(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 53 มอนเตอร์ชนชั้นจักรพรรดิ

            เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่รู้เลยว่าท่ามกลางกลุ่มคนที่มีอยู่มากมายหลายพันล้าน จะมีองค์กรแห่งนึงที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับมนุษย์ชาติอย่างแท้จริง


            พวกเขาเหล่านี้เต็มไปด้วยความเกลียดชังในตัวของมนุษย์อย่างถึงที่สุด มีความปรารถนาที่จะลบล้างอารยธรรมของมนุษย์ให้หมดสิ้นไป


            ทุกคนรู้สึกว่ามนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความโลภที่ไม่รู้จบ ไม่ว่าจะไปยังสถานที่แห่งไหน ทรัพยากรของทุกสิ่งก็ต้องจางหายไปจนสิ้น


            องค์กรแห่งมอนเตอร์จึงได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเงียบๆ พวกเขาถือเป็นองค์กรที่รวบรวมมนุษย์ผู้เห็นต่างเอาไว้อย่างมากมาย จุดประสงค์ของพวกเขาคือการอาศัยอยู่ร่วมกันกับเหล่ามอนเตอร์กลายพันธุ์ และกวาดล้างมนุษย์ชาติทั้งหมดออกไป ให้เหลือเพียงพวกเขามนุษย์สายพันธุ์ใหม่


            มนุษย์ที่หลอมรวมเข้ากับยีนพันธุกรรมของเหล่ามอนเตอร์ กลายมาเป็นกึ่งกลางของสายพันธุ์รูปแบบใหม่ที่แข็งแกร่งมากที่สุด


            ━


            ตัดกลับมาทางสมาพันธ์โลกสาขาหลัก


            หลังจากที่โศกนาฏกรรมได้เกิดขึ้น


            ซวนหยวนกับอีกหลายคนก็ต่างสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายที่ร้ายแรง การประชุมครั้งใหญ่ของผู้แข็งแกร่งชนชั้นนำของโลกจึงได้ถูกจัดขึ้นอย่างเร่งด่วน ร่างแล้วร่างเล่าได้ปรากฏออกมาจากเทคโนโลยีชั้นสูง ภาพโฮโลแกรมสีฟ้าครามที่ดูสมบูรณ์แบบได้เชื่อมต่อเข้ากับพวกเขาโดยตรง


            ต้องรู้ก่อนว่านักสู้แห่งดาวเคราะห์ทุกคนไม่สามารถออกมาจากอาณาเขตหรือประเทศของตนเองได้ ถ้าพวกเขาเดินทางมายังศูนย์กลางของเมืองมนุษย์ และปล่อยอาณาเขตทิ้งเอาไว้แบบนั้น มอนเตอร์จะต้องเข้ามารุกรานกันอย่างแน่นอน


            การสื่อสารทางไกลด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงของอารยธรรมเซเลสเทีย จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากที่สุดในช่วงเวลาแบบนี้แล้ว


            [ภาพบันทึกนั่นมันอะไรกัน จะบอกว่ามอนเตอร์ตนนั้นคือระดับชนชั้นจักรพรรดิจริงๆ?]


            [ไม่ผิด! อิเอยาสุ ผู้นำสมาพันธ์โลกสาขานั้นถูกตบตายเพียงแค่ครั้งเดียว เห็นว่าครึ่งร่างของเขาขาดหายไปเลยเชียวนะ]


            [เหอะๆ นี่มันน่ากลัวชะมัด! ท่านอิเอยาสุเป็นถึงนักสู้แห่งดาวเคราะระดับ 5 ดาว แต่เขากลับตายไปอย่างน่าอนาถเช่นนี้]


            เมื่อการเชื่อมต่อได้เสร็จสิ้น นักสู้ระดับสูงมากมายก็ต่างพูดคุยด้วยอารมณ์ที่ล้นหลาม


            สีหน้าแววตาดูตกตะลึงและหวาดกลัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยที่พวกเขาเองก็ได้เห็นภาพบันทึกทั้งหมดแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมากอย่างแท้จริง


            แม้แต่ปืนใหญ่พลังแม่เหล็กที่ถูกบีบอัดด้วยพลังทั้งหมดก็ยังไม่สามารถสร้างบาดแผลให้กับมอนเตอร์ตนนั้นได้เลยซักนิด


            ทั้งพละกำลัง ทั้งความรวดเร็ว ทั้งความทนทาน มอนเตอร์ตัวใหม่ตนนี้ไม่ต่างไปจากสัตว์ประหลาดที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำ


            [พี่ใหญ่ พี่คิดว่าเบฮีมอทตนนี้มีพลังพอที่จะต่อกรกับพวกเราหรือ?]


            หยางจินเหินนั่งอยู่ไม่ไกลได้เอ่ยถามไปยังบุคคลด้านข้าง ซึ่งเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นอยู่เล็กน้อย


            [ตอนนี้ยังไม่ แต่ในอนาคตอาจไม่แน่!]


            [ยังไงพวกเราก็ต้องรีบยกระดับไปเป็นขั้นดาวฤกษ์ให้ได้โดยเร็วมากที่สุด ถ้าพวกเราทั้งสองไม่สามารถวิวัฒนาการไปเป็นขั้นถัดไปได้ ไม่แน่ว่ามนุษย์ชาติอาจถึงคราวจบสิ้นแล้วจริงๆ!]


            น้ำเสียงของซวนหยวนเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ ถึงขั้นเกิดความสั่นคลอนขึ้นอยู่ไม่น้อย ราวกับว่ากำลังหวาดกลัวอยู่ในส่วนลึก


            [นั่นซินะ คำพูดของพี่ใหญ่เป็นอย่างที่ฉันกำลังคิดเอาไว้อยู่เลย]


            [มอนเตอร์ตนนี้มันบ้าอะไรกัน!]


            [ตัวมันพยายามทำอะไรอยู่กันแน่]


            สิ่งที่เกิดขึ้นในครานี้ได้ทำให้หยางจินเหินเต็มไปด้วยความจริงจัง ท่าทางอันเล่นตลกของเขาแทบจางหายไปจนสิ้น เพราะเขาเองก็สัมผัสได้ถึงภัยอันตรายที่ร้ายแรงต่อมนุษย์ชาติ เหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างได้เข้าทำลายล้างอารยธรรมของเขา


            ไม่แน่อาจเป็นมอนเตอร์ตนนี้ก็เป็นได้


            “มากันหมดแล้วซินะ”


            “งั้นเริ่มการประชุมได้เลย”


            ในตอนนั้นเสียงของชายชราก็ได้ดังขึ้น


            บรรยากาศภายในห้องโถงเริ่มเงียบสงัดลง ทุกสายตาจับจ้องมองไปยังชายชราผมขาวที่ก้าวเดินขึ้นมา เขาคือชายชราที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี


            “ทุกท่านได้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วใช่ไหม?”


            คำถามของเขาได้ทำให้ทุกคนต่างพยักหน้ารับ ชายชราเองก็ไม่รอให้คนอื่นเอ่ยถาม


            เขารีบชิงพูดออกมาก่อนในทันที


            “ข้าไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมาก มอนเตอร์ตนนี้ได้ใช้กรงเล็บเขียนบนกำแพงโลหะของพวกเรา ถือเป็นการเปิดเผยสถานะการคงอยู่ให้กับพวกเรามวลมนุษย์ทราบ ตัวอักษรที่เขียนขึ้นไม่ใช่ภาษาของพวกเรา แต่เป็นภาษาหลักที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในห้วงจักรวาลที่กว้างใหญ่”


            “สมญานามว่าเบฮีมอท เป็นมอนเตอร์สายพันธุ์ใหม่ที่พวกเราก็ไม่เคยเห็นมาก่อน และตัวของมันก็มีพลังระดับชนชั้นจักรพรรดิจริงๆ”


            พอได้รับการยืนยันจากผู้ที่ฉลาดมากที่สุดของโลก แต่ละคนก็เริ่มกลืนน้ำลายกันอึกใหญ่


            ถึงพวกมันจะเป็นนักสู้แห่งดาวเคราะห์แล้วก็ตาม ทว่าการได้เผชิญหน้ากับมอนเตอร์ชนชั้นจักรพรรดิ มันก็ยังเป็นอะไรที่น่าหวาดกลัวอยู่ดี ให้ความรู้สึกที่ไม่อาจเอื้อมได้ถึงยังไงยังงั้น


            “ก่อนอื่นพวกเราจะเริ่มทำความเข้าใจพวกมันก่อน นอกจากเบฮีมอทที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้ พวกเรามนุษย์ชาติก็ได้ทราบถึงการคงอยู่ของมอนเตอร์ระดับชนชั้นนี้อยู่ก่อนแล้ว”


            “พวกมันมีทั้งหมด 5 ตนด้วยกัน”


            หลังจากนั้นชายชราก็ได้โบกมือและเปิดเผยภาพมอนเตอร์ทั้งหกตนขึ้นมา โดยที่มีปัญญาประดิษฐ์อย่างอาซาเลียเป็นผู้ดำเนินการต่อ


            หญิงสาวได้เปิดภาพมอนเตอร์ตนแรกขึ้นมา ภายในภาพโฮโลแกรมนั้นคือต้นไม้ที่สูงกว่า 500 เมตร เต็มไปด้วยกิ่งก้านมากมายนับไม่ถ้วน


            [ตนแรกคือต้นหลิวทองคำศักดิ์สิทธิ์ อาศัยอยู่ในส่วนลึกของทวีปมืด คุณสมบัติของมันยังเป็นปริศนาที่ลึกลับ เพราะมันไม่เคยออกมาโจมตีเมืองป้อมปราการของพวกเราเลยซักครั้ง แต่จากดัชนีพลังที่พวกเราสัมผัสได้ มันมีพลังอยู่ขั้นดาวเคราะห์ระดับ 8 ดาว ถือเป็นสายพันธุ์ลึกลับ]


            ทุกคนได้ยินแบบนั้นก็ต่างพยักหน้ารับ จากนั้นอาซาเลียก็ได้ปัดภาพของมันออก และเปิดภาพโฮโลแกรมที่เป็นมอนเตอร์ตนใหม่


            [ตนที่สองคือมังกรสายฟ้า มอนเตอร์กลายพันธุ์ที่วิวัฒนาการขึ้นมาจากในยุคสมัยแรกเริ่ม มันมีลักษณะเป็นเหมือนกับมังกรโบราณที่อยู่ในตำนานปรัมปราของประเทศจีน ความยาวลำตัวกว่าหนึ่งกิโลเมตร ทั่วร่างเต็มไปด้วยสายฟ้าสีดำทมิฬ เพียงแค่บินผ่านก็ทำให้สภาพแวดล้อมรอบตัวเต็มไปด้วยฝนฟ้าคะนอง เป็นมังกรสายฟ้าแห่งภัยพิบัติ อาศัยอยู่นอกชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์โลก บินไปมาอยู่เหนือหมู่เมฆที่สูงออกไปไกล]


            [ในอดีตมังกรตนนี้เคยได้เข้าโจมตีเมืองป้อมปราการแห่งนึง ตอนนั้นคนตายไปมากกว่า 20 ล้านชีวิต นักสู้พันธุกรรมระดับดาวเคราะห์นับร้อยถูกสายฟ้าของมันจนกลายเป็นเศษซาก ยังดีที่ได้ท่านซวนหยวนทำการขับไล่มันออกไป ไม่งั้นสถานการณ์คงได้เลวร้ายไปมากยิ่งกว่านี้]


            พอรับฟัง ทุกคนก็ได้หันมองไปทางซวนหยวนด้วยความเคารพยกย่อง ราวกับจ้องมองไปยังพระเจ้าผู้ปกป้องมวลมนุษย์ของตนเอง


            “มังกรสายฟ้าตนนี้แข็งแกร่ง พลังมันไม่ต่างไปจากภัยพิบัติของโลก ถ้าข้าไม่มีพลังที่เรียกว่าเขตแดนแห่งกฎ ตัวข้าคงสู้มันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!”


            ซวนหยวนก็ไม่ได้ปิดบังอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาได้เล่าอธิบายถึงประสบการณ์ที่ต้องปะทะกับมอนเตอร์ชนชั้นจักรพรรดิ ซึ่งสิ่งนี้ได้ทำให้ทุกคนภายในห้องโถงต้องหวาดกลัวกันยกใหญ่


            พวกมันสาบานเลยว่าจะต้องไม่ไปพบเจอกับมอนเตอร์ที่แข็งแกร่งเหล่านี้โดยเด็ดขาด


            [อย่างที่ท่านซวนหยวนกล่าว มอนเตอร์จักรพรรดิทุกตนต่างเป็นภัยพิบัติ ซึ่งมันก็รวมถึงมอนเตอร์ตัวถัดไป]


            ขณะที่พูด เด็กสาวอย่างอาซาเลียก็ได้เปิดภาพของมอนเตอร์ตนนึงขึ้นมา มันมีร่างกายที่ใหญ่โตยิ่งกว่ามอนเตอร์ตัวอื่นๆ


            [ตนที่สามคือจักรพรรดิแห่งแดนใต้ ผู้ที่ปกครองทวีปแห่งความหนาวเย็น ยักษ์น้ำแข็ง ร่างกายของมันสูงใหญ่กว่า 2 กิโลเมตร ผิวหนังภายนอกเหมือนถูกทับซ้อนไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง เปล่งแสงสีฟ้าครามที่ส่องประกาย มันถือว่าเป็นมอนเตอร์ที่มีขนาดใหญ่โตมากที่สุด]


            [เจ้านี่ปกครองอาณาเขตทางทิศใต้ของทวีปมืดทั้งหมด เป็นราชาแห่งน้ำแข็ง เพียงแค่หนึ่งหมัดของมันก็ทำให้สภาพแวดล้อมทั่วทั้งอาณาเขตแปรเปลี่ยนเป็นทุ่งหิมะไปอย่างฉับพลัน สามารถสร้างน้ำแข็งขึ้นมาได้รอบตัว มีพลังที่แข็งแกร่ง อาจแข็งแกร่งมากที่สุดในบรรดามอนเตอร์ทุกตน]


            ทุกคนตั้งใจรับฟังด้วยความเคร่งเครียด พอได้เห็นร่างขนาดใหญ่ภายในภาพ แต่ละคนก็ไม่รู้จะอธิบายถึงอารมณ์ในตอนนี้ยังไงดี


            [มอนเตอร์ทั้งสามตนที่ดิฉันพูดออกไป พวกมันมีอาณาเขตปกครองอยู่บนผืนผิวของโลก]


            [ส่วนอีกสองตนที่เหลือพวกมันเป็นมอนเตอร์ในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล ทุกท่านเองก็ทราบดีว่าเมื่อเปลือกโลกได้เคลื่อนตัว ผืนทวีปทั้งหมดก็ได้มารวมตัวกันเป็นผืนแผ่นดินเดียว]


            [ส่วนมหาสมุทรนั้นก็ได้กลายมาเป็นสถานที่ต้องห้าม เต็มไปด้วยความลี้ลับที่ไม่รู้จบ]


            [ตนแรกที่ปกครองครึ่งนึงของมหาสมุทรคือวาฬเพชฌฆาตโลหิต มอนเตอร์กลายพันธุ์ที่ว่ากันว่าสามารถดูดกลืนได้ทุกสิ่ง มีขนาดใหญ่โตเกือบสองกิโลเมตร มีพลังในการควบคุมมวลน้ำอันมหาศาล ใต้ผืนน้ำสมุทรคือถิ่นที่อยู่อาศัยของมัน อีกทั้งรอบตัวของมันก็ยังเต็มไปด้วยวาฬเพชฌฆาตโลหิตนับหลายแสนตน เรียกได้ว่ามีกองกำลังเป็นอันดับหนึ่งในบรรดามอนเตอร์ทั้งหมด]


            [แต่เจ้านี่ไม่ได้รุกรานพวกเราชาวมนุษย์ มันเพียงแค่แหวกว่ายไปมาในส่วนลึกของอาณาเขตตนเอง อาจเป็นมอนเตอร์ชนชั้นจักรพรรดิที่อยู่อย่างสงบมากที่สุด ทว่าถ้ามีมอนเตอร์ตนใดเข้าไปในรบกวนฝูงของมันเข้า วาฬเพชฌฆาตโลหิตจะแปรเปลี่ยนเป็นมอนเตอร์ที่ดุร้ายในทันที]


            [ตัวต่อมาคือเต่ามังกรหลังหนาม มอนเตอร์กลายพันธุ์ที่วิวัฒนาการขึ้นมาจากเต่าสายพันธุ์ที่มีอายุยืนยาวมากที่สุดของโลก]


            [เจ้านี่เป็นมอนเตอร์ชนชั้นจักรพรรดิตนแรกที่พวกเราได้มีการบันทึกเอาไว้ มันปรากฏตัวขึ้นมาครั้งแรกในตอนที่ผืนมหาสมุทรได้สั่นไหว ความน่ากลัวของมันถูกพวกเรารับรู้โดยเรือดำน้ำที่ส่งเข้าออกไปสำรวจในส่วนลึก ร่างกายสูงใหญ่กว่า 500 เมตร หลังกระดองสีดำทมิฬและเต็มไปด้วยหนามอันแหลมคม ใบหน้าดุร้ายเหมือนมังกรโบราณ ร่างกายแข็งแกร่งและทนทานมากที่สุด เป็นมอนเตอร์ที่ร้ายกาจเช่นเดียวกัน]


            คำพูดของเธอได้ทำให้ทุกคนต่างหลั่งเหงื่อเย็น เต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด


            [แล้วสุดท้ายก็คือมอนเตอร์ตนล่าสุด]


            [สิ่งมีชีวิตลึกลับที่เพิ่งโจมตีเมืองป้อมปราการหมายเลข 16]


            อาซาเลียได้อธิบายพร้อมกับเปิดภาพบันทึกที่ทางสมาพันธ์ได้เก็บเอาไว้ มอนเตอร์สีดำขนาดใหญ่ที่น่าเกรงขามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ใบหน้าดุร้ายและเต็มไปด้วยคมเขี้ยวอันแหลมคม ลักษณะยืนสี่ขา ด้านหลังมีปีกขนาดใหญ่โต เกล็ดสีดำทับซ้อนเหมือนเรียงต่อกันหลายสิบชั้น


            [ถึงจะมีขนาดที่เล็กมากกว่ามอนเตอร์ระดับชนชั้นจักรพรรดิตนอื่นๆ แต่มอนเตอร์ตนนี้แหละที่อาจน่ากลัวกว่าใครเพื่อน]


            [เบฮีมอท นั่นคือชื่อเรียกของสัตว์กลายพันธุ์ที่สามารถสั่นคลอนโลกแห่งนี้ได้ทั้งใบ]


    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน