ซูเจี๋ยนสะบัดหน้าหนีอย่างหงุดหงิดเดือดดาลสุดขีดพูดไปแล้วทุกวันนี้ก็เป็แบบนี้เองความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนนั้นช่างห่างชั้นกันอย่างที่สุดนี่ก็คือฉากละครชีวิตจริงอันโชกเืระหว่างคุณชายเพอร์เฟค VS ไอ้หนุ่มยาจกขี้แพ้ที่ถูกจัดแสดงให้เห็นกันสดๆ!ช่องว่างระหว่างคนด้วยกันมันจำเป็ต้องเ็ปโหดร้ายถึงขนาดนี้เลยรึไงห๊ะ!เหอะ อันอี่เจ๋อ นายมันเทพทรูนักใช่ไหม? ยังไงก็อย่าลืมซะล่ะว่าความแตกต่างระหว่างคนรวยแบบผู้ดีกับคนรวยแบบเศรษฐีใหม่มาเฟียน่ะมันห่างชั้นกันแค่ไหน![1]
“คราวนี้เป็อะไรไปอีกล่ะ”
ซูเจี๋ยนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับสติแสยะมุมปากเหยียดยิ้ม : “ก็ไม่มีอะไรหรอกแค่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าว่าคู่สมรสคนดีของฉันจะดูใช้การได้ซะขนาดนี้ คิดๆ ดูแล้วหลังจากนี้ถ้าคุณประสบอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา ฉันก็คงได้รับมรดกกับสินสมรสจำนวนมหาศาลเลยทีเดียวรู้สึกเกินคาดอยู่บ้าง แค่นั้นแหละ”
“……”
……………………………….
หลังจากเข้าไปในละแวกชุมชนนั้นแล้วเขาก็ได้เห็นรถหรูแบรนด์ดังจอดเรียงกันอยู่ในโรงจอดรถช่างเป็ภาพที่ชวนให้ผู้คนใฝ่ฝันถึงอย่างแท้จริงแม้ว่าซูเจี๋ยนจะยังรู้สึกเจ็บขาที่สามในจินตนาการอยู่เล็กน้อยแต่เขาก็เยือกเย็นลงมากแล้ว
อย่างไรก็ตามอึดใจต่อมาซูเจี๋ยนก็ต้องสูญเสียความเยือกเย็นไปเล็กน้อย—— นี่มันต้องบังเอิญขนาดไหน จู่ๆ ลิฟต์ก็เสียกะทันหันอยู่ระหว่างการซ่อมแซมซะอย่างนั้น
ซูเจี๋ยนถามขึ้น : “ห้องของคุณอะแฮ่ม ห้องของเราอยู่ชั้นไหนเหรอ”
อันอี่เจ๋อกล่าวตอบด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก :“ชั้น 21”
ซูเจี๋ยนหุบปากฉับโดยอัตโนมัติ
ผู้จัดการฝ่ายนิติบุคคลรีบเข้ามาขอโทษขอโพยอย่างนอบน้อมขอร้องให้พวกเขารอคอยอีกสักครู่ ได้ยินเช่นนี้อันอี่เจ๋อก็พลันถามขึ้น : “ต้องใช้เวลาซ่อมนานแค่ไหน”
ผู้จัดการฝ่ายนิติบุคคลกล่าวตอบอย่างลังเล :“น่าจะสิบ...สิบนาทีครับ”
ซูเจี๋ยนพูดกับเขาเชิงถามไถ่ : “งั้นเราก็รออีกซักพักเป็ไง”
อันอี่เจ๋อไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมอีกดังนั้นซูเจี๋ยนจึงตีความเอาเองว่าเขาเห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม อีกสิบนาทีให้หลัง ผู้จัดการฝ่ายนิติฯก็ปาดเหงื่อมาก้มหัวขอโทษขอโพยอีกครั้ง : “ผมต้องขออภัยจริงๆครับ เพราะระบบภายในเสียหายค่อนข้างหนัก วันนี้ลิฟต์คงใช้งานไม่ได้แล้ว”
ซูเจี๋ยนเกาหัวแกรกๆ : “งั้นก็หมายความว่าพวกเราต้องเดินขึ้นไปให้ถึงชั้น 21 กันเองเหรอ”
มองไปยังอันอี่เจ๋อที่เงียบงันไม่พูดไม่จาอยู่ข้างๆตอนนี้ก็เหมือนจะมีสีหน้าคล้ำเครียดขึ้นมาบ้างแล้ว : “ปกติ 21ชั้นก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงหรอก แต่ตอนนี้....”
ที่พักอาศัยระดับสูงแบบนี้ การบริการก็ย่อมพิเศษผู้จัดการฝ่ายนิติฯ ได้ยินเขากล่าวแบบนั้นก็รีบพูดขึ้นทันที : “ทางเราสามารถช่วยได้นะครับ!”
ในใจซูเจี๋ยนวูบไหวขึ้นมาคราหนึ่งเหล่มองไปทางอันอี่เจ๋อที่อยู่ด้านข้าง แล้วจึงเอ่ยถามผู้จัดการฝ่ายนิติฯ ขึ้นอย่างฮึกเหิม: “จากสภาพฉันตอนนี้ ก็ได้แต่ต้องหาคนพาขี่หลังขึ้นไปแล้วพวกคุณจะช่วยแบกฉันขึ้นไปหรือไง”
ผู้จัดการฝ่ายนิติฯ ย่อมต้องหันไปมองสีหน้าอันอี่เจ๋อก่อน
ซูเจี๋ยนไม่รอให้อันอี่เจ๋อได้ตอบกลับรีบกล่าวต่อทันควัน : “ก็ไม่มีทางอยู่แล้ว ใช่มั้ยล่ะ? สามีฉันก็อยู่ตรงนี้แล้ว ทำไมฉันต้องยอมให้คนอื่นมาแบกฉันไปอีกแถมคุณสามีที่รักของฉันก็แข็งแรงเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาซะขนาดนี้ กะอีแค่เดินขึ้นบันได21 ชั้นจะนับเป็อะไรได้! จริงมั้ยคะคุณสัมมี~”
คำว่า ‘สามี’ ที่เดิมทีต้องฝืนเค้นออกมาอย่างยากลำบากชั่วอึดใจนั้นซูเจี๋ยนกลับรู้สึกว่าเรียกแบบนี้ช่างคล่องปากดีเหลือเกินตอนจบประโยคยังจงใจลากเสียงหวานทิ้งท้ายอย่างออดอ้อน ราวกับสาวน้อยวัยแรกรักที่เชื่อมั่นในตัวสามีจนหมดหัวใจ
แม้ภายนอกอันอี่เจ๋อจะยังคงมีสีหน้าไร้ความรู้สึกแต่เพราะซูเจี๋ยนเองได้รู้จักเขามาพักใหญ่แล้วจึงสามารถมองเห็นถึงความไม่ยินยอมพร้อมใจของอีกฝ่ายได้ดีในใจพลันแผดเสียงหัวเราะดังก้องยาวเหยียด
อันอี่เจ๋อ นายเริ่มก่อนเองนะ ขโมยสาวๆ ของฉันไปทำเอาฉันหาเมียมาแต่งด้วยไม่ได้จนถึงวันที่ต้องตกตายไปอย่างน่าอนาถแบบนั้นวันนี้ก็อย่าได้โทษฉันที่แก้แค้นหนักมือไป!
เพื่อไม่ให้อันอี่เจ๋อปฏิเสธได้ซูเจี๋ยนยังพยายามแสดงออกมาอย่างดีที่สุด เขายื่นมือออกไปดึงแขนเสื้อของอันอี่เจ๋อเบาๆ พออันอี่เจ๋อก้มมามองซูเจี๋ยนก็ช้อนตามองเขาด้วยสีหน้าคาดหวังรอคอยอย่างใสซื่อบริสุทธิ์ : “สัมมี~ เร็วเข้าเถอะค่ะ กลับบ้านกันน้าาา~”
ใบหน้าของอันอี่เจ๋อเย็นะเืและหมองคล้ำลงหนึ่งระดับเงียบขรึมอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะยอมแค่นเสียง ‘อืม’ อย่างแ่เบาออกมาในที่สุด
ซูเจี๋ยนดีอกดีใจขึ้นมาทันที
ผู้จัดการฝ่ายนิติฯ ยิ่งรู้สึกอยากขออภัยต่อเหตุที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด: “คุณผู้ชาย คุณผู้หญิงครับมีอะไรที่ทางเราพอจะช่วยเหลือได้บ้างไหมครับ”
ซูเจี๋ยนแย้มยิ้มตอบกลับ : “เดี๋ยวอีกซักพัก คุณช่วยส่งรถเข็นขึ้นไปให้ด้วยก็แล้วกัน”
จากนั้นจึงหันไปหาอันอี่เจ๋อกางแขนออกอย่างรอคอย : “สามีคะ?”
อันอี่เจ๋อนิ่งขรึมมองเขาอยู่อีกครู่หนึ่งจากนั้นจึงยอมย่อตัวลง รับร่างของซูเจี๋ยนขึ้นหลังไป
ซูเจี๋ยนปีนขึ้นไปบนหลังอันอี่เจ๋อได้สำเร็จด้วยความช่วยเหลือของคุณผู้จัดการฝ่ายนิติฯแล้วก็เอ่ยออกมาอย่างร่าเริงยินดี : “สัมมี~ เราไปกันเถอะค่ะ!” คิดไปคิดมาแล้วก็แย้มยิ้มเต็มใบหน้า เอ่ยสำทับไปอีกประโยคหนึ่ง“ออกแรงเต็มที่เลยนะคะ!”
ซูเจี๋ยนกล้าพูดได้เลยว่าแผ่นหลังของอันอี่เจ๋อถึงกับแข็งค้างไปเขารู้สึกได้ชัดเจนทีเดียว
ดังนั้น เขาจึงยิ่งอารมณ์ดีขึ้นไปอีก แม้จะรู้สึกอิจฉาอยู่บ้างที่อันอี่เจ๋อมีแผ่นหลังกว้างใหญ่หนั่นแน่นดูหุ่นดีขนาดนี้แต่พอนึกว่าเ้าศัตรูหัวใจน่าชังนี่ต้องแบกเขาขึ้นบันไดตั้ง 21 ชั้นแล้วก็รู้สึกเริงร่าเปี่ยมสุขขึ้นมาฉับพลัน
แม้จะแบกคนทั้งคนอยู่บนหลังฝีเท้าของอันอี่เจ๋อก็ยังหนักแน่นมั่นคงอยู่เช่นเคยไม่ได้แสดงออกว่ารู้สึกลำบากกินแรงเลยแม้แต่น้อยกลับเป็ซูเจี๋ยนซึ่งอยู่บนหลังเขาที่รู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมาเพราะก้อนเนื้ออวบอิ่มทั้งสองที่ถูกกดทับจนปวดร้าวแทบทนไม่ไหวทำให้เขาเริ่มดิ้นดุกดิกอย่างอึดอัด
ขณะที่เขากำลังขยับตัวจัดท่าทางที่สบายที่สุด จู่ๆก็รู้สึกถึงแรงจากฝ่ามือที่ฟาดเบาๆ ลงบนบั้นท้ายจากนั้นอันอี่เจ๋อก็แค่นเสียงดุออกมา : “อย่าขยับมั่วซั่ว!”
ในหัวของซูเจี๋ยนพลันมีเสียงะเิดังบึ้มเมื่อกี้มันอะไร? วอทเดอะฟ.... นี่เขา ขะ ขะเขาถูกไอ้เ้าอันอี่เจ๋อตีก้น!?
----------------------
เชิงอรรถ
[1] ตรงนี้ใช้คำบรรยายที่ค่อนข้างเจาะจงถึงเหตุการณ์เฉพาะประโยคจริงๆ คือ ‘ความจริงก็แสดงให้เห็นกันชัดๆ อยู่แล้วว่าความแตกต่างระหว่างเกิงเตี๋ยกับกานเตี๋ยน่ะมันสำคัญขนาดไหน!’
คำว่า ‘เกิงเตี๋ย’ ตรงนี้อ้างอิงถึงเหตุการณ์หนึ่ง มีผู้ชายชื่อ ‘หลีฉีิ’ขับรถชนคน แถมยังะโบอกว่า ‘อยากไปร้องเรียนที่ไหนก็ไปเลยพ่อฉันคือหลีเกิง (เกิงเตี๋ย) เชียวนะโว้ย!’สุดท้ายเื่ก็ลุกลามใหญ่โตจนคนก่นด่ากับความหน้าไม่อายของเขาแล้วก็จบลงด้วยการที่หลีฉีิถูกศาลสั่งจำคุก ‘เกิงเตี๋ย’จึงมีนัยยะหมายถึงคนรวยชั้นต่ำที่ระรานคนอื่น
ส่วน ‘กานเตี๋ย’ หมายถึงพ่อบุญธรรม นัยยะคือเศรษฐีใจบุญที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น
----------------------
แฟนเพจ‘Akanirawan’ https://bit.ly/3gBu94T
ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย