"ยามนี้ข้ากำลังอารมณ์ดีไม่อยากฆ่าคน พวกเ้าไสหัวไปให้ไกลจากข้า!" เซียวเฟิงทอดสายตามองคนเ่าั้อย่างเฉยเมยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"อะไรนะ? ข้าหูฝาดไปรึเปล่า?"เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของทุกคนพลันแข็งทื่อราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง
"รนหาที่ตาย! เซียวหานเ้ายังคิดว่าตัวเองเป็ศิษย์พี่ใหญ่อยู่หรือไง? จงรู้ไว้ว่าตอนนี้เ้าเป็เพียงเศษสวะไร้ปราณแห่งลานด้านนอกเท่านั้นหากไม่อยากโดนกระทืบ จงรีบคุกเข่าก้มหัวสารภาพผิดเสียมิเช่นนั้นวันนี้พวกข้าจะทำให้เ้ารู้สำนึก!"
ชายหนุ่มชุดขาวศิษย์สายในผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างกายม่อเซียวตวาดลั่นน้ำเสียงเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ หากเป็เมื่อก่อน หากเซียวหานเอ่ยคำเช่นนี้พวกเขาคงเผ่นหนีไปไกลแสนไกลแล้ว
แต่บัดนี้มิได้เหมือนแต่ก่อนเซียวหานในวันนี้เป็เพียงคนไร้ค่าโดยสมบูรณ์ คนไร้ค่าบังอาจกล่าววาจาโอหังหากไม่สั่งสอนเสียบ้าง คงไม่รู้จักคำว่าตายนั้นเขียนอย่างไร
เมื่อได้ยินคำกล่าวของชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นเซียวเฟิงยังคงสีหน้าเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้าน ราวกับลมปากที่พัดผ่านไป
"ดี! ดีมากข้าไม่ได้ขยับมือขยับไม้มาหลายวัน วันนี้ถือโอกาสออกกำลังกายเสียหน่อย!"สีหน้าของชายหนุ่มชุดขาวพลันมืดครึ้มลงในพริบตาเขากำมือแน่นเสียงกระดูกดังกร็อบแกร็บพร้อมกับเดินเข้าหาเซียวเฟิงด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
ชายหนุ่มชุดขาวผู้นี้มีนามว่าจางเริ่นเป็ศิษย์สายใน มีพลังในขั้นจอมยุทธ์ระดับต้น ฝึกฝนการใช้ปราณได้อย่างคล่องแคล่วม่อเซียวเห็นเขาลงมือก็มิได้ห้ามปรามซ้ำยังคิดในใจว่าหากจางเริ่นพลั้งมือสังหารเซียวหานได้ก็คงดีไม่น้อย
ถึงแม้จะไม่ถึงตายอย่างน้อยเซียวหานก็ต้องาเ็สาหัสเป็แน่ด้วยพละกำลังนับหมื่นจินของหมัดเพียงหมัดเดียวของขั้นจอมยุทธ์คนไร้ค่าเช่นเซียวหานจะทานทนได้อย่างไร
"พลั่ก!"
"อ๊าก!"
เสียงปะทะและเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกันภายใต้สายตาที่แข็งทื่อของม่อเซียวและเหล่าผู้คน จางเริ่นร้องโหยหวนพร้อมกับร่างที่ลอยละลิ่วออกไปราวกับลูกะุปืนใหญ่เืสีแดงฉานสาดกระเซ็นกลางอากาศ ก่อนจะกระแทกลงพื้นอย่างแรงราวกับสุนัขตายซบเซาหมดสภาพ ไม่รู้ว่าเป็ตายร้ายดีอย่างไร
ภาพเหตุการณ์นั้นทำให้สีหน้าของทุกคนแข็งทื่อและงุนงงเพราะพวกเขาไม่เห็นแม้แต่น้อยว่าเซียวเฟิงลงมือเมื่อใดจางเริ่นกลับกระอักเืลอยกระเด็นออกไปแล้ว
มีเพียงม่อเซียวเท่านั้นที่สีหน้าปรากฏความหวาดหวั่นเล็กน้อยเพราะเขามองเห็นได้ทั้งหมด ในตอนที่จางเริ่นเข้าใกล้เซียวหานเซียวหานเพียงเตะขาออกไปอย่างเรียบง่าย จางเริ่นก็ถูกถีบกระเด็นออกไปแล้วเพียงแต่ความเร็วในการเตะนั้นรวดเร็วเกินไป แม้แต่เขาก็ยังเห็นเพียงภาพเงาเลือนรางแวบผ่านไปเท่านั้น
ความเร็วเช่นนี้เป็ไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นกับคนไร้ค่าถึงแม้จะเป็พลังขั้นจอมยุทธ์ระดับปลาย หรือกระทั่งทะลวงสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์เขาก็ยังไม่มีความเร็วเช่นนี้ หรือว่าอาการาเ็ของเซียวหานจะหายดีแล้ว?
เมื่อคิดถึงตรงนี้สีหน้าของม่อเซียวก็บิดเบี้ยวและมืดครึ้มลงในพริบตาแววตาฉายรัศมีฆ่าฟันอย่างรุนแรง
"กระบี่มิใช่มีไว้ประดับกระบี่มีไว้สังหาร เ้ามิคู่ควรใช้กระบี่เพราะเ้าจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกระบี่แปดเปื้อน" กระบี่ฝักสีขาวเล่มหนึ่งปักอยู่บนพื้นตรงหน้าเซียวเฟิงอย่างเงียบงันกระบี่ขาวเล่มนี้เป็ของประดับที่ห้อยอยู่ข้างเอวจางเริ่นแม้เขาจะไม่ใช่จอมยุทธ์กระบี่แต่ศิษย์ที่อาศัยอยู่ในสำนักกระบี่เหินฟ้าหลายคนต่างก็พกกระบี่เพื่อเป็สัญลักษณ์
แต่จอมยุทธ์กระบี่ที่แท้จริงในสำนักกระบี่เหินฟ้านั้นมีเพียงน้อยนิดอาจกล่าวได้ว่าสำนักกระบี่เหินฟ้าในวันนี้มีแต่ชื่อแต่ไร้ซึ่งความจริงจอมยุทธ์และนักพรตเต๋าในสำนักนั้นมีจำนวนมากกว่าจอมยุทธ์กระบี่เสียอีก
เซียวเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าพร้อมกับรังสีที่แผ่ซ่านออกมาอย่างเยือกเย็น สำหรับจอมยุทธ์กระบี่กระบี่คือสิ่งเดียวและสูงส่ง มิอาจล่วงล้ำมิใช่ใครที่ไหนก็สามารถแขวนกระบี่แล้วอ้างตนว่าเป็จอมยุทธ์กระบี่ได้
"ที่นี่มิใช่ที่สำหรับเปื้อนเืเพราะพวกเ้ามิมีคุณสมบัติพอที่จะตายที่นี่!" เซียวเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อยสายตาของเซียวเฟิงในขณะนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นขนลุกขนพองราวกับมีกระบี่คมกริบจ่ออยู่ที่คอ พร้อมที่จะปลิดชีพได้ทุกเมื่อ
"ชวิ้ง!"
เสียงกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นแสงกระบี่สายหนึ่งแวบผ่านต่อหน้าต่อตาทุกคนในขณะนั้นม่อเซียวรู้สึกว่าขนทั่วร่างลุกชันก่อนจะเบิกตากว้างจ้องมองกระบี่ของจางเริ่นที่เท้าของเซียวหานกระบี่ยังคงปักอยู่บนพื้นอย่างเงียบงันแต่ใครเล่าจะรู้ว่ากระบี่เล่มนั้นได้ออกจากฝักไปแล้ว
ม่อเซียวค่อยๆเอื้อมมือที่สั่นเทาไปลูบคลำลำคอ กลิ่นคาวเืโชยมา ทำให้เขาแทบทรุดลงบนพื้นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเพราะที่ลำคอของพวกเขามีรอยเืจางๆ ปรากฏขึ้น แม้รอยเืนั้นจะเบาบางมากแต่กลับบาดตาบาดใจและน่าสะพรึงกลัว
เพราะไม่มีใครเห็นว่าเซียวเฟิงชักกระบี่เมื่อใดลงมือเมื่อใด ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ความเร็วราวกับแสงหรือกระทั่งเร็วกว่าการเคลื่อนผ่านของเวลา
พวกเขาได้ยินเพียงเสียงกระบี่ออกจากฝักจากนั้นรอยเืก็ปรากฏขึ้นบนลำคอของตนแต่ทั้งกระบี่และเซียวเฟิงกลับมิได้ขยับเขยื้อน ราวกับมิมีสิ่งใดเกิดขึ้น
กล่าวได้ว่าหนึ่งกระบี่นั้นงดงามเกินบรรยายรวดเร็วเกินไป น่าสะพรึงกลัวเกินไป กระบี่เร็วกว่าคน คนเร็วกว่ากระบี่ไม่ว่าความเร็วในการชักกระบี่หรือการลงมือ ล้วนรวดเร็วเกินขีดจำกัด
เคล็ดวิชาทั่วหล้ามีเพียงความเร็วเท่านั้นที่ไร้เทียมทานบางทีทุกคนอาจคิดว่าได้ยินเสียงกระบี่ออกจากฝักมองเห็นแสงกระบี่แวบผ่านแล้วจึงได้รับาเ็ แต่ความจริงหาเป็เช่นนั้นไม่ลำดับที่แท้จริงคือเซียวเฟิงดึงกระบี่ออกจากฝัก แสงกระบี่แวบผ่านลำคอของทุกคนได้รับาเ็ แล้วเสียงกระบี่ออกจากฝักจึงดังขึ้น
กล่าวคือใน่เวลาที่เสียงกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นและเงียบลง เซียวเฟิงได้ดึงกระบี่ออกกระบี่ แล้วก็เก็บกระบี่ ทุกอย่างเป็ไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็วจนไม่ทันกะพริบตา
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของเทพกระบี่มิใช่ใครที่ไหนจะได้รับการขนานนามเช่นนี้ได้เทพกระบี่คือผู้ที่ฝึกฝนกระบี่อยู่ในระดับเหนือธรรมชาติดึงกระบี่ออกจากฝักหนึ่งคราเหล่าภูตผีต้องสั่นสะท้านความเร็วในการดึงกระบี่อยู่ในระดับที่สามารถตัดผ่านห้วงเวลาได้
ถึงแม้จะเป็เพียงกระบี่ที่เซียวเฟิงแสดงออกมาอย่างง่ายดายมิได้ใช้เคล็ดวิชาใดๆ มิได้ใช้พลังใดๆแต่ความเร็วนั้นก็เพียงพอที่จะปลิดชีพศัตรูได้
ในขณะนั้นม่อเซียวและเหล่าศิษย์สายในต่างขนหัวลุกขนพอง ิัแทบะเิร่างกายสั่นเทาอย่างบ้าคลั่ง เผ่นหนีจากเซียวเฟิงไปไกลแสนไกลราวกับเห็นผีร้ายหากเพียงแต่คิดถึงภาพเหตุการณ์นั้น หัวใจก็จะสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
"ไสหัวไปให้ไกลข้าไม่อยากพูดคำนี้เป็ครั้งที่สาม" เซียวเฟิงมิได้ชายตามองม่อเซียวและพวกพ้องเลยในสายตาของเซียวเฟิง คนเ่าั้ยังมิมีคุณสมบัติพอที่จะตายด้วยมือของเขานั่นจะทำให้กระบี่ในมือของเขาแปดเปื้อน เพราะเทพกระบี่ก็มีศักดิ์ศรีของเทพกระบี่มิใช่ใครก็ได้ที่คู่ควรให้เทพกระบี่ลงมือ มิใช่ใครก็ได้ที่มีคุณสมบัติพอที่จะตายด้วยมือของเทพกระบี่
"ไป!"
ม่อเซียวกัดฟันแน่นก้าวเดินด้วยฝีเท้าสั่นเทา เผ่นหนีด้วยสีหน้าตื่นตระหนกในขณะนั้นหัวใจของเขาได้แตกสลายไปแล้วเพราะเขาพบว่าเซียวหานในวันนี้ดูเหมือนจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตอนที่เขายังมิได้กลายเป็คนไร้ค่าหนึ่งกระบี่เมื่อครู่ หากไม่มีการป้องกัน แม้แต่ขั้นจิติญญายุทธ์ก็คงต้องตายภายใต้กระบี่นั้น
ความเร็วนั้นน่าสะพรึงกลัวเกินไปกล่าวได้ว่ากระบี่นั้นเป็กระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดที่ม่อเซียวเคยเห็นมาในชีวิตแม้กระบี่นั้นจะมิได้มีพลังใดๆ แต่กลับเป็กระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลกเป็กระบี่ที่ทำให้ผู้คนหวาดหวั่น
กระบี่อันงดงามนั้นมิได้อยู่ที่พลังที่แข็งแกร่ง มิได้อยู่ที่ความลึกซึ้งของวิถีกระบี่แต่อยู่ที่ความเร็วที่เหนือกว่าทุกสิ่ง ก้าวข้ามทุกสิ่งหรือกระทั่งเหนือกว่าห้วงเวลากระบี่เช่นนี้มิจำเป็ต้องใช้เคล็ดวิชาและกระบวนท่าใดๆไม่ว่าเ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด ขอเพียงปลิดชีพได้ด้วยกระบี่เดียว นั่นก็เพียงพอแล้ว
กระบี่เช่นนี้เซียวหานในอดีตไม่มีทางแสดงออกมาได้แต่ภาพเหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ม่อเซียวเสียขวัญไปหมดสิ้น เพราะเขารู้ว่าวันดีๆของเขาคงถึงคราวสิ้นสุดลงแล้ว
ในขณะนั้นเซียวเฟิงมิได้ชายตามองม่อเซียวและพวกพ้องที่เตลิดหนีไปแม้แต่น้อยแต่กลับหันหลังเดินไปยังยอดเขากระบี่เทพจากนั้นยื่นมือออกไปััผนังเขาที่ตั้งตระหง่านอย่างละเอียด
ผนังของูเาลูกนั้นหยาบกระด้างทั้งยังระคายมือ แต่เซียวเฟิงกลับััอย่างเบามือและอ่อนโยนราวกับััผิวพรรณของคนรัก
"ช่างสมบูรณ์แบบยิ่งนักราวกับรังสรรค์ขึ้นจากฟ้าดิน เพียงแต่ยังขาดแรงกระตุ้นใน่สุดท้าย" เซียวเฟิงถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อััถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่แผ่ออกมาจากเขากระบี่เทพ
หากใครเห็นภาพเหตุการณ์นี้เข้าคงต้องด่าทอเซียวเฟิงว่าเป็คนบ้าคนดีๆที่ไหนกันจะกล่าวว่าูเาหินเปล่าเปลือยลูกหนึ่งนั้นสมบูรณ์แบบและรังสรรค์ขึ้นจากฟ้าดิน
แน่นอนว่าผู้ที่สามารถมองทะลุถึงแก่นแท้ที่แท้จริงของเขากระบี่เทพได้นั้นคงไม่มีอยู่อีกแล้วในสำนักกระบี่เหินฟ้าหรือบางทีบรรพชนของสำนักกระบี่เหินฟ้าอาจจะมองออก
แต่สำนักกระบี่เหินฟ้าที่ตกต่ำนั้นไม่สามารถหยั่งรู้และมองออกว่าเขากระบี่เทพนั้นมีความพิเศษใดๆคงมีแต่ผู้ที่คิดว่ายอดเขากระบี่เทพเป็เพียงูเาหินธรรมดาลูกหนึ่งที่มีรูปร่างแปลกตาเท่านั้น
แต่เซียวเฟิงกลับรู้สึกถึงความไม่ธรรมดาของยอดเขากระบี่เทพได้ในทันทีเพราะเขาคือเทพกระบี่ จึงให้ความสำคัญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกระบี่
เมื่อเซียวเฟิงกล่าวคำชื่นชมออกมาหากใครสังเกตให้ดีจะพบว่าเขากระบี่เทพสั่นไหวเล็กน้อยราวกับม้าชั้นดีที่ได้พบกับผู้รู้ใจอย่างแท้จริง
"เหอๆ ไม่ต้องรีบร้อนต้องมีวันที่เ้าได้จุติออกมาอย่างแน่นอน และข้าเชื่อว่าวันนั้นคงมาถึงในไม่ช้า"เซียวเฟิงยิ้มเล็กน้อยแล้วดึงมือกลับยอดเขากระบี่เทพก็ยังคงเป็ยอดเขากระบี่เทพภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ไม่เคยมีใครรับรู้
อีกด้านหนึ่งม่อเซียวรีบร้อนออกจากยอดเขากระบี่เทพไปยังยอดเขาพันกระบี่ยอดเขาพันกระบี่คือหนึ่งในแปดยอดเขารองของสำนักกระบี่เหินฟ้าเป็ที่พำนักของผู้าุโสี่ลี่ม่อเทียนม่อเซียวรีบร้อนกลับไปยังยอดเขาพันกระบี่ในทันทีเพราะเขารู้ว่าเซียวหานไม่มีทางปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน
ใครจะรู้ว่าเซียวเฟิงมิได้ใส่ใจเขาแม้แต่น้อยหลังจากที่เขาจากเขากระบี่เทพไป เขาก็กลับไปยังลานบ้านเก่าซอมซ่อของตนเองจากนั้นก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านหลายวัน ไม่ใส่ใจโลกภายนอก และค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน
ส่วนม่อเซียวที่หวาดผวาวันๆมิได้พบเจอเซียวหาน มิได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเซียวหานก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนที่สีหน้าจะมืดครึ้มลงในพริบตา
"เซียวหานกว่าข้าจะทะลวงสู่ขั้นปรมาจารย์กระบี่ได้ก็แทบแย่เดิมทีคิดว่าจะมีโอกาสได้ขึ้นสู่ตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ใครจะคิดว่าเ้ากลับปรากฏตัวออกมาอีกครั้งในเมื่อเป็เช่นนี้ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายไม่เห็นแก่ความหลังนับจากนี้ไปต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายจากกัน" แววตาฉายแววลี้ลับใบหน้าที่หล่อเหลาของม่อเซียวบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว