บทที่ 9 ไม้เท้าครึ่งท่อน
“สว่างจัง!”
“นั่นอะไรน่ะ?!”
“ไฟไหม้ที่ไหนหรือเปล่า?”
“ไม่น่าใช่นะ? ไฟไหม้ที่ไหนจะสว่างขนาดนี้! แถมในเมืองชางหนานก็ไม่มีตึกสูงขนาดนี้ด้วย!”
“เร็วเข้า! ถ่ายรูปไว้! เอาไปโพสต์ลงโซเชียลกัน!”
“...”
ลำแสงที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้านั้นสว่างจ้าเกินไป ผู้คนครึ่งเมืองชางหนานต่างก็สังเกตเห็น ผู้คนต่างหยุดฝีเท้า ตื่นเต้นคาดเดาถึงสาเหตุของปรากฏการณ์นี้
บางคนบอกว่าเป็การะเิ บางคนบอกว่าเป็การทดลองทางวิทยาศาสตร์ บางคนบอกว่าเป็ปาฏิหาริย์... แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าลำแสงนี้หมายถึงอะไร
ย้อนกลับไปเมื่อสองนาทีก่อน ในย่านเมืองเก่า
บนถนนที่ไร้ผู้คน ระลอกคลื่นแห่งมิติปรากฏขึ้น ราวกับมีใครบางคนกำลังเปิดม่านที่ปกคลุมเมืองเก่าแห่งนี้ออก ตามมาด้วยร่างเงาทั้งห้าที่สวมชุดคลุมสีดำแดงปรากฏขึ้น
หนึ่งในนั้นมองไปรอบ ๆ แล้วก้าวไปข้างหน้า ยกป้าย ‘ข้างหน้าห้ามผ่าน’ ที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วพับเก็บไว้
ทันทีที่ป้ายนี้ถูกเก็บไป เมืองเก่าที่เงียบสงบพลันแตกสลายไร้เสียงราวกับฟองสบู่ เผยให้เห็นภายในเมืองเก่าที่แท้จริง
เืสดน่าขนลุกย้อมถนนเก่าแก่ให้กลายเป็สีแดงฉาน ซากศพของสัตว์ประหลาดกระจัดกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง หากหลินชีเยี่ยเห็นภาพนี้ เขาคงจำได้ว่าสิ่งที่ถูกสับเป็ชิ้น ๆ โปรยอยู่บนพื้นนั้นก็คือปีศาจหน้ากากที่เขาเผชิญหน้าอยู่นั่นเอง!
พวกมันมีมากมาย อย่างน้อยก็สามสิบสี่ตัว!
“ปิดผนึกต้องห้าม [น่านฟ้าไร้แดน] เรียบร้อย” ชายที่ถือป้ายเอ่ยเสียงเรียบ “แจ้งหน่วยสนับสนุนมาเก็บกวาดสนามรบได้”
“แล้วอาจ้าวล่ะ?”
“ไปตามล่าหน้ากากปีศาจสองตัวที่หนีไปน่ะ”
“...พวกเราพลาดเอง” หญิงสาวที่าเ็กุมไหล่ขวา สีหน้าซีดเซียว
“อย่าพูดแบบนั้นเลย หงอิง ใครจะไปรู้ว่าในบรรดาหน้ากากปีศาจพวกนี้จะมีาาหน้ากากปีศาจแฝงตัวอยู่ด้วย” ชายข้าง ๆ ปลอบใจ
“หัวหน้าคนเดียว รับมือาาหน้ากากปีศาจไหวใช่ไหม?”
“ไม่เป็ไรหรอก อย่าลืมสิว่าหัวหน้าเป็ถึงผู้ใช้พลังระดับสามขั้น ‘ชวน’ นะ ไม่มีทางเป็อะไรไปได้” ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง “แค่หวังว่า… หน้ากากปีศาจสองตัวนั้นจะไม่ทำร้ายคนธรรมดาก็พอ…”
ทันทีที่เขาเอ่ยจบ ลำแสงสีทองก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากอีกฟากหนึ่งของเมือง ส่องประกายทั่วท้องฟ้าครึ่งหนึ่ง!
ทั้งห้าคนหันไปมองพร้อมกัน ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง!
“นั่นมัน…”
“มีผนึกต้องห้ามปรากฏขึ้นแล้ว คลื่นพลังความผันผวนนี้… มหาศาลเกินไป!”
“อย่างน้อยก็น่าจะเป็ระดับห้า ขั้น ‘พิภพ’ ไม่สิ หรือว่าจะเป็ระดับหก ขั้น ‘อนันต์’... เมืองชางหนานเล็ก ๆ แบบนี้ ทำไมถึงได้ดึงดูดผู้แข็งแกร่งระดับนี้มาได้?”
“ไม่ใช่ มันไม่เหมือนกับผนึกต้องห้ามของมนุษย์” ชายคนนั้นขมวดคิ้วแน่น
หงอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างออก “คุณหมายความว่า…”
“นี่เหมือนผนึกต้องห้ามของเทพเ้า หรือก็คือ… ผนึกเทวะ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เทพเ้า’ ดวงตาของทุกคนก็เป็ประกาย
“เทพเ้าองค์ไหนกัน?”
“ร้อนแรง ศักดิ์สิทธิ์ ทรงพลัง และยังมีกลิ่นอายของการสร้างโลก ถ้าฉันเดาไม่ผิด นี่น่าจะเป็…”
ชายคนนั้นจ้องมองไปยังลำแสงที่ค่อย ๆ จางหายไป ก่อนจะเอ่ยทีละคำว่า
“รหัสเทพเ้า 003 าาแห่งทูต์ มิคาเอล”
...
หลินชีเยี่ยรู้สึกไม่สบายใจ
ณ ใจกลางลำแสงสีทอง ร่างกายของเขาไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป จึงลอยคว้างอยู่กลางอากาศอย่างน่าประหลาด พลังงานอันไร้ขีดจำกัดพวยพุ่งออกมาจากดวงตา
หลินชีเยี่ยรู้สึกราวกับว่าเขาย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน มองผ่านจักรวาลอันไร้ขอบเขต และได้เห็นดวงตาคู่นั้นอีกครั้ง
กลิ่นอายอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ เขายังจดจำได้อย่างแจ่มชัด
ความแตกต่างคือ เมื่อสิบปีก่อน กลิ่นอายนี้มาจากดวงจันทร์ ทว่าตอนนี้มันมาจาก… ดวงตาของเขาเอง
กลิ่นอายและพลังศักดิ์สิทธิ์ของทูต์เซราฟ กำลังทะลักออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาของเขาเหมือนดวงตะวันสองดวงที่กำลังลุกโชน ราวกับว่าจะเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้
เมื่อสิบปีก่อน ทูต์เซราฟมิคาเอลจากดวงจันทร์ได้สบตากับเขา
สิบปีต่อมา หลินชีเยี่ยลืมตาขึ้น พลังของทูต์เซราฟที่ยังหลงเหลืออยู่ในดวงตาของเขาก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง!
เคราะห์ดีที่พลังของทูต์เซราฟที่หลงเหลืออยู่ในดวงตาของหลินชีเยี่ยนั้นไม่ได้มีมากนัก ลำแสงค่อย ๆ จางหายไปหลังจากผ่านไปประมาณเจ็ดถึงแปดวินาที ร่างของหลินชีเยี่ยร่วงลงมาจากกลางอากาศ ซวนเซก่อนจะทรงตัวได้
ประกายสีทองที่สว่างจ้าในดวงตาของเขาค่อย ๆ หรี่ลง จนในที่สุดก็เหลือเพียงรัศมีสีทองอ่อน ๆ
ถ้าหากความสว่างก่อนหน้านี้เทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ ความสว่างในตอนนี้ก็เปรียบได้กับเปลวเทียนเล่มเล็ก
แม้ว่าแสงสีทองที่ปะทุออกมาก่อนหน้านี้จะทรงพลังอย่างยิ่ง แต่มันก็ไม่ใช่ของเขา ส่วนรัศมีสีทองที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของหลินชีเยี่ยในตอนนี้ คือสิ่งที่เขาควบคุมได้อย่างแท้จริง
พลังของทูต์เซราฟที่อ่อนแอเพียงเส้นใย
หลินชีเยี่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
ท้องฟ้ายามรัตติกาลอันมืดมิด ถนนเก่า ๆ สัตว์ประหลาดที่น่าขนลุก และโลหิตที่เจิ่งนองพื้น... เมื่อภาพที่ไม่อาจเรียกได้ว่าสวยงามนี้ปรากฏต่อสายตาของหลินชีเยี่ย เขากลับหัวเราะลั่น
เขายิ้มอย่างมีความสุข
สิบปีแล้ว ในที่สุดเขาก็ได้ใช้ดวงตาของตัวเองมองโลกนี้อีกครั้ง
ยามนั้นในสายตาของหลินชีเยี่ย สัตว์ประหลาดที่เปื้อนเืเต็มปากกลับดูน่ารักขึ้นมา
นับั้แ่หลินชีเยี่ยปลดปล่อยพลังทูต์เซราฟออกมา สัตว์ประหลาดทั้งสองตัวก็ถูกกดลงกับพื้นจนเกือบจะกลายเป็เนื้อบด
จนกระทั่งแสงสีทองจางหายไป พวกมันถึงได้สติกลับมา มองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง แล้วก็จ้องมองมาที่หลินชีเยี่ย
ความกระหายเืปรากฏขึ้นในดวงตาของพวกมันอีกครั้ง
กร๊าซ!
หนึ่งในนั้นคำรามลั่น พุ่งเข้าใส่หลินชีเยี่ยทันที!
เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ หลินชีเยี่ยดูสงบนิ่งกว่าเดิมมาก ในวินาทีที่สัตว์ประหลาดขยับตัว เขาก็สามารถคาดเดาทิศทางการเคลื่อนไหวของมันได้ทันที แล้วพุ่งตัวหลบไปด้านข้าง
ความเร็วของหลินชีเยี่ยนั้นช้ากว่าสัตว์ประหลาดมาก ทว่าปฏิกิริยาตอบสนองของเขากลับรวดเร็วอย่างน่าใ การคาดการณ์ล่วงหน้าเพียงไม่กี่วินาทีนั้นเพียงพอที่จะช่วยให้เขาหลบหลีกได้ทัน
ไม่ใช่ว่าเขาสามารถทำนายอนาคตได้ แต่หลังจากที่ลืมตาขึ้น ประสาทััของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ
ประการแรกคือ ขอบเขตการรับรู้ทางจิตขยายจากสิบเมตรเป็ยี่สิบเมตร ต้องรู้ว่าก่อนหน้านี้หลินชีเยี่ยใช้เวลาถึงห้าปีกว่าจะรับรู้ได้สิบเมตร แต่ตอนนี้กลับเพิ่มขึ้นเป็สองเท่า
และประการที่สองคือ การมองเห็นแบบไดนามิก
ภายในระยะยี่สิบเมตรนี้ หลินชีเยี่ยมีการมองเห็นแบบไดนามิก หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘การหยั่งรู้’ ซึ่งมากกว่าคนทั่วไปเกือบสามเท่า ปฏิกิริยาตอบสนองของเขารวดเร็วเป็พิเศษ ในระหว่างการต่อสู้แบบประชิดตัว จึงสามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ได้อย่างแม่นยำราวกับมองเห็นอนาคต
ส่วนความสามารถอื่น ๆ ที่ดวงตาคู่นี้มอบให้ หลินชีเยี่ยยังไม่รู้สึกถึงในตอนนี้
ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน เขาไม่มีเวลามาค่อย ๆ สำรวจ
สัตว์ประหลาดพุ่งเข้าใส่ราวกับลูกธนูที่หลุดออกจากสาย ผ่านจุดที่หลินชีเยี่ยยืนอยู่เมื่อครู่ พุ่งชนกำแพงจนพังทลาย ก่อนจะใช้เท้าทั้งสี่เหยียบบนซากผนัง แล้วกระโจนใส่หลินชีเยี่ยอีกครั้ง!
ในขณะเดียวกัน หลินชีเยี่ยก็หมุนตัวหลบหลีกจากจุดที่สัตว์ประหลาดจะลงมา เอื้อมมือคว้าไม้เท้านำทางที่ตกอยู่บนพื้นครึ่งท่อนขึ้นมา!
หลินชีเยี่ยลุกขึ้นยืน ย่อตัวลงเล็กน้อย สองมือกำไม้เท้านำทางแน่น สายตาจับจ้องสัตว์ประหลาดที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว!
สัตว์ประหลาดทิ้งร่องรอยการเคลื่อนไหวเป็เงาเลือนราง ลมกรรโชกพัดผมสีดำขลับของหลินชีเยี่ยปลิวไสว
มันออกแรงถีบขาหลัง ทั้งร่างลอยขึ้นไปในอากาศ!
คราวนี้ หลินชีเยี่ยไม่ได้หลบ
เขากำไม้เท้าครึ่งท่อนไว้แน่น จ้องมองดวงตาของสัตว์ประหลาดโดยไม่ละสายตา
กร๊าซ——!
กรงเล็บอันแหลมคมของสัตว์ประหลาดพุ่งเข้าหา หมายจะเฉือนลำคอของหลินชีเยี่ย
ในวินาทีที่มันกำลังจะัักับร่างของหลินชีเยี่ย ดวงตาทั้งสองข้างของเขาพลันหดเกร็ง!
รัศมีสีทองจาง ๆ ในดวงตาของเขาราวกับถูกโหมกระพือด้วยเชื้อไฟ ส่องสว่างขึ้นมาอย่างฉับพลัน ราวกับเตาหลอมที่กำลังลุกโชน!
พลังศักดิ์สิทธิ์ถูกส่งผ่านออกมาจากดวงตาของหลินชีเยี่ย ไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของสัตว์ประหลาด
ในชั่วขณะนั้น ภาพของหลินชีเยี่ยในสายตาของสัตว์ประหลาดพลันแปรเปลี่ยน กลายเป็เทพเ้าผู้สูงส่งที่มีปีกหกปีก เปล่งรัศมีแห่งอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว!
ภายใต้พลังกดดันอันมหาศาล ร่างกายของมันแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ใน่เวลาสั้น ๆ นั้น หลินชีเยี่ยเงื้อไม้เท้านำทางที่หักครึ่งในมือขึ้น...
แล้วแทงเข้าไปในดวงตาขวาของสัตว์ประหลาดอย่างแม่นยำ!