ส่วนเพื่อนที่ตั้งใจฟังมาตลอดเมื่อได้ยินหยางหลิวพูดแบบนั้น พวกเขาจึงพูดโต้แย้งทันควันอย่างไม่เห็นด้วย
“ แต่นายก็สอนดีมากจริง ๆ นะ อาจารย์ที่สอนเทียบนายไม่ติดเลย! ”
“ ใช่ ๆ ต่อให้อาจารย์สอนอีกรอบ ฉันก็ไม่เข้าใจหรอก ต้องเป็นนายเท่านั้นแหละหยางหลิว”
“ ถ้าให้ฉันท่องสูตรที่นายสอนมาฉันยังท่องได้จนหมดเลยนะจะบอกให้! ”
“ อย่าพูดถ่อมตัวเลย นายน่ะเก่งมากนะ ฉันรู้ดีว่าฉันโง่คณิตศาสตร์มากแค่ไหนแต่พอได้นายสอนนี่เหมือนกับคนละเรื่องเลย ”
“ ฮ่า ๆ ถ้าทุกคนคิดอย่างนั้น ผมก็ต้องขอขอบคุณมากครับส่วนถ้าทุกคนมีอะไรไม่เข้าใจ หรืออยากให้ผมช่วยตรงไหนก็บอกมาได้นะครับ ถ้าหาผมไม่เจอก็ติดต่อผ่านลู่เอินกับเหมยอี๋ก็ได้ฮ่า ๆๆ ” เมื่อเห็นว่าพูดถ่อมตนไปก็ไม่ได้อะไร ดังนั้นหยางหลิวจึงพูดขอบคุณที่ยกย่องเขาแทน
“ ไหน ๆ หยางหลิวก็มาติวให้จนเข้าใจแล้วเอาเป็นว่าวันนี้พวกเราไปเที่ยวกันดีไหม ? ” ฉับพลันก็มีคนเสนอไอเดียขึ้นมาเพื่อขอบคุณหยางหลิวที่ช่วยติวหนังสือให้
“ เยี่ยมเลย ! งั้นเราไปเที่ยวผับที่อยู่ใกล้ ๆกันดีไหม ? ” เพื่อนอีกคนก็พูดขึ้นมาบ้าง
“ คลายเครียดกันหน่อยก็น่าจะดีนะ ติวมาตั้ง 4 ชั่วโมงแล้วด้วย ดื่มอะไรเย็น ๆ ชุ่มคอก็ไม่เลว ฮ่า ๆๆ ” อีกคนพูดเสริมขึ้นเช่นกัน
“ เอ่อ.. จะดีเหรอครับ ? พวกคุณก็เป็นผู้หญิงตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ? เข้าผับอะไรแบบนั้นคงไม่ดีมั้ง ” หยางหลิวพูดอย่างไม่เห็นด้วยก่อนจะหันไปมองหน้าลู่เอินกับเหมยอี๋อย่างเป็นห่วง
แน่นอนว่าหยางหลิวไม่ได้กังวลกับผู้หญิงคนอื่นแต่คิดมากเรื่องสองสาวนี่ต่างหาก
“ แหม ! ดีอยู่แล้วสิพวกฉันน่ะดื่มได้สบาย ๆ แล้วลู่เอินกับเหมยอี๋ก็ไปใช่ไหม ? ” เมื่อตอบหยางหลิวแล้ว เพื่อนก็หันมาถามทั้งสองคนบ้าง แต่ดูเหมือนเธอคนนี้ไม่ได้ถามอย่างเชิญชวนธรรมดาๆ ทว่าถามเพื่อกดดันลู่เอินกับเหมยอี๋ซะมากกว่า
“ เอ่อ… ไปก็ได้ ” ลู่เอินลังเลใจนิดหน่อยแต่สุดท้ายเธอก็ตอบตกลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ งั้นฉันก็ไปด้วยละกัน ”ส่วนเหมยอี๋ก็ตัดสินใจตามลู่เอิน
“ เฮ้อ ช่วยไม่ได้แฮะ ” หยางหลิวพึมพำออกมาก่อนที่จะถามขึ้นว่า
“ แล้วถ้าผมชวนรูมเมตมาด้วยจะได้หรือเปล่าครับ ?”
ที่หยางหลิวอยากให้รูมเมตมาร่วมงานด้วยนั่นเพราะหยางหลิวคิดว่าคงมีแต่คนชวนเขาคุยแน่ ๆ อย่างเรื่อง “ ทำยังไงถึงจะเรียนเก่ง ” “ ทำยังไงถึงจะสอบได้เต็ม” ซึ่งหยางหลิวค่อนข้างลำบากใจที่จะตอบ และเขาก็อยากพูดคุยกันสามคนมากกว่า
ดังนั้นหากรูมเมตของหยางหลิวมาด้วยมันก็จะกลายเป็นว่าเพื่อนของเขาจะช่วยดึงดูดความสนใจไปแทนนั่นเอง
“ ได้สิไม่มีปัญหา คนมาเยอะยิ่งสนุก ” คนที่เอ่ยปากชวนตอบอย่างรวดเร็ว
“ โอเค เดี๋ยวผมโทรบอกเพื่อนก่อนนะ ” เมื่อหยางหลิวพูดจบ เขาก็หยิบโทรศัพท์โทรหาว่านเซี่ยงทันที
...
“ หยางหลิว สุดยอดมากเพื่อนรักแต่ละคนนี่แหล่มมากเลยเพื่อน ” ว่านเซี่ยงพูดอย่างยิ้ม ๆซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ในหมู่ผู้ชายด้วยกัน
“ ฮ่า ๆๆๆ แบบนี้สิถึงจะเรียกว่ารักกันจริงโอ้เพื่อนรักหยางหลิว ! ฉันรักนายที่สุด ” หลัวโก่วพูดเสริมอีกคนด้วยท่าทางตื่นเต้นแปลก ๆ เล็กน้อย
“ เฮ้ย ! พอเลย ๆ พวกนายสองคน” หยางหลิวไม่คิดว่าพวกบ้านี่จะดีใจกันขนาดนี้แถมยังทำตัวเสียมารยาทอีกตอนนี้หยางหลิวจึงเริ่มรู้สึกคิดผิดแล้วที่ชวนรูมเมตมาด้วย
และในขณะเดียวกันนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเรียกความสนใจของเพื่อนๆ จำนวนมาก
“ อะแฮ่ม !เอาเป็นว่างานนี้ฉันเลี้ยงเอง ทุกคนกินกันตามสบาย ! ” จู่ ๆกู๋เจ๋อก็ประกาศขึ้นมาเสียงดัง
พฤติกรรมนี้ของกู๋เจ๋อนับว่าแปลกมากยิ่งเมื่อเทียบกับเวลาไปกินข้าวด้วยกันกับเพื่อนกับฝูง เขาไม่เคยพูดว่าเลี้ยงออกมาจากปากสักคำเดียว
“ เฮ้ย ! อย่าตัดหน้าดิวะกู๋เจ๋อฉันก็จะเลี้ยงเหมือนกัน ! ” แน่นอนว่าว่านเซี่ยงมีท่าทีไม่ยินยอมอย่างเห็นได้ชัดเพราะครั้งนี้เขาก็ต้องการได้รับความสนใจจากสาว ๆ ต่างคณะด้วยเช่นกัน
“ ไม่ได้ ๆ วันนี้เป็นวันพิเศษสำหรับฉันฉันก็ต้องเลี้ยงสิ ! ” กู๋เจ๋อรีบพูดอย่างรวดเร็ว
“ วันพิเศษอะไรวะ ? ” หลัวโก่วถามอย่างสงสัย
“ ก็วันนี้มันวันพิเศษไง ! วันนั้นน่ะวันพิเศษ เอ่อวัน... ” แต่พอเจอคำถามของหลัวโก่วกู๋เจ๋อกลับตอบอย่างมีพิรุธ จนทำให้คนอื่น ๆ รู้ว่าวันนี้ไม่ใช่วันพิเศษอย่างที่กู๋เจ๋อพูดเอาไว้
“ เดี๋ยว ๆ แบบนี้ก็ได้เหรอวะ ? ไม่ต้องมาตีเนียนเลย” ว่านเซี่ยงพูดอย่างไม่พอใจ
“ พอ ๆ เลิกเถียงกันได้แล้วเอาเป็นว่าพวกนายออกกันคนละครึ่ง โอเคไหม ? ” หยางหลิวคิดว่ามันคงไม่จบง่ายๆ แน่ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ดังนั้นเขาเลยเสนอความคิดนี้ออกมายังไงทั้งสองคนก็แค่อยากได้ความสนใจจากสาว ๆ เท่านั้นถ้าช่วยกันจ่ายก็คงไม่มีปัญหาอะไร
“ เอางั้นก็ได้ ” กู๋เจ๋อได้แต่ตอบตกลงอย่างช่วยไม่ได้อีกอย่างการออกค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรนัก อย่างน้อยตอนนี้สาว ๆสองสามคนก็แอบเหล่ตามองมาที่เขาแล้วด้วย
“ ฮ่า ๆ ตกลงตามนั้น ออกคนละครึ่งก็ได้ ไปกันพวกเรา !” ส่วนว่านเซี่ยงเองก็เห็นด้วย
โชคดีว่าในครั้งนี้ว่านเซี่ยงและกู๋เจ๋อออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานให้ มันจึงเป็นงานปาร์ตี้ที่ค่อนข้างยอดเยี่ยมมากเพราะไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกิน หรือเครื่องดื่มต่างสั่งได้อย่างไม่อั้น ทุกคนสามารถสนุกได้อย่างเต็มที่
แม้ช่วงแรก ๆ ของงาน ทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงต่างมีอาการเขินกันอยู่บ้างจึงไม่มีใครกล้าผละออกจากกลุ่มของตน ทว่าพอเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ง คนส่วนใหญ่ก็เริ่มหันไปพูดคุยกับเพื่อนที่ตนสนใจอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
อย่างเพื่อนชายคนหนึ่งไปนั่งคุยคู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งทั้งสองก็จะเน้นพูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่ว ๆ ไป อาจมีการหยอดคำหวานให้กันบ้างตามสถานการณ์ซึ่งแต่ละฝ่ายก็ค่อย ๆ ใช้เวลาดูนิสัยใจคอของกันเป็นต้น
ซึ่งตามหลักแล้วมันก็ควรจะเป็นแบบนั้นแต่ที่แปลกไปหน่อยก็คือพวกหยางหลิวนี่แหละ เพราะพวกเขาดันนั่งอยู่ด้วยกันสามคนแถมยังพูดคุยกะหนุงกะหนิง หยอกล้อกันไปมาอย่างหวานเยิ้ม จนทำให้คนรอบข้างต่างรู้สึกอิจฉาจนทนไม่ไหว
“ หยางหลิวนายไม่ไปดื่มกับเพื่อนหน่อยเหรอ ? อยู่ตรงนี้น่าเบื่อแย่เลยนะ ” ลู่เอินถามพลางจ้องหน้าหยางหลิว
“ นั่นสิ ฉันนึกว่านายจะชอบดื่มกับเพื่อนซะอีก จริง ๆนายไปก็ได้นะ ยังไงดื่มกับพวกฉันคงไม่สนุกหรอก ” เหมยอี๋พูดเสริม
ซึ่งก็เป็นอย่างที่พวกเธอทั้งสองว่าเพราะตั้งแต่เริ่มงานจนกระทั่งตอนนี้เหมยอี๋กับลู่เอินยังดื่มไม่ถึงครึ่งแก้วเลยด้วยซ้ำดังนั้นมันคงจะดีกว่าถ้าให้หยางหลิวไปอยู่ด้วยกันกับกลุ่มเพื่อนของเขาและดื่มกันอย่างสนุกสนานมากกว่านี้หน่อย
“ ไม่เป็นไร ผมว่าอยู่แบบนี้แหละดีแล้ว อีกอย่างผมต้องดูแลพวกเธอด้วยไงส่วนจะไปไหนคงไม่ได้หรอก ” หยางหลิวพูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ทั้งสองคน
“ ทำไมนายต้องมาดูแลพวกฉันด้วยล่ะ ? พวกฉันดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว ไปเลย ๆ ชิ่ว ! ชิ่ว !” ลู่เอินดูจะหมั่นไส้กับท่าทียิ้ม ๆ แบบนั้น เธอจึงตอบกลับอย่างฉับไวและทำเป็นไล่หยางหลิวให้ไปนั่งกับเพื่อน ๆ ของเขาซะ
“ อ้าว ! ถึงพวกเธอจะดูแลตัวเองได้ก็จริงแต่ดูผู้ชายพวกนั้นสิ เล่นจ้องพวกเธอใหญ่เลย ถ้าเกิดผู้ชายพวกนั้นเข้ามาคุยกับพวกเธอจะให้ผมทำไงล่ะ? ” หยางหลิวถามออกไปตรง ๆ เพื่อสื่อว่าที่เขายังนั่งอยู่ตรงนี้ก็เพราะเขาไม่อยากให้ใครเข้ามาจีบพวกเธอนั่นเอง
“ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายล่ะ ? ถ้าพวกเขามาคุยฉันก็แค่ตอบไป ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ใช่ไหมเหมยอี๋ ? ” ลู่เอินก็ยังพูดอย่างกวนๆ เช่นเดิม แถมดึงเหมยอี๋มาเป็นพรรคพวกด้วยอีกต่างหาก
“ เอ่อ... ” เหมยอี๋ไม่เห็นด้วยกับลู่เอินแต่เธอก็ไม่กล้าพูดไป
“ ก็ผมหวงนี่ บอกไว้เลยนะผมไม่ยอมหรอกที่จะให้ใครมาจีบพวกเธอแบบนั้นน่ะ ! พวกมันต้องข้ามศพผมไปก่อน! ” หยางหลิวพูดอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง และจากนั้นเขาก็ใช้แขนรวบเอวของทั้งสองคนที่อยู่ข้างๆ ดึงทั้งลู่เอินทั้งเหมยอี๋ให้เข้ามาชิดแน่น ก่อนจะส่งสายตาดุดันไปยังพวกผู้ชายที่กำลังมองดูอยู่
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่หยางหลิวดื่มเข้าไป? หรือเพราะว่าความหึงหวงที่ทำให้เขากล้าแตะเนื้อต้องตัวสองสาวมากขึ้นกันแน่?
อย่างไรก็ตามนั่นก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากเพราะมันทำให้ผู้ชายที่มองลู่เอินกับเหมยอี๋หันหน้าหนีไปตาม ๆ กัน
“ ตาบ้า ! อย่าทำแบบนี้สิ…คนมองตั้งเยอะนะ ” ลู่เอินอดไม่ได้ที่จะว่าหยางหลิว ยิ่งมีคนอื่นมองเธอด้วยมันยิ่งทำให้เธออายมากขึ้นไปอีก
ถึงอย่างนั้นลู่เอินไม่ได้ขัดขืน ตรงกันข้ามเธอกลับเอาหัวซบไปที่หัวไหล่ของหยางหลิวแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันอาจจะเป็นเพราะแรงที่หยางหลิวดึงเธอเข้ามาก็ได้
“ นี่...หยางหลิว ” ส่วนทางเหมยอี๋ก็เขินอายไม่แพ้กันแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองคนแตะเนื้อต้องตัวกันยังไงซะมันก็เป็นเรื่องที่ยังทำให้หัวใจสั่นไหวได้อยู่ดี
อีกอย่างเหมยอี๋ก็ได้ยินหยางหลิวพูดออกมาชัดเจนว่าหวง“ พวกเธอ ” ไม่ใช่ “ เธอ ” ที่หมายถึงลู่เอินเพียงคนเดียว แถมตอนนี้หยางหลิวยังโอบรัดเธอแน่นอีกต่างหากสิ่งเหล่านี้ก็สื่อได้ว่าเธอเองก็มีความสำคัญต่อหยางหลิวไม่น้อย และความสัมพันธ์ของเธอกับหยางหลิวอาจจะไม่ได้จบที่สถานะเพื่อนเหมือนที่เธอกังวลก็เป็นได้