จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 203 ความสอดคล้องวิญญาณ

            จากภายนอกไม่อาจรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในประตูได้ระหว่างที่รอคอยไป๋หยุนเฟยกลับออกมา โค่วฉางคงและผู้อาวุโสคนอื่นจึงได้แต่สับสนกังขา

            “นี่ก็ชั่วยามครึ่งแล้วไฉนไป๋หยุนเฟยจึงยังไม่กลับมา? หรือจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดกับมันด้านใน?”หวงฝู่หนานอดไม่ได้ต้องเอ่ยถามขณะที่สายตาจับจ้องไปที่ประตู

            “ไม่น่าเป็นไปได้เจ้าก็ทราบดีว่าในที่นั้นไม่มีอันตรายที่แท้จริงอยู่...”โค่วฉางคงสั่นศีรษะปฏิเสธต่อคำถามของหวงฝู่หนาน มันเองก็ประหลาดใจต่อเรื่องนี้ไม่น้อยไปกว่ากัน“แต่ว่านานเกินไปแล้ว ด้านในมีเพียง‘การทดสอบ’และ ‘การหลอมชำระ’เท่านั้นไม่มีอย่างอื่นอีกไม่สมควรจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นได้หรือบางทีมันอาจมีเหตุผลที่รั้งอยู่ด้านในก็ได้?”

            “เรื่องนี้ไม่อาจละโมบได้หรือมันจะเข้าใจว่าสามารถรั้งอยู่เพื่อจะได้รับ‘โอกาส’อีกครั้ง?” หวงฝู่หนานถามขึ้น

            โค่วฉางคงสั่นศีรษะ “รอดูเถอะหากอีกชั่วก้านธูปยังไม่ออกมา ข้าจะปิดประตูเพื่อบังคับให้มันออกมา”

            ……

            ผ่านไปราวชั่วน้ำเดือด

            ได้ยินเสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากอีกฝั่งประตูจากนั้นไม่ถึงอึดใจไป๋หยุนเฟยก็เดินประตูออกมาด้วยสีหน้านิ่งสงบ

            ที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ทุกคนที่ได้เห็นก็คือไป๋หยุนเฟยกลับเปลี่ยนการแต่งกายไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ---มันสวมปลอกแขนไว้บนแขนทั้งสองข้าง มือขวาที่สวมถึงมือแผดสุริยันก็กุมกระชับทวนเปลวอัคคีไว้แนบแน่นแทนที่จะเก็บไว้ในแหวนช่องมิติ

            เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าโค่วฉางคงไป๋หยุนเฟยก็ค้อมศีรษะคารวะอย่างนอบน้อม “ท่านอาจารย์ศิษย์ประสบความสำเร็จสามารถหลอมวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวสำเร็จแล้ว!”

            แม้จะยังประหลาดใจว่าไฉนไป๋หยุนเฟยจึงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเช่นนี้แต่โค่วฉางคงกลับไม่เอ่ยปากถาม เพียงพยักหน้ากล่าวว่า “ดี ทำได้ดี สายตาข้ายังไม่ฝ้าฟางที่เห็นว่าพรสวรรค์เจ้าไม่ด้อยกว่าจือชิว...”

            หลังจากกวักมือเรียกเย่จือชิวก็กล่าวว่า“จือชิว มาด้านหน้า”

            เย่จือชิวขยับมายืนข้างกายไป๋หยุนเฟยก่อนจะค้อมศีรษะคารวะ

            “บอกมาว่าเจ้าเผชิญสิ่งใดในถ้ำและเจ้าได้รับสิ่งใดมา”

            “ทราบแล้ว!”เย่จือชิวรับคำ จากนั้นจึงสะบัดมือขวา แล้วกระบี่ยาวสีน้ำเงินซึ่งมันเลือกมาก่อนหน้านี้ก็ปรากฏขึ้นในมือแสงน้ำเงินสดใสที่แผ่จากคมกระบี่แฝงพลังธาตุลมอยู่แผ่วบาง“ศิษย์ผ่านการต่อสู้หกระลอกจึงค่อยหลอมอาวุธวิญญาณเฉพาะตัวได้สำเร็จและกระบี่เล่มนี้ก็ยกระดับสู่ชั้นนภาระดับกลาง!”

            เมื่อถ่ายทอดพลังวิญญาณลงไปกระบี่ก็เริ่มสั่นพร้อมกับครางกระหึ่ม แสงสีน้ำเงินบนตัวกระบี่ก็เข้มข้นขึ้นพร้อมกับแสดงพลังของกระบี่ชั้นนภาระดับกลางออกมา

            บนใบหน้าของผู้อาวุโสทุกคนปรากฏแววตื่นตะลึงจากนั้นหวงฝู่หนานจึงหัวเราะขึ้นเป็นคนแรก “ฮ่า ฮ่า! ประเสริฐมาก! แม้แต่เฟยเหนียนก็ผ่านได้เพียงห้าระลอก... แต่เจ้ากลับผ่านได้ถึงหกประเสริฐมาก!”

            โค่วฉางคงก็พยักหน้าด้วยความพอใจเช่นกันจากนั้นจึงหันไปทางไป๋หยุนเฟย “หยุนเฟย แล้วเจ้าเล่า?”

            ไป๋หยุนเฟยลังเลอยู่ชั่วครู่แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกล่าวออกไปด้วยเสียงอันดังว่า“ศิษย์ผ่านได้เก้าระลอกและหลอมวัตถุวิญญาณสองชิ้นกลายเป็นวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวได้สำเร็จแม้วัตถุวิญญาณที่ได้รับมาหลังจากเข้าสู่สำนักทั้งสองชิ้นจะหลอมไม่สำเร็จแต่ก็ยกระดับขึ้นเช่นกัน!”

            ไป๋หยุนเฟยไม่รีรอรีบถ่ายทอดพลังวิญญาณลงสู่วัตถุวิญญาณทั้งหมดจนปลอกแขนทั้งคู่ ถุงมือแผดสุริยันและทวนเปลวอัคคีก็ส่องแสงเพื่อแสดงพลังต่อทุกคนตรงหน้าอย่างภาคภูมิ

            “นี่...”

            ทุกคนต้องตื่นตะลึงอีกครั้งแม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังไม่ยกเว้น ภายใต้ความสับสน สายตาของชายชราก็หันไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยความตระหนก

            “ชั้นนภาระดับต่ำ!” โค่วฉางคงมองดูทวนเปลวอัคคีในมือไป๋หยุนเฟยก่อนจะรั้งสายตามายังปลอกแขนมีดเพลิง “ชั้นปฐพีระดับสูง...วัตถุวิญญาณเฉพาะตัวสองชิ้น!”

            ผู้อาวุโสใหญ่กวาดตาพิจารณาถุงมือแผดสุริยันและปลอกแขนคืนสนองอย่างละเอียด“ปลอกแขนนั้นชั้นปฐพีระดับกลางและถุงมือชั้นนภาระดับต่ำที่เจ้าเพิ่งได้รับแต่ว่า... ยามนี้พวกมันกลับยกระดับเป็นชั้นปฐพีระดับสูงและนภาระดับกลางแล้ว!”

            หวงฝู่หนานสะท้านใจจนร้องถามต่อไป๋หยุนเฟย“เป็นไปได้อย่างไร?”

            ระหว่างที่ผู้อาวุโสทั้งสามจับจ้องไปที่ไป๋หยุนเฟยด้วยความตกตะลึงซ่งหลินและหลี่เถี่ยชุยก็เพ่งตามองไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าประหลาดพิกล ทั้งคู่ยากจะเชื่อสายตาต่อสิ่งที่ได้เห็นแต่ว่าวัตถุวิญญาณทั้งสี่ตรงหน้ากลับเป็นหลักฐานอันหนักแน่นที่พิสูจน์ว่าสิ่งที่ตนเห็นนั้นเป็นเรื่องจริง...

            ……

            นี่เป็นการตัดสินใจของไป๋หยุนเฟย!

            ก่อนนี้มันเกรงว่าหลังจากเข้าสู่สำนักช่างประดิษฐ์แล้วจะไม่อาจอธิบายถึงพลังอันลึกลับของปลอกแขนมีดเพลิงและทวนเปลวอัคคีได้แม้ว่าเหล่าศิษย์จะสังเกตไม่ออกแต่ว่าเมื่อใช้ออกย่อมไม่อาจปิดบัง ต้องถูกระดับผู้อาวุโสสังเกตออกอย่างแน่นอนดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยจึงผนึกเอาไว้ในแหวนช่องมิติโดยไม่ยอมใช้ออก

            แต่เมื่อได้รับ‘โอกาส’มา ไป๋หยุนเฟยจึงจัดสินใจจะใช้โอกาสนี้เพื่อเปิดเผยพวกมันออกมา! ปลอกแขนมีดเพลิงซึ่งถูกยกระดับขึ้น แม้ไม่อาจเพิ่ม‘ความเชื่อมโยง’ได้เช่นเดียวกับทวนเปลวอัคคี แต่ก็ยังมีพลังที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นด้วย‘โอกาส’ที่ได้รับมานี้... ไป๋หยุนเฟยจึงอัพเกรดถุงมือแผดสุริยันและปลอกแขนคืนสนองเพื่อใช้ดึงดูดความสนใจ

            ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบว่าข้อแก้ตัวนี้จะน่าขบขันหรือไม่แต่เพื่ออนาคตในภายหน้ามันก็จำเป็นต้องทำ มันย่อมไม่อาจซุกซ่อนพลังที่เพิ่มขึ้นของอาวุธทั้งสองได้ตลอดไปหากว่าสามารถใช้เหตุการณ์ในวันนี้เพื่อกลบเกลื่อนก็จะช่วยลดปัญหาให้แก่ตนเองไปอีกไม่น้อย

            เมื่อดูจากสีหน้าของผู้อาวุโสทั้งสามปฏิกิริยาของทุกคนแสดงว่าว่ายังอยู่ในขอบเขตที่จะเชื่อถือได้ ไป๋หยุนเฟยจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก...

            ……

            “โอกาสที่ดีงามเช่นนี้เจ้ากลับปล่อยให้หลุดมือไป! เจ้าคนโง่เง่า! ด้วยพลังที่สามารถยกระดับวัตถุวิญญาณทั้งสี่ได้ถึงเพียงนี้ไฉนเจ้าจึงไม่มุ่งไปที่วัตถุวิญญาณเพียงชิ้นเดียว!”มิคาดว่าคำพูดแรกที่ออกจากปากของหวงฝู่หนานจะไม่ใช่คำชมดังที่ไป๋หยุนเฟยคาดคิดแต่กลับเป็นคำดุด่าตำหนิ

            ใบหน้ามันฉายแววหดหู่ก่อนจะสั่นศีรษะด้วยความผิดหวัง“ช่างละโมบ ละโมบเกินไปจริงๆ!ไฉนเจ้าจึงเลือกที่จะหลอมวัตถุวิญญาณถึงสี่ชิ้น?หากเจ้าจดจ่อกับวัตถุวิญญาณเพียงชิ้นเดียว ลองคิดดูว่าจะสามารถยกระดับพลังและความสอดคล้องวิญญาณขึ้นได้ถึงเพียงไหนกัน! ศิษย์พี่ เรื่องนี้ต้องโทษท่านเช่นกัน!ข้าบอกท่านแล้วว่าพวกเราสมควรอธิบายเรื่องนี้แก่ศิษย์ทั้งหลายแต่ท่านก็ยังทำให้เรื่องซับซ้อนกว่าที่ควรจะเป็น ไฉนปล่อยให้พวกมันเข้าใจด้วยตนเองท่านดูเถอะ! หยุนเฟยต้องเสียโอกาสอันดีไปแล้ว!”

            “เอ่อ...” ไป๋หยุนเฟยว้าวุ่นใจไม่น้อยมันเพียงสามารถเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายได้เพียงเลือนรางที่โทษว่าไฉนจึงใช้โอกาสต่อวัตถุวิญญาณทั้งสี่ชิ้นแต่ว่า... ‘ความสอดคล้องวิญญาณ’มันคืออะไรกันแน่?

            คำพูดของหวงฝู่หนานช่วยเรียกทุกคนให้รู้สึกตัวโค่วฉางคงเผยสีหน้ากระอักกระอ่วนก่อนจะกระแอมออกมาคราหนึ่ง“เป็นเพราะข้าไม่ใคร่ครวญให้รอบคอบเอง คิดไม่ถึงว่า...”

            โค่วฉางคงเองก็คิดไม่ถึงว่าไป๋หยุนเฟยจะมีพลังกล้าแข็งเช่นนี้แต่จะเอ่ยถึงในยามนี้เหตุการณ์ก็ผ่านไปแล้วหลังจากใคร่ครวญว่าควรจะทำเช่นไรอยู่ชั่วครู่ก็กล่าวขึ้น “แต่ก็นับว่ายังดีหากหยุนเฟยใช้พลังทั้งหมดต่อวัตถุวิญญาณเพียงชิ้นเดียวก็ไม่ทราบว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันใดขึ้นหรือไม่? ครั้งนี้ก็นับว่าทำได้ไม่เลวหากว่ามุ่งมั่นพัฒนาความสอดคล้องวิญญาณทีละน้อย น่าจะเป็นการดีกว่า...”

            ไป๋หยุนเฟยยังคงงงงันต่อหัวที่ทุกคนเอ่ยถึงตนจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างนอบน้อมว่า“ท่านอาจารย์ ‘ความสอดคล้องวิญญาณ’คืออะไร?”

            “ความสอดคล้องวิญญาณแสดงถึงความเข้ากันได้ระหว่างเจ้ากับวัตถุวิญญาณเมื่อผ่านการใช้งานอย่างยาวนาน วัตถุวิญญาณก็จะเริ่ม‘คุ้นเคย’ต่อผู้ใช้และเมื่อความสอดคล้องวิญญาณเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งก็จะสามารถใช้งานได้คล่องแคล่วขึ้นพวกเราสำนักช่างประดิษฐ์มีความเข้าใจต่อวัตถุวิญญาณในระดับที่สูงล้ำกว่าผู้อื่นก็เพราะพวกเราอยู่ร่วมกับวัตถุวิญญาณอย่างยาวนานอีกทั้งสำนักเรามีความลับที่จะช่วยให้เพิ่มความสอดคล้องวิญญาณระหว่างผู้ใช้กับวัตถุวิญญาณได้เมื่อใดที่ความสอดคล้องวิญญาณสูงถึงห้าส่วนวัตถุวิญญาณนั้นก็จะกลายเป็นวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวด้วยการใช้ความลับนี้ในยามที่บรรลุถึงด่านภูตวิญญาณไม่ว่าผู้ใดก็สามารถสร้างวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวขึ้นมาได้โดยทั่วไปแล้วแม้กระบวนการนี้จะเป็นสถานการณ์อันซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้ายังนับได้ว่าเป็นสถานการณ์อันแปลกพิเศษอย่างยิ่งในยามนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะอธิบายเรื่องความสอดคล้องวิญญาณแก่เจ้าดังนั้นข้าจะไม่กล่าวถึงให้มากไป แต่ไม่ว่าอย่างไรอีกไม่นานเจ้าก็จะเข้าใจได้เอง”

            “อ้อ...” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ามันเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจึงไม่ได้เอ่ยปากถามอีก

            โค่วฉางคงหันไปพยักหน้าแก่หวงฝู่หนานก่อนจะนำเอาม้วนคัมภีร์สีแดงออกจากแหวนช่องมิติมามอบให้ไป๋หยุนเฟย

            “รับนี่ไปข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือนเพื่อเรียนรู้ และหลังจากหนึ่งเดือนข้าจะถ่ายทอดวิชาหลอมประดิษฐ์ให้แก่เจ้าด้วยตนเอง!”