เส้นทางอสุรา

    บทที่ 49 ระหว่างทาง

    บทที่ 49 ระหว่างทาง


    เช้าวันใหม่ได้มาเยือนเมืองจรดเมฆาอีกครั้ง ประตูห้องพักที่ร้านหวังค้าทุกสิ่งสาขาสองได้ถูกผลักเปิด เฉินซือหยางก้าวเดินออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวอิดโรย ราวกับว่าเมื่อคืนมันได้ผ่านการกรำศึกหนักเป็นตายมาก็ปาน เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีของผู้เป็นเถ้าแก่ร้าน เหล่าคนงานประจำร้านก็กล่าวแสดงความเป็นห่วงแลหวังให้มันพักอยู่ต่ออีกซักคืน  แต่เฉินซือหยางก็บอกปัด ถึงคราวที่มันต้องเดินทางออกจากเมืองนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังซักทีแล้ว


    สัมภาระถูกจัดแจงเสร็จสรรพ สิ่งที่มันพกติดตัวมีเพียงกล่องอาวุธและคันฉ่องชิ้นหนึ่ง เมื่อพร้อมแล้วคนก็ออกจากร้านไป ก้าวเดินพ้นผ่านประตูร้าน ที่ถนนเบื้องนอกร้านกลับมีรถม้าคันหนึ่งจอดเทียบอยู่ ดูจากวิธีและตำแหน่งการจอด คนบนรถม้าคงมิได้มาเพื่อซื้อของเป็นแน่แท้


    ภายในเทียมเกวียนรถม้าคันนั้นมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ ส่วนตำแหน่งผู้คุมบังเหียนม้า เฉินซือหยางพินิจมองอย่างถี่ถ้วนก็จดจำได้ โดยเฉพาะดาบสีแดงที่ดูสดุดตาเล่มนั้น มันก็คือบุรุษหนุ่มที่เป็นขุนพลสำคัญของท่านเจ้าเมืองซุนหลงนั่นเอง


    ถึงขนาดให้ตัวตนสำคัญเป็นผู้คุมบังเหียนรถม้าได้ เช่นนั้นคนในเทียมเกวียนรถม้าย่อมไม่ธรรมดาแล้ว


    เฉินซือหยางจึงกล่าวถาม

    “ท่านมาที่นี่เพื่อมาซื้อของหรือมาหาคน"


    เสียงชราดังขึ้นมาจากภายในเทียมเกวียน

    “ย่อมเป็นอย่างหลัง"


    เฉินซือหยางจึงกล่าวอย่างรวบรัด

    “เช่นนั้นคงไม่ทันแล้ว”


    บุรุษชรากล่าวขึ้น

    “ข้ามาทันเวลาพอดีต่างหาก"

    หยุดเล็กน้อยก่อนมันจะกล่าวต่อ

    “ขึ้นมาเถอะ เจ้าเองก็จะไปเมืองหลวงไม่ใช่หรือ"


    เฉินซือหยางบอกปัด

    “ข้ามีเป้าหมายของข้า คงไม่รบกวนผู้อาวุโส”


    บุรุษชรารู้ถึงเป้าหมายที่ชายหนุ่มจะไปตามหา  จึงกล่าวไปว่า

    “ตันไห่คือคนของเรา ข้ารู้จักมันดี ไปพร้อมกับข้าเจ้าจักได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหามัน"


    ตันไห่คือนามที่ซุนหลงบอกว่ามันมีข้อมูลเบาะแสเกี่ยวกับมรกตที่ตนตามหา หากพบเจอมันเร็วเท่าไหร่ก็ย่อมเป็นเรื่องดี อีกทั้งบุรุษชราและบุรุษหนุ่มที่พกดาบแดงก็คือเหล่าตัวตนสำคัญของซุนหลง หากยึดถือเหตุการณ์คืนเดือนมืดแล้ว ตนก็นับเป็นพวกเดียวกันกับพวกมันโดยปริยาย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร


    เห็นเฉินซือหยางเงียบไป บุรุษชราในเทียมเกวียนก็กล่าวต่อเนื่อง

    “อีกอย่างไปกับพวกข้าเจ้าย่อมปลอดภัยมากกว่าเดินทางคนเดียว เรื่องในคืนวันนั้น สามสรรพเสียงแห่งขุนเขาคงหมายตาเจ้าอย่างแน่นอน"


    เป็นอย่างที่บุรุษชราผู้นั้นกล่าว คืนเดือนมืดวันนั้นหากมันไม่ปรากฏ ฝ่ายตรงข้ามคงคว้าชัยไปแล้ว เช่นนั้นจะบอกว่าศัตรูไม่มีความโกรธแค้นต่อมันก็คงเป็นไปไม่ได้ และอีกอย่างมันในตอนนี้ยังมิอาจเอาชัยเหนือสามตัวตนที่ใช้เครื่องดนตรีเป็นอาวุธเหล่านั้น


    เฉินซือหยางจึงประสานมือขึ้น

    “เช่นนั้นต้องรบกวนพวกท่านแล้ว"


    รถม้าคันสีดำที่ไม่ประดับตกแต่งแต่ดูหรูหรามีราคาได้เคลื่อนออกจากเมืองจรดเมฆาไป ภายในเทียมเกวียนรถม้านั่งมาด้วยหนึ่งบุรุษชราและหนึ่งบุรุษหนุ่ม ส่วนด้านนอกเป็นบุรุษหนุ่มอีกผู้ที่เป็นคนควบคุมม้าให้มุ่งไปยังจุดหมาย เมืองหลวงแคว้นหมื่นขุนเขาก็คือที่หมายของพวกมัน


    บุรุษชราที่นั่งอยู่ภายในรถม้า คือบุรุษชราผู้มีผมเผ้าและหนวดเคราขาวโพลน อายุประมาณหกสิบต้นๆ แม้ผมจะขาวโพนทุกเส้น แต่ใบหน้าของมันยังแฝงความเปล่งปลั่งดั่งคนที่มีสุขภาพดี มันผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสที่ปรึกษาของซุนหลง นามว่า ฟู่เหอ


    ฟู่เหอตลอดรายทางที่นั่งอยู่ภายในรถม้า มันพินิจมองเฉินซือหยางด้วยความสนใจ มองกล่องอาวุธที่ถูกแผ่นหลังอันผึ่งผายของมันแบกรับ มองจนเฉินซือหยางรู้สึกทำตัวไม่ถูก


    “ข้ามีสิ่งใดที่ผิดปกติไปหรือไม่”


    ฟู่เหอลูบเคราพลางยิ้มอย่างอ่อนโยนออกมา

    “ข้าเพียงคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก ว่าเหตุใดเจ้าถึงยกดาบไม้เล่มนั้นได้"


    “อาจเป็นเพราะข้าโชคดี"


    ฟู่เหอส่ายศีรษะ

    “กับดาบบรรพตคั่นฟ้าเล่มนี้ไม่มีคำว่าโชคดี มิเช่นนั้นมันคงไม่ติดอยู่ที่ร้านอาวุธเก่าโทรมมาหลายสิบปี"

    เงียบเล็กน้อย ก่อนบุรุษชราจะกล่าวต่อ

    “ข้าขอมือซ้ายเจ้าได้หรือไม่”


    เฉินซือหยางยื่นออกไปอย่างไม่ลังเล ฟู่เหอก็คว้าจับลงยังจุดชีพจรบนข้อมือของชายหนุ่ม โคจรพลังจิตวิญญาณตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนครู่ใหญ่

    “เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ เจ้าเพียงอยู่ในขั้นตอนการเพาะบ่มพลังจิตวิญญาณ มิใช่ผู้ที่ไม่มีพลังจิตวิญญาณเสียทีเดียว แต่ก็นับเป็นผู้ที่ไร้การพัฒนาตามช่วงวัย เพราะการเพาะบ่มนี้ควรจะทะลวงขึ้นมาได้ในตอนแรกคลอดหรือแรกลืมตาขึ้นดูโลก การเพาะบ่มพลังจิตวิญญาณเช่นนี้สมควรมีเพียงทารกในครรภ์เท่านั้น แต่ยิ่งข้ารู้ข้อเท็จจริงประการนี้ยิ่งทำให้ข้าตกใจ ยิ่งเจ้ายังมิได้ทะลวงขั้นพลังจิตวิญญาณพื้นฐาน แน่นอนเจ้าย่อมไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาลับที่ช่วยสลายพลังจิตวิญญาณของผู้อื่นที่สะสมในดาบดั่งเช่นท่านอาจารย์กู่ผู้ล่วงลับ เช่นนั้นไม่ว่าจะมองมุมใด เจ้าก็ไม่น่าจะยกดาบเล่มนั้นได้ จะบอกว่าเจ้ามีพละกำลังเหนือมนุษย์หรือเหนือสรรพสิ่งยิ่งแล้วไปกันใหญ่"


    เฉินซือหยางตบลงยังกล่องอาวุธของตน

    “แต่ข้าก็ใช้มันไปแล้ว เหตุผลใดนั้นคงไม่จำเป็น"


    ฟู่เหอผงกศีรษะมิอาจไม่ยอมรับความจริงในข้อนี้ และยิ่งทำให้มันต้องการที่จะส่งเสริมชายหนุ่มมากขึ้น

    “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าประสบพบเจอวาสนาใด แต่ถึงแม้ยกดาบได้ทว่าเมื่อไม่มีพลังจิตวิญญาณก็เพียงสามารถกวัดแกว่งดาบได้ไม่กี่ครา”


    เฉินซือหยางยอมรับ

    “ท่านกล่าวมาย่อมไม่ผิด ข้าเองมีปัญหาเรื่องพลังจิตวิญญาณตั้งแต่ยังเด็ก จวบจนตอนนี้ก็มิอาจทะลวงผ่านขั้นตอนการเพาะบ่มได้”


    ฟู่เหอมองเฉินซือหยาง

    “เรื่องการกระตุ้นการตื่นของพลังจิตวิญญาณข้าพอมีหนทาง"


    ได้ฟังเช่นนั้นเฉินซือหยางก็จ้องมองบุรุษชราอย่างลึกล้ำ ก่อนกล่าวว่า

    “ท่านเอ่ยเช่นนี้ย่อมต้องการยื่นข้อเสนอแก่ข้า”


    “เจ้าหัวไวใช้ได้"


    เฉินซือหยางมองสบตาบุรุษชรา

    “ท่านต้องการสิ่งใด”


    ฟู่เหอตอบอย่างจริงจัง

    “รักษาตราประทับที่เจ้าได้มาอย่างสุดชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าได้ละทิ้งมัน"


    เฉินซือหยางมีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ตราประทับที่ซุนหลงมอบให้ตนนี้เพียงเพื่อใช้ติดต่อกับเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆามิใช่หรือ เหตุใดบุรุษชราผู้นี้จึงดูเป็นจริงเป็นจังจนถึงขั้นเอาเรื่องช่วยส่งเสริมด้านพลังจิตวิญญาณมาแลกเปลี่ยนกับตน

    “ตราประทับนี้สำคัญถึงเพียงนั้น?”


    บุรุษชราไม่ตอบคำ เพียงถามย้ำ

    “รับปากหรือไม่"


    เส้นทางของเฉินซือหยางนอกจากการตามหามรกตเพื่อตอบแทนพระคุณจินเยว่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตมันแล้ว ก็ยังมีการตามหาสิ่งที่จะพัฒนาและยกระดับพลังจิตวิญญาณของตนให้สูงขึ้น ตลอดมามันถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้มีพลังที่เหนือกว่า มันจำเป็นต้องมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าที่เป็น ต้องเหนือกว่าคนที่คิดร้ายต่อมัน มันถึงจะสามารถทวงคืนทุกสิ่งและปกป้องคนสำคัญของมันได้ เช่นนั้นเมื่อมีโอกาสใดให้ไขว่คว้า โดยไม่รู้ผลลัพธ์จะดีหรือร้าย มันก็ต้องลองเสี่ยงรับดู ชายหนุ่มจึงตอบอย่างไม่ลังเล

    “ย่อมได้"


    ฟู่เหอลูบเคราขาวโพลนพลางผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ

    “ประเสริฐ… เช่นนี้นี่เอง ยิ่งได้สนทนากับเจ้า ยิ่งทำให้ข้าได้เข้าใจอย่างแจ่มชัด ว่าเหตุใดท่านเจ้าเมืองถึงเลือกเจ้า"


    ไม่รู้บุรุษชราหมายถึงสิ่งใด แต่นั่นก็หาได้สำคัญกับมัน  ชายหนุ่มเพียงอยากรู้วิธีของบุรุษชราเท่านั้น

    “แล้วท่านจะช่วยข้าในเรื่องพลังจิตวิญญาณอย่างไร”


    “ข้าพอมีความสามารถปรุงโอสถเร่งการทะลวงพลังจิตวิญญาณอยู่บ้าง อีกทั้งองค์ประกอบอันล้ำค่าบังเอิญว่าคนของข้าก็รวบรวมมาได้พอดี นั่นอาจเป็นหนทางช่วยส่งเสริมเจ้าในการกระะตุ้นให้พลังที่เพาะบ่มตื่นขึ้นมา"


    พอกล่าวประโยคดังกล่าวจบลง ฟู่เหอก็นึกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ การจะปรุงยาให้ถูกกับโรค ย่อมต้องรู้อาการของโรคนั้นก่อน เช่นเดียวกับพลังจิตวิญญาณของคน มันจำเป็นต้องรู้ถึงสัมผัสพื้นฐานที่มีต่อจุดศูนย์รวมแห่งแก่นฐานการก่อกำเนิดพลังจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน จึงถามออกไป

    “ว่าแต่เจ้าสัมผัสถึงสิ่งใดที่ก่อรวมอยู่ภายในใจ"


    คำถามนี้เฉินซือหยางเคยตอบจินเยว่ไปแล้ว ตอนนั้นมันรู้สึกได้ว่าท่าทีของจินเยว่ดูแปลกไปเล็กน้อย บางทีการสัมผัสถึงแก่นฐานหรือแก่นกำเนิดพลังจิตวิญญาณที่หัวใจมันอาจมีอะไรบางอย่าง มันจึงตอบความจริงออกไป เพียงแต่ความจริงนั้นยังมีสาระสำคัญบางส่วนที่ขาดหาย

    “ข้าเห็นมหานที”


    ฟู่เหอผงกศีรษะก่อนถามต่อไปว่า

    “เป็นมหานทีในภาชนะรูปแบบใด จอก จาน ชาม ตุ่ม หรือแอ่งเล็กๆ แห่งหนึ่ง"


    ขั้นตอนนี้อาจเป็นสาระสำคัญในการปรุงสิ่งที่จะมาเติมเต็มภาชนะ หากเก็บงำไว้คงมิเกิดประโยชน์ มันจึงตอบออกไป

    “มันไม่คล้ายกับภาชนะใด”


    ฟู่เหอขมวดคิ้ว

    “ทำไม"


    “เพราะไร้จุดสิ้นสุด”


    ฟู่เหอพ่นลมหายใจแผ่วเบาพลางส่ายศีรษะ

    “ข้าไม่คิดว่าคนอย่างเจ้าก็เล่นตลกเป็น สิ่งที่เจ้ากำลังจะสื่อถึงคือทะเลจักรวาลที่สุดไพศาลอย่างนั้นหรือ อาจเป็นเพราะเจ้ายังไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าพลังจิตวิญญาณสินะ เอาเป็นว่าระหว่างทางไปเมืองหลวงนี้ข้าจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด"


    จึงเป็นเหตุให้เฉินซือหยางได้ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับพลังจิตวิญญาณอีกหน รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับอาวุธคู่กายที่มีพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งด้วย แม้คำอธิบายของบุรุษชราฟู่เหอจักไม่ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่จินเยว่ถ่ายทอด ทว่าในเรื่องรายละเอียดที่ลึกซึ้งและระดับขั้นที่เหนือล้ำของแต่ละด้านจะเป็นข้อมูลจากจินเยว่ที่ครอบคลุมและเปิดโลกยิ่งกว่า ฉะนั้นเฉินซือหยางจึงรู้สึกเบื่อหน่ายมิใช่น้อยที่ต้องมาฟังเรื่องพื้นฐานซ้ำอีกครั้งตลอดที่มันเดินทางร่วมกับบุรุษชรา


    แต่ก็มิใช่ว่าคำอธิบายของบุรุษชราจะน่าเบื่อหน่ายเสียทีเดียว พอมันพูดเรื่องพลังจิตวิญญาณเสร็จก็เริ่มจะมีการกล่าวถึงวิธีการปรุงยาหลอมโอสถในรูปแบบต่างๆ ประกอบรวมทรัพยากรหลากชนิดให้เหมาะสมต่อภาชนะรองรับที่เป็นแก่นฐานการเพาะบ่มพลังจิตวิญญาณของคน เมื่อฟังเรื่องเหล่านี้เฉินซือหยางจึงรู้สึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพียงคำอธิบายผ่านๆ ของบุรุษชราแต่มันก็เพ่งสมาธิจดจำเอาไว้ทั้งหมด มีสิ่งใดสงสัยก็กล่าวถาม ความใดที่ขาดไปมันก็เริ่มไตร่ตรองและนำมาประติดประต่อ ขนาดทำให้บุรุษชราฟู่เหอต้องรู้สึกแปลกใจ บุรุษชรามันเพียงอธิบายวิธีการมาส่วนหนึ่ง แต่บุรุษหนุ่มกลับซักไซร้แลขยายความได้อย่างถูกจุด แทบจะเป็นวิธีการและความรู้ที่มันสั่งสมมาตลอดชีวิตแล้ว


    “เจ้านับว่ามีหัวที่ไว และมีพรสวรรค์ในด้านการปรุงยามิใช่น้อย สนใจที่จะเข้าร่วมสำนักโอสถข้าหรือไม่"


    เฉินซือหยางหลักแหลมเป็นความจริง แต่สิ่งที่มันตีความและสงสัย ส่วนหนึ่งก็ได้รับการอธิบายจากจินเยว่ภายในหัว มันจึงตีโจทย์ขยายใจความสำคัญในสิ่งที่บุรุษชราอธิบายออกมาได้ราวกับมีพรสวรรค์ในด้านนี้

    “เรื่องนั้นไว้ข้าจะคิดดู"


    “เอาเถอะ ตลอดครึ่งทางมานี้ข้าก็ได้อธิบายสาระสำคัญของพลังจิตวิญญาณไปหมดแล้ว ทีนี้เจ้าพอจะเข้าใจวิธีการตรวจสัมผัสถึงแก่นฐานพลังจิตวิญญาณของตนได้หรือยัง”


    บอกความจริงออกไปดูเหมือนบุรุษชราก็คงจะไม่เชื่อ เฉินซือหยางจึงเกิดความคิด หากสิ่งที่ตนเห็นยิ่งใหญ่เกินความเข้าใจของคนทั่วไปจริงๆ แล้วเหตุใดมันถึงยังอยู่ในสภาพที่ไร้พลังจิตวิญญาณเช่นนี้


    เมื่อเห็นสีหน้านึกคิดอย่างไม่เข้าใจฉายออกมาผ่านแววตาของชายหนุ่ม บุรุษชราฟู่เหอก็กล่าวต่อทันที

    “เอาเถอะๆ เจ้ามิอาจสัมผัสรับรู้ก็แล้วไป ในเมื่อเจ้าเป็นผู้มีพระคุณสูงสุดของท่านเจ้าเมือง และเป็นผู้ที่ท่านเจ้าเมืองไว้ใจแล้ว เอาเป็นว่าข้าจะยอมเสียทรัพยากรมีค่าที่สุดในทุกกระบวนการเพื่อจะหลอมโอสถขั้นสูงที่จะช่วยปลุกพลังจิตวิญญาณเจ้าให้ตื่นขึ้นมาเอง”

    หยุดเล็กน้อย ก่อนมันจะเหลียวมองกล่องอาวุธที่ถูกสะพายอยู่เบื้องหลังชายหนุ่มอีกครั้ง

    "ว่าแต่เจ้าจะไม่วางกล่องอาวุธลงจากหลังหน่อยหรือ"


    เฉินซือหยางตอบ

    "หากข้าวางลง เกรงว่าม้าจะหนักจนลากเทียมเกวียนลำบาก"


    ฟู่เหอเข้าใจ

    "เจ้าแบกมันตลอดคงลำบากแย่"


    "ร่างกายข้าเคยชินไปแล้ว"


    "ร่างกายเจ้าพิสดารจริงๆ ไม่มีพลังจิตวิญญาณและเคล็ดวิถีลับสลายพลังสะสมในดาบ ทว่าเพียงร่างกายเปล่าสัมผัสกับดาบ มันกลับสลายพลังจำเพาะแห่งดาบได้เอง"


    เฉินซือหยางรู้ถึงความพิเศษของร่างกายตน แต่มันไม่จำเป็นต้องเผยให้ใครรู้ มันจึงได้แต่ยิ้มอย่างไขสือ แล้วไม่กล่าวสิ่งใดอีก






    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสุรา ที่คุณอ่าน