ระหว่างที่ฮ่องเต้ทานอาหารใกล้เสร็จอวี้หลันที่ยังต้องการทำสิ่งที่มารดาร้องขอให้สำเร็จจึงได้ตัดสินใจเอ่ยขอกับบิดาตน
“เสด็จพ่อลูกอยากขออะไรสักอย่างได้มั้ยเพคะ” อวี้หลันเอ่ยขึ้นย่างลังเลเพราะกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ
“ว่ามาสิเจ้าอยากได้อะไร” ฮ่องเต้ใช้ผ้าเช็ดปากทั้งเอ่ยถาม
“ก่อนท่านแม่จะสิ้นใจได้ขอให้หม่อมชั้นตามหาเสด็จพ่อให้พบ เมื่อพบแล้วจึงอยากให้นำท่านกลับบ้านแต่ท่านพ่อเป็นถึงฮ่องเต้เช่นนั้นคงไม่ได้อีก เช่นนั้นอย่างน้อยกลับไปเยี่ยมท่านได้มั้ยเพคะ”
ฮ่องเต้นิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ด้วยฐานะนี้ไม่สะดวกต้องเดินทางไกลเช่นนั้น แต่บุตรีเอ่ยถึงขนาดนี้ทั้งตัวเขาเองก็คิดอยากกลับพบนางสักครั้งแม้ตอนนี้เหลือเพียงป้ายวิญญาณ
“ให้ข้าจัดการหลายๆ อย่างเสียก่อนแล้วพ่อจะพาเจ้ากลับไปดีหรือไม่”
“ดีเจ้าค่ะ” อวี้หลันที่ได้ยินบิดากล่าวคล้ายรับปากก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ
“ฝ่าบาทเช่นนั้นขอกระหม่อมบังอาจขอติดตามไปด้วยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หยาง อู๋เสินเอ่ยขอทั้งมองอวี้หลันด้วยสายตาที่ไม่อยากห่างจากนาง
อวี้หลันพอได้เห็นสายตาเช่นนั้นก็ทำให้นึกถึงเรื่องที่ฝูเหนียงกล่าวถึงเรื่องเมื่อคืนทั้งอาการของตัวนาง จึงรีบหลบตาไปด้วยความกึ่งอึดอัดกึ่งวางตัวไม่ถูกเพราะในใจก็รู้ดีแล้วว่าเขานั้นมีคู่หมั้นเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว
ฮ่องเต้ดูท่าทางของนางก่อนยิ้มมุมปากออกมา
“ข้ารู้ว่าเจ้าเคยช่วยชีวิตนางไว้แต่ตอนนี้นางก็ไม่ใช่สาวใช้ของเจ้าอีกแล้ว เจ้ายังไม่ว่างละไปมาตำหนักนี้ราวกับเป็นคฤหาสน์ตระกูลหยางของตนเช่นนี้เรื่องนี้ยังต้องถามข้าอีกหรือ หยาง อู๋เสินข้าถามเจ้าจริงๆ เจ้าชอบพอรักใคร่บุตรีข้าท่านหญิงเจียหนิงจริงจังเพียงใด”
หยาง อู๋เสินหันมองหน้าอวี้หลันที่อยากได้ยินคำตอบจากเขาเช่นกัน เขายิ้มกว้างออกมาคล้ายจะเขินอายแต่ตรงไปตรงมา
“ข้าชอบดอกไม้ป่าที่สามารถชูช่อได้ด้วยตัวเองมากกว่าดอกไม้ที่รอให้ผู้คนเชิดชู”
“กระหม่อมชอบท่านหญิงพ่ะย่ะค่ะ ชอบมาตั้งแต่แรกเห็นชอบมาตั้งแต่เด็กๆ”
ฮ่องเต้เองดูพอใจกับคำกล่าวของเขาอยู่มากจึงได้หัวเราะออกมา แต่พออวี้หลันกลับมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจในประโยคสุดท้าย
“ตั้งแต่เด็กๆ หรือ”
“อวี้หลันเจ้าจำไม่ได้แต่ข้าจำเจ้าได้” หยาง อู๋เสินกล่าวเสร็จก็ยิ้มให้นางแล้วเล่าถึงเรื่องเมื่อครั้งวัยเด็ก
“สิบเอ็ดปีก่อนตอนนั้นข้าติดตามท่านพ่อไปดูกิจการโรงชาที่เมืองอี้เฉิง บริเวณเชิงเขาข้าวิ่งตามกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเจ้าไปบนเขาไม่ระวังจึงได้สะดุดล้มขาแพลงโชคดีที่เจ้าเดินเก็บสมุนไพรผ่านมา อวี้หลันเจ้าแบกข้าขึ้นหลังพากลับไปยังกระท่อม ท่านป้าและเจ้าช่วยดูแลอยู่หลายวันจนข้าหายดีจำไม่ได้เลยหรือ”
อวี้หลันฟังแล้วย้อนคิดตามตอนนั้นนางเองเพียงห้าหรือหกขวบไม่แน่ใจตอนที่ได้พบเด็กชายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ด้วยความสงสารจึงได้เข้าช่วยเหลือพากลับบ้านรักษาทั้งสองที่อายุไม่ต่างกันนักดูแล้วเด็กชายคงแก่กว่าราวสองปีจึงได้พูดคุยเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อหายดีเด็กชายคนนั้นบอกว่าตนจะกลับไปหาบิดาด้วยเกรงว่าเขานั้นจะเป็นห่วงแต่เด็กชายคนนั้นกลับไม่เคยหวนกลับมาอีกเลย
“เด็กชายคนนั้นเป็นท่านหรือ” นางเอ่ยอย่างสงสัย
หยาง อู๋เสินยิ้มหวานทั้งพยักหน้าให้นาง
“เจ้าอาจจำข้าไม่ได้ ตอนแรกข้าเองก็จำเจ้าไม่ได้แต่ตอนที่ได้เห็นปานแดงสองจุดบริเวณโคนต้นคอเจ้าข้าถึงจำได้เช่นกัน”
อวี้หลันเมื่อได้ยินว่าเขาจำนางได้จริงๆ จึงได้เข้าใจว่าทำไมเวลาที่ผ่านมาเขาถึงได้ดีกับนางต่างจากคนอื่น ในใจก็รู้สึกดีใจที่เขานั้นจำตนเองได้แต่อีกใจก็รู้สึกสงสัยต่อความรู้สึกที่ผ่านมาว่าตกลงแล้วเขาชอบนางที่เป็นนางจริงๆ หรือเพราะว่าความจำวัยเด็กเหล่านั้นจึงเพียงอยากตอบแทนนางบ้างเท่านั้น
“ปานแดงสองจุดบริเวณโคนต้นคองั้นหรือ โคนต้นคอมีเสื้อผ้าปกคลุมมิดชิดเจ้าไปเห็นได้อย่างไร” ฮ่องเต้กล่าวด้วยเสียงแข็งขึ้นอย่างน่าตกใจ
“ตอนที่นางโดนกลุ่มนักล่าเด็กสาวไล่ตาม อวี้หลันได้เป็นลมล้มลงตอนนั้นเสื้อของนางเปิดออกเล็กน้อยกระหม่อมจึงได้เห็นพ่ะย่ะค่ะ” หยาง อู๋เสินรีบกล่าวแก้ตัวไป
“ดี เช่นนั้นก็ดีอย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้าล่วงเกินบุตรีข้าเป็นอันขาด”
คำพูดของฮ่องเต้ทำเอาคนทั้งสองรู้กสึกสัท้านไปทั้งตัวแต่ก็ฝืนยิ้มแสร้งว่าไม่มีสิ่งใด
“ท่านพ่อ” อวี้หลันรีบกล่าวเปลี่ยนเรื่องทั้งยิ้มกล่องไม้ขึ้นเปิดแล้วบรรจงหยิบใบเฟิ่งของมารดาออกมา
ฮ่องเต้หยิบบางส่วนออกมาจ้องมองอย่างคิดถึงความหลังทั้งโหยหาเศร้าโศก
“ท่านแม่ยังจดบันทึกทุกวันจนนาทีสุดท้าย บัดนี้ข้าพบท่านแล้วความทรงจำเหล่านี้ควรเป็นท่านที่ได้รับรู้”
ใบเฟิ่งใบที่ยี่สิบสาม
“มงคลยามเปลี่ยนผลัดวัยสาวเข้าสู่ภรรยา” กล่าวถึงวันที่ทั้งสองได้เข้าพิธีแต่งงาน
ใบเฟิ่งใบที่เจ็ดสิบสอง
“เวลายามเย็นเดินเล่นเคล้านภา” กล่าวถึงตอนที่ทั้งสองออกไปเดินเล่นด้วยกันอย่างสุนทรีท่ามกลางป่าไผ่ที่ไหวเอนตามแรงลม
ใบเฟิ่งใบที่สองร้อยสิบแปด
“อวี้กวง อวี้หลัน” กล่าวถึงตอนที่ทั้งสองทราบข่าวตั้งครรภ์ตั้งชื่อลูกน้อยหนึ่งชายหนึ่งหญิง
ใบเฟิ่งใบที่สองร้อยยี่สิบสี่
“ธุระแดนไกลจำใจจากลา” กล่าวถึงตอนที่ฟางจิ่นต้องออกเดินทาง
ใบเฟิ่งใบที่สามร้อยสี่
“วสันต์สารทล้วนแปรเปลี่ยนใจยังคำนึง” กล่าวถึงการรอคอยสามีหวนคืน
ใบเฟิ่งใบที่สามร้อยแปดสิบ
“เวลาไม่รั้งรอบุตรสาวเติบโตไร้บิดา”
ฮ่องเต้นั่งอ่านความทรงจำที่ทั้งเจ็บปวดและทรมานกับการรอคอยของหญิงผู้เป็นที่รักตนนั้นก็ปวดใจตาม สีหน้าเข้มแข็งดุดันต่อหน้าธารกำนัลถูกแต้มด้วยรอยย่นบนหน้าผากดวงตาหมองหม่น
อวี้หลันค่อยๆ ยื่นมือไปจับกุมมือของซ้ายของบิดาอย่างเข้าใจ ฮ่องเต้วางใบเฟิ่งเหล่านั้นกลับลงในกล่องไม้แล้วใช้มือขวานั้นตบลงที่มือของบุตรสาวอย่างซึ้งใจและขอบคุณ ไม่เพียงขอบคุณนางที่ไม่ถือโทษโกรธบิดาที่ทิ้งขว้างนางและมารดาเช่นนี้แต่รวมถึงความเข้าใจที่นางมี แม้เขานั้นเป็นฮ่องเต้มีบุตรมากมายทั้งชายหญิงแต่ล้วนแล้วก็ต้องมีช่องว่างเข้ากั้นกลางด้วยเรื่องของอำนาจและความทะเยอทะยานเพื่อตำแหน่งต่างจากนางที่เป็นเพียงสามัญทั้งไม่ทะเยอทะยานและจิตใจดี
ด้านฮูหยินหยางสั่งให้จับตาบุตรชายของตนไว้และคอยรายงานอยู่ตลอดแม้บัดนี้อวี้หลันได้เป็นถึงท่านหญิงแต่ฐานะนั้นก็เพียงเลื่อนลอยสำหรับนาง อย่างไรฮูหยินหยางก็ยังมองว่างนั้นไร้ที่มาที่ไปเป็นสกุลที่มีไม่คุ้มค่ากับการเกี่ยวดอง ไม่เหมือนคุณหนูหวังที่ไม่ได้ตัวเปล่าเล่าเปลือยที่มีบิดาเป็นขุนนางน้องสาวเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท (องค์ชายใหญ่) พี่ชายเป็นกุนสือทัพฝ่ายใต้
“พ่อบ้านหวงท่านอยู่ตระกูลหยางมานานควรเข้าใจมากกว่าผู้อื่น กิจการของตระกูลจะยิ่งใหญ่และมั่นคงมาได้ขนาดนี้เราเองเสียไปไม่น้อยเกมการเมืองล้วนเกี่ยวข้องมาตลอด หยางต้าวันข้างหน้าต้องเป็นผู้นำตระกูลทั้งดูแลกิจการทั้งหมดนี้จะมองเพียงความรักหนุ่มสาวได้อย่างไร” ฮูหยินหยางกล่าวอย่างตำหนิต่อพ่อบ้านหวงที่คอยช่วยเอ่ยแก้ตัวให้คนทั้งสองมาโดยตลอด
วังหลวงตำหนักทรงงานฮ่องเต้
“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะพระสนมวันนี้ฝ่าบาทไม่ได้อยู่ที่นี่”
พระสนมเจียงที่ให้คนนั้นจัดเตรียมสำรับอาหารมาด้วยหวังได้ทานอาหารกับฝ่าบาท ได้ยินเช่นนั้นก็แปลกใจจึงได้เอ่ยถาม
“เช่นนั้นฝ่าบาทเสด็จไปที่ใด”
“เรื่องนี้กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
คนของฮองเฮาที่แอบฟังที่ห่างๆ เมื่อรู้ว่าฮ่องเต้ไม่ได้อยู่ทานอาหารกับพระสนมเจียงเหมือนทุกครั้งก็รีบกลับไปรายงาน
“ฝ่าบาทไม่อยู่ทิ้งให้พระสนมเจียงต้องนำสำรับอาหารกลับไปงั้นหรือ ข้าเองชักอยากพบท่านหญิงคนนี้สักครั้งแล้วสิ”
“ให้คนไปตามนางเลยหรือไม่เพคะ” หลิวมาม่าเอ่ยถามเพื่อรอคำสั่งจากผู้เป็นนาย
“เอาไว้อีกสักระยะเถอะ ข้าไม่อยากมีปัญหากับฝ่าบาทอีก” สายตาของฮองเฮาเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ดูเหนื่อยใจไม่น้อย