เทพสงครามหวนจุติ

    ปะทะจี้หมิง

    ตอนที่ 80


    ปะทะจี้หมิง




    เช้าตรู่ ที่สนามประลอง ผู้ชมพรักพร้อม ผู้เข้าแข่งขันตื่นเต้นเป็นทวี 


    “ พบกันอีกครั้งกับการแข่งขันในช่วงที่สอง…”


    เป็นเสียงกล่าวจากพิธีกรผู้เดิมที่ใจกลางสนาม ซึ่งยามนี้จะเห็นได้ว่า อัฐจรรย์คนดูต่างก็ล้วนแต่เต็มไปด้วยผู้คน ที่นั่งพักของผู้เข้าแข่งขันก็เช่นกัน ที่แม้ว่าจะมิใช่คนทั้งหมดที่ได้แข่งขัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดอาจหาญชาญชัย ไม่กล้าเข้าร่วมรับชม


    “ เรามาดูคู่ประลองสำหรับวันนี้กันดีกว่า…”


    สิ้นคำของพิธีกร ข่ายเวทย์ขนาดใหญ่ก็ฉายภาพตารางการแข่ง ไล่เลียงตั้งแต่คู่ประลองแรก จนกระทั่งคู่ประลองสุดท้าย


    “ หืม!! พี่ใหญ่ ท่านเป็นคู่ประลองสุดท้าย”


    เป็นคำกล่าวของซวงเอ๋อร์ นางที่มาวันนี้ก็ยังคงนั่งชิดอยู่ข้างกายของหานเฟิง ซึ่งหานเฟิงที่ได้ยินคำก็เพียงพยักหน้ารับ มิกล่าวสิ่งใดตอบไป


    เวลาล่วงผ่าน พิธีกรกล่าวพูดอยู่ครู่ก็เชิญคู่ประลองแรกก้าวขึ้นสู่เวที สนามประลอง มิใช่อื่นใด หากเป็นวทีประลองแห่งนี้เอง


    ที่เห็นเหินทะยานขึ้นเวทีไปเป็นคนแรก เป็นหลงจิ้งหยาง มันที่ลงไปยืนอย่างสง่างาม ก่อนจะตามมาด้วยศิษย์สตรีจากตำหนักนางเซียน จากนั้น ข่ายอาคมโปร่งแสงก็กางกั้น ก่อนที่คู่ประลองทั้งสองจะเรียกอาวุธออกมากุมกระชับไว้ในมือ


    ทางฝ่ายของหลิงจิ้งหยางเป็นหอกลายมังกรสีคราม สภาวะพลังที่ปลดปล่อยออกมา จึงพาให้ผู้คนทราบว่า หอกเล่มนั้นเป็นอาวุธล้ำค่าระดับนภา


    หากทางฝ่ายของตำหนักนางเซียนก็มิได้น้อยหน้า เพราะผ้าแพรสีขาวก็เป็นอาวุธระดับนภาเช่นกัน


    การประลองเริ่มขึ้น สองฝ่ายทุ่มใส่กันอย่างสุดตัวด้วยกระบวนวิชา หลงจิ้งหยางร่ายรำเพลงทวน พลังปราณสีครามทะลักทะลาย ก่อตัวเป็นเกลียวคลื่นคลุ้มคลั่ง ส่วนทางฝ่ายของตำหนักนางเซียนก็โบกวาดผ้าแพร เรียกเป็นพายุหิมะหนาวเหน็บจู่โจม


    กลับกลายเป็นการดวลกันระหว่างผู้ใช้ปราณวารีสองแขนง หนึ่งคือปราณเหมันต์ อีกหนึ่งเป็นปราณสมุทร 


    มวลน้ำทะลักทะลาย พายุหิมะหนาวเหน็บ สองพลังบรรจบพบกัน กลับเป็นพายุหิมะที่คล้ายจะมีชัยเหนือเกลียวคลื่น มวลน้ำเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง จากปลายยอดคลื่น แผ่ลามไปอย่างรวด หากมิทันไร เกลียวคลื่นลูกที่สองที่ใหญ่กว่า ก็ซัดตลบกลบฝังเกลียวคลื่นลูกแรกที่ถูกแช่แข็งไปในพริบตา ทั้งมิจบเพียงเท่านั้น เมื่อเกลียวคลื่นม้วนพันเป็นศีรษะมังกรขนาดใหญ่ มังกรน้ำอ้าปากกว้าง โถมเข้าใส่ร่างบางหมายจะกลืนกิน


    ศิษย์สตรีจากตำหนักนางเซียนก็ย่อมมิใช่ไก่อ่อน ไหนเลยที่นางจะมาถึงจุดนี้ได้โดยมิเคยผ่านการต่อสู้ เมื่อมังกรน้ำโถมมา นางก็โบกวาดผ้าแพรในมือต้านรับ ควบแน่นปราณเหมันต์เข้าไปในผืนผ้าแพรของนางอย่างเต็มกำลัง


    เสียง “ เปรี๊ยะ!!...” ดังขึ้นเสียดหู มังกรน้ำที่พุ่งมากลับต้องกลายเป็นน้ำแข็งไปอีกครา ก่อนที่มันจะปริแตก แล้วกระจัดกระจายกลายเป็นเศษน้ำแข็งต้องสะท้อนเข้ากับแสงอรุโณทัย


    ทว่า!!...


    ที่อยู่ในน้ำแข็งกลับมิใช่เพียงแค่มวลน้ำ เพราะทันทีที่น้ำแข็งแตกออก ก็เผยให้เห็นเป็นร่างของชายหนุ่มในชุดคราม ชายหนุ่มที่กุมกระชับด้ามทวนไว้ในมือ สภาวะเตรียมพร้อมจู่โจม เป็นเมื่อครู่มันแฝงกายมากับมังกรน้ำ หากกลับถูกแช่แข็ง แต่ก็มิได้ถูกปราณความเย็นทำร้ายแต่อย่างใด ทันทีที่เผยตัว จึงบิดวาดคมทวน ร่ายร่ำออกเป็นกระบวนท่าอย่างสง่างาม


    การประลองเข้าสู้ระยะประชิด เกิดการต่อสู้ติดพัน หลงจิ้งหยางรำเพลงทวนรุกจู่โจมอย่างต่อเนื่อง จนศิษย์สตรีจากตำหนักนางเซียนทำได้เพียงแค่ต้านทาน


    แม้หลงจิ้งหยางจะด้อยกว่าด้วยอายุวัย หากระดับพลังฝีมือกลับเหนือล้ำ ทัดเทียมได้กับศิษย์จากแดนผู้พิทักษ์ กระทั่งยังมากกว่า ยิ่งมา เค้ารางแพ้ชนะจึงเริ่มปรากฏ ท้ายสุดก็เป็นศิษย์สตรีจากตำหนักนางเซียนผู้นั้นที่ปราชัย


    เสียงปรบมือและโห่ร้องดังกึกก้องทั่วสนาม เพราะอย่างไร หลงจิ้งหยางก็ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนของชาวอาณาจักรมังกร การที่มันได้ชัย ย่อมเป็นการเชิดชูเกียรติของชาวอาณาจักรมังกร บรรดาผู้ชมจึงล้วนแต่ยินดี


    พิธีกรกล่าวสรุปผล ทั้งสองฝ่ายก้าวลงจากเวทีประลอง ส่วนคู่ประลองต่อไปก็เตรียมตัวขึ้นเวที


    “ ถังซาน พยายามให้เต็มที่”


    เป็นเสียงกล่าวของตงฟางเยว่ ตรงจุดที่พักผู้เข้าแข่งขัน ของอาณาจักรเมฆคราม


    “ ขอรับท่านที่ปรึกษา ข้าจะไม่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง”


    ถังซานป้องมือรับคำ กวาดไล่สายตามองสหายทั้งเก้า แววตาเต็มไปด้วยสำนึกขอโทษ เป็นเพราะมันตัดสินใจทอดทิ้งสหายในการแข่งขันแรก จึงทำให้ท้ายสุด ที่นอกจากมันแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดผ่านเข้ารอบต่อมา


    “ เจ้าไม่ต้องโทษตัวเองหรอกถังซาน…” ที่กล่าวขึ้นสืบมากลับเป็นหยุนซินถง


    “ เจ้าจงยึดมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง”


    “ ขอรับ องค์หญิง”


    ถังซานรับคำอย่างมุ่งมั่น ก่อนจะหมุนตัวเหินทะยานขึ้นเวทีไป หยุนซินถงมองตามเงาหลังของมัน ก่อนจะได้ยินเสียงกล่าวจากตงฟางเยว่ที่ข้างกายดังขึ้น


    “ วันนี้ท่านดูแปลกไปนะ องค์หญิง”


    “ หืม?!!... อันใดแปลก เราก็เป็นของเราเช่นนี้ตั้งแต่แรก”


    “ ท่านแลดูเอิบอิ่มสดใสขึ้น คล้ายได้ปลดเปลื้องบางสิ่งที่อยู่ในใจ”


    “ เราย่อมไม่มีอันใดในใจ”


    “ จริงหรือ?” นำเสียงของตงฟางเยว่คล้ายจะเป็นการหยอกเย้า หากสายตากลับเหลือบมองไปยังที่นั่งพักของอาณาจักรร่มพฤกษา แลมองชายหนุ่มชุดดำที่สงบนิ่งผู้นั้น ในใจลอบคิดว่า


    ‘ เมื่อคืนท่านพากันหายไปตั้งนานสองนาน มิใช่ว่าต่างก็เสร็จสมกันไปแล้วหรอกรึ?…”


    แน่นอนว่าความคิดที่อุกอาจเช่นนี้ย่อมมิอาจกล่าวออกมา


    บนเวทีประลอง คู่ประลองของถังซานคือชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นชายหนุ่มจากอาณาจักรฟ้าคำรณ 


    ทันทีที่คำ “ เริ่มได้” กังวานขึ้น ถังซานที่สองมือเปลือยเปล่าก็พุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ด้วยสภาวะอันเคลื้อนคล้อยของเท้าก้าวเมฆา ทว่า คู่ต่อสู้ที่พบเจอในครานี้กลับเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาสายธาตุอัสนี เรื่องความเร็วจึงเรียกได้ว่าสูงสุดในหมู่สายธาตุวิชาทั้งปวง


    ในมือของผู้ประลองจากอาณาจักรฟ้าคำรณถือไว้ด้วยกระบี่สีเงิน มองเห็นประกายวิชชุอัสนีแลบลั่น เห็นมันกรีดวาดกวัดแกว่งกระบี่ออกคราหนึ่ง สายอัสนีสีเงินก็พุ่งฝ่าเข้าใส่ถังซานที่มุ่งตรงเข้ามา


    สายอัสนีรวดเร็วเท่าใดมิต้องกล่าวถึง ทว่า สภาวะอันเคลื้อนคล้อยของเท้าก้าวเมฆาก็สามารถพาให้ถังซานเลี่ยงหลบ จนมันสืบเท้าเข้าประชิด กระบวนวิชาฝ่ามืออันเป็นเอกของอาณาจักรเมฆครามจึงสำแดงเดชให้ผู้คนได้ชมมอง


    ถังซานออกฝ่ามือได้รวดเร็วยิ่ง หากกระบี่ที่เกื้อหนุนด้วยเคล็ดสายธาตุอัสนีกลับเร็วกว่า สายวิชชุแลบลั่น กรีดวาดสร้างเป็นเคล็ดสายฟ้าที่พาให้ผู้ชมต้องตื่นตะลึง ทว่า ถังซานนั้นราวกับสายลม แม้จะช้ากว่าสายอัสนี หากยากที่จะสัมผัสถูกกายของมัน 


    การต่อสู้โรมรันกันอย่างดุเดือด เข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนผ่าน สุดท้าย คล้ายจะเป็นวิชาฝ่ามือของอาณาจักรเมฆครามที่มีเปรียบ ชิงเป็นฝ่ายรุกไล่กดดัน ผู้เข้าแข่งจากอาณาจักรฟ้าคำรณผู้นั้นก็ทราบรู้สถานการณ์ ว่าไม่อาจปล่อยให้รูปการดำเนินอยู่เช่นนี้ต่อไป มันสืบเท้าถอย หวังทิ้งระยะห่าง ท่าเท้าอันรวดเร็วก้าวออก ความว่องไวนับเป็นเอกในบรรดาท่าเท้าทั้งปวง


    เพียงพริบตาก็ถอยร่นไปจนไกล วิชาฝ่ามือจู่โจมใกล้ จึงคล้ายจะไม่สามารถกระทำสิ่งใดไปในทันที ทว่า ทุกผู้คนแลเห็นถังซานงอนิ้วจิกเกร็งเป็นกรงเล็บ เห็นมันกระชากอากาศที่เบื้องหน้า หากความเปลี่ยนแปลงกลับอยู่ที่ผู้เข้าแข่งของอาณาจักรฟ้าคำรณผู้นั้น เห็นมันลอยคว้างเข้าหาถังซานอย่างมิอาจต้างทาน


    “ ออกมาแล้ว!! หัตถ์คว้าเมฆา…” เสียงจากพิธีกรดังขึ้นอย่างตื่นเต้น


    ผู้คนชมดู คนอีกผู้ที่ลอยคว้างเข้าหา มอเห็นถังซานแยกเท้าตั้งท่า ย่อตัวชักแขนกลับเตรียมปล่อยกระบวน 


    กระทั่งที่ร่างนั้นลอยมาถึงเบื้องหน้า หัตถ์ขวาของถังซานก็ซัดออก กระแสลมเกรี้ยวกราดกระโชกพัด ผมเผ้าพริ้วสยาย ชุดผ้าโบกกระพือ


    ป่งงงง!!!...


    ร่างที่ลอยคว้างถูกฝ่ามือประทับทรวงอกอย่างหักหน่วง ลอยละลิ่วกลับไป อัดกระแทกเข้าใส่ม่านปราการโปร่งใสจนสั่นสะเทือน


    ผลการประลองของคู่ประลองที่สองเป็นอันสิ้นสุด ชัยชนะตกเป็นของถังซาน ผู้ชมปรบมือแสดงความยิดดี พิธีกรกล่าวความเล็กน้อย ก่อนที่การประลองคู่ที่สามจะเริ่มขึ้นในเวลาต่อมา...



    เวลาล่วงผ่าน การประลองผ่านไปคู่แล้วคู่เล่า มีผู้ยินดี ก็ย่อมมีผู้ที่ต้องผิดหวังเสียใจ กระทั่งล่วงเข้าสู่ยามเย็น แสงอาทิตย์จากฟากฟ้าตะวันตกทอประกายเป็นสีเหลืองส้ม หากการแข่งขันพึ่งจะเสร็จสิ้นไปเพียงแค่แปดคู่การประลองเท่านั้น ซึ่งยังเหลืออยู่อีกครึ่ง พิธีกรจึงตัดสินให้มีการแข่งขันกันในวันต่อไป


    ตกค่ำ บางตำหนักที่ปรากฏผู้ชนะในการประลองย่อมมีการเฉลิมฉลองยินดี ตำหนักที่พักของอาณาจักรเมฆครามก็ด้วย หากที่ค่ำนี้กลับมิได้มีเพียงแค่กลุ่มคนจากอาณาจักรเมฆคราม เพราะยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่ม ที่ต้องกล่าวว่าเป็นคนของอาณาจักรเมฆครามเช่นกัน ก็ได้มาเข้าร่วม ซึ่งเป็นกลุ่มใดไปไม่ได้ นอกจากกลุ่มของหานเฟิง พวกมันก็ย่อมต้องยินดีที่คนของอาณาจักรตนเองได้ชัย หากเป็นเพราะวันนี้ที่ได้องค์หญิงใหญ่เชื้อเชิญให้พวกมันมาร่วมงาน ทุกผู้คนต่างก็ไม่ปฏิเศษ ยิ่งมารดาหานเฟิงยิ่งไม่ปฏิเสธ ชุดลากบุตรชายเข้ามาร่วมงานด้วยตัวท่านเอง


    หานเฟิงเห็นการกระทำของมารดาก็ทราบรู้ เป็นท่านที่อย่างไรก็คิดหวังอยากจะได้ลูกสะใภ้เป็นองค์หญิงถึงสองคน...


    ซึ่งหานเฟิงก็มิคิดขัดขวางความเพ้อฝันของมารดา ปล่อยให้ท่านได้คิด ได้มโนต่อไป ตัวมันตบเท้าเข้างานอย่างเป็นปกติ กล่าวแสดงความยินดีต่อพระเอกของงาน ถังซาน ผู้ที่แสดงออกอย่างเป็นมิตร เห็นกลุ่มคนบ้านนอกของหานเฟิงก็มิได้รังเกียจแต่อย่างใด ต่างก็โอพาปราศัยกันด้วยดี


    บรรยากาศในงานชื่มมื่น หานเฟิงที่ค่ำนี้จะน้อยครั้งจึงได้สนทนากับองค์หญิง นางเองก็สนทนากับมันด้วยรอยยิ้ม ไม่มีเรื่องราวติดค้างในใจ หานเฟิงเองก็สัมผัสได้ ว่าหยุนซินถงหลังจากที่ได้สนทนากันไปเมื่อคืน ได้เปลี่ยนไปแล้ว นางคล้ายจะสลายเงาดำในใจลงไปได้ หากมันกลับขบคิดยังไม่เข้าใจ รอยยิ้มของนางนั้น ไฉนยังคงคล้ายว่าจะพึงใจต่อมัน


    เลิกงาน กลุ่มคนของหานเฟิงต่างพากันกลับที่พัก หยุนซินถงก็ออกมาส่ง หากคงรั้งหานเฟิงไว้กล่าวสนทนาเป็นการส่วนตัว


    เมื่อกลุ่มคนจากไปหน้าตำหนักจึงเหลือเพียงเงาร่างของทั้งสอง


    “ พรุ่งนี้พยายามเข้า ข้าจะเอาใจช่วย” ย่อมเป็นคำกล่าวของหยุนซินถง


    “ ขอบคุณท่าน สำหรับกำลังใจ” กล่าวจบก็หยุดมองหญิงสาว รอคอยว่านางจะมีสิ่งใดจะกล่าวกับมันอีก หากเนิ่นนาน หญิงสาวเบื้องหน้ากลับเพียงแค่ยิ้ม ไม่คล้ายจะกล่าวสิ่งใดออกมา


    “ หืม?!! ท่านรั้งข้าไว้ใช่จะกล่าวเพียงเท่านี้?”


    “ เพียงเท่านี้” นัยน์ตาของหยุนซินถงฉายแววขบขัน คล้ายพึงใจที่ได้กลั่นแกล้งชายหนุ่มที่เบื้องหน้า


    หานเฟิงส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนจะกล่าวคำขอตัว ทว่า สืบเท้าออกไปแล้ว กลับต้องหยุดลง มันหมุนตัวกลับ หันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวอีกครา


    “ ขอถามท่านตามตรง…” มันกล่าวด้วยท่าทางน้ำเสียงที่จริงจัง “ เป็นยามนี้ท่านคิดต่อข้าเช่นไร? ”


    นี่จึงเป็นสิ่งที่มันไม่เข้าใจ เมื่อคืนกล่าวคำสนทนาต่อนางไปมากมาย นางว่า นางคิดตกแล้ว มันยังคงเข้าใจว่านางเลือกที่จะตัดใจไปจากมัน แต่หากเป็นเพราะความรู้สึกของมันในวันนี้ ความรู้สึกที่มันสัมผัสได้ว่า นางยังคงเดิม…


    หยุนซินถงได้ยินคำก็ยิ้ม “ คิดต่อเจ้าเช่นไรล้วนไม่สลักสำคัญ เจ้ามีชีวิตของเจ้า ก็จงใช้ชีวิตในแบบของเจ้า ส่วนตัวข้าก็มีชีวิตในแบบของข้า ข้าจึงเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ข้าต้องการ”


    หานเฟิงฟังคำก็พอเข้าใจถึงความนัย จึงได้แต่ถอนใจกล่าวคำ “ ท่านก็รู้ ว่าข้ามิอาจปันใจให้แก่ท่าน...” กล่าวไป ก็สังเกตสีหน้าแววตาของนาง หากมันกลับเห็นเพียงความแน่วแน่และมั่นคง นางมิได้หวั่นไหนต่อถ้อยความนี้ของมัน คำ “ จะบอกให้ท่านตัดใจ” จึงได้แต่ต้องกล้ำกลืนกลับลงคอ


    “ หากเช่นนี้… สักวันท่านอาจจะต้องเสียใจ”


    หยุนซินถงฟังคำก็ยิ้ม เป็นรอยยิ้มอันดื้อรั้น “ เชื่อเถอะ ว่าข้าจะไม่มีวันเสียใจ...”




    ค่ำคืนผ่าน รุ่งเช้ามาเยือน สนามประลองยังคงคราคร่ำไปด้วยผู้คน ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกกลุ่มต่างมาครบ แม้บางกลุ่มที่หมดโอกาสจะแข่งขันก็ร่วมมา


    พิธีกรกล่าวความ ก่อนดำเนินงานต่อจากที่ค้างเอาไว้เมื่อวาน คู่ประลองที่เก้าถูกเชิญขึ้นสู่เวที ผู้ชมเห็นเป็นชายร่างหนาใหญ่ ที่เส้นผมชี้ชันสั้นเพียงปรกหู หากที่สำคัญ ทั้งเส้นผมและขนคิ้วของมันเป็นสีแดงเพลิง เห็นพิธีกรขานนามของมันว่า หยางหยาง


    แซ่หยาง นามก็หยาง เป็นศิษย์จากนิกายเพลิงสวรรค์


    ส่วนคู่ประลองของมัน เป็นชายหนุ่มร่างบางในชุดเทา ที่บนแผ่นหลังสะพายไว้ด้วยกระบี่หนักสีดำเล่มเขื่อง ดูไปไม่สมตัว ซึ่งมันผู้นี้ก็เป็นศิษย์จากแดนผู้พิทักษ์ เป็นสุสานเทพศัสตรา


    การประลองเริ่มขึ้น หยางหยางก็เรียกเอาอาวุธออกมาจากแหวนมิติ อาวุธของมันก็เป็นกระบี่หนัก เป็นกระบี่หนักสีแดง ที่ยามเมื่อใช้ควบคู่ไปกับเคล็ดอัคคี จึงยิ่งพาให้ดูร้อนแรงดุดัน


    การประลองคู่นี้เป็นไปอย่างดุเดือด หยางหยางมีเคล็ดอัคคีเป็นแกนหลัก ส่วนศิษย์จากสุสานเทพศัสตราเชี่ยวชาญในเพลงกระบี่ เรื่องความสำเร็จทั้งสองแทบจะไม่เป็นรองกัน ฟาดฟันกระบี่แต่ระครา สร้างเสียงสั่นสะท้านจนพาให้บรรยากาศสั่นสะเทือน


    การต่อสู้ดุเดือดทุกขณะ ผู้ชมชมดูแทบลืมหายใจ ต่างฝ่ายต่างไม่มีเค้ารางว่าจะพ่าย หากสุดท้ายแพ้ชนะกันในจังหวะเดียว


    เป็นหยางหยางจับจังหวะมีเปรียบ หวดฟาดกระบี่หนัก เรียกหาเปลวอัคคีให้ลุกท่วม เป็นฝ่ายปิดฉากการประลอง นำพาชัยชนะมาสู่ตน


    การแข่งขันจบลง ผู้ชมปรบมือกันเกรียวกราว ต่างก็ตื่นตาตื่นใจไปกับการประลอง


    พิธีกรก้าวขึ้นเวที กล่าวคำเชยชมต่อการประลองอย่างเป็นพิธี ก่อนจะเรียกหาคู่ประลองต่อไปให้ขึ้นมา…



    เวลายังคงล่วงผ่าน กระทั่งบ่ายคล้อย การประลองคู่ที่สิบห้าก็จบลง ผู้มีชัยเป็นศิษย์จากสุสานเทพศัสตรา หานเฟิงชมดูก็ทราบว่าคนผู้นี้จึงกลายเป็นคู่ต่อสู้ในรอบหน้าของตน ทว่า มันคิดเช่นนั้น หากคู่ประลองของมันในรอบนี้ทราบรู้เข้า ก็คงจะขุ่นแค้นจนต้องอกแตกตาย เพราะตัวยังมิทันจะได้แข่งขัน คู่ประลองก็คล้ายจะบอกว่าเป็นตนได้ชัย


    แน่นอนว่าจี้หมิง คู่ประลองของมันย่อมมิทราบความคิดนี้ หานเฟิงชมดูเวทีประลองที่ว่างเปล่า สิ้นเสียงประกาศเชิญตัว ก็เห็นจี้หมิงผู้นั้นเหินทะยานขึ้นเวทีไปอย่างสง่างาม


    ผิดกับคนอื่นๆ หานเฟิงตบเท้าเดินขึ้นเวทีไปอย่างสงบ นั่นเพราะว่า ระดับพลังของมัน ยังไม่อาจทำให้มันสามารถเหินบิน


    ผู้ชมชมมอง แทบจะพากันทำนายผล หนึ่งคนขอบเขตปราณนภา ทว่าอีกคนกลับแค่ปราณปฐพี เรื่องที่ชายหนุ่มผ่านเข้ารอบมาอย่างเป็นปริศนา ไม่มีผู้ใดให้ค่า ต่างคิดกันไปว่า เป็นมันใช้ออกด้วยวัตถุอาคม


    ทว่า รอบนี้เป็นการประลอง แม้ไม่มีกฏ หากด้วยธรรมเนียมปฏิบัติของการต่อสู้ ย่อมไม่มีคนนำของเช่นนี้ออกมา


    กรรมการสนามสั่งให้ผู้ประลองเตรียมพร้อม หานเฟิงเรียกอาวุธเป็นทวนสีเงิน เล่มเดียวกันกับที่มันใช้สู้ศึกกับกิ้งก่ากัมปนาท ส่วนฝ่ายตรงข้าม ผู้ชมชมมอง ก็เห็นมันล้วงเป็นม้วนกระดาษออกมา


    ม้วนกระดาษ อาวุธ?...


    นี่จึงเป็นคำถามที่ทุกผู้คนพากันสงสัย หากมิทันไร ความสงสัยก็ถูกเฉลยออกมา


    เมื่อม้วนกระดาษคลี่กางออก ก็เห็นเป็นรูปหน้าของคนผู้หนึ่งที่ด้านใน


    เป็นหานเฟิง...


    ที่แท้กลับเป็นใบประกาศจับของหานเฟิง เป็นจี้หมิงผู้นี้แสดงใบประกาศออกมาให้ทุกผู้คนได้มองเห็น ก่อนที่ถ้อยคำกล่าวของมันจะดังกังวาน


    “ คนผู้นี้ ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมการประลอง”

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน