แม้ไม่รู้ว่ามนุษย์ผู้นี้คิดจะทำอะไร แต่เงือกน้อยก็โคจรลมปราณในร่างใช้วิธีการหายใจพิเศษของเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายกลืนกินลมปราณฟ้าดิน ดึงดูดการตอบสนองร่วมกับคลื่นน้ำและห่อหุ้มร่างกายของตนเอาไว้
ฉากราวกับตะวันประกบจันทราและประสานเมฆฝนเป็นเนื้อเดียวกันหากอีกฝ่ายโจมตีมา จะถูกการโจมตีที่ราวกับคลื่นทะเลของนางซัดกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง
น้ำเป็นสิ่งที่อ่อนแออย่างยิ่งแต่ถ้ามีน้ำที่ไม่สิ้นสุด ฟ้าดินนี้ก็ไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งพลังแห่งการกัดเซาะของน้ำได้
จากนั้นเงือกน้อยก็ปลดปล่อยพลังแห่งคลื่นสมุทรออกมาแขนทั้งสองข้างวาดเป็นวงกลม พุ่งเข้าหาฟ่านเสวี่ยหลีที่อยู่ข้างหลังอย่างทรงพลัง
บูม!
เงือกน้อยพบว่าพลังโจมตีอันรุนแรงของตนได้กระแทกใส่แผ่นหลังของฟ่านเสวี่ยหลีอย่างง่ายดายราวกับไม่มีการป้องกัน
เงือกน้อยดีใจอย่างอดไม่ได้นางคาดไม่ถึงว่าจะราบรื่นเช่นนี้ นางกำลังจะโจมตีต่อ แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อกะทันหัน
เนื่องจากนางเห็นงูเหลือมยักษ์ตัวหนึ่งที่ตายอยู่ใต้มือของฟ่านเสวี่ยหลี
มันคืองูเหลือมยักษ์หุบเหวลึกที่ชอบซ่อนตัวอยู่ในที่มืดที่สุดในดินแดนเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายแห่งนี้ มันเป็นศัตรูโดยธรรมชาติของมนุษย์เงือก เมื่อดูจากจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากงูเหลือมยักษ์ตรงหน้าเกรงว่าคงเคยสังหารมนุษย์เงือกอย่างน้อยหลายสิบตน
หากไม่ใช่เพราะการจู่โจมเมื่อครู่นี้ของฟ่านเสวี่ยหลีเงือกน้อยคงถูกงูเหลือมยักษ์ฆ่าตายอย่างอนาถแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีพลังเหลือโจมตีฟ่านเสวี่ยหลี
เงือกน้อยเห็นแผ่นหลังของฟ่านเสวี่ยหลีที่มีรอยฝ่ามือสีแดงสดมันคือร่องรอยการโจมตีของนาง นางรู้สึกสับสนไปหมดและร้องไห้โฮออกมาอย่างอดไม่ได้
ท้ายที่สุดนางก็เป็นแค่เด็กที่จิตใจบริสุทธิ์เมื่อเห็นว่าตนทำผู้มีพระคุณบาดเจ็บ ดวงตาของนางก็แดงก่ำและรู้สึกทำอะไรไม่ถูกทันที
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”เงือกน้อยร้อนใจอย่างยิ่ง รีบเดินไปดูบาดแผลบนแผ่นหลังของฟ่านเสวี่ยหลี
“เจ้าไม่กลัวข้าหรือ”ฟ่านเสวี่ยหลียิ้มเล็กน้อย การโจมตีของเงือกน้อยเป็นวิชาที่แสนจะนุ่มนวลเขาครอบครองตราหมื่นอัคคีและเพลิงสัจธรรม ปราณหยางในร่างกายไร้สิ้นสุด เขาจึงไม่บาดเจ็บอะไร
สาเหตุที่เขายื่นมือเข้าช่วยเหลือนางก็เพื่อหาข้อมูลจากเงือกน้อยแต่เมื่อเห็นท่าทีของเงือกน้อยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ก็เห็นได้ชัดว่านางเป็นคนจิตใจบริสุทธิ์โดยกำเนิดเขาจึงตะลึงเล็กน้อย
เมื่อเงือกน้อยได้ยินคำพูดของฟ่านเสวี่ยหลีก็ครุ่นคิดอย่างจริงจังจากนั้นก็ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ท่านผู้นำเผ่าเคยกล่าวไว้ว่ามนุษย์เป็นพวกตีสองหน้าและล้วนเป็นคนเลวข้าจึงไม่เชื่อใจเจ้า แต่เผ่ามนุษย์เงือกอย่างพวกข้าเมื่อติดหนี้บุญคุณก็ต้องตอบแทน ต่อให้ข้าต้องตอบแทนเจ้าด้วยชีวิตของข้า ข้าก็ไม่กลัว”นางเผยสีหน้ามุ่งมั่น “แต่ถ้าเจ้าให้ข้าทำเรื่องที่ละเมิดหลักการหรือต้องการให้ข้าขโมยสมบัติของเผ่าข้าไม่มีทางยอมเด็ดขาด”
สีหน้าของนางในตอนนี้จริงใจจนน่าประทับใจอย่างยิ่งแววตาก็ใสกระจ่างถึงขีดสุด
“ได้เลยข้าจะไม่ทำให้เจ้าลำบาก ข้าแค่ต้องการถามคำถามเล็กน้อย” ฟ่านเสวี่ยหลีเอ่ยถาม“เหตุใดเผ่ามนุษย์ที่มาที่นี่ถึงหายไปอย่างกะทันหันอีกทั้งยังถูกผนึกความทรงจำและเส้นลมปราณด้วย”
มันคือข้อสงสัยภายในใจของเขา
เงือกน้อยส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ข้าเองก็ไม่รู้ ข้ารู้แค่ว่าเผ่ามนุษย์ที่มาที่แห่งนี้จะถูกค่ายกลส่งตัวไปยังหุบเขามรณะแห่งหนึ่งเส้นลมปราณจะถูกผนึกจนไม่สามารถเคลื่อนไหว และเมื่อผ่านไปสามวัน ความทรงจำที่พวกเขามายังที่แห่งนี้ก็จะถูกลบหายด้วยตัวเอง”นางพูดอย่างจริงใจ
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจเรื่องราวที่แท้เกิดจากค่ายกลที่ทำให้ราชาบัลลังก์ทมิฬหายตัวไป
ปรมาจารย์ค่ายกลมีพลังแปรเปลี่ยนสารพัดและรองรับทุกสรรพสิ่งค่ายกลบางชนิดยังสามารถเคลื่อนย้ายข้ามมิติได้
แต่ในขณะเดียวกันความสงสัยภายในใจของเขากลับเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าความทรงจำจะลบหายด้วยตัวเองหลังจากผ่านไปสามวันเขาจึงเอ่ยถามว่า “หุบเขามรณะนั่นอยู่ที่ใดหรือ”
ในเมื่อรู้เรื่องนี้แล้วเขาต้องไปช่วยราชาบัลลังก์ทมิฬและเนี่ยชิวอวี่โดยเร็วที่สุด
เงือกน้อยชี้ไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นภูเขาสูงที่ใช้ต้อนรับมนุษย์เงือกสีเขียวเหล่านั้น “ข้าจะพาเจ้าไปเอง พวกเราจะไปเส้นทางเล็กกัน”การพาฟ่านเสวี่ยหลีไปยังหุบเขามรณะ นางย่อมไม่รู้สึกกดดัน
“จริงสิเจ้าเคยเห็นอัญมณีแบบนี้มาก่อนหรือไม่” ทันใดนั้นฟ่านเสวี่ยหลีก็นึกบางอย่างขึ้นได้และหยิบลูกแก้วดาราสวรรค์ออกจากอ้อมอก
“ศิลาเทพทรายทะเล!มันคือศิลาเทพที่อยู่ในแดนห่วงหยกทรายทะเล!” เงือกน้อยเผยสีหน้าประหลาดใดและพูดอย่างสติหลุด
“แดนห่วงหยกทรายทะเลอย่างนั้นหรือ”ฟ่านเสวี่ยหลีนิ่งงันไปครู่ แล้วถามว่า “มันคือสถานที่อะไรหรือ”
“มันคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์เงือกเผ่ามนุษย์เงือกของพวกข้ามีอยู่หลายสิบเผ่าโดยแยกกันตามสี แล้วกระจายกันอยู่ตามจุดต่างๆส่วนแดนห่วงหยกทรายทะเลก็คือจุดศูนย์กลาง มันจะเปิดออกเฉพาะในงานเสวนาศาสตร์ที่จัดขึ้นปีละครั้งมีเพียงผู้โดดเด่นของแต่ละเผ่าเท่านั้นที่สามารถเข้าไปยังภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของแดนห่วงหยกทรายทะเล”เงือกน้อยพูดอย่างจริงจังด้วยสายตาอันเร่าร้อน เห็นได้ชัดว่านางอยากไปงานเสวนาศาสตร์อย่างยิ่ง
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจทันทีว่าแดนห่วงหยกทรายทะเลนั่นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์เงือกจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีอัญมณีที่คล้ายกับลูกแก้วดาราสวรรค์ ดูเหมือนเขาจำเป็นต้องไปงานเสวนาศาสตร์นั่นแล้ว
เมื่อเงือกน้อยพูดถึงตรงนี้ก็สีหน้าหม่นหมองเล็กน้อย “แต่เผ่าเงือกสีเงินของพวกข้าสายเลือดเจือจาง จำเป็นต้องเอาชนะเผ่ามนุษย์เงือกสีเขียวก่อนถึงมีสิทธิ์เข้าร่วมงานเสวนาศาสตร์แต่เกรงว่าปีนี้จะไม่มีหวังแล้ว"
ฟ่านเสวี่ยหลีนึกอะไรบางอย่างได้‘เผ่ามนุษย์เงือกสีเขียวหรือ เห็นได้ชัดว่าเป็นมนุษย์เงือกสีเขียวที่เดินทางมาในวันนี้ ดูเหมือนมนุษย์เงือกสีเขียวและมนุษย์เงือกสีเทาจะไม่ลงรอยกันจริงๆ’
จากนั้นเขาและเงือกน้อยก็เดินทางไปยังทิศตะวันออกผ่านทางแยกสองสามสาย เมื่อไปถึงเส้นทางสายหนึ่ง เงือกน้อยก็ชี้ไปที่หุบเขาตรงทิศตะวันออกแล้วพูดว่า “ตรงนั้นก็คือหุบเขามรณะ”
ฟ่านเสวี่ยหลีจ้องมองออกไปหุบเขามรณะแห่งนั้นมีความกว้างหลายลี้ ประหนึ่งจมอยู่ในหุบเหวลึกและเต็มไปด้วยปราณมืดมนโดยรอบมีเสียงหมาป่าหอนดังขึ้นเป็นระลอก จิตสังหารแผ่ออกมาไม่ขาดสาย
แต่สิ่งเหล่านี้หาได้เป็นปัญหาสำหรับฟ่านเสวี่ยหลีเขาโบกมือให้เงือกน้อยแล้วพูดว่า “ขอบคุณที่ช่วยนำทางนะ” เขาจะอาศัยเวลาพลบค่ำค่อยๆเดินลึกเข้าไปในหุบเขา
เงือกน้อยที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าเผยสายตาซาบซึ้งและยังคงจ้องมองอย่างห่างๆพร้อมกับพึมพำว่า “ขอบคุณนะ เจ้าเป็นมนุษย์ที่ดี!”
น้ำเสียงไร้เดียงสาและจริงจังอย่างบอกไม่ถูก
ณ มุมหนึ่งของหุบเขามรณะภายใต้แสงจันทร์ ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังดุว่าหญิงสาวคนหนึ่งอย่างหยิ่งผยอง
“เนี่ยชิวอวี่เจ้าได้ยินสิ่งที่ผู้นำเผ่าพูดหรือไม่ เพื่อความอยู่รอดของตระกูลเนี่ย เสียสละแค่นี้เจ้ายังไม่ยอมอีกหรือ”เสียงอันเยือกเย็นออกมาจากปากชายหนุ่มคนหนึ่ง ถึงแม้สายตาของเขาจะมีความปรารถนาในตัวเนี่ยชิวอวี่เล็กน้อยแต่การตำหนินั้นมากกว่า
“เจ้าอยากไปก็ไปเองสิข้าไม่ยอมเด็ดขาด” เนี่ยชิวอวี่สูดหายใจเข้าลึกแล้วพูดด้วยสีหน้าเย็นชา
นางสลบทันทีหลังจากได้กลิ่นหอมตอนอยู่บนเกาะเมื่อตื่นขึ้นก็พบว่าตนอยู่ในหุบเขามรณะแล้ว และไม่สามารถใช้ลมปราณในร่างกายได้ อีกทั้งโดยรอบยังมีคนตระกูลเนี่ยอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งคนตระกูลเนี่ยเหล่านี้ต่างต้องการให้นางไปประจบเผ่ามนุษย์เงือกเพื่อให้พวกเขามีชีวิตรอด
เพราะก่อนที่เผ่ามนุษย์เงือกที่ค่อนข้างแข็งแกร่งตนหนึ่งจะจากไปอีกฝ่ายจ้องมองนางอยู่ตลอดเวลา
นางไม่ยอมรับวิธีการน่ารังเกียจเช่นนี้เด็ดขาด
“หากเจ้าไม่ยอมก็อย่าโทษที่ข้าต้องลงมือ!” ชายหนุ่มค่อยๆเดินเข้าหาเนี่ยชิวอวี่ ถึงแม้ไม่สามารถใช้ตบะ แต่ด้วยกำลังของเขาก็เพียงพอที่จะกำราบหญิงสาวผู้ดื้อรั้นนี้แล้ว
แม้ใจของเขาจะชื่นชอบหญิงสาวผู้นี้แต่เมื่ออยู่ตรงหน้าความเป็นความตาย เขาก็ทำได้ทุกอย่าง
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องดูว่าก่อนที่เจ้าจะจับตัวข้าได้เจ้าจะตายอยู่ในมือของข้าหรือไม่!” เนี่ยชิวอวี่เคลื่อนมือถือกริชเล่มหนึ่งเอาไว้ท่าทีเปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว
นางหมดเยื่อใยต่อตระกูลเนี่ยอย่างสมบูรณ์แล้วแต่ที่นางยังอดทนเพราะเชื่อว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะต้องมาช่วยนางแน่นอน
“นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมากำเริบเสิบสานได้เจ้าคิดว่าแค่กริชเล่มเดียวจะหยุดข้าได้หรือ” ชายหนุ่มเย้ยหยันแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้า
แม้ไม่สามารถใช้ตบะแต่เขาก็เป็นชายหนุ่มที่แข็งแรง แค่สัญชาตญาณนักล่าของผู้ชายก็ฆ่าเนี่ยชิวอวี่ได้อย่างง่ายดายแล้วเขาคิดไปเองแล้วว่าหลังจากมอบเนี่ยชิวอวี่ให้เผ่ามนุษย์เงือก ตนไม่เพียงจะมีชีวิตรอดอีกทั้งยังได้รับผลประโยชน์ด้วย!
“แกร๊ง!”เมื่อปะทะกัน ร่างของเนี่ยชิวอวี่พลันอ่อนแรงถูกโจมตีจนกริซร่วงหล่นพื้น
สายตาของเนี่ยชิวอวี่เปี่ยมด้วยความไม่เต็มใจนางได้เกิดใหม่หลังจากพบกับฟ่านเสวี่ยหลี แล้วนางจะมาตายอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
นางหมุนตัวแล้วถีบออกเต็มแรง
“คอยดูว่าข้าจะกำราบม้าพยศอย่างเจ้าอย่างไร!”ชายหนุ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง และกำลังจะใช้กรงเล็บพยัคฆ์จับตัวเนี่ยชิวอวี่ในหัวของเขาเต็มไปด้วยภาพที่เนี่ยชิวอวี่ถูกทำให้เชื่อง
"ตึง!"
แต่ทันใดนั้นร่างกายของชายหนุ่มก็ราวกับถูกกระแทกอย่างแรงรู้สึกเหมือนกระดูกสันหลังหัก พลังอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งโจมตีมาจากด้านหลัง กระทั่งสะบั้นเส้นลมปราณภายในร่างกายของเขาแตกเป็นเศษเสี่ยง
เขาเปล่งเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ ถูกโจมตีจนลอยกระแทกลงพื้น ใบหน้าแปดเปื้อนไปด้วยเลือดนับไม่ถ้วน
เขาหันหน้ามองผู้ที่ลอบโจมตีจากด้านหลังด้วยสีหน้าหวาดกลัวและพูดเสียงหลงว่า “เจ้าเป็นใคร”
“ต่ำช้าน่ารังเกียจถึงเพียงนี้เจ้ายังสมควรเป็นมนุษย์อีกหรือ” เสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นจากด้านหลังชายหนุ่มคนหนึ่งลอยตัวเข้ามา ตราหัตถ์ในมือกระแทกใส่ชายหนุ่มตระกูลเนี่ยในชั่วพริบตา