นี่ต้องบำเพ็ญเพียรมานานแค่ไหนถึงจะฝึกจนมีร่างเท่าคนและพูดได้แบบนี้
น่าเสียดายมันทำเรื่องผิดพลาดและเลือกคนผิด วันนี้จึงชนแผ่นเหล็กเข้าอย่างจัง
เมื่อครู่มันยังขู่เข็ญให้ผมแต่งตั้งแต่ตอนนี้กลับนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นราวกับกองโคลน ร่างสะบักสะบอมเลือดไหลซึมออกจากปากและจมูก
ขณะที่ผมกำลังจับจ้องมันอยู่ก็พบว่าร่างกายที่มีขนาดเท่ามนุษย์ของมันจู่ๆ ก็เริ่มปล่อยไอสีเขียวออกมา
ไอสีเขียวนี้ค่อยๆลอยออกจากร่างของมัน ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
ผมไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อนจึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย
“อาจารย์ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
อาจารย์ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่สะบัดมือใส่ไอสีเขียวเหล่านั้น
เพียงพริบตาเดียวร่างของเดรัจฉานเฒ่าที่เคยมีขนาดเท่ามนุษย์กลับหดลงจนกลายเป็นขนาดดั้งเดิมของมันนั่นคือขนาดของพังพอนธรรมดาตัวหนึ่ง
ที่เรียกมันว่าเฒ่าเพราะขนของพังพอนตัวนี้ออกจะซีดขาวไปมากแล้ว โดยเฉพาะหนวดรอบปากล้วนแต่เป็นสีขาวโพลนทั้งสิ้น
“อาจารย์ นี่คือร่างที่แท้จริงของมันใช่ไหม” ผมเอ่ยถามอีกครั้ง
ปกติภาพแบบนี้มีให้เห็นแค่ในโทรทัศน์ผมไม่คิดว่าตัวเองจะได้เห็นกับตาจริงๆ
“ถูกต้อง นี่คือร่างจริงของมัน เมื่อครู่เป็นเพียงร่างแปลงเท่านั้น” อาจารย์พูดด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
ขณะเดียวกันก็ขยับเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วพูดต่อว่า “เสี่ยวเจียง อาจารย์จะสอนบทเรียนให้นายอีกข้อหน้าที่ของเราต้องทำให้ถึงที่สุด นำส่งพุทธก็ต้องส่งให้ถึงตะวันตกการตัดหญ้าก็ต้องตัดรากถอนโคนให้หมด”
จบคำอาจารย์สะบัดมือขึ้นกลางอากาศ
ผมรู้สึกถึงสายลมประหลาดที่โหมกระหน่ำใส่หน้าในเสี้ยววินาที
เสียงหวีดหวิวของสายลมดังก้องไปทั่วบริเวณ
อาจารย์ใช้มือข้างหนึ่งกอบอากาศไว้ราวกับจับบางสิ่งได้...
ผมเห็นอาจารย์หรี่ตาลงเล็กน้อยและในมือที่คว้าอากาศไว้ จู่ๆ ก็ปรากฏเป็นพังพอนโปร่งแสงตัวหนึ่ง
พังพอนตัวนั้นดิ้นรนขัดขืนด้วยความหวาดกลัวแต่ไม่อาจหนีจากมือของอาจารย์ได้
ผมอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงสิ่งที่อาจารย์จับไว้คือวิญญาณของมันหรือ
“ท่านนักพรต โปรดเมตตาด้วย! ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!”
เสียงร้องของพังพอนดังแว่วขึ้นแม้ร่างกายของมันจะโปร่งแสงแต่ผมสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันถูกอาจารย์กำไว้แน่น
ทว่าอาจารย์กลับไม่แสดงท่าทีเห็นใจแม้แต่น้อยเขายืนหันหลังให้ผมก่อนจะพูดขึ้นว่า “เสี่ยวเจียงในสายงานของเรา สิ่งที่ต้องห้ามที่สุดคือเมตตา มันหมายจะฆ่าล้างครอบครัวนายนายจึงต้องไร้ความปรานีต่อมันเช่นกัน”
“ข้า...ข้าเป็นอสูรน้อยจากเขาไป๋อู่...” พังพอนพยายามเอ่ยอย่างร้อนรน
แต่ไม่ทันที่มันจะพูดจบอาจารย์ก็ตัดบททันที
“ฉันไม่สนว่าแกมาจากเขาไหน ถ้ากล้าแตะต้องศิษย์ของฉันก็ต้องชดใช้” พูดจบ อาจารย์เพิ่มแรงบีบ
เสียงกรีดร้องดังโหยหวน ตามมาด้วยเสียง “ปัง” คล้ายลูกโป่งแตก
พังพอนที่อยู่ในมืออาจารย์พลันระเบิดกลายเป็นเปลวเพลิงสีเขียวลอยกระจายไปในอากาศ
ลมพายุที่เคยโหมกระหน่ำเมื่อครู่สงบลงทันทีบรรยากาศรอบข้างกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
อาจารย์ไร้ความลังเลเขามือหนักและเด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูรอดชีวิต
นี่คือบทเรียนที่อาจารย์สอนผมด้วยตนเอง
หลังจากทำลายวิญญาณของพังพอนอาจารย์ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากนั้นเขาก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอย่างใจเย็น
แต่สำหรับผมนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอสูรตัวหนึ่งถูกทำลายลงต่อหน้าต่อตาแถมยังเป็นการทำลายที่ไม่เหลือแม้แต่จิตวิญญาณ
ผมกลืนน้ำลายก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยถามอาจารย์ว่า“อาจารย์ ท่านพูดถึง ‘ตั้งตาย’ และเรื่องที่มันต้องการให้ผมตายทั้งครอบครัวนั่นหมายความว่าอะไร”
อาจารย์ปรายตามองศพของพังพอนก่อนจะกล่าวว่า “การขอแต่งตั้งเป็นการขอพลังชีวิตอย่างหนึ่ง ถือเป็นทางลัดของพวกสัตว์เดรัจฉานในการฝึกตน โดยพวกมันจะเลือกคนที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาหรือเงื่อนไขเฉพาะเพื่อทำพิธีขอแต่งตั้ง ซึ่งแบ่งออกเป็นตั้งตายกับตั้งเป็น
“การตั้งตายคือสิ่งที่มันพยายามขอจากนายเมื่อครู่มันต้องการให้นายทำพิธีมอบยศเทพหรือเซียนให้ แต่นายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาแถมยังใช้ชีวิตโดยไม่เข้าใจอะไรเลยจะมีสิทธิ์ที่ไหนไปแต่งตั้งมันเป็นเทพหรือเซียนล่ะ
“ดังนั้นหากนายยอมทำตาม ไม่ใช่แค่ตัวนาย แม้แต่ครอบครัวของนายก็จะถูกมันขโมยโชคลาภไปด้วย หากโชคลาภไม่พอ มันจะใช้ชีวิตของพวกเขาแทน สุดท้ายแล้วครอบครัวนายจะต้องตายหมด นี่แหละที่เรียกว่าการแต่งตั้งด้วยชีวิต นี่คือ ‘ตั้งตาย’ ”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นผมก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเย็นเยียบ
โชคดีที่เมื่อครู่ผมไม่ได้เผลอตอบตกลงไปอย่างไร้สติ มิฉะนั้นคงไม่ใช่แค่ตัวผมที่เคราะห์ร้ายแต่คงพลอยทำให้ปู่และญาติๆ ที่บ้านเดือดร้อนไปด้วย
อาจารย์เห็นผมยังมีสีหน้าหวาดหวั่นอยู่ก็หัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “ดีที่ไอ้หนุ่มอย่างนายไม่โง่ ไม่ได้ตอบรับมันมั่วๆ แถมยังทำลายพลังของมัน และทำให้มันบาดเจ็บอีกด้วย
“เจ้าพวกเดรัจฉานเฒ่าเหล่านี้ หากพวกมันพลาดพลั้งในการขอแต่งตั้ง แต่สามารถฆ่าผู้ที่ควรเป็นผู้แต่งตั้งได้พร้อมทั้งกินเลือดเนื้อคนคนนั้น พลังที่พวกมันเสียไปก็จะได้รับการเติมเต็มกลับคืน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงพยายามฆ่านายให้ได้เมื่อครู่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไม่มีภัยคุกคามอีกต่อไป”
ผมพยักหน้าแล้วถามต่อว่า“อาจารย์ แล้ว ‘การตั้งเป็น’ คืออะไรเหรอ”
อาจารย์สูบบุหรี่หนึ่งฟอดก่อนจะตอบว่า “การตั้งเป็น คือการที่มันถามว่ามันเหมือนมนุษย์หรือไม่ หากตอบว่าเหมือน อย่างมากก็แค่เสียโชคลาภเพียงเล็กน้อย หากมันล้มเหลวพลังก็ลดลงเพียงเล็กน้อยเช่นกัน และฉันก็ไม่จำเป็นต้องลงมือจนทำให้มันสูญสลาย
“ปกติแล้วหากคนในสายของเราพบเจอก็มักจะถือโอกาสสร้างความสัมพันธ์อันดี บางครั้งก็ช่วยเหลือพวกมันไปบ้าง ถือเป็นบุญกุศลร่วมกัน แต่เจ้าเดรัจฉานตัวนี้จิตใจไม่ซื่อตรง สมควรตายโดยไม่มีข้อแก้ตัว”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นผมก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความแตกต่างระหว่างการตั้งเป็นกับตั้งตายคืออะไร และจดจำคำสอนของอาจารย์ไว้ให้มั่น
เมื่อเห็นว่าผมสงบลงแล้วอาจารย์จึงเอ่ยถามอีกครั้ง “เอาละ มาคุยเรื่องสำคัญกัน ตอนที่นายลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคืออะไร เป็นก้อนหินหรือกิ่งไม้?”
อาจารย์ถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับกำลังคาดหวังคำตอบบางอย่าง
ผมรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปที่ซากงูที่อยู่ไม่ไกล “อาจารย์ สิ่งแรกที่ผมเห็นคือซากงูตัวนั้น”
“ซากงู?”เมื่ออาจารย์ได้ยินคำตอบใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มกลับแปรเปลี่ยนไปในพริบตา
“ใช่ตัวที่ถูกพังพอนแทะกินนั่นแหละ” ผมตอบตามความจริง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของอาจารย์ ผมก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องดีเสียแล้ว
“อาจารย์มีอะไรไม่ดีหรือ” ผมลองถามอย่างลังเล
อาจารย์ไม่ได้ตอบในทันทีแต่ยกมือขวาขึ้นแล้วเริ่มคำนวณบางอย่าง ริมฝีปากขยับราวกับกำลังพึมพำกับตัวเอง “งูคือสัญลักษณ์ของมะเส็งคือไฟในห้าธาตุ ทิศใต้ก็เป็นไฟ ไฟทางใต้สัมพันธ์กับซากงูนี้มันหมายถึงไฟที่ดับมอดหรือไฟแห่งวิญญาณกันแน่? ไม่ถูกต้อง...ซากงูเผยให้เห็นทั้งเลือดเนื้อ และกระดูก ไฟที่ดับมอดหมายถึงความตายของมนุษย์ ขีดสุดแห่งลางร้าย...”
สีหน้าของอาจารย์เคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆการคำนวณของเขาเร็วขึ้นจนมือเดียวไม่พอ ต้องใช้มืออีกข้างช่วย
ผมยืนมองอยู่ข้างๆอย่างตกตะลึง
ถึงแม้ผมจะไม่เข้าใจหลักการของห้าธาตุแต่จากคำพึมพำของอาจารย์ ก็รู้ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีแน่
ผมไม่ได้รบกวนอาจารย์เพียงยืนดูอยู่ข้างๆ เฝ้ารอผลลัพธ์จากการคำนวณ
ผ่านไปกว่าสิบนาทีทันใดนั้นอาจารย์ก็สบถออกมา “ช่างแม่มมันเถอะ คิดไม่ออกโว้ย!”
ผมตกใจที่จู่ๆอาจารย์ก็อารมณ์เสียและสัมผัสได้ทันทีว่าสถานการณ์นี้ร้ายแรง จึงรีบเอ่ยถาม “อาจารย์ทำไมถึงเลิกคำนวณแล้วล่ะ มันร้ายแรงมากเลยหรือ”
อาจารย์เหลือบมองผมด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายก่อนตอบอย่างหงุดหงิด “คำนวณไม่ได้ ยังจะให้คิดต่อไปอีกหรือไง ช่างมันไปเถอะ ไหนๆ นายก็เห็นซากงูแล้ว ก็ถือว่าเป็นสัญญาณจากบรรพจารย์ไปแล้วกัน
“งูตายคือไฟที่ดับมอดไฟที่ดับมอดหมายถึงความตายของมนุษย์ นี่อาจเป็นคำเตือนจากบรรพจารย์ว่า เส้นทางของนายอาจเต็มไปด้วยอุปสรรคจำไว้ให้ดี จากนี้ไปจงหลีกเลี่ยงการข้องเกี่ยวกับคนที่มีพลังธาตุน้ำ แล้วนายจะปลอดภัย...”