หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 5 บทที่ 132 เบาะแสของเลือดศักดิ์สิทธิ์

    บทที่ 132 เบาะแสของเลือดศักดิ์สิทธิ์

            “ในหัวของเจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าบอกว่าราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนจะร่วมมือกันอย่างราบรื่น แล้วต้องขออนุญาตจากเจ้าหรือไม่” เฉียนหลิงเทียนมองฉินชูพร้อมกับพูดขึ้น

            ฉินชูมองโม่เต้าจื่อและคนอื่นๆ “ฉินชูคิดว่าราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนจะร่วมมือกันอย่างราบรื่น แต่ราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนจะร่วมมือกันอย่างราบรื่นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับจักรพรรดิเฉียนผู้ยิ่งใหญ่”

            “คำพูดของเจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าคิดว่าสำนักชิงหยุนมีสัจจะ แต่ข้าไม่มีอย่างนั้นหรือ” เฉียนหลิงเทียนมองฉินชูด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยไฟโทสะ ไม่เคยมีใครปฏิบัติกับเขาเช่นนี้มาก่อน

            “ฉินชูไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่ตัวข้าไม่ได้รู้จักจักรพรรดิเฉียนดีพอ นี่คือสัจจะ” ฉินชูประสานมือ

            “เจ้าแสบเอาเรื่องเหมือนกัน เจ้าสำนักหลัว ผู้เฒ่าโม่ ข้าขอให้คำมั่นสัญญาไว้ ณ ที่นี้ ว่าขอเพียงสำนักชิงหยุนไม่ทรยศราชวงศ์เฉียน ทุกที่ที่มีราชวงศ์เฉียนจะต้องมีสำนักชิงหยุนอยู่ด้วย” หลังถลึงตาใส่ฉินชูเสร็จ เฉียนหลิงเทียนก็ลั่นสัตย์สาบาน เขาไม่คิดว่าคำพูดพล่อยๆ ของตัวเองจะถูกฉินชูเอามาเล่นงานกลับ

            หลัวเจิน โม่เต้าจื่อและคนอื่นๆ ลุกขึ้นประสานมือคารวะให้เฉียนหลิงเทียนทันที สิ่งที่เฉียนหลิงเทียนทำคือการให้คำสัญญาที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเทียบเท่ากับคำสาบานก็ไม่ปาน

            ฉินชูประสานมือคารวะเฉียนหลิงเทียนเช่นกัน เขาไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถหาหลักประกันที่ยิ่งใหญ่ให้กับสำนักชิงหยุนได้ขนาดนี้

            “ฉินชู ข้าผู้นี้ให้ความเคารพเจ้าเป็นอย่างมาก เจ้าเองก็ควรทำตัวให้น่าเชื่อถือเช่นกัน” เฉียนหลิงเทียนเหลือบมองฉินชูพร้อมพูดขึ้น

            หลังจากการประชุมระหว่างราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนสิ้นสุดลง ฉินชูก็หาเรือนว่างพักอาศัย เดิมทีเขาจะกลับไปที่สำนักชิงหยุน แต่ถูกโม่เต้าจื่อห้ามเอาไว้ก่อน 

            ขณะที่ฉินชูกำลังขบคิดปัญหา เฉียนหลิงอู่ก็เข้ามา

            “หลังการต่อสู้ครั้งนี้ อาณาจักรหนานเหยียนจะสงบขึ้นอีกหน่อย” เฉียนหลิงอู่พูดขึ้นหลังจากนั่งลง

            “สำนักหมื่นดาบ ตำหนักพญาจิ้งจอกคงรู้แล้วว่าราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนผนึกกำลังกัน ดังนั้นจึงไม่บุกโจมตีอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะหากทั้งสองฝ่ายต่างฝ่ายต่างเสียหายอย่างหนัก จะส่งผลต่อความปลอดภัยต่ออาณาจักรหนานฮวงของพวกเขาเช่นกัน ซึ่งทางฝั่งศาลาดาวฤกษ์ก็ต้องเผชิญปัญหานี้เช่นกัน” ฉินชูเอ่ยปากพูด

            “ที่น่าเสียดายก็คือการปล่อยให้บุคคลสำคัญของพวกมันหนีไปได้ ซูเสวี่ยอีกับหลัวเซียวจากสำนักเตาเสวี่ย ซิงเฉินหนี่จากศาลาดาวฤกษ์ ไหนจะตำหนักพญาจิ้งจอกอีก คนพวกนี้ล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งเปี่ยมพรสวรรค์ การไม่ฆ่าพวกเขาถือเป็นความผิดพลาด หากพบเจอพวกเขาหลังจากนี้ เจ้าต้องระวังตัวให้ดี” เฉียนหลิงอู่พูดกับฉินชู

            ฉินชูพยักหน้า “เดี๋ยวข้าก็ออกไปจากอาณาจักรหนานเหยียนเพื่อตามหาเบาะแสของตระกูลสายเลือดศักดิ์สิทธิ์แล้ว”

            “หลังจากรู้เรื่องของเจ้า ข้าลองไปค้นหาหนังสือเกี่ยวกับสายเลือดศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง กรณีของเจ้าไม่มีบันทึกเอาไว้ แต่มีกรณีหนึ่งถูกบันทึกเอาไว้อยู่ เลือดศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดมีโอกาสแปรเปลี่ยนเป็นกระดูกศักดิ์สิทธิ์ เมื่อแปรเปลี่ยนเป็นกระดูกศักดิ์สิทธิ์จะเกิดการกลายพันธุ์” เฉียนหลิงอู่พูดกับฉินชู

            “ข้ารู้เรื่องนี้มาบ้าง แต่นั่นต้องเป็นเลือดศักดิ์สิทธิ์ขั้นราชันย์ก่อน การที่ข้ามีเลือดศักดิ์สิทธิ์สถิตร่างนับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์แล้ว ท่านยังคิดว่าเลือดศักดิ์สิทธิ์ของข้าเป็นขั้นราชันย์อีกหรือ” ฉินชูพูดปนหัวเราะ

            เฉียนหลิอู่มองฉินชู “เจ้าต้องจำคำนี้ไว้ให้ดี ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น”

            ฉินชูหัวเราะ แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก เส้นทางหลังจากนี้ค่อยว่ากัน การคาดเดาของตัวเองล้วนไร้ความหมาย

            ฉินชูกับเฉียนหลิงอู่พูดคุยกันอย่างสบายใจ นั่นทำให้ทั้งสองอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย เพราะปัญหาระหว่างราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนได้คลี่คลายลงแล้ว

            เฉียนหลิงอู่บอกฉินชูว่าไม่ต้องรีบร้อน เอาไว้นางจะช่วยฉินชูหาข้อมูลอีกทีหนึ่ง

            พูดคุยกันต่ออีกสักพัก เฉียนหลิงอู่ก็จากไป เหลือฉินชูไว้คนเดียว ฉินชูต้องการกลับไปยังสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่มาสิบสี่ปี แต่เนื่องจากโม่เต้าจื่อขอให้เขารอก่อน อีกทั้งเฉียนหลิงอู่ก็ยังอยู่ที่นี่ เขาจึงไปไหนไม่ได้

            หลังจากออกมาจากที่พักของฉินชู เฉียนหลิงอู่ก็มาหาท่านพี่ของตัวเอง “น้องข้า เจ้าฉินชูจอมกวนประสาทคนนั้นจ้องเป็นปรปักษ์กับพี่อยู่ตลอด นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน” เฉียนหลิงเทียนพูดอย่างไม่พอใจ

            “ท่านพี่ไม่คิด ว่านั่นเป็นนิสัยอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาหรอกหรือ ไม่ว่าเจอคนแบบไหน ล้วนไม่ยอมจำนน สถานะและอำนาจของอีกฝ่ายไม่มีทางเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเองได้ ท่านพี่ควรชื่นชมคนแบบนี้สิถึงจะถูก” เฉียนหลิงอู่พูดแกมหัวเราะ

            “ขืนเจ้าเป็นแบบนี้ต่อไปจะเป็นปัญหาเอาได้ แต่เอาเถอะ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร” เฉียนหลิงเทียนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนพูดขึ้น

            ฉินชูเข้าฌานบ่มเพาะพลังปราณอยู่ในห้องพักของตัวเองจนกระทั่งโม่เต้าจื่อเข้ามา

            “ฉินชู เจ้ามีความคิดอะไรบางอย่างแล้วใช่หรือไม่” โม่เต้าจื่อถามฉินชู

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ ศิษย์อยากออกตามหาเบาะแสเรื่องชาติกำเนิดของตัวเอง ท่านเองก็เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาอันดี ชายชุดครามผู้นั้นถูกพันธนาการเอาไว้ ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นเช่นไรบ้าง ส่วนหญิงสาวที่ผมหงอกผู้นั้นก็บาดเจ็บสาหัสเพราะช่วยศิษย์ ศิษย์ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป” ฉินชูมองโม่เต้าจื่อพร้อมกับพูดขึ้น เขารู้ดีว่าโม่เต้าจื่อไม่อยากให้เขาไปไหน

            โม่เต้าจื่อถอนหายใจ “ข้าไม่อยากปล่อยเจ้าไป ไม่ใช่ว่าข้าจะปิดกั้นทางของเจ้า เหตุผลหลักคือข้าไม่สบายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนควรต้องรู้อดีตและรากเหง้าของตัวเอง ไม่ว่าชายชุดคราม หรือหญิงผู้นั้นจะเป็นใคร เจ้าต้องอธิบายให้พวกเขาฟัง อย่างน้อยให้พวกเขารู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่และสบายดี ความพยายามตั้งแต่เริ่มแรกของพวกเขาจะได้ไม่เสียเปล่า”

            “ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่เข้าใจ ฉินชูจะจดจำสำนักชิงหยุนไว้เสมอ” ฉินชูพูดขึ้น

            “สำนักชิงหยุนต้อนรับเจ้ากลับมาทุกเมื่อ อ้อ เจ้าต้องจำไว้อย่างหนึ่ง นั่นคืออย่าแข็งข้อกับใต้หล้านี้เกินไป หากมีสำนักอื่นหรือมีผู้อาวุโสที่เหมาะสมสามารถแนะนำเจ้าได้ เจ้าก็ควรกราบไหว้เข้าเป็นศิษย์ของพวกเขา” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น

            ฉินชูแปลกใจ “หากเข้าร่วมกับสำนักอื่นอีก นั่นไม่นับว่าเป็นการทรยศต่อสำนักชิงหยุนหรือ”

            “ไม่ใช่สำนักนอกรีตที่ชั่วช้าก็พอ ข้าเองก็มีปรมาจารย์มากกว่าหนึ่งคน แต่ควรจำไว้ว่าการเลือกนั้นสำคัญมาก ปรมาจารย์ที่มีความประพฤติไม่ดีอาจทำร้ายเจ้าและทำให้ศีลธรรมเสื่อมลงไปตลอด” โม่เต้าจื่อเตือนฉินชู

            “ศิษย์จะจำเอาไว้ขอรับ” ฉินชูพูดขึ้นหลังจากถอนหายใจหนึ่งเฮือก

            “หลังจากรู้ชาติกำเนิดของเจ้า ข้าได้จัดเรียงข้อมูลเกี่ยวกับเลือดศักดิ์สิทธิ์ให้กับเจ้าแล้ว มีเพียงห้าตระกูลที่มีเลือดศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ๆ อยู่ในมหายุทธภพ พวกเขาเคยเป็นตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ในอาณาจักรของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อยี่สิบปีที่แล้วมีบางอย่างเกิดขึ้นที่อาณาจักรนี้ ตระกูลหงส์เพลิงถูกกองกำลังอื่นปิดล้อมสังหาร เหมือนพวกเขาจะหายไปทั้งตระกูล นอกจากนี้ตระกูลเต่านิลก็ปิดภูเขาด้วยเหตุผลบางอย่าง ส่วนเจ้าน่าจะมีความเกี่ยวโยงกับตระกูลหงส์เพลิงอย่างชิดใกล้ที่สุด ข้ากังวลมากว่าเจ้าจะเข้าไปพัวพันในวังวนนี้” โม่เต้าจื่อส่ายหัว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล 

            “ยี่สิบปีที่แล้ว... นี่น่าจะไม่เกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของศิษย์เท่าไร” ฉินชูคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูด

            “แม้เวลาไม่ตรงกัน แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตระกูลหงส์เพลิง หญิงผู้นั้นจะถูกตามฆ่าหรือไม่ แน่นอนว่าไม่ ข้าคิดว่าอาจมีความเชื่อมโยงบางอย่างในเหตุการณ์นี้อยู่แน่นอน นี่เป็นข้อมูลบางส่วนที่ข้ารวบรวมมาได้ เจ้ารับไปเถอะ” โม่เต้าจื่อ หยิบสมุดบันทึกออกมาแล้วมอบให้ฉินชู

            เมื่อรับสมุดจดบันทึกฉินชูพลันโค้งคำนับ ไม่ว่าหลังจากนี้จะเป็นเยี่ยงไร เขาจะรำลึกถึงโม่เต้าจื่อเสมอ

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน