ขณะเดียวกัน บนอีกพื้นที่หนึ่งของอาณาจักรลับ...
ที่นี่คือดินแดนทะเลทรายแห้งแล้งสุดลูกหูลูกตา กลางทะเลทราย ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังก้าวเดินไปอย่างระมัดระวัง พวกเขาสวมชุดคลุมสีดำหม่นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความรกร้าง
แต่จู่ๆ ทั้งสองก็หยุดฝีเท้าลงพร้อมกัน เมื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้ทั้งคู่ต้องเงียบงัน
ชายคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนซากศพของมังกรทรายขนาดมหึมา ศีรษะของมังกรยังคงมีเลือดไหลออกมาอยู่เรื่อยๆ ออร่าความร้อนแผ่ออกมาจากร่างของชายผู้นั้นรุนแรงจนเม็ดทรายรอบตัวเขาลอยกระจาย
ชายผู้นั้นยิ้มอย่างเย็นชา
“ไม่เจอกันนานเลยนะ... ไอ้พวกขยะทั้งสองตัวที่กล้าเอาร่างของพี่ชายและพี่สาวข้าไป”
ชายหนุ่มที่ยืนฝั่งตรงข้ามพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาไม่แพ้กัน
“หึ เจ้ามาเรียกพวกข้าว่าเศษขยะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ”
หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยชาและเหยียดหยาม
“ไม่เห็นต้องเสียเวลาพูดให้เปลืองน้ำลายหรอก มาฆ่า…เจ้าเด็กขยะ ที่โดนพ่อขายทิ้งนี้กันเถอะ”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงลมแหวกอากาศก็ดัง
ฟิ่ว!!!
หอกเพลิงสีแดงพุ่งเข้าใส่ศีรษะของหญิงสาวด้วยความเร็วเหนือสายตา แต่ทันใดนั้น โล่แสงรูปกระดองเต่าก็ปรากฏขึ้นจากอากาศ ป้องกันการโจมตีได้ทันควัน
ฮ่าวหยางลุกขึ้นยืนช้าๆ ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงแค้น
“พี่ชาย... พี่สาว” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดปนเดือดดาล “ข้ายังไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมพวกต่ำทรามอย่างพวกเจ้าที่มายึดร่างพี่น้องของข้าถึงได้กลายเป็นบุตรแห่งโชคชะตา... กับธิดาแห่งโชคชะตาได้กันโลกใบนี้ช่างบิดเบี้ยวเสียจริงๆ”
ฮ่าวจิง ชายผู้เป็นบรรพบุรุษของฮ่าวในโลกเบื้องบนและเป็นคนที่ครอบครองร่างของพี่ชายคนโตของฮ่าวหยางเอาไว้อยู่ก็พูดขึ้น
“ถ้ารักกันมากขนาดนั้น ข้าจะส่งเจ้าลงไปตามพวกมันเอง”
คำพูดนั้นกระตุกโทสะของฮ่าวหยางในทันที หมัดเพลิงระเบิดออกจากฝ่ามือ พุ่งเข้าใส่ทั้งสองคนด้วยความเร็วเหนือเสียง หมัดแรกพุ่งใส่กลางอกของฮ่าวซีถิง หญิงสาวผู้เป็นบรรพบุรุษของตระกูลฮ่าวและคนที่ครอบครองร่างพี่สาวของฮ่าวหยาง แต่ฮ่าวจิงก็ยกกระดองเต่าขึ้นป้องกันอีกครั้ง
เสียงปะทะดังสนั่น เปรี้ยง!! แรงกระแทกทำให้โล่กระดองเต่าเกิดรอยร้าวทันที และคลื่นเพลิงที่แผ่ออกมาก็พุ่งเข้าเผาผลาญร่างของทั้งสองทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ทั้ง 2 คนได้ตั้งตัวใดๆ
แต่ฮ่าวหยางยังไม่หยุด เขาชูมือขึ้นก่อนที่กำแพงไฟขนาดใหญ่จะผุดขึ้นมาจากพื้นทราย ล้อมรอบพวกเขาทั้งสามเอาไว้จนไม่มีทางหนีได้
จากนั้นเขาก็ดึงหอกสีทองที่ดูเหมือนเปลวสุริยะรวมตัวกันออกมา
“ข้าจะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นเถ้าธุลีไปพร้อมกับความทรงจำของข้าเอง”
เขาแทงหอกไปเบื้องหน้า เพลิงแดงแปรเปลี่ยนเป็นร่างของมังกรเพลิงคำรามกึกก้อง พุ่งทะยานเข้าใส่ฮ่าวจิงและฮ่าวซีถิงที่กำลังถูกไฟเผาอยู่
ตูมมมมมมมมมม!!
การระเบิดเกิดขึ้นอย่างรุนแรง แสงเพลิงลุกโชนพวยพุ่งไปทั่วผืนทราย มวลความร้อนแผ่กระจายไปหลายลี้ เม็ดทรายกลายเป็นแก้ว ผืนดินแตกระแหง ร่างของมังกรทรายกลายเป็นขี้เถ้าไปทั้งหมด
เปลวเพลิงลุกลามแผดเผาร่างของฮ่าวจิงและฮ่าวซีถิงจนร่างของพวกเขาเริ่มสลายไป พวกเขาเคยคิดว่าแค่ม่านพลังระดับนักบุญก็น่าจะพอหยุดไฟพวกนี้ได้ แต่กลับไม่ใช่ เพลิงของเล่ยเฉินกลับร้อนแรงถึงขั้นกัดกร่อนพลังป้องกันของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
สภาพของพวกเขากลับยับเยินเกิน ใบหน้าเสียโฉมจนดูไม่ได้ ผมและเสื้อผ้าถูกเผาไปจนแทบไม่เหลือซาก ร่างกายของพวกเขาถูกเผาไหม้จนสุกไปแทบทุกส่วน สิ่งที่ทำให้พวกเขายังสามารถรอดจากความตายได้ในตอนนี้ก็คือเลือดเขาเผ่ามารโลหิตที่ถูกปลูกฝังเอาไว้เท่านั้น
แต่ยังไม่ทันจะหายใจ เพลิงในหอกยาวขอฮ่าวหยางลุกโชติช่วงขึ้นอีกครั้งก่อนจะพุ่งแทงเข้าใส่ทั้งสองอย่างไม่ปรานี
จังหวะนั้นเอง ดาบบินนับหมื่นพุ่งตรงเข้าใส่ฮ่าวหยางด้วยความเร็วที่ฉีกอากาศออกเป็นริ้ว ต้องทำให้เขากระโดดถอยหลังในทันที!
ฮ่าวหยางชะงักมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ผู้บ่มเพาะดาบหลายร้อยคนลอยเรียงแถวเหนืออากาศอย่างน่าเกรงขาม พวกเขาทุกคนแผ่จิตสังหารอันเข้มข้นจนบรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความตาย
ในกลุ่มนั้น... เขาเห็นใบหน้าของคนที่ไม่ควรปรากฏตัวอยู่ที่นั่น นั้นก็คือ พ่อของเขา ฮ่าวซ่ง
ฮ่าวหยางกัดฟันแน่น ดวงตาแดงก่ำ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
“ไอ้สารเลว...”
เขามองไปยังผู้ชายที่ควรจะเป็นคนที่ปกป้องพวกเขาในวันนี้ แต่กลับกลายเป็นมีดเล่มแรกที่แทงเข้าข้างหลังเขาแทน เสียงของฮ่าวหยางดังลั่นเต็มไปด้วยความโกรธ
“ข้าไม่เข้าทำไมเจ้าถึงยอมขายพี่ชายกับพี่สาวของข้ากัน?”
ฮ่าวซ่งนิ่งเงียบพร้อมมองมาที่ฮ่าวหยางด้วยความเย็นชาและไร้เยื่อใยใดๆ
ตูมมมม!!
พลังเพลิงของฮ่าวหยางระเบิดออกไปทั่วบริเวณ เปลวไฟกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างและเปลี่ยนพวกมันทั้งหมดให้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
แต่ฮ่าวจิงที่ตอนนี้ร่างของเขาฟื้นฟูกลับมาอย่างสมบูรณ์แบบก็หัวเราะเบาๆ อย่างไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“หึ ไอ้เด็กเห็นแก่ตัว เพื่อตระกูล พวกเจ้าควรเสียสละร่างให้กับคนที่ดีกว่าอยู่แล้ว ขยะอย่างพวกเจ้าไม่คู่ควรกับร่างกายพิเศษระดับนี้หรอก จริงไหม??”
ฮ่าวหยางพูดขึ้น “เพื่อตระกูลอะไร ใครเป็นคนจากตระกูลเดียวกับเจ้ากัน”
ฮ่าวจิงหัวเราะๆ เบา “พ่อของเจ้าไม่ได้บอกเจ้าหรือไงว่าถ้านับตามความอาวุโส เจ้าจะต้องเรียกข้าว่าบรรพบุรุษนะเจ้า…..”
เสียงของฮ่าวจิงยังไม่ทันจบ เพลิงในหอกของฮ่าวหยางก็พุ่งเข้าใส่ศีรษะของเขาอย่างเฉียบขาด ละลายร่างของเขาจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี
ฮ่าวซีถิงเห็นดังนั้นก็พุ่งเข้ามาด้วยฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพิษสีดำสนิท แต่ยังไม่ทันจะได้แตะตัวฮ่าวหยาง เขาก็เบี่ยงตัวหลบแล้วตัดแขนของนางจนขาด พร้อมกับเหวี่ยงหอกเพลิงตัดขาดร่างของนางตามไปอย่างไร้ปรานี
แต่ทันใดนั้น ร่างของฮ่าวจิงและฮ่าวซีถิงที่ควรจะกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ ดาบปรากฏขึ้นในมือพวกเขา ทั้งสองพุ่งเข้าใส่ฮ่าวหยางด้วยเจตนาฆ่าเต็มขั้น
ฉึก!
อาวุธทั้งสองเล่มแทงทะลุร่างฮ่าวหยางไปอย่างจัง แต่สิ่งที่ตามมาคือความเงียบงัน... ไม่มีแม้แต่หยดเลือดจะไหลออกมา
“ทำไมข้าถึงใช้พลังของร่างกายเทพเจ้าไม่ได้กัน...” ฮ่าวจิงพึมพำ ก่อนที่ฮ่าวหยางจะขยับมือแทงหอกเพลิงสวนเข้าใส่ลำคอของเขาอย่างแม่นยำ
“อ๊าาาาา! ไอ้เด็กเวร! ข้าเป็นบรรพบุรุษของ….อ๊าก!”
เสียงตะโกนถูกกลืนหายไปทันทีที่ฮ่าวหยางตวัดหอกออก ร่างของฮ่าวจิงทรุดลง หัวหลุดออกจากบ่าอย่างไร้ศักดิ์ศรี
ฮ่าวซีถิงพุ่งเข้ามาด้วยพลังทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะโจมตีเท่าใด ร่างของฮ่าวหยางก็ไม่ไหวติง ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน นางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เพราะทุกการโจมตีมันทะลุผ่านร่างฮ่าวหยางไปทั้งโดยไม่สร้างความเสียหายใดๆ ก่อนที่ฮ่าวหยางจะคว้าหัวของฮ่าวจิงขึ้นมาในมือราวกับมันเป็นเพียงเศษของเล่น
ในขณะเดียวกัน คนจากตระกูลฮ่าวอีกหลายคนก็พุ่งเข้าใส่ฮ่าวหยางอย่างสิ้นหวัง แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เข้าใกล้
ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก!
หอกเพลิงนับสิบพุ่งทะลุร่างพวกเขาทีละคน เสียงกรีดร้องของผู้ถูกเผาไหม้ดังก้องฟ้า
“อ๊าาาาา! ร้อนนนน!!”
ฮ่าวหยางระเบิดพลังเพลิงสูงสุดของเขาออกมา เปลวเพลิงร้อนแรงสีแดงแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณจนแม้แต่อากาศยังเดือดพล่าน
ฮ่าวซีถิงหันไปตะโกนสุดเสียง
“ถอย! ทุกคนถอย! เปลวเพลิงนี้มันจะเผาเลือดเผ่ามารโลหิตในตัวพวกเราได้!”
แต่ก่อนที่เพลิงจะได้เผาผลาญทุกสิ่งจนสิ้น ชายหนุ่มปริศนาบนท้องฟ้าที่เฝ้ามองการสังหารมาตลอดก็ยกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย
ทันใดนั้น มือยักษ์ขนาดมหึมาที่ส่องประกายทองคำก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ก่อนจะฟาดลงมาใส่พื้นที่เบื้องล่างอย่างไร้ความปรานี
ตูมมมมมมมมมม!!
แรงกดจากฝ่ามือฟ้าสะเทือนจนพื้นดินแตกร้าว และในเวลาเดียวกัน... ร่างของเหล่าคนตระกูลฮ่าวที่ควรจะตายไปแล้วก็ค่อยๆ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากกองเลือด เลือดมารโลหิตในร่างพวกเขาเดือดพล่าน
ฮ่าวซีถิงหันไปมองชายหนุ่มบนฟ้าที่โจมตีฮ่าวหยางด้วยรอยยิ้มจางๆ
“ช่างสมกับเป็นบุตรแห่งเทพเจ้าที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลฮ่าว...”
ฮ่าวจิงที่เพิ่งรวมร่างฟื้นขึ้นมาจากเศษซากเนื้อด้วยพลังมารโลหิตก็ยิ้มอย่างเยือกเย็นเช่นกัน
“นั่นสินะ เด็กคนนั้น... หากไม่ตายเสียก่อน อาจจะก้าวข้ามแม้แต่โจวหลัวเฉินในวันหนึ่งก็เป็นได้”
ฮ่าวอี้ฟงยืนอยู่บนยอดเขาอันห่างไกล ดวงตาของเขายังคงไร้อารมณ์ต่อภาพการสังหารเบื้องล่างที่เกิดขึ้นราวกับเหมือนเขาแค่กำจัดมดตัวหนึ่ง แต่วินาทีต่อมา ดาบคมกริบพลันปรากฏในมือของเขาโดยไร้สุ้มเสียง ก่อนที่เขาจะตวัดกลับไปด้านหลังด้วยสัญชาตญาณ
ฉึก!
หอกเพลิงสีแดงฉานแทงทะลุร่างของเขาทันที โลหิตพุ่งกระเซ็นในอากาศ ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและเฉียบคม
“เจอกันที่โลกเบื้องบนนะ แต่คราวหน้า... เอาร่างจริงมาด้วย อย่ามาส่งหุ่นเชิดขยะแบบนี้มาอีก”
เสียงนั้นเป็นของฮ่าวหยาง และเพียงพริบตาเดียว เปลวเพลิงก็ลุกโชนขึ้น เผาร่างของฮ่าวอี้ฟงจนกลายเป็นเถ้าธุลี เผยให้เห็นว่า สิ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงหุ่นเชิดไม้ที่ซ่อนกลไกวิญญาณไว้เท่านั้น
ฮ่าวซีถิงและฮ่าวจิงที่ยืนมองอยู่ไกลๆ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ทันที่พวกเขาจะได้ขยับขาแม้แต่ก้าวเดียว เสียงคำรามดาบแทงทะลุร่างของพวกเขาก็ดังขึ้น
ฉึก!
ดาบเพลิงแทงทะลุแผ่นหลังของฮ่าวจิงและฮ่าวซีถิงโดยไร้การเตือนล่วงหน้า มือที่กุมดาบไว้แน่นคือฮ่าวซ่ง พ่อของฮ่าวหยางเอง
แววตาของฮ่าวจิงเบิกกว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “เจ้าทำ... อะไรของเจ้า ฮ่าวซ่ง!”
“สิ่งที่ข้าควรทำตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก...”
เสียงของฮ่าวซ่งเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เยือกเย็น แต่ดาบในมือเขากลับร้อนระอุ เปลวเพลิงแผดเผาร่างของทั้งสองจนไม่หลงเหลือแม้แต่เศษกระดูก รวมถึงเผาเลือดของมารโลหิตในตัวคนเหล่านั้นไปด้วย
…
…
…
…
ภายในวังขนาดใหญ่ ฮ่าวอี้ฟง ลืมตามขึ้นก่อนจะพูดขึ้น “ในสุสานลับนั้น… มีคนจัดตั้งรูปแบบอะไรไว้เบื้องหลังหรือเปล่า ทำไมข้าถึงไม่สามารถใช้พลังของร่างกายของข้าได้และดูเหมือนว่าข้าจะอ่อนแอลง ที่สำคัญประสาทสัมผัสทุกอย่างดูเหมือนมันจะถูกลดลงด้วย มันคือกับดักงั้นเหรอ??”
“……..”
“ติดต่อคนที่อยู่โลกเบื้องล่างซะ”
ทันใดนั้นเสียงของใครบางคนก็ตอบกลับมาทันที
“ไม่สามารถหาตำแหน่งของโลกเบื้องล่างที่ 23 ได้ขอรับ ตำแหน่งของมันหายไปแล้วรวมถึงสัญญาณชีพจากบรรพบุรุษทั้ง 2 ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือบรรพบุรุษของตระกูลโจวถูกปลุกขึ้นมาขอรับ”
ฮ่าวอี้ฟงหลับตาลงทันที “กับดักสินะ… ช่างเถอะ ข้าไม่ขอยุ่งด้วยก็แล้วกัน”