#หลังเหตุการณ์การแข่งขันสอบเข้าโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์ได้จบลงไปได้ไม่นาน
ณ สถานที่แห่งหนึ่ง…บรรยากาศโดยรอบ เป็นพื้นที่รกร้างในหุบเขาที่เต็มไปด้วยก้อนหิน และโขดหินมากมาย รวมทั้งมีโพรงหลายแห่งที่เกิดจากหินคล้ายรังของอะไรบางอย่าง มีผู้คนจำนวนมากมายบาดเจ็บหนักนับไม่ถ้วนล้มนอนกองกับพื้นอยู่ในสภาพลมหายใจแผ่วเบา
เลือดไหลเจิ่งนองกับพื้น
อาวุุธธรรมดาถูกทำลายแหลก
ซากมนุษย์นอนเกลื่อนกลาด
อาร์ติเฟกซ์จำนวนมาก..วางอยู่ข้างตัวผู้ใช้..ในสภาพนอนหายใจรวยริน..ที่ไม่รู้จะสิ้นใจเมื่อไร
ในท่ามกลางที่แห่งนั้นมีหญิงสาว..ใส่หมวกแม่มดผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ท่ามกลางซากจำนวนมากนั้น
“เอาล่ะ…ไหนลองบอกฉันได้มั้ย..ว่าสิ่งนี้ที่พวกแกกำลังรวบรวมกันอยู่..จะเอาไปใช้ทำอะไร” เธอนั่งย่อเข่าลงพูดกับผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังล้มตัวนอนกองกับพื้นอยู่ในสภาพเลือดออกที่ศีรษะเล็กน้อย โดยบนมือเธอกำลังถือคริสตัลรูป6เหลียมสีเหลือง ที่มีพลังงานประหลาดอยู่
“เหอะ…ให้ตายฉันก็ไม่บอกหรอก” ชายคนนั้นพูดพร้อมกับจ้องไปยังคริสตัลบนมือข้างนั้น…โดยพยายามคว้าคริสตัลจากบนมือเธอมา…แต่ว่าเธอชักมือกลับด้วยความรวดเร็ว
“แหม่…พวกนายนี่ปากแข็งกันจริงๆเลยนะ….”
หลังหญิงสาวพูดจบ…ชายคนนั้นยิ้มด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายทันที
และตอนนั้นเองได้ปรากฎชายอีกคนหนึ่ง..เลือดชุ่มตัวโผล่ขึ้นที่ด้านหลังซึ่งเป็นจุดอับของหญิงสาวคนนั้นทันที
‘เวทย์สายฟ้า-ดาบเทพอัศนีสายฟ้าฟาด'
หญิงสาวไม่ได้หันกลับไปมองด้านหลัง..แต่ยิ้มแย้มตอบรับรอยยิ้มชั่วร้ายของชายตรงหน้าทันที
‘เวทย์มิติ-ลบล้าง’ เธอกล่าวชื่อสกิลพร้อมกับดีดนิ้วเพียงแค่ครั้งเดียว…
‘อึกกกก…อ้าากกกกกกกก..’
คนที่ลอบเข้าโจมตีจากทางด้านหลังของเธอ..ถูกลบล้างจนหายไปในทันทีโดยไม่เหลือแม้แต่ซากศพหรือเลือดแม้แต่หยดเดียว..ราวกับถูกมิติอันหิวโหยกลืนกินในพริบตา
‘ตุ้บ..!’
อาร์ติเฟกซ์ดาบยาวสีเหลือง…ตกลงมาแล้วค่อยๆสลายหายไปทีละส่วน..เป็นสัญญาณบอกว่าผู้ถือครองได้สิ้นชีวิตลงแล้ว
“อึ้ยยยยย…..” ชายที่เปล่งร้อยยิ้มชั่วร้ายก่อนหน้านี้ได้หุบรอยยิ้มลงแล้วเปลี่ยนเป็นใบหน้าซีดทันที
“เห้อ..ทำรุนแรงจนได้..ที่จริงก็อยากจะจับแบบเป็นๆให้หมดอะนะ..ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆไม่น่าอายุสั้นเลยจริงๆ” เธอกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
“กะ..แก..เป็นใครกันแน่…ทำไมถึงจัดการพวกเราได้ง่ายดายแบบนี้…รู้มั้ยว่าความสามารถของพวกเราที่อยู่ที่นี่หลายคนเหนือกว่าอัศวินเวทย์มนต์ระดับกลางด้วยซ้ำนะ”
“เอ๋!?..จริงหรอ..ฉันไม่รู้เลยนะเนี่ย..” หญิงสาวเอามือปิดปากตัวเอง..ราวกับแกล้งตกใจ…พร้อมกับยิ้มเล็กน้อยในตอนท้าย
“ถ้า..งั้นก็แปลว่าไม่ต้องออมมือสินะ…”
‘เวทย์มิติ..’
“อึ้ยยยยย..อย่านะ..ไว้ชีวิตฉันเถอะ”
“ล้อเล่นน่าา..ล้อเล่น..” เธอยิ้มเล็กน้อย..พร้อมกับเอามือเขกไปที่หัวชายคนนั้นเบาๆ
"ถ้างั้นจะปล่อยฉันไปใช่มั้ย…!?”
“จะบ้าหรอ…กว่าฉันจะตามหาสมาชิกองค์กรอย่างพวกแกเจอ…ฉันต้องเฝ้ารอตั้งนานเลยนะ…จะให้ปล่อยไปง่ายๆได้ยังไง….อีกอย่างหน้าตาแบบนายมันไม่ใช่สเป็คชั้นซะด้วยน่ะสิ…แต่ถ้าคนหล่อและใจดีแบบเวลจังมาขอร้องฉัน..ฉันอาจจะใจอ่อนก็ได้ล่ะมั้งนะ…”
หญิงสาวเอานิ้วชี้แตะที่คางตัวเอง..พร้อมกับเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย..ราวกับนึกถึงหน้าของใครบางคน ที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้
“แล้วไอคนชื่อเวลจังนี่มันใครกัน!….ถ้างั้นเธอ..จะฆ่าพวกเราหมดนี่เลยหรอ”
“เดิมทีก็อยากจะจับเป็นอะนะ..แต่ว่าถ้ายังปากแข็งแบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ละนะ…” หลังกล่าวจบผู้หญิงคนนั้นลืมตาขึ้นเล็กน้อย ..เดิมทีตัวเธอนั้นมีบุคลิกยิ้มแย้มเสมอทำให้ดวงตาเธอดูเหมือนปิดตลอดเวลา…แต่ว่าครั้งนี้
เธอลืมตาขึ้นแล้วทำสายตามืดมนชนิดที่ขัดกับบุคลิกดั้งเดิมของตัวเอง….หลังจากนั้นใบหน้าแสนสวยได้เปลี่ยนเป็นใบหน้าดูโหดเหี้ยมทันที..ราวกับมีอีกบุคลิกหนึ่งซ่อนอยู่ในความมืดมนนั้น…พร้อมกับปลดปล่อยพลังเวทย์มหาศาลอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนออกมา…
เธอจ้องมองชายคนนั้นด้วยสายตาน่ากลัวแบบสุดๆ หลังจากนั้นเธอก็คลุมมือตัวเองด้วยแสงของพลังเวทย์สีเหลืองแล้วชูขึ้น…พร้อมกับเปล่งจิตสังหารอย่างรุนแรงออกมา
ชายคนนั้นที่กำลังจ้องมองเธอยู่หน้าซีดอย่างรุนแรงราวกับหวาดกลัวตัวตนเบื้องหน้าที่แข็งแกร่งเหนือจินตนาการสุดยากจะหยั่งถึง..และมีพลังเวทย์มากมายมหาศาลเกินกว่าพวกตนชนิดที่เทียบไม่ติดฝุ่น
“ถ้างั้นก็..ลาก่อนนะพวกแกทั้งหลาย” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงไอเย็นเฉียบที่สุดแสนจะน่ากลัว
‘เวทย์มนต์มิติ..’
“กะะ…อึก..อะ..อาา” ชายคนนั้นมองภาพนั้นราวกับเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตตัวเองที่เสมือนเป็นฝันร้ายในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนราวกับกำลังถูกเทพธิดาแห่งความตายกำลังทำการพิพากษาและทำลายล้างพวกตน
จนในที่สุดความหวาด..ก็ได้ถึงขีดจำกัด
“บะ..บอกก็ได้..ฮือๆๆ” ชายคนนั้นร้องไห้ด้วยใบหน้าซีดเซียว เหงื่อออกอย่างรุนแรง พร้อมกับเป้ากางเกงเปียกเล็กน้อย
“งั้นหรอจ๊ะ…ฉันดีใจจังเลย><” ผู้หญิงตรงหน้าเปลี่ยนกลับมายิ้มแย้มด้วยใบหน้าเดิมในทันทีพร้อมคลายพลังเวทย์ลง ราวกับภาพเมื่อกี้เป็นเรื่องโกหก
เธอนั่งย่อเขาลง เอามือประสานกันไว้ที่หน้าอกแล้วมองไปยังหน้าชายคนนั้น พร้อมกับยิ้มเล็กน้อยด้วยใบหน้าแสนสวยเหมือนเดิม
“อึ้ยยยยยยย..” แต่ว่าชายคนนั้นยังหวาดกลัวไม่หาย..ทั้งที่มีสาวงามมายิ้มให้ตนเบื้องหน้า
"งั้นรีบบอกมาสิ ><”
“..” ชายตรงหน้าดูอึดอัดเล็กน้อย..พร้อมกับแฝงแววแห่งความกลัวอยู่ แต่ก็พูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
"...."
“งั้นหรอ..แกรู้แค่นี้งั้นสินะ..”
“ใช่แล้วล่ะ…พวกเราเป็นแค่สมาชิกระดับล่างปลายแถวเท่านั้นเลยรู้อะไรไม่มาก..เดิมทีที่ฉันเข้าร่วมองค์กรปริศนานี่ก็แค่ต้องเงินจำนวนมากเท่านั้น..ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย..รวมทั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหัวหน้าองค์กรเราเป็นใครและมีจุดประสงค์เพื่ออะไร รวมทั้งคริสตัลที่เธอถืออยู่นี้มันเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง”
“อย่างงั้นสินะ….เดิมทีพวกฉันน่ะรู้ถึงการมีอยู่ขององค์กรพวกแกมานานแล้วล่ะ..ไม่ใช่เพิ่งจะมารู้เอาตอนนี้หรอก…แต่การที่มารอดักเจอหนึ่งสมาชิกองค์กรอย่างพวกแกได้นี่ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกัน…แหม่หาตัวกันยากจริงๆ”
“เดิมทีที่พวกฉันมาที่นี่ก็เพราะรับภารกิจมาเก็บชิ้นส่วนหนึ่งในคริสตัลมหาเวทย์ ในหุบเขาเอลทาเนียแห่งนี้ เพื่อไปส่งให้คนๆหนึ่งเท่านั้นแหละ…ส่วนสถานที่นัดเจอฉันก็บอกเธอไปหมดแล้ว ”
“อย่างงั้นสินะ..ถ้างั้นตามข้อมูลที่แกให้ฉันมา..คริสตัลมหาเวทย์นี่ต้องรวบรวมจนครบ7ชิ้นใช่รึป่าว..ส่วนองค์กรพวกแกเองตอนนี้ก็ยังรวบรวมกันได้ไม่ครบ..แล้ว..งั้นถ้ารวบรวมครบมันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ..?”
“ระ..เรื่องนั้นฉันเองก็ไม่รู้…"
“เอาเหอะ..สมาชิกระดับล่างอย่างแกคงรู้แค่นี้สินะ…ว่าแต่พวกแกเองก็มีพลังเวทย์สูงใช่ว่าจะน้อยๆเลยนะ…มากกว่าอัศวินเวทย์มนต์ธรรมดาทั่วไปด้วยซ้ำ..ทำไมถึงมาทำงานแบบนี้ล่ะ…เหตุผลคงจะไม่ใช่แค่เงินอย่างเดียวใช่มั้ย..เพราะนั่นมันฟังดูไม่สอดคล้องเท่าไรกับความสามารถที่พวกแกมีน่ะ”
“คือจริงแล้ว..สมาชิกครอบครัวของพวกเรามีคนถูกสาปน่ะ”
“ห้ะ!?…หมายความว่ายังไง?”