[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน

    บทที่ 38 สนใจเครื่องทอผ้า

    บทที่ 38 สนใจเครื่องทอผ้า


    หลังจากเหวินฮุ่ยอธิบาย จ้าวผิงถึงค่อยเข้าใจ


    ที่แท้การค้นและยึดทรัพย์สินในสมัยต้าเว่ยนั้นไม่ต่างจากยุคที่เขาจากมา ล้วนเป็นเพียงเรื่องการโกงกินกันจนอ้วนพลี


    นายอำเภอนั่งสั่งการที่จวนว่าการ ให้เจ้าหน้าที่ทางการออกไปริบทรัพย์ พวกของชิ้นใหญ่นั้นจะตกเป็นของนายอำเภออย่างหวงเฟิงเหนียน


    อันได้แก่ โฉนดบ้าน ธัญพืช สัตว์เลี้ยง เงินและเครื่องประดับ ของพวกนี้ต้องส่งมอบให้นายอำเภอ


    ส่วนของชิ้นเล็ก เจ้าหน้าที่ทางการสามารถจัดการได้ ได้แก่ เศษเงิน เหรียญทองแดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของแต่งบ้าน หม้อ กระทะ มีดทำครัว เคียว เป็นต้น


    การมายึดทรัพย์บ้านหลังใหญ่ มารอบหนึ่งก็อาจทำเงินได้หลายตำลึง นั่นยังได้มากกว่าเงินเดือนพวกเขาทั้งปีเสียด้วยซ้ำ


    และแม้จะเป็นบ้านหลังเล็กอย่างบ้านหูซิงเย่ ก็ยังหาเงินได้หลายร้อยอีแปะ


    ส่วนของที่ขนไปไม่ได้ ก็จะขายเสียตรงนั้นเลย


    เลือกซื้อของที่เหวินฮุ่ยพูด ก็หมายถึงเช่นนี้


    “สามี หัวหน้าหมู่บ้านมีเครื่องทอผ้าสองเครื่อง ข้าอยากจะซื้อกลับมา เพียงแต่เงิน ...”


    เหวินฮุ่ยพูดไป ใบหน้าก็แดงขึ้นมา


    ยังไม่ทันจะแต่งเข้าเรือนอย่างเป็นทางการเลย ก็ขอเงินสามีแล้ว น่าขายหน้าที่สุด


    “งั้นพวกเราไปกันเถอะ”


    พูดถึงเครื่องทอผ้าขึ้นมา จ้าวผิงก็สนใจทันที


    ราชวงศ์ต้าเว่ยควบคุมเรื่องยาเข้มงวดเกินไป คิดจะหาความร่ำรวยจากการขายยาเป็นเรื่องยากยิ่ง


    แต่กลับสามารถอาศัยความรู้ทางการแพทย์ฆ่าพวกแพะรับบาปที่ร่ำรวยเหมือนอย่างตระกูลเถียนได้


    น่าเสียดายที่แพะรับบาปที่ร่ำรวยเช่นนั้นไม่ได้มีอยู่ทั่วไป


    โดยเฉพาะอำเภอเล็ก ๆ ที่ยากจนและอยู่ห่างไกลเช่นนี้ การมีโอกาสได้เจอเถียนฟู่ไห่ คงจะเป็นเพราะว่าเขามีออร่าโดดเด่นติดตัวมา


    จ้าวผิงไม่อยากเอาแต่หวังพึ่งโชค


    ดังนั้นเขาเลยเปิดช่องทางหาเงินที่สอง นั่นก็คือขายเหล้า


    ทว่าจากนั้นข้อจำกัดของเหล้าก็เข้มงวดเช่นกัน


    อย่างเช่นวันนี้ตอนไปซื้อเหล้า คนขายบอกว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะขายให้จ้าวผิง


    พอถามถึงสาเหตุ ก็เป็นเพราะข้อจำกัดของราชวงศ์เว่ย


    เหล้าของราชวงศ์ต้าเว่ยล้วนหมักมาจากการธัญพืช


    ในยุคสมัยนี้ ธัญพืชยังมีไม่พอคนกินด้วยซ้ำ แล้วจะไปเอาจากไหนมาหมักเหล้าได้ 


    แต่เหล้าก็เป็นของที่ขาดไม่ได้


    ตั้งแต่บัณฑิต ขุนนาง ชนชั้นสูง เชื้อพระวงศ์ต่าง ๆ ล้วนต้องการเหล้าเพื่อเพิ่มรสชาติให้ชีวิตทั้งสิ้น


    โดยเฉพาะบัณทิต ตอนท่องบทกวี มักจะใช้เหล้ามาเริ่มอุ่นเครื่อง


    จิตรกรเอง ตอนเมากึ่ม ๆ ก็ใช้พู่กันสาดน้ำหมึกจนกลายเป็นผลงานชั้นยอดสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ดีที่สุดเช่นกัน


    ด้วยเหตุนี้ราชงศ์ต้าเว่ยจึงจำกัดการหมักเหล้า


    ถ้าหากอยากจะหมักเหล้า จำเป็นต้องมีหนังสือทางการรับรอง


    ขุนนางก็จะระบุกำลังการหมักเหล้าให้สอดคล้องกับขนาดโรงงาน หากหมักเกินจำนวน ก็จะโดนลงโทษ ทั้งยังเป็นโทษร้ายแรงอีกด้วย


    อำเภออวิ๋นอันเป็นแค่อำเภอเล็ก ๆ กำลังการหมักเหล้าจึงมีจำกัด


    จ้าวผิงมาซื้อเหล้าแต่ละครั้ง ล้วนแล้วแต่เหมายกเกวียนกลับไป จนสินค้าคงคลังหมด


    เหล้าที่เหลือ จึงให้ได้เฉพาะจวนว่าการอำเภอ ครอบครัวที่ร่ำรวย และพวกแขกที่มาเยือนเป็นครั้งคราว


    ไม่สามารถขายให้จ้าวผิงได้อีก


    เรื่องนี้ทำให้จ้าวผิงกลุ้มใจมาก


    แต่ก็ทำอะไรไม่ได้


    ยังดีที่บ้านยังพอมีเหลือเก็บอยู่ สามารถหมักเหล้าได้อีกหลายสิบไห


    ถ้าแต่ละไหขายได้หนึ่งพันตำลึงเหมือนที่ขายให้ตระกูลเถียน ก็จะได้หลายหมื่นตำลึง และนั่นก็เพียงพอจะรับมือกับชีวิตตอนนี้ได้


    กระนั้นก็ไม่สามารถนั่งบนกองเงินกองทองโดยเปล่าได้


    ด้วยเหตุนี้ระหว่างทางกลับบ้าน จ้าวผิงก็คิดถึงช่องทางการหาเงินที่สาม


    ตั้งใจว่าจะทำน้ำตาลทรายและสบู่หอมก่อน


    นั่นเป็นของที่คนทะลุมิติมาจำเป็นต้องเตรียม


    ขอแค่ทำออกมาได้ อย่างไรก็ขายดีแน่นอน


    ตอนได้ยินคำพูดของเหวินฮุ่ยเรื่องเครื่องทอผ้า จ้าวผิงก็คิดถึงช่องทางหาเงินที่สี่ออก 


    สิ่งนี้ไม่เพียงแต่หาเงินได้ด้วยตัวเอง แต่ยังสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องแรงงานด้วย


    แรงงานพวกนั้นต่างต้องพึ่งพาตัวเอง อีกหน่อยถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จะได้ยืนหยัดด้วยตัวเองได้


    ดังนั้นพอจ้าวผิงได้ยินเหวินฮุ่ยพูดขึ้น เขาเองก็ตื่นเต้นขึ้นมา


    เขาไม่สนใจคนรอบข้างและพวกเซี่ยเฉวียน จูงมือเหวินฮุ่ยวิ่งไปทางบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านทันที


    ปรากฏว่าบ้านหูซิงเยี่ยโดนยึดทรัพย์จริง


    ทุกคนในตระกูลหูนำโดยหูคุนถูกมัดตัวไว้ น้ำตาไหลพราก มองดูพวกเจ้าหน้าที่ทางการเดินเข้าออก ย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านตระกูลหูไป


    ไม่เว้นแม้แต่เตียงนอน


    ด้านนอกมีเจ้าหน้าที่ทางการสองคนยืนเฝ้าข้าวของอยู่ตรงนั้น


    ข้าง ๆ ก็มีคนในหมู่บ้านมาถามราคา


    ถ้าตกลงราคาได้ก็ซื้อขายกันตรงนั้นเลย


    บางคนไม่มีเงิน ก็เอาของมาแลก


    พวกของที่ไม่สามารถขนไปได้ก็โดนขายเกือบทั้งหมด เงินก็เข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่ทางการพวกนั้น


    จ้าวผิงเห็นเครื่องทอผ้าสองเครื่อง เขารีบวิ่งเข้าไปถามราคา


    “เจ้าต้องการสิ่งนี้หรือ?”


    เจ้าหน้าที่ทางการประเมินดูจ้าวผิง พลางพูดอย่างดูถูก “เครื่องทอผ้าเป็นของราคาแพง เจ้ามีปัญญาซื้อหรือ?”


    “มีปัญญาซื้อหรือไม่ ...”


    จ้าวผิงยังพูดไม่จบก็โดนเหวินฮุ่ยลากกลับไป จากนั้นเหวินฮุ่ยก็เดินเข้าไปถาม “ท่านเจ้าหน้าที่ สามีข้าแค่ถามราคาดู ท่านว่ามาเถอะ”


    “ถ้าเหมาะสม พวกเราจะเอาของมาแลก หากไม่เหมาะสมพวกท่านก็ไม่ได้เสียหายกระไรใช่หรือไม่?”


    “อีกอย่าง เครื่องทอผ้าใหญ่เพียงนี้ คงเอากลับอำเภอลำบาก เส้นทางก็ไม่เรียบ โดนกระแทกไปมาอาจจะเกิดความเสียหายได้ ...”


    ถ้าเรื่องการสื่อสารต่อรองนั้น ต้องดูเหวินฮุ่ยเป็นตัวอย่าง


    นางไม่เพียงถามราคามาได้ แต่ยังต่อรองราคาลงไปได้อีกห้าตำลึง


    เดิมทีเครื่องทอผ้าเก่า ๆ เครื่องหนึ่งตั้งราคาไว้สิบห้าตำลึง สองเครื่องสามสิบตำลึง


    เหวินฮุ่ยต่อเหลือยี่สิบห้าตำลึง แล้วเลี้ยงพวกเขาให้กินจนอิ่มอีกหนึ่งมื้อก็สำเร็จแล้ว


    ตอนนี้พวกเซี่ยเฉวียนก็มาถึงพอดี จ้าวผิงเลยเรียกพวกเขาช่วยยกเครื่องทอผ้าไป โดยให้ยกไปสถานที่ทำงานของหลู่ซิวแทน


    “สามี ท่านเอาเครื่องทอผ้ามาไว้ที่นี่ทำไมหรือ?”


    เหวินฮุ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “จะให้ข้ากับพี่เมิ่งหรูมาปั่นด้ายที่นี่ทุกวันไม่ได้นะ”


    “ข้าอยากจะรื้อแล้วประกอบใหม่” จ้าวผิงตอบ


    “รื้อ?” เหวินฮุ่ยพูดด้วยความเสียดาย “ไม่ได้ พวกเราเสียเงินซื้อไปตั้งยี่สิบห้าตำลึง ถ้าประกอบไม่ดี ไม่ใช่ว่าเสียเงินไปเปล่า ๆ หรือ?”


    “ฮ่า ๆ”


    จ้าวผิงหัวเราะแล้วพูด “ถ้าไม่ทิ้งสิ่งเก่าไป สิ่งใหม่ก็จะไม่มา รอข้าประกอบใหม่ให้เจ้าเห็นก็จะรู้เอง รับรองว่าเจ้าต้องประหลาดใจมากแน่นอน”


    เห็นจ้าวผิงพูดเช่นนี้ เหวินฮุ่ยก็ไม่พูดอะไรต่อ


    สามีตัวเอง ไม่เพียงแต่มีวิชาการแพทย์สูงส่ง แต่ยังทำเหล้าและยังฆ่าเสือได้อีกด้วย


    แม้ไม่รู้ว่าเขาจะจัดการทำเครื่องทอผ้าใหม่ออกมาเป็นอย่างไร ทว่าแววตาเธอพลันเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง


    ที่นี่ไม่มีเรื่องให้เหวินฮุ่ยจัดการอีก นางจึงกลับบ้านไปทำอาหาร


    แน่นอนว่าอาหารก็ต้องอร่อย


    พวกเจ้าหน้าที่ทางการต่างกินด้วยความพอใจ และประทับใจบ้านจ้าวผิงมาก


    จ้าวผิงไม่ได้สนใจเรื่องไม่สลักสำคัญเหล่านั้น กลับเอาแต่หลบอยู่ในห้อง ทำงานศึกษาเครื่องทอผ้าด้วยกันกับหลู่ซิวและหลู่ต้าชาน


    เครื่องทอผ้าสมัยราชวงศ์ต้าเว่ยนั้นเก่ามาก


    มีแกนหมุนอันเดียว มือหนึ่งหมุนเพลา อีกมือปั่นด้าย ทอผ้าได้ช้านัก


    จ้าวผิงจึงปรึกษากับพ่อลูกตระกูลหลู่ ดูว่าสามารถปรับปรุงได้อีกหรือไม่


    อย่างน้อยก็ต้องใช้เท้าถีบ หากปล่อยมือสองข้างออก จะทำให้ความเร็วในการปั่นด้ายมากขึ้น ถ้าเพิ่มแกนอีก ความเร็วก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น


    ปรากฏว่าสองพ่อลูกตระกูลหลู่ต่างทำหน้าอึ้ง แม้จะเข้าใจความหมายที่จ้าวผิงพูด แต่พวกเขาคิดว่าตนเองคงทำไม่ไหว


    ทั้งสองเป็นเพียงช่างไม้ในหมู่บ้านเล็ก ๆ


    ทำเตียง ทำตู้โต๊ะ ของพวกนี้ยังพอทำได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องเครื่องทอผ้ากลับทำไม่ได้เลย


    ตอนนี้จะมาให้ปรับปรุงเพลา ยิ่งไม่มีทาง


    จ้าวผิงทำอะไรไม่ได้มากนัก เลยวาดรูปให้พวกเขาดูอีกครั้ง


    พิพิธภัณฑ์มีเครื่องทอผ้าแบบใช้เท้าเหยียบ โชคดีที่จ้าวผิงเคยเห็น แม้จะลืมไปบ้างแล้ว การคิดจะวาดรูปทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ทำได้เพียงแก้ไขจากเครื่องทอผ้าที่มีอยู่ตอนนี้


    แต่ถึงอย่างนั้นพ่อลูกตระกูลหลู่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี


    กระนั้นจ้าวผิงก็เชื่อ ด้วยหลักการที่เขาให้ไป บวกกับการรื้อและประกอบเครื่องทอผ้าสองเครื่องนี้หลายครั้งสักหน่อย เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่


    จนกระทั่งถึงเวลากินมื้อเย็น ถึงค่อยคิดหาวิธีจัดการได้


    จ้าวผิงจึงปล่อยให้พวกเขาสองคนได้ลองทำด้วยกัน ส่วนตนก็กลับบ้านไปกินข้าว


    แต่หลังกินข้าวเย็นเสร็จ เขาก็พบปัญหาใหม่


    บ้านนี้หลังเล็กเกินไป…


    บ้านดินนี้มีเพียงสามห้องเท่านั้น ห้องครัวทำจากกิ่งไม้ที่มัดรวมกัน ไหนจะมีกระท่อมที่สร้างไว้ชั่วคราวอีก


    กระนั้นด้วยจำนวนคนในบ้านมีเยอะถึงเพียงนี้


    ห้องหลักสำหรับเขา เหวินฮุ่ย หลิ่วเมิ่งหรูและจ้าวเสียวเสี่ยวอยู่


    อวิ๋นหม่านอยู่ห้องครัว ส่วนเฉียนลิ่วอยู่กระท่อม


    พวกเซี่ยเฉวียนทั้งสี่คนไม่มีที่อยู่ จ้าวผิงให้พวกเขากลับบ้านตัวเองไปก่อน แต่หากหมาจิ่วบุกมาตอนกลางคืน การจะให้ไปเรียกพวกเขาก็คงไม่ทัน


    เซี่ยเฉวียนก็พบปัญหานี้เช่นเดียวกัน เลยหัวเราะแล้วพูดขึ้นมา “นายท่านจ้าว ท่านกังวลว่าพวกข้าจะไม่มีที่นอนใช่หรือไม่?”


    “ฮ่า ๆ ๆ ข้า เซี่ยหยางและหลิวมู่อวิ๋นเป็นนายพราน นอนในภูเขาเฝ้าสัตว์อยู่เป็นประจำ พี่เมิ่งก็เป็นทหารเก่า จะอยู่ที่ไหนเขาก็รับมือได้ทั้งนั้น”


    “รอสะสางเรื่องหมาจิ่วเรียบร้อย พวกข้าจะไปอยู่ที่บ้านอวิ๋นหม่าน”


    “บ้านเขาอยู่ไม่ไกลจากบ้านท่าน หากมีเรื่องอะไรเพียงแค่ท่านตะโกนเสียงดังหน่อย พวกข้าก็ได้ยินแล้ว สามารถมาได้ตลอดเวลา”


    “ไม่ …” จ้าวผิงส่ายหน้า “ข้าจะสร้างบ้าน”


    “สร้างบ้าน?”


    เซี่ยเฉวียนนึกว่าจ้าวผิงก็จะให้พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านด้วย เลยซาบซึ้งมาก “ไม่ต้องลำบากท่านขนาดนั้น...”


    “จำเป็นต้องสร้าง”


    จ้าวผิงยืนหยัด “เหล้าของพวกเราแพงขนาดนี้ จะเอาไว้ที่ลานก็ไม่ค่อยปลอดภัย”


    “อีกอย่างข้ายังศึกษายาบางชนิดอยู่ ของพวกนั้นจำเป็นต้องวางไว้ในที่ชื้นไม่มีแสงส่องถึง และไม่สามารถให้ใครแตะต้องได้ จำเป็นต้องไว้ในห้องแยกออกมา”


    “ข้ายังคิดจะสร้างห้องทำงาน หากไม่ได้สร้างบ้านก็คงทำไม่ได้”


    “ไม่เพียงแค่สร้าง แต่ต้องสร้างหลังใหญ่ และเป็นบ้านอิฐ”


    “เซี่ยเฉวียน ท่านมีคำแนะนำหรือไม่ อย่างการเลือกสถานที่ หรือคนงานต่าง ๆ”


    จ้าวผิงวางแผนจะให้หมู่บ้านซีผิงเป็นฐานที่มั่นของตัวเอง ถึงแม้จะห่างไกล แต่ความห่างไกลก็มีข้อดี


    นั่นคือไม่มีใครสนใจพวกเขา


    มีเพียงนายอำเภอคนเดียวแล้วยังโลภเงินอีก การให้เงินเท่าที่ฝ่ายนั้นต้องการ เขาย่อมยอมหลับตาข้างเดียวได้


    จ้าวผิงคิดว่าใช้สถานที่เช่นนี้สร้างกองทัพหนึ่งพันคนก็ไม่ใช่ปัญหา


    แล้วยังมีโรงงานอีก ทั้งหมดนี้สามารถกลายเป็นฐานที่มั่นของเขาได้เลย


    “พี่เฉวียน ท่านรอก่อน ข้าจะวาดรูปให้ จากนั้นท่านช่วยหาคนมาช่วยสร้าง ยิ่งเร็วยิ่งดี ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน เพียงจัดการตามที่ข้าบอกเป็นพอ”


    พูดไป จ้าวผิงก็หาพู่กันที่เพิ่งซื้อมา ก่อนเริ่มวาดภาพ…

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน ที่คุณอ่าน