บทที่ แปดสิบหก
เงาของเรือไม้ลอยลำทอดอยู่กลางน้ำโดยไร้เสียงจากฝั่งบรรยากาศรอบกายเงียบสงบจนเหมือนจะได้ยินเสียงของหัวใจตนเองชัดถนัด
นอกจากเสียงน้ำกระทบกราบเรือเบาๆก็มีเพียงเสียงขลุ่ยลอยมาแต่ไกล แว่วแผ่วในอากาศ ราวบทเพลงที่บรรเลงจากอีกโลกหนึ่งหลิวชิงเซียงยังไม่เอ่ยคำใด ปล่อยให้คำถามของเขาค้างคาอยู่กลางความเงียบงันสีหน้าของนางไม่แสดงชัดว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธ ท่ามกลางความสงบงัน แววตานางกลับหม่นมัวเพราะความสับสน
หากตอบรับอาจเป็นม่านถูกพิจารณาทัณฑ์หรือหากปฏิเสธก็เท่ากับปล่อยโอกาสเดียวที่อาจปลดแอกตนเองจากบ่วงแห่งความลับ
โม่เหวินหานนั่งเงียบรอคำตอบนั้นโดยไม่เร่งรัด ไม่ละสายตา หนึ่งเค่อผ่านไป สองเค่อผ่านไปเขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา “เจ้าอย่าคิดมากเลย” น้ำเสียงของเขานุ่มลึกดังมาจากในอก “เจ้าไม่มีสิ่งใดเอ่ยแลกกับเราเราก็จะบอกเจ้าอยู่ดี”
พลางคว้ามือเรียวของนางมาวางลงในฝ่ามือของตนกุมไว้อย่างมั่นคง “อาชิงของเราอยากรู้อะไรเราจะบอกทุกอย่าง”
หลิวชิงเซียงก้มลงมองมือนั้นที่ทาบทับลงมามือของเขาอุ่นกว่าที่นางคาดไว้ อุ่นจนหัวใจที่ถูกผนึกไว้หลายปีคล้ายจะละลายนางถอนหายใจเบาๆ ราวยอมจำนน
“อาชิงของเรา..” คำพูดนั้นหลิวชิงเอ่ยขึ้นคล้ายคำบ่นไม่ได้ตั้งใจทัดทานแต่ก็ไม่ใช่ยอมรับอย่างเต็มใจ นางเบือนหน้าหนีไปด้านหนึ่งแววตาซับซ้อนยิ่งกว่าก่อนหน้า
โม่เหวินหานขยับคิ้วเล็กน้อยสบตานางอย่างไม่เข้าใจนัก
“ข้าไม่ชอบคำนั้น” นางกล่าวเสียงนุ่ม “ท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่ สิ่งใดๆล้วนเป็นของท่าน ท่านจึงไม่รู้สึก แต่ข้า..ไม่อยากเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของแผ่นดิน”
เพียงประโยคเดียวความหนักแน่นที่แฝงในวาจากลับดังก้องในอกเขา โม่เหวินหานยิ้มพรายอย่างช้าๆรอยยิ้มพึงใจนัก สีหน้าเปี่ยมความพอใจ เขาเอื้อมแขนโอบรัดนางแน่นลมหายใจอุ่นระเรื่ออยู่ข้างหู “อาชิงของข้า” เขากระซิบ พร้อมกอดนางแน่นขึ้นอีก “ของข้าผู้เดียว”
ร่างบางของหลิวชิงเซียงเอนซบลงกับอกเขาสองแขนที่โอบไว้มั่นคงยิ่งกว่าโล่และหอกใดที่นางเคยอาศัยพิงพาตนเอง นางหลับตาสูดกลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาที่อบอวลใกล้จนนึกคล้ายว่าได้กลับบ้าน
ขณะที่ยังถูกกอดนางก็กล่าวออกมาอย่างชัดถ้อย ถึงแม้เสียงจะอู้อี้ด้วยการพิงแนบอก “ข้าไม่ใช่หลี่เสวี่ย ไม่ใช่บุตรีหัวหน้าเผ่าซาเฟิง”
โม่เหวินหานได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยคางของเขาแตะเหนือกระหม่อมนางเบาๆ เป็นการพยักหน้าอย่างแผ่วช้า ไม่มีคำถามไม่มีอุทาน ไม่มีสีหน้าเปลี่ยนไปแม้สักนิด
กอดของเขายังคงแน่นไม่มีคลายแม้ชั่ววินาที หลิวชิงเซียงคิ้วขมวดน้อยๆ ริมฝีปากเม้มแน่นหรือว่าเขาไม่ได้ยิน?หรือว่าเขาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก? หรือว่า..นั่นคือการเพิกเฉย
นางค่อยๆดันตัวออกห่างจากอ้อมแขนนั้น สองมือยันอกเขาเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความสับสนแต่ใบหน้าของเขายังคงเปื้อนรอยยิ้มอย่างพึงใจไม่เปลี่ยน “เมื่อครู่ท่านได้ยินหรือไม่ว่าข้าเอ่ยอะไร”
โม่เหวินหานพยักหน้าอย่างเรียบง่าย“ได้ยินสิ”
“เช่นนั้นไม่สงสัยอะไรเลยหรือ?” นางถามต่ออย่างอึดอัดสายตายังจับจ้องใบหน้าของเขา
“ไม่” โม่เหวินหานตอบกลับอย่างมั่นคง “เจ้าไม่ใช่หลี่เสวี่ยอยู่แล้วเจ้าคืออาชิงของข้า”คำตอบนั้นราบเรียบแต่กลับทิ่มแทงเข้าใจกลางอกของหญิงสาว
นางเบิกตากว้างสั่นสะท้านในใจ ถามตะกุกตะกัก “หรือนะ..นี่..ท่านรู้มาก่อนแล้วว่าข้าเป็นใคร?”
โม่เหวินหานมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนไม่ใช่แววตามุ่งร้ายหรือเยาะหยัน “เจ้าเผยต่อเราเองว่าเจ้าชื่อชิงเราจะลืมได้อย่างไร”
หลิวชิงเซียงเบิกตากว้างกว่าเดิมความรู้สึกเหมือนตกหลุมที่อีกฝ่ายขุดไว้ให้โดยไม่รู้ตัวม่านในใจที่เคยตรึงแน่นกำลังถูกมือของเขาแง้มออกอย่างแนบเนียนนางเงื้อแขนหมายจะซัดเขาสักหมัดสองหมัดอย่างหมั่นไส้ทว่าคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะคว้ามือนางไว้ทันทั้งสองข้าง ยึดไว้แน่นไม่ให้ขยับ
โม่เหวินหานหัวเราะในลำคอเบาๆ“ระวังหน่อยอยู่บนเรือ จะตกน้ำเอานะอาชิง”
“ท่านรู้ถึงขนาดไหน บอกข้ามาเดี๋ยวนี้!” นางขมวดคิ้วตวัดตาใส่เสียงเข้ม “รู้ขนาดนี้ทำไมยังตีหน้าซื่ออีก”
เขาเอียงหน้ามองนาง“เรากล้าเปิดเผยความลับต่อเจ้าขนาดนี้ทั้งเรียกเจ้าด้วยนามของเจ้าเองมาตลอด จึงรอให้เจ้าเอ่ยออกเองต่างหาก”
“..เหมือนกันที่ไหน! เรื่องของข้าถึงขั้นเป็นตาย!”
เขายังไม่ปล่อยมือนางมือที่กุมอยู่ยังแน่นไม่ต่างจากหัวใจที่ไม่คิดจะปล่อยวางอีกแล้ว “เรื่องของข้าไม่ถึงขั้นเป็นตายนี่เอง..?”
คำถามเขานั้นนิ่งแต่สะท้านลึกหลิวชิงเซียงเงียบไปครู่ แน่นอนว่าต่างกัน แต่เรื่องของเขากระทบทั้งแผ่นดินต่างหากนางเข้าใจว่ารู้มากเกินกว่าที่ควรรู้แล้ว และเพราะอย่างนั้นนางจึงเคยคิดว่าไม่ควรเอ่ยสิ่งใดไม่ควรเข้าใกล้เขา ไม่ควรยอมให้ใจตนโอนเอนแต่สุดท้ายก็เดินมาถึงจุดที่ตนไม่เหลือทางถอยอีกแล้ว
ขณะที่นางยังจมอยู่ในห้วงความคิดเสียงของโม่เหวินหานก็ดังขึ้นอีกครั้ง “แต่มีเรื่องของเจ้าที่เรายังไม่รู้อีกเรื่อง..” เขาเอ่ยเรียบๆ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “เจ้าไปพบหลี่เสวี่ยได้เรื่องใดกลับมาพวกเจ้าปรึกษาอะไรกันหรือ?”
คำพูดนั้นเสียดแทงเข้าไปลึกถึงหัวใจหลิวชิงเซียงเบิกตาเงียบงัน เขารู้แม้กระทั่งว่าหลี่เสวี่ยอยู่ที่ใดเขารู้มากกว่าที่นางคาดคิดไปมาก
บรรยากาศกลางบึงเงียบสงบราวทั้งสวรรค์และปฐพีหยุดหายใจ มีเพียงเสียงน้ำเป็นจังหวะหลิวชิงเซียงเหงื่อซึมเย็นหลัง ฝ่ามือเริ่มชื้นยามอีกฝ่ายกำมือไว้แน่นนางไม่ได้หวั่นเกรงต่อสายตาหรือสถานะของเขา หากแต่กลัวว่าสิ่งที่เขารู้ว่านางไปพบหลี่เสวี่ยก็ย่อมหมายถึงรู้ว่านางไปพบเฉียนอ๋องเช่นกัน
แล้วถ้าเขารู้ว่าเฉียนอ๋องเคยตั้งข้อสงสัยในตัวตนของเขาว่าความจริงแล้ว เทียนหลงฮ่องเต้..อาจจะไม่มีตัวตนอยู่เป็นคนอื่นมาสวมรอยแค่นั้นก็คือไม่ภักดีต่อบัลลังก์แล้ว เพียงความคิดแวบขึ้นใจนางก็วุ่นวาย ริมฝีปากแห้งผากแต่ยังต้องรักษาสีหน้าสงบ
ขณะนั้นเองมือใหญ่ของโม่เหวินหานก็ยกขึ้นลูบศีรษะนางเบาๆเสียงทุ้มของเขาดังขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่กระจ่างชัด “ไม่เป็นไร เรื่องใดที่หลี่เสวี่ยกับเจ้าปรึกษากัน..เราล้วนไม่ใคร่รู้ จากนี้เจ้าจะได้เป็นคนเดิมได้ฝึกวรยุทธ์ไม่ต้องปิดบัง และจะไม่มีใครเรียกเจ้าด้วยนามอื่น หรือหากเจ้าอยากออกนอกวังเราก็จะพาเจ้าเที่ยวบ่อยๆ” เขายังกล่าวอย่างไม่รีบร้อน“หรือหากเจ้าห่วงหลี่เสวี่ยกับเผ่าซาเฟิงข้าก็ช่วยเจ้าได้เช่นกัน ให้พวกนางอยู่ที่ต้าเหว่ยก็ได้ เผ่าซาเฟิงข้าจะดูแลให้”
หลิวชิงเซียงดันโดนขึ้นมองสบตาเขาดวงตารื้นขึ้นสีพร่า แต่เขาก็ยังกล่าวต่อไป คำกล่าวเน้นชัดในตอนท้าย “มีอะไรที่เจ้าต้องการอีกก็จงบอกเรามาเถอะอาชิง..ขอเพียงอย่าทำอะไรเสี่ยงด้วยตัวเอง ให้เราช่วยดูแลเจ้าได้หรือไม่?”
ดวงตาหญิงสาวสั่นไหวทนมองสบสายตาเขาไม่ไหวจึงหลุบลงหลบอีกฝ่าย มือวางแนบขอบกราบเรือ เส้นผมปอยหนึ่งหลุดลงมาข้างแก้มนางปล่อยให้มันพัดละแก้มโดยไม่ปัด
นางจึงเข้าก็ตอนนี้เขาให้ชื่อตำแหน่งของนางว่า “ชิงเฟย” คำว่า ‘ชิง’ คือชื่อแท้ของนางเป็นชื่อที่ไม่มีใครรู้ในแคว้นนี้ แต่เขากลับเลือกคำนี้อย่างไม่ลังเลทุกคนจะได้เรียกนางด้วยนามของตัวนางเอง ยังไม่นับว่าเปลี่ยนกฎวังหลังให้ฝึกยุทธ์ได้อย่างที่นางปรารถนาส่วนเรื่องการออกนอกวังเขาก็พยายามผ่อนปรนให้มากกว่าผู้ใด เขาคิดไว้หมดแล้วทุกทาง
จิตใจที่เคยสร้างกำแพงสูงไว้แน่นหนาบัดนี้กลับหมดทางต่อต้านอีกต่อไป ดวงตาของนางรื้นน้ำใสวาววับคล้ายดวงจันทร์หลบอยู่ใต้ม่านเมฆบางๆ “ข้าสัญญาแล้วว่าจะอยู่กับท่าน..ลืมแล้วหรือ?” น้ำเสียงสั่นแต่จริงใจยิ่งกว่าคำสัญญาใด“แล้วข้าจะทำอะไรเสี่ยงๆ ไปทำไม”
นางยิ้มจางๆ“หลี่เสวี่ยปลอดภัยเผ่าซาเฟิงย่อมมีสุข แต่เรื่องของท่าน จากนี้อย่าเอ่ยกับข้าอีกเลย ข้าไม่สมควรรู้” นางหยุดเล็กน้อย สูดลมหายใจลึก “ไม่รู้ย่อมไม่สร้างปัญหา”
โม่เหวินหานขยับเข้ามาใกล้อีกครั้งดึงร่างนางเข้ากอดไม่ปล่อย แต่หลิวชิงเซียงกลับยอมเอนตัวพิงอกเขาอย่างพร้อมใจราวกับหัวใจทั้งสองดวงที่เคยเก็บงำต่อกัน ในที่สุดก็เรียนรู้จะหาที่พักพิงเสียที
“แต่จะช้าจะเร็วเจ้าก็ต้องรู้เรื่องนี้”เสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้งใกล้หู “ถ้ารู้ไปแล้วจะบอกใครที่เจ้าเห็นว่าสมควรก็แล้วแต่เถิดหากเกิดเรื่องใดๆ เราล้วนพร้อมรับผลทั้งสิ้น” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวด้วยเสียงลึกกว่าก่อนหน้า “ทุกคนมีหน้าที่และความรู้สึกของตนเองหลี่เสวี่ยมาถึงเมืองหลวงได้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางย่อมต้องมีหนี้ที่ต้องจ่ายทุกคนมีพันธะติดหลัง เราเองก็เช่นกัน”
หลิวชิงเซียงฟังแล้วพึมพำออกมาแผ่วเบา“วาจาท่านร้ายกาจไปแล้ว” เสียงบางเบา แต่แฝงอารมณ์ซับซ้อนทั้งละอาย ทั้งจริงใจ
โม่เหวินหานหลุดหัวเราะในลำคอมือที่โอบเอวนางกระชับแน่นน้ำเสียงต่อมากลับเปลี่ยนเป็นจริงจังอีกครั้งเพราะเขาเริ่มเล่าในสิ่งที่มีคนรู้น้อยกว่านิ้วมือข้างเดียวด้วยซ้ำ
“อาชิง สิ่งที่เจ้าเห็นทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้เราก้าวขึ้นบัลลังก์มังกร” เขาเงียบลงทันทีที่จบประโยค
หลิวชิงเซียงที่ซบอกเขาอยู่นิ่งไปราวหนึ่งลมหายใจไม่กล้าเงยมองคนด้านบน ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วอย่างระมัดระวัง “ท่าน..กำจัดองค์ชายสามไปหรือ?”
โม่เหวินหานตอบทันทีไม่มีลังเล ไม่มีบ่ายเบี่ยง “เปล่า..เราสร้างองค์ชายสามขึ้นมาต่างหาก”
คำพูดนั้นก้องอยู่ในโสตประสาทของหลิวชิงเซียง‘สร้างขึ้นมาต่างหาก?’นางนิ่งงันอยู่ในอ้อมแขนนั้น ไม่เอ่ยอะไร ไม่ถอนหายใจแม้แต่ร่างกายยังไม่ขยับเขยื้อน
...
ยามใกล้พระอาทิตย์ลับฟ้าแสงสีทองราวน้ำผึ้งไล้ยอดหญ้าเงียบงันทั่วย่านเรือนขุนนางชั้นนอก หน้าประตูเรือนพักหนึ่งเป็นบ้านเรือนขนาดกลางทหารยามสวมชุดเข้มสองคนยืนตรงอยู่ใต้ซุ้มไม้ไผ่ที่ทอดตัวปกคลุมประตูหลักอย่างเรียบง่ายเรือนหลังนี้เป็นที่พำนักของหลี่เสวี่ยตั้งแต่มาถึงเมืองหลวงในนามสตรีต่างแดนที่ถูกเฉียนอ๋องนำมาฝากไว้เป็นเรือนของสหายสนิทหรือคุณชายหาน
ร่างหนึ่งซึ่งห่มอาภรณ์ผ้าฝ้ายย้อมตัดกับผิวขาวก็เดินมาหยุดลงตรงหน้าประตูหลิวชิงเซียงทอดสายตามองแผ่นป้ายไม้เล็กๆ ที่แขวนไว้เหนือคานประตูพลางลอบถอนหายใจเงียบ ครั้งนี้ได้มาให้ยามอาทิตย์อยู่พอมีแสงจึงการเห็นอาคารชัดตา
นางเดินตรงเข้าหาประตู“ข้าเป็นสหายของแม่นางที่พักอยู่ด้านในข้ามีเรื่องสำคัญต้องพบกับนาง” เสียงของนางชัดเจนหนักแน่นแจ้งความประสงค์
ทหารยามทั้งสองขมวดคิ้วมองกันไปมาอย่างสงสัย ท่าทางของหญิงตรงหน้าน่าจะเป็นผู้มีฐานะหากแต่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ไหนเลยพวกเขาจะปล่อยให้เข้าพบกันง่ายๆ “แม่นางโปรดแจ้งนามกับข้าก่อน..แล้วรอให้ข้าเข้าไปแจ้งภายใน” หนึ่งในนั้นเอ่ยอย่างระแวดระวัง
“เพียงบอกนางว่ามีหญิงคนหนึ่งแจ้งว่าเป็นสหายมาพบนางจะเข้าใจเอง”หลังนางก้าวจบผู้เฝ้ายามเหมือนจะไม่พอใจที่นางไม่ยอมแจ้งชื่อยกมือกันนางให้ออกห่างจากเรือนพักตามระเบียบ
ทันใดนั้นเองเสียงฝีเท้าเบาๆดังมาจากมุมหนึ่งของกำแพงด้านข้าง ร่างของสตรีในชุดสีอ่อนสะอาดห่มทับด้วยผ้าคลุมบางเดินอุ้มแมวตัวหนึ่งผ่านพอดี ขณะสายตาเบนไปเจอภาพหน้าประตู นางชะงักในจังหวะเดียวกับที่หลิวชิงเซียงถูกกันออก
“เดี๋ยวๆ เจ้ามาได้อย่างไร!?” จ้าวเอ่อร์ฉิงร้องออกมาอย่างตกใจรีบเร่งฝีเท้าเข้ามาทันทีแม้ยังอุ้มแมวขาวไว้ในอ้อมแขนมือหนึ่งยื่นออกมาดึงหลิวชิงเซียงเบาๆ “มาทำอะไรที่นี่รีบเข้าด้านในก่อนเถอะ!”นางกวาดตามองไปรอบเรือนอย่างรวดเร็วจนแน่ใจว่าไม่มีใครน่าสงสัยมองอยู่ จึงลากหญิงสาวเข้าเรือนโดยไม่รอฟังคำทัดทาน
พลางตะโกนสั่งคนเฝ้ายามทันทีไม่ต้องรอให้หลิวชิงเซียงเอ่ยใดอีก“ไปตามคุณชายหานมาเร็วเข้า!”
เมื่อหลิวชิงเซียงก้าวพ้นธรณีประตูเข้าด้านในก็พบว่าเรือนภายในตกแต่งเรียบง่ายไม่ต่างกับภายนอก ทว่ามีความสะอาดสะอ้าน สบายตากลิ่นไม้หอมจางๆ ลอยอยู่ทั่ว บ่งบอกหลี่เสวี่ยไม่ได้ถูกละเลยในการอยู่อาศัยที่เมืองหลวง
จ้าวเอ่อร์ฉิงพานางเดินลัดเลาะผ่านระเบียงเรือนก่อนจะถึงห้องเดิมที่หลิวชิงเซียงจำได้ “นายหญิงน้อย! มีคนมาหาเจ้าค่ะ!” เสียงฝีเท้าด้านในดังแว่วนางยังไม่ทันเอ่ยชื่อ อีกฝ่ายก็ปราดออกมาจากห้องทันที
หลี่เสวี่ยในชุดคลุมสีเหลืองรีบพุ่งตัวออกมาด้วยสีหน้าตกตะลึงทันทีที่เห็นเป็นหลิวชิงเซียง ร่างบางของนางก็รีบตรงเข้าโอบกอด “เจ้ามาได้อย่างไร!?” เสียงของนางเต็มไปด้วยความตื้นตันดีใจ“ข้ากับเฉียนอ๋องกำลังวางแผนกันว่าจะพบเจ้าอีกได้อย่างไร!”
ใบหน้าของหลี่เสวี่ยยังคงเต็มไปด้วยความห่วงหาดวงตารื้นน้ำใสด้วยความปลื้มปีติเพราะคิดว่าอาจต้องลาจากโดยไม่อาจพบกันอีก “เพราะเฉียนอ๋องใกล้จะต้องกลับจิงเหยียนแล้วข้าก็อยู่ต่อไม่ได้..”
หลิวชิงเซียงแตะเบาๆบนแขนของอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวเสียงชัด “ข้ามาเพราะมีเรื่องสำคัญจะบอก” นางหยุดพักคำเพียงครู่มองแววตาของหลี่เสวี่ยอย่างแน่วแน่ “ตามเฉียนอ๋องมาก็ดีข้าต้องการพบเขาด้วยเช่นกัน”