การเดินทางอันยาวนานหลายวันบนรถม้าที่สั่นคลอนโยกเยกได้สิ้นสุดลงในที่สุด เมื่อล้อรถม้าหุบเหล็กกล้าบดลงบนพื้นหินอ่อนสีขาวนวลอันเป็นเอกลักษณ์ของเส้นทางเข้าสู่นครหลวงจงหยวน นครหลวงอันเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ ความเจริญรุ่งเรือง และความก้าวหน้าในวิถีพลังยุทธ์ของอาณาจักร
หลีเฮงรีบยื่นใบหน้าออกจากหน้าต่างรถม้าทันที ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างถึงที่สุด ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือประตูเมืองหลวงที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า สร้างขึ้นจากศิลาปราณทมิฬที่หนาแน่นและลงอักขระค่ายกลป้องกันสีครามจาง ๆ ทั่วทั้งกำแพง ทหารยามที่ทำหน้าที่ตรวจตราตรงประตูทางเข้าล้วนสวมเกราะเหล็กกล้าสลักลายวิจิตร แต่ละคนมีระดับพลังยุทธ์ไม่ต่ำกว่า Rank B หรือ A แผ่กลิ่นอายกดดันที่แตกต่างจากยามเฝ้าเมืองชายแดนใกล้สำนักเดิมอย่างลิบลับ
เมื่อผ่านประตูเมืองเข้าสู่ด้านใน ความเจริญรุ่งเรืองก็ยิ่งทวีคูณ ถนนกว้างขวางปูด้วยหินขาวเนื้อเนียน ละลานตาไปด้วยสิ่งปลูกสร้างหอคอยหยกและตำหนักสูงตระหง่านประดับชายคาด้วยกระดิ่งลมปราณที่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งสะกดจิตใจให้ผ่อนคลาย บนท้องถนนหนาแน่นไปด้วยผู้คนหลากหลายระดับฝึกตน บ้างขี่สัตว์อสูรปราณเพลิงตัวเขื่อง บ้างควบคุมกระบี่บินร่อนถลาผ่านไปมาระหว่างหลังคาตำหนักอย่างสง่างาม
“สวรรค์... นี่มันเมืองหลวงหรือหลุดเข้ามาในโลกภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์กันแน่เนี่ย” หลีเฮงพึมพำกับตัวเอง สายตาลอกแลกไปมาดุจคนบ้านนอกเข้ากรุงที่เพิ่งเคยเห็นความหรูหราเป็นครั้งแรก
เยี่ยหลัวอินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหัวเราะคิกคักพลันเอื้อมมือมาหยิกแก้มของหลีเฮงเบา ๆ “ดูเจ้าทำท่าเข้าสิ หลีเฮง ตาจะหลุดออกจากเบ้าอยู่แล้ว เมืองหลวงก็แค่กว้างขึ้นและมีคนหน้าไหว้หลังหลอกเยอะขึ้นเท่านั้นแหละ เจ้าจะตื่นเต้นไปใยกัน”
“เจ้าก็พูดได้สิแม่นางมารน้อย ข้ามันคนธรรมดาผู้รักความสงบและชอบความสบาย ยามเห็นผู้ฝึกตนบินกันว่อนเช่นนี้ ในใจข้าเริ่มคิดแล้วว่าเกราะคุ้มกันเมียรักของข้าจะรองรับแรงตบของคนพวกนี้ได้กี่ที” หลีเฮงตอบพลันทำหน้าแหยง
หลินเสวี่ยเหยาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาคู่สวยฉายแววซับซ้อนและเปี่ยมไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ที่นี่คือเมืองหลวง... แดนดินที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ คุกตารางที่สร้างขึ้นจากกฎเกณฑ์และตระกูลใหญ่ ข้ากลับมาครั้งนี้ ไม่รู้ว่าท่านพ่อจะจัดเตรียมสิ่งใดไว้ต้อนรับพวกเราบ้าง”
จ้าวฉินซวง พยัคฆ์สาวตัวประกันที่บัดนี้นั่งอยู่ข้าง ๆ หลีเฮงอย่างสงบเสงี่ยม ใบหน้าของนางยังคงมีสีแดงระเรื่อจาง ๆ ยามที่สายตาชำเลืองมองมือของชายหนุ่ม นางขยับกายเข้าไปใกล้เขาเล็กน้อยพรางเอ่ยเตือนเสียงเบา “เจ้านาย... เมืองหลวงแห่งนี้อันตรายยิ่งนัก ตระกูลจ้าวของข้ามีอิทธิพลและสายสืบอยู่ทุกหนแห่ง หากท่านเดินเพลิดเพลินเพียงลำพัง ข้าเกรงว่าท่านอาจจะถูกลักพาตัวไปทรมาน...”
“ไม่ต้องห่วงหรอกแม่เสือน้อยของข้า” หลีเฮงหันมาลูบหัวจ้าวฉินซวงอย่างเอ็นดู ทำเอาร่างระหงสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยความกระสันซ่านที่ยังคุ้นชิน “ตราบใดที่ข้ามีเจ้าเป็นตัวประกันชั้นยอด และมีเมียรักระดับ SSS คอยปกป้องเช่นนี้ ใครกล้าแตะต้องข้าก็เท่ากับรนหาที่ตายชัด ๆ”
คำพูดหน้าด้าน ๆ นั้นทำให้หลินเสวี่ยเหยาและเยี่ยหลัวอินประสานสายตากัน ก่อนจะยื่นมือมาหยิกสีข้างของเขาพร้อมกันจนหลีเฮงร้องโอย
ขณะที่รถม้ากำลังแล่นลึกเข้าไปในเมืองหลวง หลีเฮงรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะหลับตาลงเพื่อเข้าสู่มิติจิตวิญญาณส่วนตัว ทรัพย์สินที่ปลอดภัยที่สุดของเขาคือระบบเทพแมงดา และยามนี้เขาจำเป็นต้องหาเครื่องมือช่วยชีวิตเพิ่มเติม
> [ยินดีต้อนรับโฮสต์เข้าสู่ร้านค้าซุกใต้กระโปรงเมีย ระดับ 2]
> [โปรดเลือกซื้อสินค้าที่จะช่วยให้โฮสต์เอาตัวรอดภายใต้การคุ้มครองของสตรีผู้แข็งแกร่ง!]
หลีเฮงกวาดสายตาไล่ดูรายการสินค้าวิเศษต่าง ๆ ในระบบร้านค้า ยามนี้เขามีแต้มสะสมอยู่ 5,230 แต้ม ซึ่งถือว่าอุ่นหนาฝาคั่งพอสมควร ชายหนุ่มสะดุดตาเข้ากับไอเทมชิ้นใหม่ในหมวดหมู่ของวิเศษช่วยชีวิตชั่วคราว มันคือกระดาษแผ่นเล็กที่มีลวดลายประหลาดหมุนวนคล้ายก้นหอยดูน่าเวียนหัว ล้อมรอบด้วยอักขระลมปราณโบราณสีทองกะพริบถี่ ๆ
“ระบบ... ไอ้กระดาษลายก้นหอยนี่มันคืออะไรกัน? ดูเหมือนแผ่นแปะแก้ปวดฟันเลย” หลีเฮงถามในใจ
> [แจ้งเตือนโฮสต์: ไอเทมนี้คือ ‘สติกเกอร์นะจังงัง’ (ระดับชั่วคราว - หายาก)]
> [รายละเอียดคุณสมบัติ: เป็นอุปกรณ์สะกดจิตฉับพลันด้วยค่ายกลอักขระอัมพาตประสาท เมื่อเป้าหมายเพ่งมองสติกเกอร์นี้เป็นครั้งแรก คลื่นอักขระจะแล่นเข้าสู่จิตวิญญาณโดยตรง ส่งผลให้เป้าหมายติดสถานะ ‘สตั๊นท์’ (Stun) และสับสนมึนงงอย่างรุนแรงเป็นเวลา 5 วินาที]
> [เอฟเฟกต์พิเศษ: หากโฮสต์ใช้ ‘ถ้อยคำโกหกไร้ยางอาย’ หรือคำกล่าวอ้างใด ๆ กับเป้าหมายในจังหวะ 5 วินาทีนั้น คลื่นสะกดจิตจะขยายผลทำให้เป้าหมายเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของโฮสต์อย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นเวลา 1 นาที ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะกลับคืนมาปกติ]
> [ข้อจำกัด: ใช้งานได้เพียง 1 ครั้งต่อ 1 ดวง เมื่อเอฟเฟกต์สะกดจิตทำงานสมบูรณ์ สติกเกอร์จะสูญสลายกลายเป็นเถ้าถ่านทันทีและไม่สามารถกู้คืนได้]
หลีเฮงเบิกตากว้างในมิติจิตวิญญาณ “เฮ้ย! นี่มันไอเทมช่วยชีวิตขั้นเทพชัด ๆ! ลองคิดดูสิ หากมีตาลุงแก่ ๆ ระดับพลังยุทธ์สูงลิบพุ่งมาหมายจะเด็ดหัวข้า ข้าแค่แปะสติกเกอร์นี้ใส่หน้ามัน แล้วบอกว่า ‘ข้าคือบิดาผู้ให้กำเนิดเจ้า จงคุกเข่าลงเสีย!’ มันมิต้องคุกเข่ากราบข้าเป็นเวลาหนึ่งนาทีเต็มให้ข้าวิ่งหนีรึ?”
> [ระบบประเมินความเห็น: ความคิดของโฮสต์ช่างไร้ยางอาย ขลาดเขลา และไร้ศักดิ์ศรีดั่งคาด ทว่า... วิธีการดังกล่าวสามารถใช้งานได้จริงตามขอบเขตความสามารถของไอเทม]
“ดีมาก! ราคาเท่าไหร่?”
> [ราคาจำหน่าย: ดวงละ 1,000 แต้มแมงดา]
หลีเฮงคำนวณแต้มในใจอย่างรวดเร็ว “ดวงละพันแต้ม... แพงเอาเรื่อง แต่ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดเช่นนี้ มีไว้ป้องกันตัวย่อมดีกว่าไม่มี เอามา 2 ดวงเลยระบบ!”
> [ติ๊ง! โฮสต์ดำเนินการซื้อ ‘สติกเกอร์นะจังงัง’ จำนวน 2 ดวงสำเร็จ!]
> [ระบบหักแต้มสะสม: -2,000 แต้ม]
> [แต้มสะสมคงเหลือปัจจุบัน: 3,230 แต้ม]
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงพรางอมยิ้มกะล่อน ยามนี้ในช่องเก็บของระบบมีสติกเกอร์กระดาษลายก้นหอยสองแผ่นนอนสงบนิ่งอยู่ มันทำให้เขารู้สึกมั่นใจขึ้นเป็นกอง
*กึก...*
เสียงความเคลื่อนไหวของรถม้าหยุดชะงักลงอย่างนุ่มนวล หลีเฮงมองลอดหน้าต่างออกไปและพบว่ารถม้าได้แล่นเข้ามาจอดเทียบท่า ณ หน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ตระกูลหลินอันใหญ่โตมโหฬาร กำแพงคฤหาสน์สร้างด้วยศิลาขาวสลักอักขระป้องกันภัย ประตูหน้าเป็นไม้สักทองบานยักษ์ที่ประดับด้วยตราหัวสิงโตทองคำส่งกลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามสมฐานะตระกูลใหญ่ชั้นนำของเมืองหลวง
เมื่อทั้งสี่คนก้าวเท้าลงจากรถม้า ผู้นำทางสูงวัยในชุดหรูหราของตระกูลหลินรีบก้าวเข้ามาต้อนรับด้วยความนอบน้อม ชายชราก้มศีรษะลงต่ำพรางเอ่ยกับหลินเสวี่ยเหยา “คุณหนูใหญ่ ยินดีต้อนรับกลับคฤหาสน์ขอรับ ท่านประมุขและเหล่าอาวุโสต่างรอการมาถึงของท่านอยู่ที่ห้องโถงหลักแล้ว”
จากนั้นผู้นำทางหันไปคุกเข่าทำความเคารพเยี่ยหลัวอินและจ้าวฉินซวง “เพื่อนของคุณหนูทั้งสอง ยินดีต้อนรับขอรับ”
ทว่าเมื่อสายตาของชายชราเลื่อนมาหยุดลงที่ร่างของหลีเฮง แววตาที่เปี่ยมด้วยความเคารพนอบน้อมพลันอันตรธานหายไปทันที แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะปิดบัง ชายชราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณอันอ่อนแอ และรับรู้มาล่วงหน้าว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีพรสวรรค์ขยะ Rank F เท่านั้น
“คุณหนูทั้งสามสามารถเดินทางเข้าไปยังห้องโถงหลักได้ทันทีขอรับ... ส่วนคนผู้นี้” ผู้นำทางปัดมือไล่หลีเฮงอย่างรังเกียจ “เขาเป็นคนนอกและไม่มีสิทธิ์ก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหลิน โปรดรออยู่ด้านนอกคฤหาสน์ตรงลานหน้าสวนแห่งนี้เถิด”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!” เยี่ยหลัวอินแผ่รังสีมารสีดำทมิฬออกมาทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว “เขาคือชายของข้า เจ้าเป็นเพียงหมาเฝ้าบ้านมีสิทธิ์อะไรมาสั่ง!”
จ้าวฉินซวงเองก็ขมวดคิ้วแน่น มือเรียวบางขยับคว้าด้ามกระบี่เพลิงทมิฬโดยสัญชาตญาณพรางจ้องชายชราเขม็ง “เจ้านาย ของข้าไม่ใช่คนที่คนรับใช้อย่างเจ้าจะมาชี้นิ้วสั่งได้”
หลินเสวี่ยเหยาใบหน้าเย็นเยียบปานน้ำแข็งยามสบตาผู้นำทาง “นี่คือคำสั่งของท่านพ่อหรือ?”
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดหนักหน่วงจนผู้นำทางเริ่มเหงื่อตก ทว่าหลีเฮงกลับหัวเราะเบา ๆ พลันรีบก้าวมายืนกั้นกลางระหว่างสามสาวและชายชรา ชายหนุ่มยิ้มอย่างไม่ใส่ใจพรางตบบ่าของเยี่ยหลัวอินและจ้าวฉินซวงเบา ๆ ให้พวกนางสงบสติอารมณ์
“เอาเถอะน่า สาว ๆ... ลานหน้าสวนนี่อากาศปลอดโปร่ง ทิวทัศน์สวยงาม ลมพัดเย็นสบายดีออก ข้าขอนั่งพักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ตรงนี้รอพวกเจ้าดีกว่า อย่าเพิ่งสร้างเรื่องทะเลาะวิวาทตั้งแต่เหยียบก้าวแรกเลย” หลีเฮงกล่าวพรางส่งยิ้มกะล่อนพรางกระซิบข้างหูของหลินเสวี่ยเหยา “รีบเข้าไปเถอะเสวี่ยเหยา เจ้ารู้จักพ่อของเจ้าดีที่สุด หากข้าพุ่งเข้าไปปะทะในโถงหลักยามนี้ เกรงว่าเกราะป้องกันของข้าจะโดนทุบจนแหลกเหลวเสียก่อน ข้ารออยู่ตรงนี้แหละปลอดภัยที่สุดแล้ว”
หลินเสวี่ยเหยามองสบตาหลีเฮง แววตาสั่นไหวด้วยความขอบคุณและซาบซึ้งในความเสียสละของเขาที่ยอมลดเกียรติตนเองเพื่อไม่ให้นางต้องลำบากใจ นางพยักหน้ารับคำเบา ๆ “รอข้าตรงนี้... ข้าสัญญาว่าจะไม่ให้ใครมาทำร้ายเจ้าได้”
...
หลินเสวี่ยเหยาแยกตัวออกจากเยี่ยหลัวอินและจ้าวฉินซวงที่จำต้องเดินทางตรงไปยังห้องโถงหลักเพื่อรายงานตัวต่อประมุขตระกูลหลินและตระกูลจ้าวที่มารอรับตัวประกัน ตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลหลินผู้รู้ซึ้งถึงนิสัยใจคออันเข้มงวดและเอาแต่ใจของบิดาตนเองเป็นอย่างดีรู้ว่า หากนางเดินดุ่ม ๆ เข้าไปยังห้องโถงหลักเพียงลำพัง ย่อมต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลและการบังคับหมั้นหมายกับฉู่เฟิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทางรอดเดียวที่พอจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ในยามนี้ คือการตามหา ‘มารดา’ ของเธอ
เสวี่ยเหยาสืบเท้าอย่างรวดเร็วผ่านทางเดินคดเคี้ยวในสวนหินอ่อน มุ่งตรงไปยังเรือนพักส่วนตัวอันสงบเงียบของมารดา ‘ซูชิง’ สตรีผู้มีใบหน้าอ่อนหวานงดงามและแฝงไปด้วยความสง่างามตามแบบฉบับคุณหนูตระกูลใหญ่ในอดีต ยามนี้ซูชิงกำลังนั่งปักผ้าอยู่ริมศาลากลางน้ำพรางทอดสายตามองปลาปราณสีทองที่ว่ายวนเวียนในสระน้ำด้วยสีหน้าเหงาหงอย
“ท่านแม่...” เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยเรียกแผ่ซ่านความรักสะท้อนออกไป
ซูชิงชะงักมือทันที นางเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก่อนดวงตาเรียวสวยจะเบิกกว้างด้วยความยินดีอย่างล้นพ้น “เสวี่ยเหยา! ลูกแม่!”
หญิงวัยกลางคนรีบวางเข็มปักผ้าลงพลันทะยานร่างแผ่วเบาดุจปุยฝุ่นเข้าสวมกอดบุตรสาวคนโตไว้แน่นหนา หลินเสวี่ยเหยาซบหน้าลงบนอกอุ่นของมารดา กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกมะลิที่คุ้นเคยโชยเข้าจมูกละลายความเหนื่อยล้าและความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดการเดินทางจนหมดสิ้น สองร่างกอดกันกลมด้วยความรักและความโหยหาที่ไม่ได้พบหน้ากันมาแรมปี
“ลูกแม่... เจ้ากลับมาแล้วจริง ๆ ร่างกายของเจ้า... อาการพิษไอเย็นเหมันต์ตีกลับที่เคยทำร้ายหัวใจเจ้า ยามนี้มันหายไปไหนหมดแล้ว? เหตุใดชีพจรของเจ้าถึงหมุนเวียนสมบูรณ์และเปี่ยมไปด้วยไอพลังหยินหยางที่เสถียรเช่นนี้?” ซูชิงลูบแก้มและจับชีพจรข้อมือของบุตรสาวพรางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจเป็นล้นพ้น ในฐานะยอดฝีมือระดับสูง นางย่อมดูออกว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก
หลินเสวี่ยเหยาหน้าแดงซ่านจนถึงใบหู นางหลบสายตาผู้เป็นมารดาด้วยความเหนียมอายก่อนจะเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม “ท่านแม่... เป็นเพราะคนผู้หนึ่งที่ช่วยรักษาและฟื้นฟูชีพจรให้ข้า... นามของเขาคือหลีเฮง”
ซูชิงจ้องมองแก้มแดง ๆ ของบุตรสาวและกลิ่นอายประสานรักหยินหยางที่อบอวลรอบตัวนางก็พลันเข้าใจเรื่องราวในทันที หญิงสาววัยกลางคนถอนหายใจยาว “เจ้ากับเขา... ร่วมประสานบำเพ็ญคู่กันแล้วสินะ”
“ท่านแม่... ข้าขออภัยที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ทว่าในยามนั้นข้าไม่มีทางเลือก และที่สำคัญ... หัวใจของข้ามีให้เขาเพียงผู้เดียวแล้ว” หลินเสวี่ยเหยากล่าวเสียงหนักแน่น แววตาเด็ดเดี่ยวไม่มีความลังเล
ซูชิงลูบหัวบุตรสาวด้วยความสงสารและเป็นห่วงจับใจ “เสวี่ยเหยาเอ๋ย แม่ย่อมเข้าใจหัวอกของลูกผู้หญิงด้วยกัน ทว่าพ่อของเจ้านั้นไม่มีวันยอมรับ ชายหนุ่มผู้นั้นมีระดับพลังยุทธ์เพียงพรสวรรค์ Rank F อีกทั้งตระกูลฉู่ยามนี้ได้กดดันอย่างหนักเพื่อส่งฉู่เฟิงผู้เป็นอัจฉริยะวิถีเวลาระดับ SSS มาหมั้นหมายกับเจ้าเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลหลิน... พ่อของเจ้าและเหล่าผู้อาวุโสยามนี้พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดหลีเฮงให้ออกไปพ้นทาง”
“แต่หลีเฮงมีวิธีการรักษาที่ไม่มีใครในโลกทำได้! เขาสามารถสยบไอเย็นในร่างข้าและรักษาจิตมารของเยี่ยหลัวอินได้นะเจ้าคะท่านแม่ เขาไม่ใช่คนไร้ค่า!” หลินเสวี่ยเหยารีบอธิบายเพื่อปกป้องชายคนรัก
ซูชิงจับมือบุตรสาวไว้พรางเอ่ยเตือนสติด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง “ลูกรัก ในโลกแห่งผู้ฝึกตนที่ยึดถือพละกำลังและสายเลือดเป็นใหญ่ ความสามารถในการนวดหรือการรักษาอันลึกลับนั้นหาได้เพียงพอไม่ หากเขาต้องการเคียงคู่กับเจ้าระดับ SSS เขาต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขามีดีพอที่จะยืนเคียงข้างเจ้าโดยไม่ต้องคอย ‘หลบอยู่หลังกระโปรงสตรี’ ตลอดเวลา”
ซูชิงมองออกไปนอกเรือนพักพรางพึมพำ “หากเขายินยอมที่จะเผชิญหน้ากับบททดสอบและบทลงทัณฑ์ที่พ่อของเจ้าเตรียมไว้... และแสดงความกล้าหาญรวมถึงคุณค่าที่แท้จริงให้เหล่าผู้อาวุโสประจักษ์ได้ แม้เพียงเล็กน้อย... แม่สัญญาว่าแม่จะใช้สิทธิ์ในฐานะมารดาและขุมกำลังฝั่งตระกูลเดิมของแม่สนับสนุนพวกเจ้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อคานอำนาจกับพ่อของเจ้า”
หญิงวัยกลางคนหันกลับมาสบตากับเสวี่ยเหยา “แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวของเขาเอง... เขาคู่ควรที่จะให้ลูกแลกชีวิตปกป้องหรือไม่ หลีเฮงต้องเป็นผู้พิสูจน์ตัวเองในวันนี้”
หลินเสวี่ยเหยากำหมัดแน่น ในอกเต็มไปด้วยความหวังและความตึงเครียด นางรู้ดีว่าบททดสอบในเมืองหลวงแห่งนี้ยากเย็นกว่าที่สำนักหลายเท่าตัว แต่นางก็เชื่อมั่นลึก ๆ ในความปลิ้นปล้อนเอาตัวรอดอันอัศจรรย์ของหลีเฮงว่าจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้อีกครั้ง
- จบบทที่ 33 -