สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 232 มารในใจ

        น้อยครั้งที่กู่เชียนเยว่จะจริงจังและสุขุมมากขนาดนี้ ขณะที่นางกำลังพูดดวงตาทั้งสองก็จ้องไปยังอันเจิงด้วยความสับสน ทำให้อันเจิงรู้สึกไม่กล้าทำให้คนอื่นผิดหวัง

 

       หรืออาจเพราะพูดถึงเรื่องของชนเผ่ากู่เลี่ยที่ไม่ได้พูดมานานกู่เชียนเยว่เล่าด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา มันทำให้คนอื่นรู้สึกนึกภาพตามนางก้มหน้ามองถ้วยน้ำในมือ ทำให้ไอความร้อนจากถ้วยลอยไปอยู่ที่ใบหน้านาง

 

        “ที่ชนเผ่ากู่เลี่ยไม่เคยก้าวออกจากเทือกเขาชางหมานเลยนั่นก็เพราะตำนานของผู้เฒ่าผู้แก่”

 

        นางพูดเสียงเบามาก แต่ในน้ำเสียงมีความกังวานและชัดเจนถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องที่นางเจอมากับตัว แต่เรื่องนั้นก็สามารถดึงดูดความสนใจใครหลายๆ คน หากอยู่ในร้านค้าหรือที่อื่น ๆ แล้วมีหญิงงามเช่นนี้มาเล่านิทานหรือตำนาน ทั้งยังมีน้ำเสียงที่น่าฟังเช่นนี้เกรงว่าต้องมีคนมาคอยเฝ้าทุกคืนวันแน่

 

        “ด้วยอายุของข้าในตอนนี้ความจริงข้าไม่ควรรู้ความลับพวกนี้ตั้งแต่แรก แต่คงเพราะท่านพ่อมีข้าเป็นลูกเพียงคนเดียวและท่านก็กังวลเรื่องสุขภาพของตัวเอง ฉะนั้นตั้งแต่ตอนที่ข้าเริ่มจำความได้ท่านก็มักจะเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจเพราะท่านคิดว่าข้าอายุยังน้อยหากพูดเพียงรอบเดียวก็อาจลืมได้ และเกรงว่าข้าจะจำความลับนี้ไปเล่าต่อให้ลูกหลานฟังได้ไม่ครบถ้วน”

 

       “ตอนนั้นท่านพ่อบาดเจ็บจากการเข้าร่วมสงครามของเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นจากนั้นจึงมีข้า ร่างกายท่านไม่ฟื้นฟูกลับมาสักทีแล้วท่านก็เริ่มจมเข้าสู่ความเสียใจและความแค้น หากท่านไม่ใช่คนพาชนเผ่ากู่เลี่ยเดินทางออกจากหุบเขาในครั้งนั้นชนเผ่ากู่เลี่ยก็คงไม่ต้องสูญเสียมากขนาดนี้ ท่านมักจะพูดกับข้าเป็นประจำว่า...ลูกเอ๋ยจงจำเอาไว้เป็นถึงหัวหน้าเผ่ากู่เลี่ย เจ้าต้องห้ามโลภมาก ไม่อย่างนั้นอาจเลือกทางผิดก็ได้”

 

        นางหันไปยิ้มให้กับอันเจิง “ขอโทษจริง ๆเดิมทีข้าจะเล่าเรื่องความลับของชนเผ่ากู่เลี่ย”

 

        กู่เชียนเยว่วางถ้วยไว้บนโต๊ะหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งนางก็พูดขึ้น “เล่ากันว่าในยุคเทพเจ้าอารยธรรมก่อเกิดมาจากสามแห่ง แห่งแรกก็คือพื้นที่ที่จักรวรรดิต้าซีอยู่ในปัจจุบันถูกเรียกว่าอารยธรรมกลาง แห่งที่สองก็คือเมืองพุทธ ในบันทึกเรียกว่าอารยธรรมโบราณส่วนอีกแห่งก็คือทางตอนเหนือของเทือกเขาเยี่ยน เป็นพื้นที่อาศัยของชนเผ่าโยวมู่และถูกเรียกว่าอารยธรรมเทือกเขา เล่ากันว่า เมื่ออดีตกาลสามแห่งนี้ถูกปกครองโดยชนเผ่ามาร”

 

        “ต่อมาข้าคิดว่าที่พวกเราเรียกว่ามารอาจไม่ใช่มารจริง ๆ แต่เป็นคนที่กลายร่างเป็นมารเมื่อพูดอีกอย่าง ในตอนนั้นใต้หล้าถูกปกครองโดยผู้บ่มเพาะพลังวัตรที่แข็งแกร่งและมีจิตใจชั่วช้าตอนนั้นมีกฎเข้มงวดสำหรับผู้ฝึกพลังวัตรมีเพียงคนของผู้ปกครองเท่านั้นที่สามารถบ่มเพาะพลังวัตรได้เพื่อควบคุมไม่ให้มีใครมาทำให้อำนาจของตัวเองสั่นคลอน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาค้นหาเด็กที่สามารถบ่มเพาะพลังวัตรได้ แล้วฆ่าตายทุกคน”

 

       “ทหารของเขามักจะเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาตัวเด็กที่มีพรสวรรค์ แม้กระทั่งชนเผ่าต่างๆ บนเทือกเขาก็ไม่ละเว้น จนกระทั่งวันหนึ่งมีทหารกลุ่มหนึ่งรู้สึกผิดและทนไม่ได้กับความรู้สึกเสียใจจึงแอบปล่อยเด็กที่สามารถบ่มเพาะพลังวัตรได้หนีไปเจ็ดคน ตอนนั้นเด็กเจ็ดคนนี้ คนที่โตสุดอายุเพียงแค่เก้าขวบเท่านั้นส่วนเด็กอายุน้อยสุดแค่ห้าขวบ ถึงแม้พวกเขาจะถูกปล่อยหนีไปแต่ก็ถูกทิ้งไว้ในป่าโดยไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย เพราะพวกเขาอายุยังน้อยมากเมื่อต้องอยู่ในป่าที่อันตรายเช่นนั้น โอกาสที่จะรอดชีวิตก็เป็นศูนย์”

 

        “ในตอนนี้เอง เด็กที่อายุมากที่สุดก็ออกมาเป็นผู้นำแล้วดูแลน้องชายน้องสาวที่เล็กกว่า เขาหาอาหาร ตัดต้นไม้มาสร้างที่พักอาศัยกันแดดกันฝนพวกเขาใช้ชีวิตในป่าลึกแบบนี้หลายปีแล้วมีชีวิตรอดมาได้ จากนั้นวันหนึ่งพวกเขาไปจับปลาที่ลำธารแล้วจู่ ๆ ก็เกิดน้ำป่าไหลหลาก”

 

        “น้ำป่าที่พุ่งออกมาอย่างมหาศาลทำลายต้นไม้บนเขาจนเกือบหมดตอนนั้นพวกเขาคิดว่าอย่างไรตัวเองก็คงไม่รอดแน่ แต่ทว่ามีปลาวิเศษขนาดใหญ่ออกมาช่วยชีวิตพวกเขาไว้ปลาวิเศษมอบวิธีการฝึกวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งให้แก่พวกเขาทุกคน แล้วมอบชุดเกราะเกล็ดมัจฉาให้เด็กที่โตที่สุดนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พวกเขาทั้งเจ็ดคนจึงหมั่นฝึกวรยุทธ์อย่างยากลำบากผ่านไปสามสิบปี ในที่สุดพวกเขาก็ฝึกสำเร็จ”

 

        “เด็กคนอื่น ๆ รู้สึกดีมากที่เป็นแบบนี้เพราะพวกเขามีพละกำลังที่แข็งแกร่งและสามารถป้องกันตัวจากสัตว์ป่าได้แล้วแต่เด็กที่อายุมากที่สุดกลับรู้สึกว่า การปกป้องเพียงตัวเองเท่านั้นยังไม่พอพวกเขาต้องช่วยเด็กคนอื่น ๆ ให้มีชีวิตรอดมากกว่านี้พวกเขาควรฆ่ามารเพื่อช่วยเด็กที่เหลือ เด็กเหล่านั้นเห็นพี่คนโตเป็นเหมือนทั้งบิดาและพี่ชายฉะนั้นในเมื่อเขาตัดสินใจแล้ว คนอื่นก็ไม่ได้ต่อต้าน”

 

        “ตอนที่พวกเขาถูกปล่อยเข้าป่ายังอายุไม่ถึงสิบปีเลยด้วยซ้ำแต่ตอนที่ออกมาก็มีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนแล้ว พวกเขาเริ่มทำสงครามกับมาร หลังผ่านความยากลำบากและอันตรายมากมายในที่สุดพวกเขาก็ทำมันสำเร็จ”

 

        นางมองไปทางอันเจิง“นี่ก็คือตำนานผู้วิเศษทั้งเจ็ดที่ชนเผ่ากู่เลี่ยเล่าต่อกันมา”

 

        “แล้วเพราะอะไรสุดท้ายชนเผ่ากู่เลี่ยของเจ้าจึงมาสืบทอดตำนานนี้ คนอื่น ๆ ล่ะ?”ชวีหลิวซีที่นั่งนิ่งมาโดยตลอดถามขึ้นด้วยความสงสัย

 

        กู่เชียนเยว่อธิบาย “นั่นก็เพราะว่าหลังจากทำสงครามกับเหล่ามารแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งเจ็ดคนก็เปลี่ยนไปมีบางคนคิดว่ามนุษย์ทุกคนควรนับถือพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นผู้ช่วยชีวิตมนุษย์ไว้แต่ผู้นำที่อายุมากที่สุดกลับรู้สึกว่า การทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างไปจากมารที่พวกเขาฆ่าอย่างยากลำบากเลยสักนิดการปกครองแผ่นดินในใต้หล้าจะเปลี่ยนให้พวกเขากลายเป็นมารในที่สุด”

 

        “ความสัมพันธ์ของพวกเขาสั่นคลอนความสามัคคีที่มีมานานเริ่มพังทลาย และในที่สุดก็แยกย้ายกันไป ผู้นำพวกเขายืนยันว่าจะให้ทุกคนมีอิสระและไม่บังคับใครส่วนอีกสามคนรับไม่ได้กับความแน่วแน่นี้จึงจากไป สถานที่ที่พวกเขาทั้งสามคนไปอาศัยอยู่ก็คืออารยธรรมเทือกเขานั่นเองพวกเขาเลือกหนึ่งในนั้นขึ้นมาเป็นอ๋อง แล้วรวบรวมมนุษย์ที่อาศัยบนเทือกเขาเป็นหนึ่งเดียวก่อนขึ้นปกครอง”

 

        “เดิมทีพวกเขาทั้งสามคนตกลงเอาไว้ว่าจะผลัดกันขึ้นเป็นอ๋องแต่หลังจากคนแรกได้เป็นอ๋องแล้ว เขาชื่นชอบความรู้สึกที่ได้เป็นใหญ่ฉะนั้นจึงไม่คิดจะเปลี่ยนให้คนอื่นขึ้นมาเป็นอ๋องเหมือนอย่างที่คุยกันในตอนแรกเมื่อเวลานานมากขึ้น ความเห็นแก่ตัวก็มากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายเขาวางแผนฆ่าอีกสองคนจนตายหลังจากผู้นำผู้วิเศษได้ยินเรื่องนี้ เขาจึงจากที่ที่ตัวเองบ่มเพาะพลังวัตรและมุ่งขึ้นไปบนเทือกเขา”

 

        “ก่อนเขาจะจากไปได้สั่งให้อีกสามคนที่เหลือปกป้องทุกคนเพราะตอนนั้นปีศาจและสัตว์ที่บ่มเพาะพลังวัตรมีมาก แล้วพวกมันก็ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีส่วนคนที่บ่มเพาะพลังวัตรในตอนนั้นก็น้อยนัก เดิมทีคนที่เหลืออีกสามคนก็จะไปด้วยแต่เพราะผู้นำไม่ยอม สุดท้ายทั้งสามจึงต้องอยู่ตามคำสั่ง แล้วปล่อยให้ผู้นำคนนั้นขึ้นไปบนเทือกเขาเพียงคนเดียว”

 

        “ต่อมาหนึ่งในสามสังเกตเห็นว่าผู้นำพวกเขาไม่ได้พกชุดเกราะเกล็ดมัจฉาไปด้วยและอาจเพราะความแปลกใจจึงหยิบมันไปแต่ทว่าผู้วิเศษอีกคนเห็นและเกิดความสงสัยในด้านลบ จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายจึงลงมือต่อสู้กันเพราะชุดเกราะเกล็ดมัจฉา เมื่อผู้วิเศษคนที่สามมาถึงพวกเขาทั้งสองก็ต่อสู้กันจนบาดเจ็บสาหัสและเหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายแล้ว ส่วนชุดเกราะเกล็ดมัจฉาเมื่ออยู่ห่างผู้นำผู้วิเศษ พลังที่มีจึงอ่อนแอและถูกทำลายจนกระจายไปทั่วสารทิศจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าหายไปที่ไหนบ้าง”

 

        “เมื่อผู้นำผู้วิเศษกลับมา ผู้วิเศษที่ต่อสู้กันก็ตายไปทั้งคู่แล้วส่วนผู้วิเศษที่เหลืออีกคนก็คือบรรพบุรุษของชนเผ่ากู่เลี่ยนั่นเอง เขาคุกเข่าขอโทษบอกว่าตัวเองไม่อาจดูแลพี่น้องได้ และยังไม่อาจปกป้องชุดเกราะเกล็ดมัจฉาได้อีกส่วนผู้นำผู้วิเศษบอกว่า...ชุดเกราะเกล็ดมัจฉาเป็นเพียงของนอกกายอีกทั้งยังมีพลังมหาศาล มันอาจนำมาซึ่งความโลภของคนมากมายฉะนั้นหลังจากฆ่ามารแล้วก็ไม่คิดจะสวมมันอีก นึกไม่ถึงเลยว่าในที่สุดก็ยังนำมาซึ่งหายนะอยู่ดี ในเมื่อชุดเกราะเกล็ดมัจฉาแตกสลายแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องร้ายอะไร”

 

        “แต่ผู้วิเศษที่เป็นบรรพบุรุษของชนเผ่ากู่เลี่ยกลับรู้สึกว่านั่นเป็นของวิเศษที่ล้ำค่ามันควรกลับมารวมตัวกันอีกครั้งแต่ผู้นำผู้วิเศษกลับบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นแล้ว เขาคิดจะเดินทางจากไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักก็เหมือนตอนที่พวกเขาถูกทิ้งไว้กลางป่า อยู่และดับสูญไปในนั้น”

 

        กู่เชียนเยว่ถอนหายใจแล้วพูด“ผู้วิเศษที่เป็นบรรพบุรุษของข้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

 

       “ผู้นำผู้วิเศษบอกว่าเขาฆ่าผู้วิเศษที่อยู่บนเทือกเขาตายถึงแม้เขาจะรู้สึกว่าคนคนนั้นสมควรตาย แต่หลังจากฆ่าแล้ว พี่น้องทุกคนที่ตายไปกลับติดอยู่ในใจเขาตลอดนี่คือมารที่อยู่ในใจของเขา เขากังวลว่าหากจิตใจของตัวเองมีมารครอบงำและด้วยพลังวัตรที่เขามี มันอาจนำมาซึ่งหายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นเขาจึงตัดสินใจจากไปแล้วหาที่ที่สงบมาขัดเกลามารในใจ”

 

        “ข้าเดาว่ามารที่บอกว่าอยู่ในใจ ความจริงก็คงเป็นความรู้สึกผิดที่ฆ่าพี่น้องตัวเองกระมัง? หรืออาจเพราะทุกคนผิดต่อคำสัญญาที่เคยให้ไว้บนเทือกเขาสูง?ตอนข้ายังเด็ก ทุกครั้งที่ท่านพ่อเล่าเรื่องนี้ ข้าก็มักอดคิดไม่ได้หรืออาจเพราะผู้นำผู้วิเศษที่สวรรค์เลือกรู้สึกว่า หากตอนนั้นพวกเขาไม่เลือกที่จะออกจากป่าลึกละก็ตอนนี้คงไม่มีจุดจบเช่นนี้”

 

        ชวีหลิวซีส่ายหน้า “อย่างไรเสียต่อให้ผู้นำผู้วิเศษไม่มีความคิดเช่นนั้นก็ตามสุดท้ายพวกเขาก็ต้องเลือกออกจากป่าอยู่ดีอาจเพราะอยากตามหาความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่จึงออกจากป่า มีคนเคยบอกว่า แผ่นดินสามารถทำให้คนนิสัยเปลี่ยนไปแต่ในความเป็นจริง สิ่งที่สามารถเปลี่ยนใจคนได้มีมากมายคนที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดีอาจเปลี่ยนแปลงเพราะสภาพแวดล้อมก็ได้”

 

        กู่เชียนเยว่พยักหน้า “อาจเป็นอย่างนั้น หลังจากผู้นำผู้วิเศษจากไปแล้วบรรพบุรุษของชนเผ่ากู่เลี่ยก็กลายเป็นคนที่เย็นชา เขากลับไปใช้ชีวิตในป่าลึกที่พวกเขาเคยอาศัยในวัยเด็กเวลาผ่านไป มีบางคนเข้าป่าเพื่อไปตามหาผู้วิเศษ แล้วสุดท้ายก็อาศัยอยู่ที่นั่นบรรพบุรุษของชนเผ่ากู่เลี่ยแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่ง จากนั้นชนเผ่ากู่เลี่ยก็ค่อยๆ เริ่มก่อเกิดขึ้น ถึงแม้ตำนานของผู้วิเศษยังคงอยู่ แต่ตอนนี้ทุกคนต่างไม่คุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้แล้วมีเพียงหัวหน้าเผ่าเท่านั้นที่ยังต้องสืบทอดตำนานนี้ต่อมาเรื่อย ๆ”

 

        ชวีหลิวซีพูดขึ้น “ฉะนั้นเพราะความเสียใจที่บรรพบุรุษเจ้ามี คนในชนเผ่าพวกเจ้าจึงต้องตามหาชุดเกราะเกล็ดมัจฉา”

 

        กู่เชียนเยว่พยักหน้า “ตอนนั้นเกล็ดมัจฉาชิ้นที่บรรพบุรุษข้าเก็บไว้ ชิ้นที่ลอยเข้าไปอยู่กับอันเจิงเองนั่นแหละเล่ากันว่าเกล็ดมัจฉาชิ้นนี้เป็นชิ้นที่สำคัญที่สุดของชุดเกราะมันสามารถดึงดูดเกล็ดมัจฉาชิ้นอื่น ๆ มาให้กับผู้ที่มีวาสนา”

 

        นางมองไปยังอันเจิง “นิทานจบลงแล้วรู้สึกว่าตัวเองหล่อชะมัดใช่หรือไม่?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ไม่นะข้าไม่มีความรู้สึกอยากช่วยใต้หล้า ฉะนั้นข้าไม่ใช่ผู้วิเศษที่สวรรค์เลือกแน่นอน”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วที่เงียบมาตลอดขมวดคิ้วมุ่นเมื่อผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงใช้น้ำเสียงประหลาดถามอันเจิง “หรืออาจเพราะว่าชนเผ่ามารทั้งหมดและผู้วิเศษทั้งเจ็ดคนในตอนนั้นเกี่ยวข้องกัน”

 

        อันเจิงชะงักไป “ผู้เฒ่าฮั่ว...ความหมายของท่านคือเป็นไปได้มากที่ผู้วิเศษในตำนานก็คือจุดกำเนิดของชนเผ่ามาร?”

 

        ทันใดนั้น สีหน้าของกู่เชียนเยว่ก็ซีดไปทันที“และนั่นก็หมายความว่า เป็นไปได้มากที่สุดท้ายผู้นำผู้วิเศษไม่อาจควบคุมมารในใจได้แต่กลับถูกมารควบคุมจิตใจไปแล้ว...ฉะนั้นจึงเกิดมนต์ดำขึ้น แล้วเกิดชนเผ่ามารในเวลาต่อมา”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วส่ายหน้า “ก็ไม่แน่ข้าเพียงแค่พูดไปอย่างนั้น หากผู้วิเศษที่สวรรค์เลือกท่านนั้นไม่อาจควบคุมมารในจิตใจเป็นไปได้มากที่มนุษย์จะพบวิบัติ”

 

        ชวีหลิวซีมองไปยังอันเจิง“หวังว่าเจ้าจะไม่มีมารในใจตลอดกาล”

 

        อันเจิงยกมือไปลูบหัวของชวีหลิวซี“ข้ามีสิ พวกเจ้าทุกคนเป็นมารที่อยู่ในใจข้า”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน