของลู่เซิ่งผู้ใช้อาชีพของประเทศเสินเซี่ยไม่เพียงแต่สามารถโจมตีสวนอีกฝ่ายจนตายได้สำเร็จแต่ยังได้รับทั้งไอเทมดรอปและค่าประสบการณ์จากการสังหารจำนวนมหาศาลอีกด้วย
ในนาทีนี้ขอเพียงเป็นผู้ใช้อาชีพชาวเสินเซี่ยที่เคยอยู่ในทีมของลู่เซิ่งอย่างน้อยที่สุดเลเวลก็เพิ่มขึ้นมาถึง 3 เลเวลแล้ว
ส่วนพวกที่ใจกล้าหน่อยวิ่งไปท้าทายตะโกนด่าทอถึงหน้าเขตปลอดภัยของประเทศศัตรูเลเวลถึงกับพุ่งพรวดขึ้นมาทีเดียว 10 กว่าเลเวลเลยทีเดียว
เห็นได้ชัดว่าสงครามครั้งนี้สำหรับประเทศเสินเซี่ยแล้ว ถือได้ว่าเป็นการได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น
เมื่อกลับมาถึงเมืองกระดูกโลหิตอีกครั้งลู่เซิ่งยังไม่ทันได้ยืนให้มั่นคงก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากริมถนน
“ลู่เซิ่ง”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นจึงรีบมองไปตามเสียงเห็นเพียงเฉาอวี่และสวี่ซาซายืนอยู่ไม่ไกล พร้อมกับโบกไม้โบกมือให้เขาไม่หยุดเห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนมารออยู่นานแล้ว
“ซาซา เฉาอวี่”
ลู่เซิ่งยิ้มบางๆพลางทักทายทั้งสองคน พร้อมกับขี่ออสการ์ตรงเข้าไปหา
ทันทีที่มาถึงข้างกายของทั้งคู่
“ลู่เซิ่ง ขอบคุณนะ”
จู่ๆสวี่ซาซาก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ขอบคุณฉันเรื่องอะไร?”
ลู่เซิ่งเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยส่วนเฉาอวี่ที่อยู่ข้างๆ ก็เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจเช่นกัน
แต่สวี่ซาซากลับไม่ได้อธิบายอะไรเธอเพียงโบกมือเล็กๆ พลางเอ่ยอย่างใจกว้างว่า “ไปเถอะครั้งนี้ฉันเพิ่งยึดไอเทมดรอปมาได้ไม่น้อยเลย เดี๋ยวเลี้ยงมื้อใหญ่เอง”
“ตกลง”
ลู่เซิ่งหัวเราะเบาๆอย่างจนใจแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
จากนั้นทั้งสามคนก็เดินข้างกันเข้าไปยังร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่ง
พวกเขาจองห้องส่วนตัวและสั่งอาหารเลิศรสมาหลายอย่างหลังจากผ่านการต่อสู้มาทั้งคืน ทุกคนต่างก็รู้สึกหิวโหยจึงเริ่มจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็วราวกับพายุพัดถล่ม
จนกระทั่งยามที่สุราผ่านไปสามจอกอาหารผ่านไปห้าจาน
ลู่เซิ่งเรอออกมาด้วยความอิ่มจากนั้นก็มองคู่สนทนาและเอ่ยกับสวี่ซาซาที่ร่วมโต๊ะเดียวกันว่า“ซาซา ฉันอยากให้เธอช่วยอะไรหน่อย”
“ช่วยอะไรเหรอ?” สวี่ซาซาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เอ่อ... คืออย่างนี้นะ”
เมื่อลู่เซิ่งพูดจบเขาก็ลูบจมูกด้วยความขัดเขิน ราวกับกำลังเรียบเรียงคำพูดอยู่
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงฝืนใจพูดออกมาว่า “คือ...เธอพอจะมีถุงน่องติดตัวบ้างไหม?”
“ถุง... ถุงน่องเหรอ?”
สวี่ซาซาหน้าเหวอไปทันทีเธอถามด้วยเสียงสั่นเครือ “นาย... นายคิดจะทำอะไรน่ะ?”
“อย่าเข้าใจผิด ฉันไม่ได้มีความคิดลามกอะไรทั้งนั้นแต่ภารกิจเปลี่ยนอาชีพที่ฉันต้องทำต่อไป มันจำเป็นต้องใช้ไอเทมชิ้นนี้” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ภารกิจเปลี่ยนอาชีพพรรค์ไหนที่ต้องใช้ถุงน่องเป็นไอเทมกัน? นายหลอกเด็กอยู่หรือไง” สวี่ซาซามองบนใส่เขาทีหนึ่งส่วนเฉาอวี่ที่อยู่ข้างๆ ก็แอบขำไม่หยุดเห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนไม่มีใครเชื่อคำพูดนี้ของเขาเลย
“คือ... ตอนนี้ฉันยังอธิบายไม่ได้ แต่ฉันต้องการถุงน่องจริงๆ สักคู่หนึ่งถ้าเป็นโทนสีเข้มจะดีที่สุด” ลู่เซิ่งกล่าวพลางยิ้มขื่นและเสริมว่า“ถ้าเธอไม่มี ฉันคงต้องไปขอผู้หญิงคนอื่นตามถนนแล้วล่ะ”
“อย่า... อย่าทำแบบนั้นเลย...”
พอได้ยินแบบนั้นสวี่ซาซาก็ลนลานขึ้นมาทันที เธอรีบเอ่ยว่า “ถุงน่องน่ะฉันมีอยู่หรอกแต่ว่า... ถุงน่องของฉันมันเป็นคู่ที่ใส่แล้ว... ยังไม่ได้ซักน่ะ...”
“เอ่อ... รสดั้งเดิมงั้นเหรอ... ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้หรอกนะ...” ลู่เซิ่งแสยะยิ้มอย่างพิลึก
“ลู่เซิ่ง นายแน่ใจนะ ว่าจะใช้ถุงน่องทำภารกิจจริงๆ?”
คราวนี้สวี่ซาซามองหน้าลู่เซิ่งแล้วถามย้ำอีกครั้ง
เพราะคำขอของลู่เซิ่งมันประหลาดเกินไปจริงๆนั่นแหละ
เรื่องที่ใช้ถุงน่องทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพเนี่ยตั้งแต่เกิดมาเธอก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกนี่แหละ
“แน่นอนว่าเรื่องจริง” ลู่เซิ่งตอบหนักแน่น
“ก็ได้ งั้นฉันให้ยืม”
ในที่สุดสวี่ซาซาก็กัดฟันด้วยใบหน้าที่แดงซ่านไปถึงลำคอเธอหยิบถุงน่องสีดำออกมาจากช่องเก็บของติดตัว แล้วยื่นให้ลู่เซิ่ง
“ซาซา ขอบใจมากนะ”
โชคดีที่ลู่เซิ่งไม่ได้มีความคิดพิเรนทร์อย่างอื่นจริงๆเขาเพียงรับถุงน่องมาแล้วโยนเข้าไปในช่องเก็บของติดตัวของตัวเองทันที
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเขาก็ลูบท้องที่นูนป่องพลางเอ่ยอย่างพึงพอใจว่า “เอาล่ะฉันอิ่มแล้ว ถ้าไม่มีอะไรอีก ฉันขอตัวไปหาโรงแรมพักผ่อนก่อนนะไว้ค่อยติดต่อกันทางแชตส่วนตัว”
“ได้”
สวี่ซาซาพยักหน้าพร้อมๆกับใบหน้าแดงระเรื่อ
“ไว้เจอกัน” เฉาอวี่เอ่ยเสริม
“อื้ม”
เมื่อเห็นดังนั้นลู่เซิ่งจึงพาออสการ์หมุนตัวเดินออกจากห้องส่วนตัวของร้านอาหารไป
จนกระทั่งส่งลู่เซิ่งลับสายตาไปแล้วเฉาอวี่ถึงหันมามองสวี่ซาซาแล้วถามว่า “ซาซาของใช้ส่วนตัวอย่างถุงน่องเธอยังยอมให้ลู่เซิ่งยืมเธอคงไม่ได้แอบชอบเขาเข้าแล้วหรอกนะ?”
“พูดอะไรน่ะ ไม่ใช่สักหน่อย...”
สวี่ซาซาได้ยินดังนั้นใบหน้าที่แดงอยู่แล้วเข้มขึ้นแทบจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง เธอรีบปฏิเสธตามสัญชาตญาณ
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะพูดจบเฉาอวี่ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วกล่าวต่อว่า “ฉันรู้ว่าลู่เซิ่งเขาเป็นคนหนักแน่นมีคุณธรรมแถมยังมีพรสวรรค์และแข็งแกร่งมาก มันก็ไม่แปลกที่ผู้หญิงจะชอบเขา”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงไป
“แต่เธอเคยคิดไหมว่า พวกเรากับเขาเนี่ย เป็นคนในโลกใบเดียวกันจริงๆหรือเปล่า?”
“นาย... นายหมายความว่ายังไง?” สวี่ซาซาขมวดคิ้วถาม
“เขาน่ะเป็นถึงผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด แต่ที่ตอนนี้เขายังดูโนเนมอยู่นั่นก็เพราะว่าเขาตั้งใจปกปิดตัวเองเอาไว้ตลอดต่างหาก”
เฉาอวี่กล่าวพลางยิ้มขื่น“แต่ว่าจะมีใครบ้างที่ปกปิดตัวเองไปได้ตลอดทั้งชีวิต?”