ณ บ้านตระกูลถัง เมื่อดวงจันทร์อยู่กลางท้องฟ้า ลานบ้านด้านในปรากฏร่างดำทมิฬยืนเงียบ ๆ อยู่บนต้นไม้ ชายผู้นั้นสวมหมวกม่านและไม่ขยับเขยื้อนเหมือนเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้ใหญ่ รอบตัวเขาเงียบสนิท แม้แต่หนอนตัวเดียวก็ยังไม่มี นับประสาอะไรกับนก
ไม่รู้ว่าเขายืนมานานแค่ไหนแล้ว หากมองให้ดีจะพบว่ามีชั้นขี้เถ้าบาง ๆ อยู่บนหมวกม่านของเขา ตอนนี้แม้แต่ขี้เถ้าที่แทบมองไม่เห็นก็ยังสงบนิ่ง ไม่ขยับเพราะการหายใจของเขา
ภาพตรงหน้านิ่งค้างจนน่าขนลุก
หากมิใช่เพราะลมพัด ทำให้มุมของม่านเปิดจนเผยให้เห็นกรามอันละเอียดอ่อน ก็คงไม่มีใครรู้ว่ามีคนยืนอยู่บนต้นไม้
ณ เวลานี้ บ้านตระกูลถังเงียบสงัดอย่างแท้จริง
ทว่ากลับได้ยินเสียงเอี๊ยดเบา ๆ ประตูไม้ห้องคนรับใช้ในสวนหลังบ้านเปิดออก หญิงสาวในชุดกระโปรงหลัว เดินออกมา สตรีผู้นั้นสวมหน้ากากทองครึ่งหน้า แสงสีทองจาง ๆ เปล่งประกายภายใต้คืนเดือนหงาย เผยให้เห็นเสน่ห์อันชั่วร้าย
ลวี่เยากำลังเดินออกมาจากห้อง ทว่ากลับถูกเงาดำขวางไว้
เงาดำนั้นขวางอยู่ตรงหน้านาง บดบังแสงจันทร์อันเจิดจ้า สร้างความกดดันแก่นาง
ลวี่เยามองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับปฏิบัติต่อเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น ทว่าในใจกลับก่นด่าไม่หยุด เหตุใดไปที่ไหนก็สลัดความโชคร้ายนี่ไม่หลุด?!
ถังโยวสวมชุดเย่สิง พลางถามนางด้วยรอยยิ้ม “ลวี่เยา เจ้าจะไปไหน?”
ลวี่เยาตอบไปตรง ๆ โดยไม่ปิดบัง “ไปบ้านตระกูลซู”
ถังโยวยักไหล่หนา ๆ พลางแหงนหน้าหัวเราะกับท้องฟ้าเงียบ ๆ ก่อนจะเข้าไปใกล้ลวี่เยา ลดเสียงกล่าว “ข้ารู้เจ้าเป็นคนดี เจ้ารู้ว่าข้านอนไม่หลับเพราะคิดแต่เรื่องหลินเอ๋อร์ จึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระ และใช้โอกาสยามวิกาลไปค้นหาความจริงที่บ้านตระกูลซู!”
นางเขย่าตะขอสามแฉกในมือ “ข้าเตรียมตัวไว้แล้ว ไป เราสองคนไปดูกัน! หากบ้านซูเยว่หยิ่งมีผี เจ้าก็จับนางไว้ ข้าจะพุ่งเข้าไปตบหน้านาง ให้แตกสลายเหมือนดอกไม้เทียว! หากพฤติกรรมชั่วร้ายของซานเซียวตัวนั้นถูกซูเยว่หยิ่งเปิดเผย เจ้าซานเซียวไม่มีทางปล่อยนางไปแน่ พวกเราจะแอบตามมันไปเงียบ ๆ กระทั่งเจอหลินเอ๋อร์ จากนั้น... ฮ่า ๆ...ฮ่า ๆ...ดูนี่...” นางเอื้อมมือหยิบหม้อดินออกมาจากด้านหลัง “ข้าเตรียมเลือดหมาดำไว้แล้ว! หากซานเซียวโผล่มา คอยดูเถอะ ข้าจะสาดมันด้วยเลือดหมาดำเอง! ให้เจ้าเห็นว่า เจ้านายของเจ้าทรงพลังมากเพียงใดที่สามารถจัดการกับซานเซียว! ข้าต้องทำให้ท่านพี่ฮัวและท่านพี่ชวีเห็นให้ได้ว่า ถังโยวมิใช่คนโง่ที่รู้แต่เรื่องกิน!”
ลวี่เยาเหลือบมองหม้อดินในมือของถังโยวแล้วก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรง หากนางยังไม่ฟื้นคืนสติ และยังเป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่าซานเซียว นางคงตรงเข้าไปจับถังโยวเป็นอาหารแล้วแน่แท้ สำหรับเลือดหมาดำนั่น อย่างมากก็ทำได้เพียงดับกระหาย หากคิดจะใช้สิ่งนี้ทำให้นางตกใจกลัว ก็เป็นเพียงความคิดลม ๆ แล้ง ๆ
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ถังโยวพูดถูก นางไม่มีทางปล่อยซูเยว่หยิ่งไปแน่ มิใช่เพราะเยว่หยิ่งรู้ตัวตนของนางแล้ว แต่เป็นเพราะนางต้องการของบางอย่างจากซูเยว่หยิ่ง สิ่งนั้นเหมือนกับสิ่งที่นางได้รับจากเฟิ่งฮัว ทั้งธรรมดาและมีคุณค่า ทุกคนต่างมีสิ่งนี้ ทว่ามิใช่ของทุกคนจะเป็นประโยชน์กับนาง เมื่อกล่าวเช่นนี้ก็คงต้องทอดถอนใจ เขตลิ้วเหอช่างเป็นสถานที่ที่ดีจริงๆ เมื่อก่อน นางแค่คิดว่าฮวงจุ้ยของเขตลิ้วเหอดีมาก ๆ แต่ไม่รู้ว่าฮวงจุ้ยดี ๆ เช่นนี้จะสามารถหล่อเลี้ยงคนประเภทที่นางต้องการได้ วิเศษไปเลย
ลวี่เยาได้สติ เมื่อเห็นถังโยวเขย่ามือของนางไม่หยุด ต้องการให้นางดูเลือดหมาดำนั่น นางจึงกล่าว “ของสิ่งนั้นไม่มีประโยชน์”
ถังโยวกลับไม่เชื่อ พลางส่ายหน้า “หากเจ้าซานเซียวตัวนั้นโผล่มา ก็มีประโยชน์แล้วมิใช่หรือ? ท่านพี่บอกว่ามันเป็นสิ่งชั่วร้าย ตราบใดที่มันเป็นสิ่งชั่วร้าย ก็ไม่มีทางที่จะไม่กลัวเลือดหมาดำ!” นางเบิกตากว้าง พลางกล่าวอย่างตื่นเต้น “เจ้าไม่ได้ยินที่ท่านพี่พูดหรือ ในท้องของซานเซียวตัวนั้นมีทรัพย์สมบัติ อืม ไม่สิ มันคือไข่มุกที่ทำให้คนกลายเป็นเทพเซียน เรื่องนั้น ไม่ว่าในท้องของมันจะมีอะไร หากเราได้มา ก็จะรุ่งเรืองยิ่งขึ้นมิใช่หรือ?ฮ่า ๆ...ฮ่า ๆ ๆ...”
ลวี่เยาไม่ได้โกรธถังโยวเพียงเพราะอีกฝ่ายกำลังวางแผนทำร้ายนาง ทุกคนล้วนมีความโลภ แค่มากหรือน้อยเท่านั้น แม้แต่นักบวชที่ปราศจากความโลภ ก็ยังมีความต้องการเป็นอมตะ ปรารถนาเป็นเทพเซียนมิใช่หรือ? เป็นมนุษย์ก็ย่อมมีสิ่งที่ตนเองคาดหวัง ตราบใดที่เจ้ามีความคิดเช่นนี้ นั่นแหละคือความโลภ! เมื่อเทียบกับความโลภของผู้อื่น ความคิดของถังโยวก็เป็นเพียงเรื่องเด็กน้อย
สำหรับถังโยวผู้นี้ ลวี่เยาไม่รังเกียจ นางจึงกล่าวอย่างสบาย ๆ “แม้ว่าจะได้ไข่มุกสวรรค์หรือทรัพย์สมบัติมา ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี” หากเจ้าไม่มีความสามารถพอที่จะรักษามันไว้ สุดท้ายต้องถูกฆ่าและโดนปล้นแน่นอน
ถังโยวพ่นลมหายใจพลางโบกมืออ้วน ๆ “ราวกับว่าเจ้ารู้อะไรมากอย่างนั้นแหละ! ไป ๆ ๆ พวกเรารีบไปรีบกลับ” หันหลังเดินไปได้สองก้าว นางก็ชะงักฝีเท้าอีกครั้ง ก่อนหันมามองลวี่เยา “ข้าเตรียมชุดเย่สิง ไว้ให้เจ้าด้วย รีบไปเปลี่ยนซะ เราต้องลงมืออย่างระวัง หากบุ่มบ่ามทำอะไรลงไปโดยที่ซูเยว่หยิ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เห็นทีข้ากับท่านพ่อคงชี้แจงลำบาก” พูดจบ นางโยนห่อผ้าที่แบกอยู่บนหลังให้กับลวี่เยา
ดูเหมือนว่าแม้คืนนี้ลวี่เยาจะไม่ออกมาเอง ถังโยวก็คงจะมาเรียกให้นางไปด้วยอยู่ดี
ลวี่เยาถือห่อผ้ากลับเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องคนรับใช้ เมื่อออกมาอีกที นางสวมชุดเย่สิงสีดำที่ใหญ่เทอะทะ
ถังโยวยิ้มอย่างเคอะเขิน “นี่เป็นชุดเย่สิงของข้าที่ทำไว้เมื่อสองปีก่อนตอนจะไปเที่ยวเจียงหู ข้าลืมแก้ให้มันเล็กลงหน่อย”
ลวี่เยากล่าวนิ่ง ๆ “ไม่เป็นไร”
ถังโยวฉีกยิ้มและกำลังจะออกเดิน ทว่าจู่ ๆ ก็หยุด พลางกล่าวกับลวี่เยา “เจ้าถอดหน้ากากนั่นออกได้ไหม? หากใส่ไว้มันจะดูเด่นเกินไป”
ลวี่เยาถอดหน้ากาก แต่นางไม่คิดจะเอาไปเก็บในห้อง จึงโยนมันทิ้งแขวนอยู่บนต้นไม้ โดยคิดว่าจะเก็บมันในภายหลังเมื่อกลับมา หลายปีมานี้ นางใส่หน้ากากจนติดเป็นนิสัย ตอนนี้ตัวตนของนางคือสาวใช้คนหนึ่ง มันแปลกที่จะสวมหน้ากากทุกครั้งที่ออกมาข้างนอก ทว่าหน้ากากนี้แย่งมาจากไป๋จื่อชี บวกกับนางเป็นคนเสียสติ การสวมหน้ากากทุกวันก็นับเป็นเหตุเป็นผลได้
ถังโยวคิดว่าหน้ากากที่นางสวมดูเด่นเกินไป แต่ในความเป็นจริงนางกลับคิดว่า ดวงตาที่เล็กข้างใหญ่ข้างของนางต่างหากที่ดูโดดเด่นยิ่งกว่า เฮ้อ นางต้องรีบจัดการซูเยว่หยิ่ง และนำสิ่งที่ต้องการมาให้ได้ จึงจะฟื้นสภาพร่างกายได้โดยเร็วที่สุด และไปพบท่านพี่ของนาง ใช่แล้ว นางรีบเอามาก ๆ
เนื่องจากลวี่เยาโยนขึ้นไปแบบไม่ตั้งใจ หน้ากากทองจึงมิได้ค้างอยู่บนต้นไม้ แต่กลับถูกชายสวมหมวกม่านบนต้นไม้ผู้นั้นรับไว้ นิ้วมือของชายหนุ่มเรียวบาง ผิวขาวซีด ราวกับไม่ได้เจอแดดมานาน ที่น่ากลัวที่สุดคือ เล็บของชายผู้นั้นมีสีดำผิดปกติ เหมือนกับว่า...ชุ่มไปด้วยพิษ!
ลวี่เยาคิดบางอย่างอยู่ในใจ จึงไม่ทันสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ นางเหลือบมองถังโยว และรู้สึกปวดศีรษะเล็กน้อย แม้กระทั่งสมองของถังโยวยังคิดได้ ว่าซานเซียวไม่มีทางปล่อยซูเยว่หยิ่งไป เช่นนั้นแล้วไฉนชวีหนานอีจะคิดไม่ได้? หากไม่มีถังโยวตามมา นางมั่นใจว่าสามารถไปกลับโดยไร้ร่องรอย ทว่ามีถังโยว ก็เหมือนกับแบกห่อสัมภาระที่หนักอึ้งไว้บนหลัง แม้จะทำงานง่าย ๆ ก็เป็นปัญหา
ลวี่เยาเหลือบมองถังโยว ทันใดนั้นถังโยวตื่นตัว นางจับหน้าอกตัวเองและถาม “เจ้าคิดจะทำอะไร?!”
ลวี่เยาหัวเราะ นางเลิกคิ้วถาม “เจ้าคิดว่าข้าจะทำอะไรล่ะ?”
ถังโยวก้าวถอยหลัง กล่าวเสียงแหบแห้ง “ลวี่เยา ข้ารู้ว่าเจ้ามีฝีมือ แต่เจ้าต้องพาข้าไปที่นั่น” นางกลอกตา พลางลดเสียงลง “เรื่องนั้น...ข้า...ข้าดูออก ว่าเจ้ากำลังแกล้งโง่ ความจริงแล้ว...ความจริงแล้วเจ้าฉลาดกว่าใครทั้งนั้น ข้า...ข้าไม่สนใจหรอกว่าเจ้าคิดจะทำอะไร ตราบใดที่เจ้าช่วยพาตัวหลินเอ๋อร์กลับมาได้ ข้า...ข้าจะแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร เจ้าอยากเป็นสาวใช้ของข้าก็เป็นไป ตกลงไหม?”
บ้าจริง! ดูถูกนังอ้วนนี่ไปหน่อยแล้ว!
ลวี่เยามองถังโยว และหยุดยิ้ม
ถังโยวตกใจมาก นางจับคอตัวเองพลางกล่าว “เจ้าห้ามฆ่าข้าปิดปากนะ! เย็นไว้! ข้า...ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”
ลวี่เยาเพียงหันกลับไป และโบกมือกล่าว “ไปกันเถอะ” อันที่จริง นางรู้อยู่แก่ใจว่า ต่อหน้าถังโยวตัวเองมิได้แสร้งโง่เขลามากนัก ถังโยวผู้นี้มีความสามารถ มักทำให้เจ้าคิดว่านางโง่เขลาเหมือนสุกร และไม่ป้องกันตัวเองจากนาง ทว่าความจริงแล้ว นางเป็นคนละเอียดอ่อน ด้วยเหตุนี้ถังโยวจึงรู้ว่าสิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด
ลวี่เยากำลังปลอบใจตัวเอง แต่ถังโยวกลับวิ่งเข้ามา ใช้ร่างอ้วน ๆ ดันไหล่ของลวี่เยา ก่อนจะกะพริบตาเล็กๆ กล่าว “ข้าฉลาดใช่ไหม?”
ลวี่เยาดึงเข็มเงินสองเล่มออกมาจากเอว สีหน้าถังโยวเปลี่ยนไปทันที นางใช้อุ้งมือหนาทั้งสองบังที่เบ้าตา ปกป้องดวงตาอย่างแน่นหนา
เสียงเข็มเงินแทงเข้าไปในเนื้อ...มันไม่มีเสียง ทว่าดูเหมือนถังโยวจะได้ยิน นางรีบลดมือลงด้วยความตกใจ และจ้องมองมัน ไม่รู้ว่าลวี่เยาจะทำลายหลักฐานอย่างไร!
คาดไม่ถึง นางเห็นลวี่เยาขยับนิ้ว กำลังใช้เข็มแทงคอตัวเอง!
ถังโยวตกใจมาก “นี่ เจ้าจะทำร้ายตัวเองหรือ?”
ลวี่เยาดึงเข็มเงินออก พลางส่ายหน้าให้ถังโยว “อยากผอมไหม? ข้าจะฝังเข็มให้เจ้าสักสองสามเล่ม”
ถังโยวรีบพยักหน้า ทว่าจู่ ๆ กลับผงะ นางมองลวี่เยาพลางกล่าว “เสียงของเจ้าเริ่มแหบอีกแล้ว”
ลวี่เยาเก็บเข็มเงิน พลางเอ่ยติดตลก “เดินทางไปเจียงหูจำเป็นต้องมีของวิเศษติดไปด้วย” นางไม่เคยพูดกับถังโยวด้วยน้ำเสียงที่แท้จริง พฤติกรรมเหล่านี้ก็แค่ทำให้สับสน
ถังโยวยิ้มพลางกล่าวอย่างไร้เดียงสา “ข้านึกว่าเจ้าจะแทงข้าให้ตายเสียอีก” นางกล่าวพลางลูบอก “น่ากลัวเกินไปแล้ว”
ลวี่เยาหันกลับมามองถังโยว ก่อนจะสังเกตตั้งแต่หัวจดเท้า “เจ้าคิดว่าเข็มเงินของข้าจะแทงทะลุไขมันของเจ้าไปจนถึงจุดตายได้อย่างไร?”
ถังโยวหน้าแดงก่ำ กล่าวอย่างเขินอาย “ข้าคงคิดมากไป”
ลวี่เยาพยักหน้า ก่อนจะกลับมาอยู่ในท่าทางโง่เขลาอีกครั้ง “ใช่ คิดมากเกินไปแล้ว”
ถังโยวหัวเราะจนมองไม่เห็นลูกตา นางหยิบผ้าพันคอสีดำมาผูกปิดหน้าและจมูก ลวี่เยาก็เอาผ้าสีดำมาผูกปิดบังใบหน้าเช่นกัน ดวงตาของนางสั่นไหว เมื่อถังโยวก้าวไปด้านหน้า นางกวาดตามองด้านหลังของถังโยว ก่อนจะรีบเดินตาม
เมื่อทั้งคู่เดินหายลับไป ชายบนต้นไม้ก็กระโจนตัวออกไปอย่างรวดเร็วดั่งสายลม และหายไปจากบ้านตระกูลถัง เหลือไว้เพียงหน้ากากสีทองที่แขวนอยู่บนต้นไม้ใหญ่