ห้องรับประทานอาหารภายในปราสาทตอนนี้ทุกคนกำลังอยู่กันพร้อมหน้าเพียงแต่บรรยากาศกลับดูไม่สดใสเลยแม้แต่น้อยเจ้าหญิงลิลิธที่แม้เธอจะมีท่าทีเย็นชาอยู่แล้วแต่ตอนนี้เธอกลับแผ่รังสีที่ไม่ว่าใครต่างก็พากันรู้สึกอึดอัดยิ่งกว่าปกติส่งนเรเชลก็เอาแต่รับประทานเงียบๆ ไม่พูดไม่จา
พระราชาอัลเฟรดที่กำลังทานอาหารอยู่ตรงหัวโต๊ะย่อมต้องรับรู้บรรยากาศเหล่านี้และเลือกที่จะทำตัวเป็นอากาศธาตุส่วนสาเหตุที่บรรยากาศเป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะลูกชายตัวดีของเขามันไม่อยู่มาหลายวันแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขามองไปทางภรรยาเพราะว่าดูเธอกำลังร่าเริงเหมือนเช่นทุกทีมองเหล่าลูกๆ และสามี กำลังทานอาหารฝีมือเธออยู่ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้คนที่ทำหน้าที่รับสอนเธอทำอาหารก็คือลาน่า
ยิ่งเขาได้เห็นความร่าเริงของเธอเขาก็ทั้งรู้สึกดีใจและอิจฉาที่ดีใจก็คือภรรยาของเขายังมีความสุขและอิจฉาก็คือเธอยังร่าเริงได้ทั้งที่มีบรรยากาศเช่นนี้
ลิลิธตั้งแต่มานั่งที่โต๊ะอาหารเธอก็ไม่แต่อาหารเลยแม้แต่คำเดียวเอาแต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่พูดอะไรตลอดระยะเวลาเธอพยายามที่จะออกจากห้องแต่ผลลัพธ์เดียวที่เกิดขึ้นก็คือมีเถาวัลย์สีทองปรากฏขึ้นบนร่างกายแล้วเธอจะหลับไหลไปทันทีทุกครั้งที่เธอตื่นขึ้นมาและพยายามออกจากห้องก็จะมีผลลัพธ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งเช้าวันนี้อยู่ๆลาน่าก็มาแจ้งเธอว่าแม่ของเธอนั้นต้องการชวนเธอไปทานมื้อเช้าด้วยกัน
ลิลิธในตอนนี้แม้จะไม่ทานอาหารมาหลายวันแต่เธอกลับไม่รู้สึกสูงหรือแม้แต่น้อยในความคิดของเธอมีแค่เรื่องของเออร์วินน้องชายเธอเท่านั้นแน่นอนว่าเธอย่อมต้องปฏิเสธแต่ลาน่ากับพูดว่าแม่ของเธอนั้นมีเรื่องจะคุยกับเธอเรื่องของน้องชายและนั่นทำให้ลิลิธต้องยอมมาทำมื้อเช้าด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
เรเชลในตอนนี้ก็เอาแต่ทานอาหารอยู่เงียบไม่พูดไม่จากับใครแม้ว่าแม่ของเธอจะเคยพูดว่าไม่จำเป็นต้องห่วงพี่ชายแต่การที่ไม่ได้เห็นเขามาหลายวันมันทำให้จิตใจของเธอไม่สงบแม้ว่าเธอจะไม่ได้แสดงท่าทีแบบลิลิธ แต่ตัวเธอในตอนนี้ก็แทบจะไม่ยิ้มแย้มเลย
เจ้าหญิงลิลิธนั่งมองอาหารตรงหน้าด้วยแววตาไร้อารมณ์ก่อนจะหันไปมองแม่ของเธอเพื่อรอดูว่าจะพูดอะไรกันแน่แล้วมันเกี่ยวข้องกับน้องชายเธอยังไงทว่าราชินีเอลิเซียก็เอาแต่สนใจว่าทุกคนกินอาหารอย่างอร่อยไหมหรือชอบอาหารที่เธอทำไหม
“นี่ทุกคนอร่อยกันไหมจ๊ะอย่าเอาแต่เงียบสิอาหารนี้แม่ทำสุดฝีมือเลยนะ” ราชินีเอลิเซียยังคงพูดเช่นเดิมอยู่อย่างนั้นส่วนสามีของเธอก็พยายามทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรส่วนเรื่องที่ภรรยาจะคุยกับลูกนั้นเขาก็รู้อยู่แล้วเพราะได้ปรึกษากันมาตั้งแต่เมื่อคืนเพราะถึงยังไงนี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องบอกอยู่ดี
ขณะที่ราชินีเอลิเซียกำลังสนใจเรื่องอาหารเจ้าหญิงลิลิธก็ทนไม่ไหวจึงถามว่า
“ท่านแม่คะตกลงเรื่องของเออร์วินที่ท่านแม่จะพูดคือเรื่องอะไรกันแน่คะ”
ทันทีที่ลิลิธพูดออกไปราชินีเอลิเซียก็หันมามองลูกสาวตัวเองโดยที่ยังคงความร่าเริงเช่นเดิมส่วนเรเชลนั้นชะงักทันทีเพราะเธอได้ยินว่าราชินีมีเรื่องของพี่ชายจะพูดกับพี่สาวต่างมารดาของเธอ
ราชินีเอลิเซียมองลูกสาวคนโตพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า
“ใจเย็นสิจ๊ะลิลิธแหมพอเป็นเรื่องของเออร์วินนี่ลูกก็จะตื่นตัวทันทีเลยนะเป็นพี่น้องที่รักกันดีจริงๆ เลย”
ทว่าลิลิธไม่ได้พูดอะไรเอาแต่จ้องแม่ของเธออยู่แบบนั้นกลับเป็นเรเชลที่ถามขึ้นว่า
“ท่านแม่เอลิเซียจะบอกใช่ไหมครับว่าตอนนี้ท่านพี่ทำอะไรอยู่ที่ไหนแล้วจะกลับมาเมื่อไหร่แล้วท่านพี่ยังสบายดีและปลอดภัยดีใช่ไหมคะ”
ราชินีเอลิเซียเหลือบมองลูกสาวที่แม้ว่าเธอจะไม่ได้คลอดออกมาแต่เธอก็รักเหมือนลูกสาวตัวเองเพราะว่าเธอเป็นทั้งลูกสาวของสามีและคนรักอีกคนอย่างลาน่าเธอเห็นว่าอยู่ๆ เรเชลที่เอาแต่เงียบไม่พูดไม่จาอยู่ๆ ก็พูดออกมาเป็นชุดจึงแซวว่า
“แหมเรเชลก็อีกคนเออร์วินของแม่นี่ก็เสน่ห์แรงดีจังเลยนะดูท่าเมื่อโตขึ้นคงมีโอกาสได้ถูกผู้หญิงสักคนดักเอามีดแทงแน่เลย ฮุฮุคุณเองก็คิดเหมือนกันใช่ไหมคะว่าเออร์วินของพวกเรานั้นร้ายกาจน่าดู”
ฝ่ายพระราชาอัลเฟรดที่ทำตัวเป็นอากาศธาตุมาโดยตลอดอยู่ๆภรรยาก็หันมาถามเขา เขากลับเลือกที่จะเงียบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แทนราชินีเอลิเซียที่เห็นสามีมีอาการเช่นนั้นจึงอมยิ้มแล้วแซวไปว่า
“แหมคุณคะที่ตอนนี้ล่ะทำเป็นเงียบแต่เกือบทุกคืนนี่เล่นเอาลาน่าจนมีสภาพไม่ต่างไปจากดินเหลวเลยนะคะ”
พระราชาอัลเฟรดเกือบสำลักอาหารออกมาแต่ก็ยั้งไว้ทันทำให้ได้แต่ปิดปากแล้วมองไปทางอื่นทำเหมือนว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ลิลิธไม่สนใจคำหยอกล้อของทั้งสองคน
“ท่านแม่คะเรื่องของเออร์วินที่จะพูดกับหนูนี่คือเรื่องอะไรคะ”
เรเชลก็หันไปมองราชินีเอลิเซียด้วยความสงสัยเช่นกันส่วนราชินีเอลิเซียมองลูกสาวทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มปนทีเล่นทีจริง
“แหมพวกลูกนี่ล่ะก็นะพอเป็นเรื่องของเออร์วินก็แทบจะไม่มีความอดทนกันเลยดูท่าเออร์วินแต่สำคัญกับพวกเธอมากเลยสินะ ในฐานะของคนเป็นแม่แล้วการที่พวกลูกๆรักกันแบบนี้มันช่างน่าดีใจจริงๆ” ราชินีเอลิเซียเว้นไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “อันดับแรกที่แม่ต้องการพูดกับลูกๆ นั้นแม่คิดว่าพวกลูกๆคงรู้เรื่องที่งานเทศกาลกำแพงปีนี้เราจะมีแขกคนสำคัญมาร่วมงานด้วยสินะจ๊ะ”
ลิลิธทำหน้างงไม่เข้าใจในขณะที่เรเชลนั้นทำหน้าเหมือนรู้อยู่ก่อนแล้วว่าราชินีผู้นี้กำลังจะพูดเรื่องอะไร
“แขกคนสำคัญ? แล้วมันเกี่ยวกับเออร์วินยังไงคะ”
ราชินีเอลิเซียมองลูกสาวคนนี้ดูท่าลิลิธจะไม่รู้เรื่องการเสด็จมาร่วมงานเทศกาลกำแพงของพระราชาจากอาณาจักรเซลเวเรียซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเธอคนนี้เพราะนอกจากเรื่องของน้องชายแล้วเธอก็แทบไม่สนใจเรื่องอะไรเลย
“คือว่าพวกลูกๆคงจะรู้ดีว่างานเทศกาลกำแพงปีนี้จะมีพระราชาและครอบครัวของอาณาจักรเซลเวเรียมาร่วมงานด้วยสินะจ๊ะ”
ลิลิธยังทำหน้าไม่เข้าใจเช่นเดิมซึ่งความจริงเธอก็เอะใจอยู่ก่อนแล้วว่างานเทศกาลกําแพงปีนี้ดูวุ่นวายไปกว่าทุกทีลิลลี่ที่มักจะเดินทางไปฝึกพร้อมกับเธอในตอนเช้าบางครั้งก็ไม่ได้อยู่ฝึกแต่ต้องไปช่วยงานพวกอัศวินที่ยุ่งกว่าเทศกาลกำแพงปีก่อนๆที่ผ่านมา ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเมืองไพร์ล็อกกับอาณาจักรเซลเวเรียเธอย่อมรู้ดีเพียงแต่เธอไม่คิดจะใส่ใจอะไรมากเพราะในสายตาเธอมีแค่เออร์วินเท่านั้นที่ควรค่าแก่การใส่ใจและเมื่อเธอได้ยินในสิ่งที่แม่เธอพูดก็เข้าใจในสาเหตุที่ปีนี้ยุ่งกว่าปีก่อนได้เพียงแต่เธอไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเออร์วิน
พระราชาอัลเฟรดที่รู้ว่าภรรยาของเขาเตรียมจะพูดเรื่องสำคัญที่จงใจปิดสองพี่น้องคนนี้มานานก็รู้ได้ว่ามันกำลังจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตแต่เขากลับเลือกแค่รักษาสถานะอากาศธาตุของตนไว้ทั้งที่ใจจริงแล้วเขาอยากจะตีเนียนว่ามีงานแล้วออกจากห้องไปซะเดี๋ยวนี้แต่ก็ต้องฝืนอยู่ต่อเพราะถึงยังไงเขาก็เป็นพ่อของพวกเธอ
ราชินีเอลิเซียยิ้มเล็กน้อยราวกับว่ากำลังจะได้เจอเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นเธอกวาดสายตามองทั้งสองคนอย่างช้าๆ แล้วพูดว่า
“ประเด็นก็คือการเสด็จมาร่วมงานเทศกาลกำแพงของพวกเขาไม่ใช่แค่มาร่วมงานเทศกาลกำแพงอย่างเดียวนะสิจ๊ะแต่เป็นการให้คู่หมั้นทั้งสองคนได้เจอหน้ากันเป็นครั้งแรกด้วย”
“ “คู่หมั้น?” ” ลิลิธกับเรเชลพูดพร้อมกันแทบจะในทันทีพวกเธอต่างสงสัยว่าคู่หมั้นที่แม่ของพวกเธอพูดถึงเป็นใครในพวกเธอสามพี่น้องแต่ลิลิธก็นึกถึงสาเหตุที่เธอถูกเชิญให้มาทานมื้อเช้าเพราะลาน่าได้แจ้งไว้ว่าแม่ของเธอมีเรื่องที่จะพูดเกี่ยวกับน้องชายลิลิธก็เริ่มคาดเดาบางอย่างได้ และเมื่อเป็นเครื่องยืนยันการคาดเดาของเธอเมื่อราชินีเอลิเซียพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า
“ใช่จ๊ะคู่หมั้นของเออร์วินที่พ่อกับแม่ได้หมั้นหมายไว้ก่อนแล้วซึ่งก็คือเจ้าหญิงลูเซียแห่งอาณาจักรเซลเวเรียยังไงล่ะจ๊ะงานเทศกาลกำแพงปีนี้จะเป็นการพบหน้ากันระหว่างเออร์วินของทางเรากับเจ้าหญิงลูเซียของทางนั้นแหมฟังดูแล้วก็ช่างน่าโรแมนติกจังเลยนะ หมั้นหมายกันตั้งแต่เด็กในที่สุดก็ได้พบหน้ากันเสียที”
ภายในอุโมงค์ใต้ดินตอนนี้เออร์วินได้พาคาทาริน่าเดินลึกเข้ามาเรื่อยๆก่อนจะตัดสินใจหยุดพักรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารที่ทานในวันนี้เป็นพิซซ่าขณะที่เขากำลังป้อนพิซซ่าให้กับคาทาริน่าเหมือนที่ทำประจำและแน่นอนว่าคาทาริน่ายังไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปเพราะเธอต้องถามคำถามอะไรสักอย่าง
“เธอเคยบอกว่ายังไงการหมั้นของเธอกับคู่หมั้นนั้นยังไงก็ต้องมีการถอนหมั้นแน่นอนสินะ”
“ก็ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอนสิครับเพราะฝ่ายนั้นไม่มีทางยกลูกสาวให้กับคนที่มีพลังเวทอ่อนด้อยอย่างผมแน่นอน”
คาทาริน่ารู้สึกแปลกๆที่เขาพูดเรื่องนี้แบบตรงๆแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กคนนี้พูดออกมาเลยว่าเขาเป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อย
“ถึงเธอจะบอกว่าเป็นเพราะสองฝ่ายไม่เท่าเทียมกันก็เถอะแต่เธอไม่คิดบ้างหรอว่าบางทีเขาอาจจะยอมรับเธอเหมือนกับที่พ่อแม่เธอยอมรับก็ได้”
“เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้หรอกครับผมเคยบอกคนมานี่ครับว่าอาณาจักรเซลเซเรียนั้นให้ความสำคัญกับพลังเวทย์เป็นอย่างมากแล้วบวกกับฐานะของเจ้าหญิงที่มีประโยชน์อย่างมากในการเชื่อมสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานทางการเมืองพวกเขาจะยอมเสียเจ้าหญิงให้กับเจ้าชายของเมืองเล็กๆ ที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยไหมล่ะครับนั่นหมายความว่าพวกเขายังไงก็ต้องถอนหมั้น อาจจะไม่ทำวันนี้ก็ต้องทำในวันอื่นแต่ผมเดาว่าพวกเขาน่าจะทำในวันอื่นขึ้นอยู่กับว่าเขาเห็นแก่หน้าพ่อแม่ผมมากขนาดไหน”
คาทาริน่าไม่มีทีถ้าสนใจพิซซ่าที่เขากำลังป้อนให้เธอ
“เธอดูไม่รู้สึกอะไรเลยนะทั้งที่เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเธอแท้ๆ”
เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วก็พูดว่า
“ผมบอกคุณไปแล้วนี่ครับว่าผมไม่มีเหตุผลที่ต้องไปแคร์คนที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย”
“แต่ถ้าพวกนั้นได้ทำการถอนหมั้นจริงๆมันจะเป็นการหักหน้าและเป็นการหยามหน้าพ่อกับแม่เธอด้วยนะเท่าที่ฉันจำได้เธอให้ความสำคัญกับพ่อแม่มากไม่ใช่หรอ”
“ใช่ครับเหตุผลที่ผมตัดสินใจปฏิรูปเมืองนี้ก็เพราะว่ามันสำคัญกับท่านพ่อและท่านแม่มาก”
“แล้วเธอก็ยอมให้พวกเขาหักหน้าโดยไม่ทำอะไรอย่างนั้นหรอ” คาทาริน่าถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะจากนิสัยของเด็กคนนี้เธอพอเดาได้ว่าเขาไม่ใช่คนอยู่เฉยๆที่รอรับการจัดการโดยไม่ทำอะไรสังเกตได้จากการที่เขาเลือกจะล่อเธอออกมาจัดการแบบนี้ก็พอบ่งบอกอะไรไปแล้ว
“มันยอมหรือไม่ไม่สำคัญครับแต่ที่สำคัญตอนนี้คือต่อให้ผมไม่ยอมผมก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี”
คาทาริน่าทำหน้าตาประหลาด
“นี่เธอยอมเมินเฉยกับการโดนพวกเขาหักหน้าแต่กลับกล้าที่จะเป็นศัตรูกับศาสนจักรเนี่ยนะ”
“ก็ผมไม่มีทางเลือกนี่ครับถ้าปล่อยคุณไว้สักวันไม่ช้าก็เร็วคุณก็ต้องรู้อยู่ดีว่าผมคือคนที่คุณตามหาซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นสู้ผมจัดการก่อนที่คุณจะลงมือดีกว่าและอีกอย่างการที่ผมยอมปล่อยให้คนพวกนั้นหักหน้ามันไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ทำอะไรพวกเขาในอนาคตนะครับ”
คาทาริน่านิ่งไปเพราะว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถือว่ามีเหตุผล
“เธอนี่แปลกคนดีนะทั้งที่เป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยแท้ๆแต่กลับเป็นคนที่เดินไปข้างหน้าโดยที่ไม่บอกว่าพลังเวทย์ที่มีนั้นคือจุดอ่อน”
เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วถามว่า
“คุณคิดว่าสาเหตุที่คนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยอย่างพวกผมต้องเป็นชนชั้นล่างและเป็นผู้ถูกกระทำเสมอเป็นเพราะอะไรครับ”
คาทาริน่านิ่งไปไม่นึกว่าอยู่ๆเขาจะถามแบบนี้ทันใดนั้นในหัวของเธอก็นึกภาพของผู้หญิงคนหนึ่งผู้หญิงคนนั้นที่มีใบหน้างดงามคล้ายกับเธอทั้งแววตาและสีผมก็คล้ายกันทันทีที่คาทาริน่านึกถึงเธอคนนั้นเธอก็เงียบไปเออร์วินที่เธอก็นึกถึงปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของเธอ เขาก็นึกถึงคราวก่อนที่เขาเดาไว้ว่าเธอน่าจะรู้จักหรือเกี่ยวข้องกับคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อย
คาทาริน่าเงียบไปสักพักก่อนจะตอบว่า
“เป็นเพราะพลังเวทย์ที่พวกเขามีใช่ไหมที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาเป็นแบบนั้น”
คาทาริน่าตอบออกไปแต่คำเออร์วินกลับพูดเพียงสั้นๆว่า
“ผิดครับ”
“เอ๊ะ?” คาทาริน่าเงยหน้ามองเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“ที่ชีวิตของผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยต้องเป็นอย่างที่เห็นในทุกวันนี้มันไม่ใช่เพราะใครครับนอกจากเพราะตัวเขาเอง”
คาทาริน่านิ่งไปก่อนจะตอบว่า
“เธอจะบอกว่าพวกนั้นผิดที่เกิดมามีพลังเวทย์อ่อนด้อยงั้นหรอทั้งที่เธอก็เป็นพวกผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยเช่นกันและก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีแบบเธอหรอกที่ได้พ่อแม่แบบนั้น”
เออร์วินมองเธออยู่อย่างนั้นก่อนจะพูดด้วยใบหน้าที่ไร้รอยยิ้มว่า
“พลังเวทย์นั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดครับไม่สามารถพัฒนาหรือปรับปรุงแก้ไขได้แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องรับบทผู้ถูกกระทำหรือถูกจำกัดให้อยู่ชนชั้นล่างนี่ครับ”
คาทาริน่าจ้องมองเขาถ้าเป็นคนอื่นมาพูดคำนี้อาจจะคิดว่ามันเป็นแค่ความเพ้อฝันแต่ในสายตาเธอที่เหลือบไปเห็นปืนลูกโม่ของเขาเธอก็รู้สึกว่าคำพูดของเขามันมีน้ำหนักเป็นอย่างมากแต่เธอก็ยังเถียงไปอย่างไม่ยอมว่า
“แต่ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีแบบเธอนะที่เธอมีพลังได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะฐานะเจ้าชายของเธอเพราะพ่อแม่ที่รักเธอเพราะว่า…”คาทาริน่าพูดถึงตรงนี้แล้วเธอก็เงียบไปเออร์วินก็พูดว่า
“ผมไม่ปฏิเสธครับว่าที่คุณพูดนั้นมันผิด”
คาทาริน่าอึ้งเพราะไม่นึกว่าเขาจะยอมรับตรงๆแต่เขาก็พูดต่ออีกว่า
“ตอนที่คุณเห็นปืนลูกโม่ของผมคุณคิดว่ามันเป็นยังไงครับ”
“ปืนลูกโม่?” คาทาริน่าทวนคำก่อนจะนึกออกว่าหมายถึงอาวุธปืนที่เขาใช้ “น่าทึ่งมากมันทำไม่มีเวทย์มนต์และมานาไม่เกี่ยวข้องแต่อนุภาพของมันนั้นเหนือกว่าปืนไฟของพวกคนแคระอีกยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่มันยิงได้ต่อเนื่องและที่สำคัญเหมือนจะเป็นของที่ใครก็ใช้ได้สินะ”
เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า
“คุณรู้ไหมครับว่านี่ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ที่ผมออกแบบเอง”
“เอ๊ะ?”
เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า
“นี่น่ะมันเป็นสิ่งประดิษฐ์ของเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุดครับทั้งไร้พลังเวทย์ตัวเล็กตายก็ง่ายแต่คุณรู้ไหมครับว่าเผ่าพันธุ์นี้เป็นเผ่าพันธุ์ที่เต็มไปด้วยความกระหายใครรู้เขาสามารถไขคำตอบของหมู่ดาวที่อยู่บนท้องฟ้าได้ รับรู้ถึงกลไกและระบบของร่างกายและเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอนี้ก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่สร้างปาฏิหาริย์ตั้งหลายอย่างครับอย่างเช่นการขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์”