จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 69 การท้าประลองของสองยอดเขา

            “เย่เฉินข้ารอเจ้าอยู่ที่ลานเมฆวายุ” ในวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มสว่างก็มีเสียงดังกล่าวดังมาจากทิศทางของลานเมฆวายุ

            “ลานเมฆวายุจะมีการประลองใหญ่อีกแล้วหรือ?” ทันใดนั้น ก็เกิดเสียงอึกทึกครึกโครมขึ้นในภูเขาวิญญาณของสำนักเหิงเยว่

            “มีเย่เฉินอีกแล้วนี่มันอะไรกัน ตั้งแต่ศิษย์ฝึกหัดคนนี้เข้ามาในสำนักเหิงเยว่ของพวกเราก็ไม่มีหยุดเลยสักวัน”

            “คนที่ท้าประลองกับเย่เฉินน่าจะเป็นถังเฉาแห่งยอดเขาเหรินหยาง!”

            ในขณะนี้เย่เฉินผู้ถูกท้าทาย เพิ่งจะวางชามและตะเกียบลงบนโต๊ะอาหาร

            “พี่ใหญ่ท่านไม่ต้องไปแล้ว” หู่หวาก้มศีรษะลงและเม้มริมฝีปาก “พวกเขาเพ่งเล็งมาที่ท่าน”

            “เจ้าหนุ่มเจ้าอดทนสักหน่อย เดี๋ยวทุกอย่างก็จะสงบลงเอง”จางเฟิงเหนียนมองไปยังเย่เฉินด้วยความเป็นห่วง

            “ผู้อาวุโสต้นไม้หวังอยู่นิ่ง แต่ลมก็มิอาจหยุดพัด” เย่เฉินเช็ดคราบน้ำมันตรงมุมปากเบาๆจากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้น “โลกที่มีความซับซ้อน ทางเดินของชีวิตก็เป็นเช่นนี้ในเมื่อเลือกทางเดินเส้นนี้แล้ว ก็จะต้องมีวันที่ประสบกับขวากหนามแม้ว่าข้าจะไม่ตอบรับการต่อสู้พวกเขาก็จะต้องหาวิธีอื่นมาบีบบังคับให้ข้าต้องยอมจำนนอยู่ดี”

            “ต้องโทษที่ข้า”หู่หวาผู้ใสซื่อก้มศีรษะน้อยๆ ของตนเอง กำหมัดเล็กๆของเขาไว้แน่น

            “เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเจ้าอย่าได้ตำหนิตัวเองเลย” เย่เฉินลูบศีรษะน้อยๆ ของหู่หวาจากนั้นก็แบกกระบี่เทียนเชวียขึ้นบนหลัง และหันกลับไปในทันทีจากนั้นก็ก้าวเท้าออกไป

            ในตอนนี้ที่ลานเมฆวายุซึ่งมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ ได้เต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ

            บนลานประลองชายหนุ่มในชุดสีขาวคนหนึ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนนั้น เขามีผมยาวสีเข้มขนคิ้วดกหนา ที่ด้านหน้ามีดาบหัวอีโต้เล่มใหญ่ห้อยอยู่ ลมปราณมีความแข็งแกร่งอานุภาพพลังที่ควบคุมผู้คน ยิ่งทำให้เป็นที่สนใจของผู้ชมด้านล่าง

            “เขาคือถังเฉาหรือเปล่า?”

            “ไม่นึกเลยว่านักพรตชิงหยางแห่งยอดเขาเหรินหยางจะให้เขาเป็นคนออกโรงเขาเป็นของแท้ระดับขั้นพลังธาตุชั้นที่ห้าเลยนะ!”

            “ข้าว่าครั้งนี้เย่เฉินถูกเล่นงานเป็นแน่”

            เมื่อฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆจากรอบด้าน หนุ่มน้อยถังเฉาผู้นั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ และเชิดคางขึ้นสูงดูเหมือนว่าเขากำลังเพลิดเพลินกับคำชื่นชมของเหล่าบรรดาศิษย์สมกับที่เป็นศิษย์สอนคนหนึ่ง ซึ่งคนผู้นี้มีความทะนงตนมากกว่าฉีเฮ่ามากมายนัก

            “เย่เฉินมาแล้ว”เมื่อเสียงนี้ดังขึ้น ทุกคนต่างหันไปมองกันเป็นสายตาเดียว

            ที่ตรงนั้นเย่เฉินกำลังแบกกระบี่เทียนเชวียเดินเข้ามา และกำลังก้าวเข้ามาอย่างช้าๆด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง มีความมั่นคงเสถียร ราวกับว่าโลกรอบตัวเขาจะมีลมพายุมากมายเพียงใดแต่ก็ไม่สามารถจะสั่นคลอนความแข็งแกร่งของเขาได้

            ในขณะที่กำลังเดินไปเงาร่างอ้วนๆ ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในแนวทแยงเมื่อมองให้ดีจึงรู้ว่าเป็นเจ้าหมีสอง

            “ไปกับข้า”เจ้าหมีสองรีบพุ่งเข้ามา และลากเย่เฉินออกไปจากที่นี่ทันที

            “เจ้าไม่มีความเชื่อมั่นในตัวข้าหรือ?”

            “เจ้านี่ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ!” เจ้าหมีสองโน้มตัวไปใกล้เย่เฉิน จากนั้นจึงขยิบตาให้เขาให้สัญญาณเขามองไปยังทั้งสองข้างตรงด้านล่างลานประลอง

            เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินจึงมองตามไป พบว่าด้านตะวันออกและด้านตะวันตกของลานเมฆวายุมีการวางโต๊ะหินหยกสิบกว่าจ้างเอาไว้และหน้าโต๊ะหินหยกนั้น ล้วนแต่มีศิษย์ที่กำลังนั่งกินดื่มกันอยู่อย่างสบายใจเมื่อเย่เฉินได้กวาดสายตามองพวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่อยู่ในท่าทีและสายตาที่ดูขี้เล่น

            เย่เฉินขมวดคิ้ว“ทำไมจึงได้มีคนขั้นพลังธาตุเยอะเช่นนี้”

            “เจ้าเห็นแล้วใช่ไหม!” เจ้าหมีสองกระซิบ “ด้านตะวันออกคือศิษย์หลักที่แท้จริงของยอดเขาตี้หยางส่วนด้านตะวันตกเป็นศิษย์หลักที่แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางพวกเขาทุกคนล้วนแต่เป็นผู้ที่ฉีเฮ่าก็ไม่อาจเทียบได้”

            “ล้วนเป็นคนแปลกหน้าทั้งสิ้นแต่ฐานการฝึกตนของแต่ละคนนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า” ดวงตาของเย่เฉินฉายแววสลับซับซ้อนโดยเฉพาะในหมู่ของพวกเขา มีพลังของสองสามคนที่ปิดบังเอาไว้ซึ่งฐานการฝึกตนก็น่าจะมีความใกล้เคียงกับขั้นพลังธาตุ

            “ก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งหมดล้วนเก็บตัวไปหมดแล้ว”เจ้าหมีสองเอ่ยขึ้น “บรรดาศิษย์เหล่านี้นับว่าเป็นศิษย์ที่น่าทึ่งที่สุดของยอดเขาตี้หยาง และยอดเขาเหรินหยาง ดังนั้นการให้พวกเขาเก็บตัวก็เพื่อความเฉิดฉายในการประลองใหญ่ด้านนอก”

            “เพื่อจัดการกับข้าซึ่งเป็นขั้นรวมพลังศึกครั้งนี้มันใหญ่เกินไปแล้ว”

            “ก็เป็นเพราะความแข็งแกร่งที่เกินกว่าเหตุของเจ้าศิษย์ธรรมดาทั่วไปจะจัดการกับเจ้าได้ที่ไหนกัน?” เจ้าหมีสองกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

            พูดจบเขาก็ต้องการจะลากเย่เฉินออกไปอีกด้านหนึ่ง “ไปเถอะ!ขี้ขลาดบ้างสักครั้งสองครั้งไม่เป็นไรหรอก เจ้าไม่มีทางจะเอาชนะพวกเขาได้หรอก”

            แต่ก่อนที่เย่เฉินจะเคลื่อนไหวใดๆถังเฉาที่อยู่บนลานประลองก็ส่งเสียงเย้าแหย่มาจากด้านบน “อะไรกันไม่ทันไรก็จะยอมแพ้แล้วหรือ? เย่เฉินหากเจ้าซ่อนตัวไปหนึ่งครั้ง ก็ซ่อนไปตลอดชีวิตเลยไหม?หากวันนี้เจ้าไม่ขึ้นมา พวกข้าก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อจัดการกับเจ้า”

            เวิงๆ!

            ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ในความคิดของเย่เฉินก็เต็มไปด้วยเสียงเวิงวัง

            พวกเขาไม่เพียงแต่จะพุ่งเป้ามายังเย่เฉิน แต่ยังรวมไปถึงหู่หวาและจางเฟิงเหนียนอีกด้วย

            คำพูดของถังเฉาแสดงให้เห็นชัดเจนหากเย่เฉินไม่ตอบรับคำท้าในวันนี้พวกเขาก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อข่มเหงพวกของจางเฟิงเหนียน

            นั่นถือว่าเป็นจุดที่แตะต้องไม่ได้ของเขาคำพูดของถังเฉา เป็นการยั่วยุเขาโดยตรง

            “ประลอง”คำพูดของเย่เฉินดังกึกก้อง เขาสลัดการกีดขวางของเจ้าหมีสองและกระโดดขึ้นไปบนลานประลองทันที

            “นี่มันใช่แล้วหรือ!” ถังเฉายิ้มอย่างขี้เล่น

            เวิง!

            เย่เฉินไม่พูดจาใดๆและดึงกระบี่เทียนเชวียออกมา

            เขาก้าวเท้าออกไปเหยียบลงบนลานหินสีครามที่อยู่ใต้เท้าจนแตกร้าวใช้เคล็ดวิชาลับความเร็วลมกรดพุ่งเข้าไปยังด้านหน้าของถังเฉาอย่างรวดเร็วพุ่งตัวลงจากฟ้า กดลงมาอย่างรวดเร็ว

            ถังเฉาส่งเสียงอุทานอย่างเย็นชาถือดาบใหญ่ไว้ในมือและง้างดาบขึ้นไป

            เปรี้ยง!

            ดาบและกระบี่ปะทะเข้าหากันจนเกิดเสียงดังอย่างรุนแรง

            เมื่อมองไปยังลานประลองถังเฉานั้นได้ถูกกระบี่ของเย่เฉินฟันลงไปจนร่างโซเซ เป็นที่ตกตะลึงไปทั้งบริเวณ

            “ขั้นรวมพลังมีพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ด้วยหรือ?”

            “คนที่เผชิญหน้าอยู่ด้วยเป็นคนขั้นพลังธาตุชั้นที่ห้านึกไม่ถึงว่าจะได้เปรียบกว่าถึงเพียงนี้”

            ไม่เพียงแต่ผู้ชมที่ด้านล่างลานประลองเท่านั้นที่ตกตะลึงแม้แต่ศิษย์ที่แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางและยอดเขาตี้หยางก็ต่างประหลาดใจเช่นกัน

            เรื่องนี้คนที่รู้สึกได้อย่างลึกซึ้งที่สุดก็คือถังเฉาเพราะในตอนนี้แขนของเขานั้นถูกแรงสะท้อนจนได้รับบาดเจ็บ

            เขาเชื่อมั่นในการฝึกตนของตนเองว่าเหนือชั้นกว่าเย่เฉินมากแต่กลับไม่เคยนึกถึงความน่าเศร้านี้เขาทะนงตัวในความแข็งแกร่งของการต่อสู้และการฝึกตนของตนเองแต่คิดไม่ถึงว่าจะต้องอยู่ภายใต้เงื้อมมือของผู้ฝึกตนขั้นรวมพลังคนหนึ่งจนสับสนแบบนี้

            ก่อนหน้านี้เขาเก็บตัวตนไม่รู้ว่าข้างนอกเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง

            จนกระทั่งนักพรตชิงหยางผู้เป็นอาจารย์เรียกให้เขาออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาจึงได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ของสำนักเหิงเยว่เขาซึ่งมีความทะนงตัว และรู้สึกต่อต้านศิษย์ฝึกหัดที่มีนามว่าเย่เฉินรู้สึกว่าเย่เฉินก็คงจะแข็งแกร่งกว่าขั้นรวมพลังทั่วๆ ไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            แต่ในตอนนี้เขากลับรู้สึกได้ถึงความลำบากในการต่อสู้กับศิษย์ฝึกหัดคนนี้ผู้ที่มีระดับพลังในการต่อสู้ที่ก้าวกระโดด

            เวิง!

            ในขณะที่กำลังตกใจอยู่นั้นเย่เฉินก็ขยับกระบี่เทียนเชวียพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว

            เมื่อเห็นดังนั้นถังเฉาก็จิกเท้าลงพื้น และก้าวถอยไปด้านหลัง

            “หยุดนะ”มีเสียงดังขึ้นมา เย่เฉินเหวี่ยงกระบี่เทียนเชวียออกไป มุ่งตรงไปทางถังเฉา

            เมื่อถังเฉาเห็นดังนั้นจึงกดดาบในมือลง ปัดกระบี่เทียนเชวียที่พุ่งเข้ามาเบื้องหน้ากระเด็นออกไป

            เพียงแต่ขณะที่เขากำลังจะเคลื่อนไหว เย่เฉินก็กำลังกระโจนเข้ามาหาเขาราวกับราชสีห์อสูรเดือดดาลก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

            เขาบางครั้งเหมือนพยัคฆ์บางครั้งก็เหมือนวานรที่ดุร้าย บางครั้งก็เหมือนราชสีห์และบางคราก็เหมือนดั่งหมาป่า มีท่วงท่าการเคลื่อนไหวทั้ง คว้า จับ ตะปบ ตี กระชากใช้มือ เท้า เข่า และไหล่รวมกันอย่างลงตัว ข้อต่อส่วนต่างๆของร่างกายล้วนกลายเป็นอาวุธอันร้ายแรง

            โฮก!

            โฮก!

            ทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหวล้วนแต่เกิดขึ้นพร้อมเสียงคำรามของสัตว์ร้าย

            “ได้ยินมาว่าฉีเฮ่าเองก็โดนกระบวนท่าเหล่านี้ของเย่เฉินโจมตีจนไม่สามารถจะพลิกตัวได้เลยนะ”มีเสียงพูดคุยกันของศิษย์แท้จริง ดังมาจากโต๊ะหินหยกที่ด้านล่างลานประลอง

            “แค่เคล็ดวิชาการต่อสู้ระยะประชิดนึกไม่ถึงว่าจะทรงพลังถึงเพียงนี้”

            “ไม่แปลกใจที่ศิษย์น้องจะพ่ายแพ้”

            อ๊าก...!

            บนลานประลองถังเฉายังคงส่งเสียงตะโกนอย่างต่อเนื่อง เมื่อถูกไล่ทุบตีจนต้องล่าถอยไปเรื่อยๆรอยมือ รอยเท้า รอยหมัดก็ปรากฏขึ้นทั่วร่างอย่างต่อเนื่อง

            เขาคือผู้ที่เก่งสมกับการเป็นผู้ฝึกตนในขั้นพลังธาตุชั้นที่ห้าแต่ในตอนนี้พลังปราณทั่วทั้งร่างของเขานั้นไม่อาจเรียกใช้ได้เลย เป็นเพราะเย่เฉินไม่เปิดโอกาสให้เขาเลยแม้แต่น้อยทุกครั้งที่ต้องการจะใช้วิชาลับ ก็จะต้องถูกเย่เฉินขัดจังหวะขึ้นทุกครั้ง

            ตูม!

            เสียงตูมตามดังขึ้นถังเฉาที่กำลังถูกทุบและกดเอาไว้ ถูกเย่เฉินคว้าแขนข้างหนึ่งเอาไว้และโยนลงบนลานประลองอย่างรุนแรง จนลานประลองที่แข็งแกร่งถูกทุบจนแตกออกเป็นรูปร่างของมนุษย์

            นี่คือกระบวนท่าการโจมตีที่คงเส้นคงวาของเขาและเป็นท่วงท่าที่ป่าเถื่อนที่สุดการที่ได้โยนผู้ที่ทะนงตัวและชอบทำตัวสูงส่งกว่าผู้ใดคนนั้นลงไปบนพื้นทำให้เขารู้สึกมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจริงๆ

            อ๊าก...!

            ถังเฉาส่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง แต่ช่วงเวลาต่อมา ร่างกายของเขาก็ถูกเย่เฉินเหวี่ยงอีกครั้ง

            ตูม!

            เสียงตูมตามดังตามมาอีกครั้งถังเฉาก็ถูกโยนลงบนลานประลองอีกครั้ง อวัยวะภายในทั้งหมดก็เคลื่อนย้ายไม่เข้าที่จากนั้นก็กระอักเลือดออกมาจนสูงขึ้นไปกว่าสิบจ้างไม่ว่าฐานการฝึกตนของเขาจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่ในตอนนี้เขาก็ถูกโจมตีจนเกือบตาย

            “นี่มันจะแข็งแกร่งเกินไปแล้วนะ!”เหล่าศิษย์ที่เฝ้าดูอยู่ด้านล่างลานประลองต่างกระตุกมุมปากเมื่อเห็นแบบนี้

            “ข้ายังไม่ทันได้เห็นถังเฉาใช้วิชาลึกลับเลยเขาก็มาถูกเย่เฉินตีจนพิการเสียแล้วหรือนี่?”

            “นี่มันเดรัจฉานชัดๆ!”

            “เจ้าหนุ่มยังไม่หยุดอีก” มีเสียงตะโกนดังขึ้นศิษย์แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางไม่สามารถที่จะนั่งนิ่งต่อไปได้แล้ว ศิษย์คนหนึ่งจึงใช้มือหยิบกระบี่วิญญาณรัศมีทองพุ่งขึ้นไปบนลานประลอง

            “ให้ตายสิช่างน่าไม่อาย” ที่ด้านล่างลานประลอง เจ้าหมีสองตะโกนด่าขึ้นมา“การประลองบนลานเมฆวายุ ห้ามบุคคลที่สามเข้าร่วมเจ้าจะเพิกเฉยต่อกฎของสำนักเหิงเยว่ใช่ไหม?”

            เพียงแต่ความโกรธของเขานั้น ไม่สามารถจะหยุดรั้งศิษย์คนนั้นไว้ได้แต่กลับทำให้การโจมตีนั้นรุนแรงและรวดเร็วมากขึ้นจากนั้นกระบี่หนึ่งจึงทอดเป็นสายพุ่งตรงไปยังหลังของเย่เฉิน

            เมื่อรู้สึกได้ถึงลมหนาวที่กำลังมุ่งเข้ามาทางด้านหลังเย่เฉินจึงใช้โอกาสนี้เหวี่ยงตัวถังเฉาเข้าไปแล้วกระโจนตัวอย่างเสือออกห่างไปสามจ้าง จากนั้นจึงพุ่งทะยานตัวขึ้นจากพื้นจู่โจมเข้าหาดั่งราชสีห์

            พัฟ!

            เลือดซาดกระเซ็นกระบี่ที่พุ่งมาเป็นสายของศิษย์คนนั้นไม่ได้แตะต้องถูกตัวของเย่เฉินแต่กลับแทงทะลุร่างของถังเฉาจนเกิดเป็นรอยบาดแผล

            “บัดซบ”ศิษย์ผู้นั้นสบถออกมา

            “เจ้ายิ่งบัดซบ”เสียงอันเยือกเย็นดุจลมหนาวดังสวนขึ้น เย่เฉินได้สังหารเขาแล้วพลังปราณในร่างสูบฉีดวนเวียน จนพลังปราณสุริยันในร่างของก็เข้าสู่ขีดสูงสุดจากนั้นก็ถ่ายทอดพลังจากหมัดเข้าสู่นิ้วมือ

            “ดัชนีเอกสุริยัน”เย่เฉินชี้นิ้วออกไป

            บางทีเย่เฉินอาจจะลงมือเร็วเกินไปศิษย์คนนั้นซึ่งยังไม่ได้สติกลับมาจากการบังเอิญทำร้ายถังเฉาที่ไหล่ของเขาจึงถูกพลังจากนิ้วของเย่เฉินพุ่งเข้าใส่จนเกิดเป็นบาดแผล

            อสุนีบาต!

            เย่เฉินไม่ยอมให้เขาได้มีโอกาสหายใจฝ่ามืออสุนีบาตจึงถูกฟาดออกไปพร้อมกับเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นกระแทกลงไปยังหน้าอกของศิษย์คนนั้นอย่างรุนแรง

            เฮือก!

            ศิษย์คนนั้นกระอักเลือดออกมาและเซถอยไปด้านหลัง

            เขย่าบรรพต!

            ด้วยขั้นตอนของเคล็ดวิชาลับความเร็วลมกรดเย่เฉินจึงพุ่งเข้าไปใกล้ จากนั้นจึงปล่อยหมัดเขย่าบรรพตออกไปอย่างทรงพลังศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางคนนั้นยังไม่ทันจะทรงตัวได้ ก็ถูกโจมตีเข้าอย่างรุนแรง

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน