จ้าวลี่อิ่งคุยกับหนูน้อยอีกฝั่งอย่างสนุกสนานแต่สวี่มั่วกลับรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง เพราะเขาพูดไม่ได้แถมยังถูกจ้าวลี่อิ่งอุ้มไว้ในท่าที่อึดอัด ไม่ค่อยสบายตัวนัก
หลังทนอยู่ราวสิบนาที เขาก็อาศัยจังหวะที่จ้าวลี่อิ่งเผลอหลุดพ้นจากการ ‘ควบคุม’ ของเธอแล้วหนีไปด้านข้าง
“เอ๋?!” จ้าวลี่อิ่งอึ้งรีบจะคว้าฮัสกี้แต่คว้าไม่ทัน
เธอมองฮัสกี้ที่หลบไปได้ก่อนเบิกตานิดๆ พูดว่า “มั่วมั่ว แกจะทำอะไรห้ามหนีนะ! ต้องอยู่เป็นเพื่อนฉันไลฟ์สดนี่!”
เชอะ! ใครใช้ให้เธอไปคุยโม้โอ้อวดเองเล่า!ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับฉันเลย!!
สวี่มั่วกลอกตาแรง เพราะเมื่อครู่จ้าวลี่อิ่งเพิ่งบอกผู้ชมว่าคืนนี้จะให้ฮัสกี้อยู่เป็นเพื่อนตลอดไลฟ์เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของทุกคน
เห็นฮัสกี้จะหนีแบบนี้ จ้าวลี่อิ่งก็เลยออกอาการร้อนรนขึ้นมา
ทว่าในสายตาของสวี่มั่ว เขากลับเห็นแววอ้อนวอนเล็กๆที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็คงไม่รู้ตัว
ดูเหมือนยัยนี่ก็กลัวเสียหน้าอยู่เหมือนกันเพราะการไลฟ์คืนนี้สำคัญสำหรับเธอไม่น้อย
เฮ้อ…เอาเถอะ! ยอมให้เธอสักครั้งก็แล้วกัน!
สวี่มั่วถอนหายใจเบาๆ ก่อนหันกลับ เดินไปทางจ้าวลี่อิ่ง
จ้าวลี่อิ่งดีใจทันที กำลังจะก้มตัวไปอุ้มฮัสกี้อีกครั้งแต่ไม่ทันไรเจ้าหมานั่นกลับเปลี่ยนทิศ กระโดดพรวดขึ้นไปบนเตียงเล็กข้างๆ
ฮัสกี้นอนลงบนเตียง ส่งสายตาเซ็งๆ ไปให้จ้าวลี่อิ่งเหมือนจะบอกว่า‘เอาละ ฉันก็อยู่เป็นเพื่อนแล้วนะ เธอไลฟ์ต่อไปเถอะ’
จ้าวลี่อิ่ง: “…”
ตำแหน่งที่ฮัสกี้นอนอยู่นั้นหันเข้ากล้องพอดีอยู่ติดกับเก้าอี้ที่จ้าวลี่อิ่งนั่งผู้ชมทุกคนก็เลยเห็นการกระทำและสีหน้าของมันเต็มๆ
[ฮ่าๆๆ! ฮัสกี้นี่มันฉลาดจริงๆ!]
[นี่มันจักรพรรดิสีหน้าแห่งวงการฮัสกี้ชัดๆ!เหมือนคนเกินไปแล้วนะ!]
[ฉันสงสัยอย่างแรงว่าฮัสกี้ตัวนี้มันบรรลุญาณแล้วหรือไม่ก็มีวิญญาณมนุษย์สิงอยู่ข้างใน…]
[ไร้ยางอายจริงๆ กล้าดียังไงไปนอนบนเตียงของอิ๋งอิ่ง!เตียงนั่นตั้งแต่โผล่มายังไม่เคยมีใครนอนเลยนะ! หมาก็ไม่เคย!!]
[เฮ้ย! เอาก้นแกออกไปจากตุ๊กตากระต่ายนั่นนะ!นั่นฉันเป็นคนส่งให้อิ๋งอิ่งเลยนะ!]
[ฉันมีแค่ข้อเดียว แกจะเล่นก็เล่นไปเถอะ แต่อย่ากัดล่ะ!ตุ๊กตาตัวนั้นฉันเป็นคนส่ง!]
[ช่างมันเถอะ อย่าไปสนใจเจ้าหมาเซ่อเลยอิ๋งอิ่งไลฟ์ต่อเถอะ]
[…]
จ้าวลี่อิ่งมองฮัสกี้ที่นอนแผ่บนเตียงแล้วหันไปดูคอมเมนต์ที่ไหลเต็มหน้าจอ ก่อนจะย่ำเท้าด้วยความหงุดหงิดจากนั้นก็เลิกสนใจมัน กลับไปดำเนินไลฟ์ต่อ
ยังไงอีกฝั่งก็ยังรออยู่ จะมัวมาทะเลาะกับหมาให้เสียเวลาได้ยังไงกัน
เวลาค่อยๆผ่านไปจนครบหนึ่งชั่วโมง การไลฟ์ร่วมก็สิ้นสุด ภาพอีกฝั่งหายไปจ้าวลี่อิ่งก็กลับมาไลฟ์ตามปกติ
การไลฟ์ร่วมครั้งนี้ โดยรวมถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ
ทาง Douyu เองก็ไม่ได้โง่ รู้จักกะจังหวะได้ดีไม่ได้จัดฉากจนเกินไป มองผิวเผินเหมือนเป็นเพียงการทำความดีครั้งหนึ่งให้ครอบครัวที่ถูกช่วยได้กล่าวขอบคุณผู้มีพระคุณ (หมา?) พร้อมทั้งยังเป็นการเผยแพร่พลังบวกด้วย
ทว่าจริงๆ แล้ว จุดประสงค์เรื่องโปรโมตก็บรรลุผลเพียงแต่เป็นการโปรโมตที่ไม่ได้ทำให้คนรู้สึกขัดหูขัดตา
ผู้ชมเองก็ไม่ใช่โง่ ต่างก็เข้าใจความหมาย หลายคนแสดงออกตรงๆ ว่าถึงจะรู้ว่าเป็นการโปรโมต แต่ก็ยินดีสนับสนุน
ก็อย่างที่พูดกันนั่นแหละโปรโมตเรื่องพลังบวกย่อมดีกว่าพวกข่าวฉาวไร้สาระมากมายนัก
พอถึงเวลาเที่ยงคืนจ้าวลี่อิ่งก็ปิดไลฟ์ตรงเวลา
หลังจากปิดคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ต่างๆจ้าวลี่อิ่งก็ลุกขึ้นบิดตัวคลายเมื่อยก่อนจะหันไปมองฮัสกี้ที่นอนกอดตุ๊กตาเพนกวินหลับสนิทอยู่บนเตียง จนอดขำไม่ได้
เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันเผลอหลับไปตอนไหนรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มีคนดูทักในไลฟ์สดนั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
พอมองเห็นใบหน้าของฮัสกี้ที่ยังบวมอยู่นิดๆจ้าวลี่อิ่งก็นึกขึ้นมาได้ว่า “แย่แล้ว ลืมทายาให้มัน!”
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจไม่ปลุกมันดีกว่า ไหนๆตอนเย็นก็ผสมยาใส่ในอาหารไปแล้ว เรื่องยาทาภายนอกก็ข้ามไปก่อนถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ยุบค่อยว่ากัน
“เห็นว่าแกป่วย วันนี้จะยกเตียงนี้ให้ก็แล้วกัน!”จ้าวลี่อิ่งพึมพำเสียงเบา แล้วก็ย่องออกจากห้องไป
ยังไงเตียงนี้ปกติก็มีไว้ใช้เป็นฉากไลฟ์สด เธอไม่ได้นอนอยู่แล้ว
ทว่าจ้าวลี่อิ่งไม่รู้เลยว่า พอเธอเดินออกไปหูของฮัสกี้ก็ขยับเล็กน้อย ลืมตาขึ้นมามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
วันนี้งั้นเหรอ เธอนี่ช่างไร้เดียงสาเกินไปแล้ว… ฉันตัดสินใจแล้วจากนี้ไปเตียงนี้เป็นของฉัน!
ไม่ยอมนอนบ้านหมา ต้องนอนเตียง
ไม่ยอมกินข้าวที่พื้น ต้องขึ้นโต๊ะ
ไม่ยอมเข้าห้องน้ำแบบหมา ปฏิเสธการถูกลูบหัว ฯลฯ
ที่สวี่มั่วดื้อรั้นยืนกรานแบบนี้ ก็เพราะลึกๆแล้วเขาอยากย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า อย่าเผลอชินกับชีวิตของฮัสกี้ต้องจำไว้ตลอดเวลาว่า…เขาเป็นมนุษย์!!