การเขียนของเหวินดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และทุกๆ ตัวอักษรที่เขาเขียนลงบนกระดาษก็ทำให้โลกแห่งเื่เล่าที่ถูกทิ้งเต็มไปด้วยชีวิตชีวามากขึ้น เขาเริ่มเห็นสีสันที่กลับมาสู่โลกที่เคยว่างเปล่า ต้นไม้ที่เคยแห้งเหี่ยวกลับมามีใบสีเขียวชอุ่ม ท้องฟ้าที่เคยขมุกขมัวกลับมามีสีฟ้าสดใส และดอกไม้ก็เริ่มเบ่งบานไปทั่วทุกหนแห่ง
ในขณะที่เขาเขียนถึงการเดินทางของเด็กสาวทั้งสอง เหวินก็ได้บรรยายถึงสีสันที่กลับมาสู่ร่างกายของพวกเธอด้วยเช่นกัน สีผมของเด็กสาวผมสีทองส่องประกายราวกับแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ส่วนสีผมของเด็กสาวผมสีเงินม่วงก็เปล่งประกายราวกับแสงจันทร์ในคืนที่ฟ้าโปร่งใส ใบหน้าที่เคยซีดเซียวของพวกเธอได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และรอยยิ้มของพวกเธอก็ดูสดใสยิ่งกว่าที่เคยเป็มา
เหวินรู้สึกถึงความสุขที่ท่วมท้นในหัวใจของเขา เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็ผู้สร้างสรรค์ที่กำลังเติมเต็มความงามให้กับโลกที่เคยไร้สีสัน การที่เขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กสาวทั้งสอง ทำให้เขารู้สึกถึงความภาคภูมิใจในตัวเองเป็อย่างมาก
แต่ในความสุขนั้นก็มีความเศร้าที่ซ่อนอยู่ เพราะเขารู้ว่าเมื่อเื่ราวของพวกเธอสมบูรณ์แล้ว พวกเธอก็จะต้องจากเขาไปตลอดกาล ความคิดนี้ทำให้มือของเขาเริ่มสั่นอีกครั้ง แต่เขาก็จำคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองได้ “ฉันจะไม่ทอดทิ้งพวกเ้าอีก”
เขาหยุดพักเพียงชั่วครู่ แล้วเริ่มต้นเขียนต่อด้วยความมุ่งมั่นที่มากขึ้นกว่าเดิม เขาตัดสินใจที่จะใช้ความรักและความปรารถนาที่จะมอบความสุขให้พวกเธอเป็แรงผลักดันให้เขาเขียนต่อไปจนจบ เพราะเขาเชื่อว่าการจากลาที่สมบูรณ์ย่อมดีกว่าการจากลาที่ยังค้างคา