ข้อความในเศษซากตำราที่ปรมาจารย์รุ่นแรกของสำนักแพทย์เชิ่งหัวค้นพบได้กล่าวถึงมนุษย์ผู้มีนัยน์ตาสีโลหิต ข้อความสั้นๆที่ระบุว่ามนุษย์เผ่าพันธุ์นี้มีสองเขี้ยวและมีนัยน์ตาสีแดงทำให้ผู้ก่อตั้งสำนักแพทย์เชิ่งหัวรู้สึกประหลาดใจ ความประหลาดใจแปรเปลี่ยนมาเป็นความอยากรู้และกลายมาเป็นความสนใจ ความลับเรื่องมนุษย์ผู้มีนัยน์ตาสีแดงถูกส่งต่อไปยังเจ้าสำนักแพทย์เชิ่งหัวรุ่นหลัง ซึ่งเจ้าสำนักแพทย์เชิ่งหัวทุกรุ่นต่างก็มีพันธกิจในการค้นหาเผ่าพันธุ์ที่หายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ปรมาจารย์แพทย์เทวะไม่ได้มีความรู้เรื่องการรักษาเพียงอย่างเดียว หยุนยี่เชิ่งสนใจในทุกๆร่างของสิ่งมีชีวิตในทวีปเฉียนฉิน เขามีวิชาจำแนกกายาที่สามารถสำรวจลึกถึงอีกมิติของร่างกายผู้คน ซึ่งนั่นก็ทำให้ปรมาจารย์แพทย์เทวะรู้ว่าร่างกายของจิวฟงผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไป
ถึงแม้หยุนยี่เชิ่งจะรู้สึกสงสัยตอนที่ตรวจร่างกายของเจ้าหัวขโมยตัวน้อย ทว่าเขาก็ไม่ปักใจเชื่ออย่างสุดส่วนว่าเด็กที่มีเขี้ยวซี่ซ้ายและมีกายากำเนิดซึ่งผิดแผกจากผู้อื่นคือเชื้อสายของมนุษย์ผู้มีนัยน์ตาสีแดง ที่ปรมาจารย์แพทย์เทวะสอบถามถึงถิ่นกำเนิดของเด็กชาย ก็เพียงเพราะว่าเด็กชายมีกายากำเนิดที่หาไม่ได้ในหมู่มนุษย์ทั่วไป แต่ครั้นพอได้ยินเรื่องเล่าของความทรงจำโบราณ หยุนยี่เชิ่งก็เชื่อมั่นถึงแปดส่วนว่าฟงจิวมีเชื้อสายของพวกกึ่งเทพอสูรที่หลงเหลืออยู่ในทวีปเฉียนฉิน
หยุนยี่เชิ่งเคยคิดว่าที่เด็กชายหยุดการเจริญเติบโตเพราะกายากำเนิดที่ยังหลับใหล บ่อยครั้งที่กายากำเนิดซึ่งทับซ้อนอยู่ในร่างกายก่อให้เกิดความผิดปกติ ตอนนั้นเขาคิดว่าหากปรุงโอสถเพื่อกระตุ้นการตื่นของกายาอันสูงส่ง เด็กชายตัวเปี๊ยกก็คงจะเจริญเติบโตดังเช่นผู้คนปกติ
“ที่แท้เด็กนี่ก็มีเชื้อสายของมนุษย์ผู้มีนัยน์ตาสีแดง ฟังจากที่ผู้อาวุโสหานเล่า ไม่แน่ว่าที่ฟงจิวไม่โตขึ้นอาจเป็นเพราะธรรมชาติแห่งเชื้อสายของเผ่าพันธุ์กึ่งเทพอสูร” สายตาของหยุนยี่เชิ่งยังคงจับจ้องไปยังเด็กแซ่ฟงอย่างไม่กะพริบตา
หานยี่สังเกตเห็นเขี้ยวซี่ซ้ายของฟงจิวตั้งแต่อยู่ในเขตอาคมของเฮ่อโถว แม้จะอาศัยอยู่ในร่างของหุ่นผู้มีปราณขั้นสาม แม้พลังปราณของร่างนี้จะไม่สูงส่ง ทว่าการรับรู้ของเขายังคมกริบเฉกเช่นผู้มีปราณขั้นที่เก้าระดับสุดท้าย ขั้นที่สามารถแยกแยะสรรพสิ่ง ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเห็นชัดว่าเขี้ยวที่ดูธรรมดาๆนั้นแตกต่างจากเขี้ยวของมนุษย์ทั่วไป
ลี้เฟิ่นไม่รู้จะกล่าวอะไร เด็กชายตัวจ้อยผู้เป็นศิษย์ของหวงหยินฟาคือเผ่าพันธุ์เดียวกับผู้มีพระคุณของตระกูลลี้ บิดาของลี้เจ่ยเดาว่าที่จิวฟงมีเขี้ยวข้างเดียว อาจเป็นเพราะว่าเด็กชายมีสายเลือดผสม
จิวฟงนั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิก ในหัวของเขาปราศจากความคิด เขาไม่ได้คิดทบทวนถึงชาติกำเนิด ไม่ได้ใคร่ครวญว่าใครคือบุพการี แค่ปราดตามองดูท่าทีของความทรงจำโบราณและปรมาจารย์แพทย์เทวะ เด็กชายก็รู้ทันทีว่าตัวเขาไม่ใช่มนุษย์...อย่างน้อยเลือดในกายครึ่งหนึ่งของเขาก็ไม่ใช่!
ในห้องรับแขกของตระกูลลี้เงียบสนิท ไม่มีใครพูดคุยหรือไต่ถาม คนทั้งสามต่างมองมาที่เด็กชายตัวจ้อย จิวฟงค่อยๆเงยหน้าแล้วกวาดตามองคนทั้งสาม สุดท้ายสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ชายชราผู้มีเครายาว เจ้าเปี๊ยกเม้มปากแน่น แล้วจิวฟงก็กล่าวออกมาด้วยเสียงสั่น
“ท่านปรมาจารย์แพทย์เทวะ แล้วอย่างนี้ข้าจะสูงหรือไม่!ท่านยังจะปรุงยาเพิ่มความสูงให้ข้าได้หรือไม่!” พูดจบจิวฟงก็ลุกไปเขย่าแขนหยุนยี่เชิ่งอยู่ซ้ำๆ
หานยี่หัวเราะจนท้องแข็ง ดูเหมือนว่าเจ้าเปี๊ยกจะไม่อนาทรร้อนใจที่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อสายของกึ่งเทพอสูร เด็กชายมัวแต่กังวลอยู่กับรูปร่างเตี้ยๆ ฝ่ายลี้เฟิ่นถอนหายใจหนึ่งที เขาเดาได้แล้วว่าจิวฟงเดินทางไปยังสำนักแพทย์เชิ่งหัวเพื่ออะไร
“ถึงเวลาเดี๋ยวก็โตเอง...” หานยี่ยิ้มบอกเด็กชาย จากนั้นเขาก็บอกว่าพวกกึ่งเทพอสูรจะหยุดการเจริญเติบโตตั้งแต่หัดเดินลมปราณ จิวฟงเบิ่งตากว้าง เขาหันขวับมองหุ่นพยนต์ที่รู้ความลับของร่างกายกึ่งเทพอสูร แล้วเขาก็เอ่ยถามความทรงจำโบราณอย่างนอบน้อม
“ท่านผู้อาวุโสหานยี่ผู้สูงส่ง คำว่า‘ถึงเวลา’นี่คือเมื่อไร ท่านพอจะรู้ไหมว่าเมื่อไรข้าจะโต!” หานยี่หัวเราะกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจ้าเด็กตัวแสบ เขาทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้าหนึ่งที
“ไม่รู้สิ เรื่องนั้นจ้าวเฉินไม่เคยบอกข้าไว้”
“ไม่รู้แล้วจะพยักหน้าทำไม!”
ลี้เฟิ่นบอกถึงเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดมาแต่รุ่นบรรพบุรุษ ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ช่วยให้หานยี่รู้เบาะแสของจ้าวเฉิน ความทรงจำโบราณพอจะรู้ว่าเหตุใดจ้าวเฉินจึงยื่นมือเข้าช่วยตระกูลลี้จากภัยพิบัติใหญ่ แต่หานยี่ก็ไม่ได้เปิดเผยกับผู้นำตระกูลลี้ ฝ่ายปรมาจารย์แพทย์เทวะก็ไม่ได้สืบสาวประวัติของเด็กชายจากลี้เฟิ่นดังที่เคยตั้งใจ จากท่าทีของฟงจิวและลี้เฟิ่นแสดงให้เห็นแล้วว่าทั้งสองรู้จักกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้เขายังรู้แล้วว่าเหตุใดเด็กชายจึงมีกายากำเนิดที่หายาก
หยุนยี่เชิ่งยอมรับกับเด็กชายตามตรง ปรมาจารย์แพทย์เทวะไม่มั่นใจเสียแล้วว่าจะปรุงโอสถเร่งการเจริญเติบโตสำเร็จหรือไม่ การที่เด็กชายมีสายเลือดที่ผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไปทำให้เขาหนักใจ เมื่อได้ยินคำกล่าวของปรมาจารย์แพทย์เทวะ จิวฟงก็ถึงกับหน้าม่อย
“ท่านปรมาจารย์แพทย์เทวะปรุงโอสถด้วยโสมพันปีตัวผู้ไม่ได้หรือ...”
“โสมวิเศษนั่นใช้ได้กับร่างกายของมนุษย์ แต่เจ้า...” หยุนยี่เชิ่งยั้งวาจา เขาเกือบจะพูดออกมาว่าฟงจิวไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งนั่นก็ทำให้ชายชรารู้สึกผิดอยู่ในใจ
“...เอาเป็นว่าข้าจะลองปรุงโอสถให้เจ้าก็แล้วกัน แต่อย่าลืมว่าเจ้ายังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขให้ลุล่วง แม้เจ้าจะมีความสามารถมากสักเพียงใด แต่เจ้าก็ต้องรับการทดสอบเพื่อกลายมาเป็นศิษย์ฝ่ายในตามระเบียบของสำนัก จงขึ้นมาบนยอดเขาเหลียนฉีแล้วกลายมาเป็นศิษย์ของข้า จากนั้นเจ้าต้องเข้าร่วมงานแสดงความรู้ในนามศิษย์ของสำนักแพทย์เชิ่งหัว”
หยุนยี่เชิ่งเอ่ยปากขอฟงจิวมาเป็นศิษย์เพียงชั่วคราว ลี้เฟิ่นถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อกเมื่อรู้ว่าเด็กชายจะต้องไปเป็นศิษย์ของผู้อื่นแม้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ บิดาของลี้เจ่ยไม่อยากจะคิดว่าหากหวงหยินฟารู้เรื่องนี้ ชะตากรรมของจิวฟงจะเป็นอย่างไร
จิวฟงยิ้มแหยๆ ฝ่ายหยุนยี่เชิ่งเห็นผู้นำตระกูลลี้ปั้นหน้าไม่ถูก ก็พาลเข้าใจว่าลี้เฟิ่นไม่เต็มใจให้ฟงจิวมาเป็นศิษย์ของตน ขณะที่ปรมาจารย์แพทย์เทวะกำลังหาวิธีโน้มน้าวผู้นำตระกูลลี้ เจ้าเปี๊ยกก็กระแทกเข่าลงต่อหน้าบิดาของศิษย์ผู้พี่ แล้วจิวฟงก็ร้องบอกกับลี้เฟิ่น
“ท่านอาจารย์!ข้าไปเป็นศิษย์ของสำนักแพทย์เชิ่งหัวเพียงแค่หกเดือน หลังจากนั้นข้าก็จะไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับทางขุนเขาเหยาวู่ ท่านอาจารย์ก็ยังเป็นอาจารย์ของข้าดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ขอให้ท่านอาจารย์อนุญาตและเมตตาศิษย์คนนี้ด้วยเถิด!” พูดจบเจ้าเปี๊ยกก็โขกหัวกับพื้นดังโป๊กๆ
“ข้าน่ะเมตตาเจ้าอยู่แล้ว แต่ว่าท่านหวงหยินฟานี่สิ...”
แค่คิดลี้เฟิ่นก็รู้สึกสยอง เขาปาดเหงื่อที่ซึมออกมาจากใบหน้า แล้วลี้เฟิ่นก็กล่าวคำอนุญาตออกมาอย่างยากลำบาก
“ตะ...ตามใจ”
ยานเหาะสีขาวลอยลงมายังทุ่งกว้างใจกลางหมู่บ้านแพทย์ฝึกหัด คนทั้งหลายที่รอการกลับมาของปรมาจารย์แพทย์เทวะต่างก็มองไปยังพาหนะเหินหาว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เด็กชายผู้ครอบครองสัตว์อสูรสองตน กลุ่มผู้รับการทดสอบกลุ่มสุดท้ายเห็นเด็กชายกลับมาพร้อมกับเหล่าแพทย์ คนเหล่านั้นก็เดาได้ว่าฟงจิวคงจะได้กลายมาเป็นแพทย์ฝึกหัดเช่นเดียวกับพวกเขา
ลีเฮ่ยช้วนส่งสายตาแทนคำถาม ฝ่ายฟงจิวก็พยักหน้าหลายๆที รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเด็กชายทำให้ทุกคนรู้ว่าฟงจิวผ่านการตรวจสอบประวัติ จางเหมยต้านขมวดคิ้วพร้อมกับมองหน้าปรมาจารย์แพทย์เทวะราวกับจะไต่ถาม
ปรมาจารย์แพทย์เทวะกระซิบสั่งการกับหัวหน้าแพทย์ฝ่ายใน ฝ่ายคนที่มีนัยน์ตาเรียวเล็กพยักหน้าด้วยอาการเคารพ จากนี้ไปเขาต้องสั่งให้ศิษย์ของเขาเหลียนฉีปิดบังนามที่แท้จริงของความทรงจำโบราณ แม้จะไม่เห็นประโยชน์ในการกระทำเช่นนั้น แต่เขาก็มิได้คัดค้านคำสั่งของผู้เป็นเจ้าสำนัก
หยุนยี่เชิ่งเดินไปยังคนทั้งยี่สิบ เขาดันหลังจิวฟงให้ไปรวมกลุ่มกับคนเหล่านั้น ไป๋ลี่เห็นปรมาจารย์แพทย์เทวะแสดงกิริยาดังกล่าว แพทย์ผู้คุมระเบียบก็พยักหน้าหนึ่งครั้งแล้วยื่นป้ายสีขาวราวกับงาช้างให้กับฟงจิว
“ศิษย์ใหม่คนอื่นล้วนได้ป้ายประจำตัวไปหมดแล้ว เหลือเพียงเจ้าเท่านั้นที่เป็นคนสุดท้าย” ดวงตาของไป๋ลี่มีแววสุกสกาว เขามองเด็กชายผู้สามารถต่อแขนขาให้หุ่นพยนต์อยู่สักพัก จากนั้นเขาก็ยื่นบันทึกกฎระเบียบและข้อพึงรู้ที่เกี่ยวกับสำนักแพทย์เชิ่งหัวให้เจ้าเปี๊ยก
จิวฟงเห็นกฎระเบียบที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดเล่มหนาก็ไม่ย่อท้อ เขาพลิกหน้ากระดาษแล้วอ่านอย่างรวดเร็ว สายตาของเขากวาดไปมา ขณะเดียวกันเขาก็เอ่ยถามแพทย์ผู้คุมระเบียบอย่างเกรงใจ
“เอ่อ ท่านไป๋ลี่...ไม่ทราบว่าเป็นแพทย์ฝึกหัดแล้วจะได้เงินเท่าไร”
ไป๋ลี่ส่ายหัวไปมา นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เด็กชายถามเรื่องเงินๆทองๆ เขามองหน้าเด็กชายอย่างสงสัย แล้วในที่สุดแพทย์ผู้คุมระเบียบก็เอ่ยถาม
“ฟงจิว เจ้ามีปัญหาอะไรกับเรื่องเหรียญเงิน ตั้งแต่เจ้าขึ้นมาบนเขาเหลียนฉี เจ้าถามเรื่องนี้เป็นครั้งที่สองแล้วนะ” หางเสียงของไป๋ลี่กระด้างเล็กน้อย ฝ่ายจิวฟงโบกมือไปมา ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรออกมานั่นเอง เฮ่อโถวก็ยื่นเหรียญเงินพวงหนึ่งมาให้เด็กชายตัวน้อย
“ฟงจิวมาจากตระกูลลี้ ที่นั่นใช้เหรียญทองแดงเป็นสกุลเงิน ข้าเข้าใจว่าเขาคงไม่มีเหรียญเงินติดตัว”
“หือ...”
จิวฟงมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทีงุนงง ยังจะไม่ทันพูดอะไร หัวหน้าแพทย์ฝ่ายในก็ยัดเหรียญเงินใส่มือเขา เจ้าเปี๊ยกเหลือบตามองคนทั้งหลาย เขาเห็นว่าสายตาที่มองมาเปี่ยมไปด้วยความสงสาร ขณะนั้นเองปรมาจารย์แพทย์เทวะก็เอาเหรียญเงินมาให้เด็กชายอีกหนึ่งพวง
“ฟงจิวเป็นเด็กกำพร้า ข้าคิดว่าที่เขาถามเรื่องเงินคงเพราะขัดสนหนัก”
“...”
เจ้าเปี๊ยกยืนนิ่ง ที่ผ่านมาเขาต้องใช้ทั้งความรู้ ทั้งเล่ห์เหลี่ยม ใช้ทั้งกำลังเพื่อให้ได้มาซึ่งเหรียญเงิน การที่เขาได้เงินมาง่ายๆเช่นนี้ เขารู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย จิวฟงไม่คาดคิดว่าจู่ๆเงินก็ลอยมาหาเขาเอง
“ข้า...คือความจริงข้าก็ไม่ได้ขัดสนขนาดนั้น...” เจ้าเปี๊ยกที่กำลังอึ้งพูดเสียงเบาพร้อมกับมองดูเหรียญเงินในมืออย่างเหม่อลอย เสียงอันแผ่วเบาของเด็กชายทำให้ไป๋ลี่รู้สึกผิด เขายื่นเหรียญเงินสองพวงให้เด็กชายตัวเตี้ยแล้วตบไหล่ฟงจิวไปอีกสองที
“เก็บเงินนี้ไว้ใช้ ข้าไม่รู้ว่าเจ้ายากจน ข้าขอโทษด้วย...”
แล้วคนอีกหลายต่อหลายคนก็เดินเข้ามาหาเจ้าเปี๊ยก ทั้งแพทย์ฝึกหัด ทั้งผู้ที่ผ่านการประเมินทั้งยี่สิบ ทั้งแพทย์อาวุโสและบุคลากรต่างมอบเหรียญเงินให้ฟงจิวคนละเล็กคนละน้อย จิวฟงยืนตัวแข็ง เขาอ้าปากค้างเมื่อเห็นเงินก้อนโต
พอตั้งสติได้ เด็กชายก็หยิบถุงวิเศษออกมา เขาวิ่งไปหลบหลังต้นไม้ จากนั้นเจ้าเปี๊ยกก็ค่อยๆแง้มถุงวิเศษอย่างช้าๆ เจ้าเปี๊ยกมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ด้วยเกรงว่าผู้คนจะเห็นสิ่งของล้ำค่า เขากลัวว่าคนทั้งหลายจะเห็นเหรียญเงินจำนวนนับไม่ถ้วนที่เก็บไว้ข้างใน
“วันหลังอย่าให้เงินกับฟงจิวต่อหน้าคนจำนวนมาก ทำเช่นนี้ทำให้เขาอับอาย ดูนั่นสิ เขาไม่ยอมออกมาจากหลังต้นไม้เลย!” ชายที่อยู่ในชุดขาวผู้หนึ่งกล่าว ขณะที่อีกหลายคนต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เจ้าแมวดำมองมนุษย์หน้าโง่แล้วถอนหายใจ มันเคยเห็นเจ้าเปี๊ยกเอาสมบัติมาวางเรียงตอนที่อยู่ในคอก เจ้าแมวดำรู้ดีกว่าใคร มันรู้ว่าเด็กชายตัวจ้อยมั่งคั่งมากเพียงไหน!