เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว

    ตอนที่ 38 ของวิเศษจากพิภพมาร

    ณ ลานประลองปราการเบญจธาตุ ยามเย็น

    ในยามที่เมฆมืดปกคลุมฟากฟ้า เมืองเมฆาอัคคีกำลังล่มสลายและมารพยัคขาวอยู่ในอาการบาดเจ็บสาหัสจากการประลองกับเทพวารี ทันใดนั้น แสงเรืองรองสีแดงฉานพลันปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า นักพรตเมฆาอัคคีผู้เป็นอาจารย์ของมารพยัคขาวก้าวออกจากม่านเมฆ ท่ามกลางเสียงฟ้าคำราม

    นักพรตเมฆาอัคคีเสียงทุ้มน่าเกรงขาม "เจ้าเด็กดื้อ เจ้าต่อสู้กับเด็กผู้หญิงตัวนิดเดียวก็แพ้พ่ายอย่างราบคาบถึงเพียงนี้แล้ว เจ้าจะไม่มีวันเป็นราชาที่ดีได้หากเจ้ายังอ่อนแอ และประมาทเช่นนี้"

    นักพรตเมฆาอัคคีก้าวเข้าไปหามารพยัคขาวที่นอนหมดสติ เขาวางมือลงบนร่างของลูกศิษย์ แสงสีทองจากปลายนิ้วแผ่ซ่านเข้าร่างของมารพยัคขาว ไม่นานนักมารพยัคขาวก็ฟื้นคืนสติขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขามองอาจารย์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

    มารพยัคขาวเสียงแผ่วเบา "อาจารย์ ข้าทำให้ท่านผิดหวัง..."

    นักพรตเมฆาอัคคีน้ำเสียงเฉียบขาด "เมืองเมฆาอัคคีกำลังตกอยู่ในอันตราย รีบกลับไปจัดการทุกอย่างที่เจ้าสมควรทำ ข้าจะไม่อยู่ที่นี่นาน"

    มารพยัคขาวค่อยๆ ลุกขึ้น แม้จะยังไม่หายดีแต่ก็พยักหน้ารับคำสั่งแล้วรีบเคลื่อนตัวกลับไปยังเมืองเมฆาอัคคี

    ห้องโถงกลางปราการเบญจธาตุอันหรูหราของป้อมปราการ นางมารเบญจธาตุ นางมารบูรพา และเทพวารีเทพีแห่งน้ำ กำลังนั่งสนทนาอย่างเคร่งเครียด ทันใดนั้น นักพรตเมฆาอัคคีก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกนาง ทุกคนลุกขึ้นยืนคารวะด้วยความเคารพ

    นางมารเบญจธาตุน้ำเสียงนอบน้อม "คารวะท่านอาจารย์ ขอบคุณที่ท่านมาเยือนปราการของข้าในเวลาที่สำคัญเช่นนี้"

    นักพรตเมฆาอัคคี มองนางมารเบญจธาตุด้วยความสงบ "ข้ามาที่นี่เพราะรู้ว่าเจ้ายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับศัตรู ข้าจึงได้นำสิ่งที่จะช่วยเสริมพลังให้เจ้า"

    นักพรตเมฆาอัคคียื่นมือออกมา อัญมณีเพลิงดำ ปรากฏขึ้นในมือของเขา มันเปล่งประกายสีดำเรืองรองและร้อนแรงราวกับเปลวเพลิงที่ถูกกักขังอยู่ในหิน นางมารเบญจธาตุมองดูด้วยสายตาตกตะลึง

    นักพรตเมฆาอัคคี "เจ้าไม่อาจต่อกรกับศัตรูระดับมหาเทพได้หากปราศจากพลังที่มากพอ ข้าจะผนึกอัญมณีเพลิงดำนี้เข้ากับแก่นวิญญาณของเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะได้รับพลังเพิ่มขึ้น เทียบเท่าขั้นมหาเทพ ระดับ 80 เลยทีเดียว"

    เขาเริ่มทำการผนึกอัญมณีเพลิงดำเข้ากับแก่นวิญญาณของนางมารเบญจธาตุ เมื่อพลังของอัญมณีผนึกเข้าไปในตัวนาง สายฟ้าและเปลวเพลิงก็ลุกโชนรอบตัวนาง พลังของนางพุ่งทะยานขึ้นจนเกิดแสงเจิดจ้าทั่วทั้งห้อง

    นางมารเบญจธาตุเสียงแผ่วเบาแต่ทรงพลัง "ข้ารู้สึกได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ขอบคุณท่านอาจารย์"

    นักพรตเมฆาอัคคียิ้มเล็กน้อย "ยังไม่พอ ข้ายังมีอาวุธวิเศษสำหรับเจ้าอีกหนึ่งอย่าง"

    นักพรตเมฆาอัคคียื่นมืออีกครั้ง คันศรประกายดาราปรากฏขึ้นในมือของเขา มันเปล่งประกายแสงระยิบระยับดุจดวงดาวในยามค่ำคืน

    นักพรตเมฆาอัคคี "คันศรประกายดารานี้ไม่ต้องการลูกศร เพียงเจ้าง้างคันศร แสงนับพันจะพุ่งไปหาศัตรู แม้โดนเพียงเฉี่ยวๆ มหาเทพระดับสูงก็ถึงคราวดับสูญได้เลยทีเดียว"

    นางมารเบญจธาตุรับคันศรด้วยความเคารพ เธอก้มศีรษะพร้อมเอ่ยคำขอบคุณ

    นักพรตเมฆาอัคคีหันมามองเทพวารีผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง แววตาของเขาส่องประกายด้วยความเอ็นดู

    นักพรตเมฆาอัคคี "เทพวารี ข้าเห็นเจ้ามีความฉลาดและความสามารถที่โดดเด่น ข้าขอมอบของวิเศษให้เจ้าเพื่อปกป้องตนเอง"

    นักพรตเมฆาอัคคีเผยให้เห็น "กระจกสะท้อนดาราราย" มันเปล่งประกายระยิบระยับคล้ายกับดวงดาวที่ลอยอยู่ในอากาศ

    นักพรตเมฆาอัคคี "กระจกนี้สามารถสะท้อนพลังทุกชนิด แม้แต่มหาเทพระดับสูงก็ไม่สามารถทำอะไรเจ้าได้ พลังที่เจ้าเผชิญจะถูกสะท้อนกลับไปหาศัตรูอย่างไม่มีเงื่อนไข"

    เทพวารีรับกระจกด้วยมือสั่นเทาจากความตื้นตันใจ เธอก้มศีรษะคารวะนักพรตเมฆาอัคคี

    เทพวารีเสียงอ่อนน้อม "ขอบคุณท่านอาจารย์ ข้าจะใช้มันให้ดีที่สุด"

    ณ ป่าลึกลับแห่งพิภพมาร หลังจากมอบของวิเศษให้ศิษย์และกล่าวคำอำลา นักพรตเมฆาอัคคีก็หายวับไปในม่านเมฆ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน กลับไปยังป่าลึกลับที่เขาสถิตย์

    นักพรตเมฆาอัคคีเสียงเบาบางในอากาศ "ชะตากรรมยังคงเดินหน้าต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้ด้วยพลังแห่งดวงดาวและไฟ"

    วันถัดมา หน้าปราการเบญจธาตุอันสูงใหญ่ล้อมรอบด้วยหมอกหนา เทพอัสนีย์มหาเทพระดับ 80 ยืนเด่นที่หน้าแถว เทพเหมันต์พระมหาชายาและพระสนมเทพีทั้งสี่ยืนอยู่ข้างหลัง ข้างกายยังมีเทพฟ้าดินศิษย์สาวสายตรงของเทพอัสนีย์ พร้อมด้วยกองทัพเทพนับแสนเข้าล้อมปราการ มองดูน่าเกรงขามยิ่งนัก

    เทพอัสนีย์ตะโกนเสียงก้อง "มารในปราการเบญจธาตุ จงปล่อยเทพวารีออกมาโดยไม่มีข้อแม้"

    ความเงียบเข้าครอบคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ประตูปราการจะเปิดออกช้า ๆ เทพวารีปรากฏตัว นางยืนสง่างามและสงบนิ่ง

    เทพวารีกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน "ข้าอยู่อย่างเป็นสุขที่นี่ ไม่มีผู้ใดทำร้ายข้า พวกเขาดูแลข้าอย่างดี"

    เทพอัสนีย์มองนางด้วยความกังวล ก่อนที่มารบูรพาจะก้าวออกมาจากปราการ นางยืนมองเทพอัสนีย์ด้วยสายตาเคร่งขรึม

    มารบูรพาพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว "เจ้าลูกเขย เจ้าควรฟังข้าบ้าง เทพวารีนางอยากจะอยู่ที่นี่กับข้าแม่ของนาง เจ้าจงอย่าใจแคบนักเลย"

    ทันใดนั้น นางมารเบญจธาตุปรากฏกายขึ้น ทุกคนในกองทัพเทพต่างตกตะลึง ด้วยความตกใจเทพอัสนีย์และเทพทั้งหลายต่างคุกเข่าคารวะนาง นางคือเทพวรันธร อดีตเจ้าสำนักเทพอัสนีย์ผู้ยิ่งใหญ่

    เทพอัสนีย์พูดด้วยความตกใจ "ท่าน... ท่านคือเทพวรันธร"

    นางมารเบญจธาตุกล่าวด้วยเสียงนิ่งสงบ แต่แฝงความน่าเกรงขาม "เจ้ารู้จักข้าดีแล้ว หากเจ้ายังเคารพข้า จงถอนกำลังออกไปซะ เทพวารีเป็นหลานข้า เพราะนางเป็นบุตรีของมารบูรพา ศิษย์รักของข้า นางย่อมปลอดภัยเมื่ออยู่ที่นี่ มารทุกคนต่างเคารพนาง"

    เทพอัสนีย์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังเทพวารี

    เทพอัสนีย์กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน "เทพวารี... เจ้ากลับมากับพี่เถิด ตำหนักน้ำต้องการเจ้า"

    เทพวารีนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ

    เทพวารี "ข้าจะกลับไปกับท่าน"

    เทพอัสนีย์ยิ้มด้วยความโล่งใจ ทัพเทพทั้งหมดเคลื่อนตัวออกจากปราการอย่างสงบกลับไปยังป้อมพายุโลกัณฑ์ ทุกอย่างกลับสู่ความสงบอีกครั้ง

    ณ ห้องโถงใหญ่ภายในป้อมพายุโลกัณฑ์ เทพอัสนีย์นั่งบนบัลลังก์ มีเทพวารียืนอยู่ตรงหน้า

    เทพอัสนีย์กล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "เทพวารี เจ้าอยู่ในปราการเบญจธาตุมา พี่อยากรู้ทุกอย่าง เจ้าจงเล่ามาเถิด"

    เทพวารีค้อมศีรษะด้วยความเคารพ "ข้าจะเล่าทุกสิ่งที่จำเป็น ข้าไม่ได้ถูกทำร้าย ทุกคนที่ปราการนั้นให้เกียรติ แต่สิ่งที่สำคัญคือ...นักพรตเมฆาอัคคี ท่านอาจารย์ของมารพยัคขาว พลังของท่านมากมายเกินกว่าจะเทียบได้"

    เทพอัสนีย์นิ่งครุ่นคิด "นักพรตเมฆาอัคคี... ข้าเคยได้ยินว่าพลังของเขาไม่มีใครเทียบได้"

    เทพวารี "ใช่แล้วท่านพี่ ท่านนักพรตมีพลังที่สูงกว่าพลังของเทพทั้งมวลในพิภพรวมกัน โชคยังดีที่ท่านเป็นคนยุติธรรม ถึงจะช่วยฝ่ายมารแต่ท่านคงไม่ฝืนชะตา"

    เทพอัสนีย์พยักหน้าเล็กน้อย "นี่อาจเป็นข้อได้เปรียบของเรา แต่ก็คงต้องระวังไว้ทุกย่างก้าว ขอบใจเจ้ามากเทพวารี"

    เทพวารีโค้งคำนับและเดินออกจากห้อง เทพอัสนีย์นั่งเงียบขรึมเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่าง

    หน้าป้อมพายุโลกัณฑ์ หนึ่งสัปดาห์ต่อมา กองทัพมารหนึ่งแสนนำโดยนางมารเบญจธาตุและนางมารบูรพาเข้าล้อมป้อมพายุโลกัณฑ์อย่างดุดัน ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆดำครอบคลุมบริเวณ

    นางมารเบญจธาตุยืนอยู่บนเนินสูง ถือคันศรประกายดารา "วันนี้ ป้อมพายุโลกัณฑ์จะต้องพังพินาศ จงดูการล่มสลายของเทพทั้งหลาย"

    นางมารเบญจธาตุชักคันศรประกายดารายิงออกไป ศรพุ่งตรงไปยังค่ายกลป้องกันของป้อมพายุโลกัณฑ์ ค่ายกลสั่นสะเทือนและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ สะท้อนเสียงดังสนั่นไปทั่วสนามรบ ทหารเทพต่างตกตะลึง

    ทหารเทพนายหนึ่งตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก "ค่ายกลของเราถูกทำลาย พวกเราเสียเปรียบแล้ว"

    เทพฟ้าดินสั่งการเสียงเข้ม "พวกเจ้าจงตั้งรับไว้ อย่าให้พวกมารเข้ามาถึงตัวป้อม"

    นางมารเบญจธาตุมองไปยังเทพวารี "ข้ารู้ว่าเจ้ายังมีกระจกสะท้อนดาราราย แต่วันนี้เจ้าจะไม่มีทางใช้มันได้"

    นางมารเบญจธาตุพุ่งพลังปราณเข้าจี้จุดเทพวารี ทำให้เธอไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เทพวารีพยายามต้านทานแต่พลังของนางมารเบญจธาตุแข็งแกร่งเกินไป

    เทพวารีเสียงสั่นเล็กน้อย "ข้า... ข้าจะไม่ยอมแพ้"

    นางมารเบญจธาตุยิ้มเย้ยหยัน "เจ้าไม่มีทางช่วยใครได้ในวันนี้ ดูกองทัพของเจ้าแตกพ่ายต่อหน้าเจ้าเถิด"

    นางมารเบญจธาตุหัวเราะเย้ยหยัน ก่อนยิงศรประกายดาราใส่กองทัพเทพอีกครั้ง ศรพุ่งทำลายอาวุธและทำลายกำลังทหารเทพจนเหลือเพียง 100 นาย

    ป้อมพายุโลกัณฑ์ถูกล้อมโดยกองทัพมาร นางมารเบญจธาตุถือคันศรประกายดาราอยู่บนเนินสูง กำลังเตรียมยิงใส่เทพอัสนีย์ที่ยืนต้านอยู่กลางสนามรบ

    เทพอัสนีย์ยืนถือดาบอัสนี มองนางมารด้วยความเด็ดเดี่ยว "ข้าขอท้าท่านสู้กันตัวต่อตัว อย่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์อีกเลย"

    นางมารเบญจธาตุยิ้มเยาะ "เทพอัสนีย์ เจ้าก็แค่เด็กเมื่อวานซืน คิดว่าตัวเองจะสู้ข้าได้หรือ?"

    นางมารเบญจธาตุหัวเราะเสียงเย็น "ข้าจะจัดการเจ้าให้สิ้นซาก"

    นางมารเบญจธาตุยิงคันศรประกายดาราออกไป พุ่งตรงเข้าใส่เทพอัสนีย์ แต่เทพอัสนีย์ใช้ดาบอัสนีปัดป้องสะเก็ดแสงที่แตกกระจายเป็นประกายรอบตัวเขา

    เทพอัสนีย์คิดในใจ "ดาบอัสนี... ข้าต้องเข้าใจวิถีของเจ้า..."

    จู่ๆ เทพอัสนีย์ก็เกิดความเข้าใจในวิถีแห่งดาบอัสนีขั้นสูง ดาบในมือเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณ เขารวบรวมจิตของตนเองเข้ากับดาบ ผสานเข้ากับปราณมหาเทพ ร่างกายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นร่างเทพสูงใหญ่กว่าเดิมสิบเท่า ในมือของร่างนั้นถือดาบอัสนีเล่มใหญ่

    เทพอัสนีย์ตะโกน "จิตแห่งดาบอัสนี"

    เทพอัสนีย์กระโดดขึ้นไปบนฟ้า ก่อนพุ่งลงมาด้วยพลังมหาศาล เขาฟันคันศรประกายดาราของนางมารเบญจธาตุจนขาดเป็นสองท่อน นางมารเบญจธาตุได้รับบาดเจ็บสาหัส เลือดซึมจากปาก

    นางมารเบญจธาตุสะบัดหน้า เจ็บปวด "ไม่! เป็นไปไม่ได้ ข้า... ข้าไม่อาจแพ้เจ้า"

    นางมารเบญจธาตุรีบวาร์ปหายตัวหนีไปสู่เมืองเมฆาอัคคี ร่างของเธอสลายเป็นเงาดำที่ลอยหายไป

    ลานรบหน้าป้อมพายุโลกัณฑ์ เทพฟ้าดินกำลังต่อสู้กับนางมารบูรพา ทั้งสองประลองฝ่ามือกันอย่างดุเดือด นางมารบูรพาเริ่มเสียเปรียบ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล

    เทพฟ้าดินมีรอยยิ้มเยือกเย็น "วันนี้ท่านจะต้องจบสิ้น ณ ที่แห่งนี้"

    เทพฟ้าดินปล่อยฝ่ามือสุดท้ายใส่นางมารบูรพา จนกระเด็นไปกับพื้น กำลังจะสิ้นลม ขณะนั้นเทพอัสนีย์ปรากฏตัวขึ้นทันพอดี

    เทพอัสนีย์สายตาแน่วแน่ "ข้าจะเปลี่ยนท่านแม่ให้เป็นเทพเอง"

    เทพอัสนีย์ยื่นมือขึ้นมา รวบรวมเสี้ยววิญญาณของนางมารบูรพาที่กำลังจะสลายตัว ก่อนพานางไปสู่หุบเขาอัสนีเทวะ

    ภายในอาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ในหุบเขาอัสนีเทวะ อาคารศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยไอปราณอันบริสุทธิ์ เทพอัสนีย์นำเสี้ยววิญญาณของนางมารบูรพาเข้ามาภายในห้องที่มีผลึกประจำธาตุไฟขนาดใหญ่

    เทพอัสนีย์ "ท่านแม่... หากท่านไม่ซึมซับปราณเทพนี้ เสี้ยววิญญาณของท่านจะสลายไป เพราะปราณเทพจะทำลายปราณมาร"

    เสี้ยววิญญาณของนางมารบูรพาเริ่มดิ้นรนและปฏิเสธการซึมซับปราณเทพ แต่เมื่อได้ฟังคำของเทพอัสนีย์ นางจึงยอมรับปราณเทพอย่างไม่มีทางเลือก

    นางมารบูรพาเสียงอ่อนล้า "ข้าขอยอมรับชะตานี้..."

    เทพอัสนีย์กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งแน่วแน่ "ข้าจะช่วยท่านแม่ให้เป็นอิสระจากปราณมารนี้…"

    เทพอัสนีย์ซัดยาเทพต้นกำเนิดเข้าไปในผลึกธาตุไฟ แสงเจิดจ้าสาดส่องทั่วทั้งห้อง พลังดูดกลืนพลังมารของนางมารบูรพาก่อตัวขึ้น เสี้ยววิญญาณของนางเริ่มเปลี่ยนจากสีดำหม่นเป็นสีขาวใส

    ร่างของนางเริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย จนค่อย ๆ กลายเป็นหญิงสาวที่งดงาม อายุราว 18 ปี ร่างเปลือยเปล่าของนางปรากฏเบื้องหน้าเทพอัสนีย์ แสงแห่งธาตุไฟล้อมรอบตัวนางอย่างบริสุทธิ์และทรงพลัง

    เทพอัสนีย์เสียงอ่อนโยน "จากนี้ไป ท่านแม่ไม่ใช่มารอีกต่อไป... ท่านแม่คือ "เทพมังกรไฟ" จงแสดงร่างเทพแท้ของท่านให้ข้าเห็น"

    นางมารบูรพารับฟังอย่างเงียบงัน ก่อนจะหลับตาลงรวบรวมพลัง  พลังแห่งเทพที่บริสุทธิ์เริ่มแผ่ขยายรอบตัวนาง ร่างของนางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมังกรสีแดงเปล่งประกาย รอบตัวมังกรมีเมฆสีขาวบิดเกลียวพันรอบร่างกายของเธอ เปลวไฟร้อนแรงและสายฟ้าแผดเสียงดังลั่นซ่อนอยู่ภายในก้อนเมฆนั้น มังกรสีแดงอันงดงามลอยตัวขึ้นกลางอากาศ เปล่งรัศมีของเทพออกมาอย่างทรงอำนาจ

    นางมังกรค่อย ๆ หันกลับมายังเทพอัสนีย์ ก่อนที่ร่างของนางจะกลับกลายเป็นหญิงสาวดังเดิม

    หลังจากที่นางกลับคืนสู่ร่างเดิม เทพอัสนีย์ได้จัดหาเสื้อผ้าชุดงามให้แก่นางอย่างเหมาะสม นางสวมใส่ชุดนั้นอย่างเรียบร้อย ท่ามกลางแสงแห่งเทพที่ยังล่องลอยอยู่ในห้อง

    เทพอัสนีย์ "จากนี้ไป ข้าจะมอบสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับท่านแม่คือ "ป้อมอัคคี" ซึ่งจะเป็นที่อยู่ของท่านแม่ เพื่อให้ท่านแม่รักษาการอยู่ใต้เปลวไฟแห่งภูเขาไฟเปลวอัคคี"

    เทพอัสนีย์ร่ายเวท สร้างภาพของป้อมอัคคีที่ตั้งอยู่บนภูเขาไฟใต้ทะเลมรกต ป้อมนั้นสง่างามและล้อมรอบด้วยเปลวไฟที่พวยพุ่งจากภูเขาไฟอันเร่าร้อน ใกล้กับโดมของราชินีมังกรน้ำแข็ง สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่นางสามารถไปมาหาสู่กับเพื่อนเก่าได้

    เทพอัสนีย์ "ท่านแม่จะได้อยู่ใกล้กับเทพมังกรน้ำแข็งเพื่อนเก่าของท่าน ข้ารู้ว่าพวกท่านมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาช้านาน

    เทพมังกรไฟยิ้มรับด้วยความขอบคุณ "ขอบคุณเจ้ามากนะ ข้าจะรับหน้าที่นี้ด้วยความภักดี"

    ภายใต้ท้องทะเลลึกขึ้นปรากฏภูเขาไฟเปลวอัคคีอันยิ่งใหญ่ เทพมังกรไฟยืนอยู่บนยอดป้อมอัคคี ชุดที่นางสวมสะท้อนแสงสีทองเปล่งประกาย นางมองออกไปยังท้องฟ้าและทะเลลึกอย่างสง่างาม เปลวไฟและสายฟ้าสั่นสะเทือนไปรอบตัวนาง ขณะที่เทพมังกรน้ำแข็งในโดมใกล้เคียงโผล่หัวขึ้นมาทักทายอย่างอบอุ่น เทพมังกรทั้งสอง ยืนเคียงข้างสนทนากันอย่างสนุกสนาน

    คล้ายกับเรื่องเทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ที่คุณอ่าน