ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 177 กลายเป็นศพจำนวนมหาศาล
หลังจากร่างวิญญาณตกอยู่ในภวังค์พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ
หากนี่เป็นเหตุการณ์ที่อาจจะไม่ได้พบอีกแล้ว และที่นี่ไม่ได้อันตรายจริงๆ ก็คงจะน่าเสียดายแย่ที่เขาจะจากไปโดยไม่ลองตรวจสอบเรื่องนี้ให้แน่ชัดดูก่อน
ท่าทางหลบๆ ซ่อนๆ ของคนในชุดเทาเหล่านั้นทำให้จินรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้จะต้องมีความลับซ่อนอยู่ และมันก็ยังไม่ได้โดนทำลายล้างเหมือนกับซากโบราณสถาน ไม่แน่ว่าความลับนั้นอาจจะช่วยให้จินทำภารกิจในครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยดีก็เป็นได้
ชายหนุ่มตัดสินใจจะแอบเข้าไปด้านใน ด้วยมิติประดิษฐ์ที่หลบซ่อนอยู่ภายในมิติความว่างเปล่า หากไม่ใช่ตัวตนที่แข็งแกร่งและมีประสาทสัมผัสเฉียบแหลม อย่างไรก็ไม่มีวันค้นหาตัวเขาพบ
แม้จะดูเสี่ยงอันตรายไปบ้าง แต่จินคิดว่าเขาสามารถหลบหนีได้ทันหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น อย่างน้อยพลังงานสะสมของมิติประดิษฐ์ก็ยังเหลืออยู่มากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่น่าจะมีใครทำลายมิติประดิษฐ์ที่เปิดเกราะพลังงานเต็มรูปแบบได้
มิติประดิษฐ์ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านปากถ้ำเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ผ่านวงกบประตูที่ดูเก่าแก่ไปโดยไม่มีใครรู้ตัว
จินเข้ามาในห้องโถงส่วนแรกได้โดยไม่มีปัญหา คนชุดเทาสองสามคนที่เฝ้าทางเข้าอยู่ไม่มีใครอยู่ในระดับอีโวลสักคน จินผ่านการตรวจจับของทั้งสามคนไปได้โดยง่าย และผ่านเข้าไปยังห้องโถงส่วนที่สองได้สำเร็จ
ตอนนี้จินระมัดระวังตนเองมาก เนื่องจากเขาไม่เคยเห็นสถานที่แห่งนี้มาก่อนและไม่รู้ด้วยว่ามีอะไรกำลังรอคอยเขาอยู่หรือไม่ เขาพยายามเคลื่อนมิติประดิษฐ์ให้ช้าที่สุดและหยุดพักเป็นระยะเพื่อตรวจสอบพื้นที่รอบว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า
ส่วนที่สองเป็นโถงใหญ่ ยาวไปจรดห้องอีกห้องหนึ่งที่ดูค่อนข้างปิดทึบ มีประตูทางเข้าออกขนาดสองเมตรครึ่งเพียงแค่บานเดียว
จินเห็นแผ่นหลังของกลุ่มหนุ่มสาวที่เพิ่งจะเดินเข้าไปด้านในห้องทึบๆ นั้น ทำให้ทราบว่ากลุ่มคนชุดเทาได้พาคนที่มันพาตัวมาไปไว้ที่ไหน
มิติประดิษฐ์ค่อยๆ เคลื่อนไปตามโถงยาวๆ ตามรายทางเป็นเสาหินที่ดูผุพัง และมีประติมากรรมที่มองเค้าโครงเดิมไม่ออกตั้งเอาไว้อยู่เป็นระยะ
จินค่อยๆ มุ่งหน้าไปด้วยใจที่เยือกเย็นราวกับผืนน้ำกระจ่างใส สายตาของเขาเหลือบมองรอบทิศทาง รวมถึงตรวจสอบความผิดปกติบนหน้าจอแสดงผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
นอกจากคนชุดดำสองคนที่ยืนเฝ้าข้างประตูห้องที่อยู่สุดโถง ที่นี่ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่แล้ว ทุกอย่างเงียบสนิท คนที่ยืนเฝ้ายามก็ทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน ไม่มีใครปริปากเริ่มต้นพูดคุยกัน
จู่ๆ เสียงคำรามหึ่งๆ ก็ดังมาจากภายในห้อง เป็นเสียงงึมงำที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกลและลักษณะปิดทึบของห้องจึงทำให้มันฟังไม่รู้เรื่อง แต่ต่อให้มันชัดเจนอย่างไร จินก็ไม่อาจเข้าใจภาษาเหล่านี้ได้อยู่ดี
เสียงบ่นพึมพำเหล่านั้นทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงยาวเริ่มอึมครึม ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้เริ่มก่อตัวภายในใจของจิน
นั่นคืออะไร? บทสวด? ร้องเพลง? คนพวกนี้กำลังทำพิธีกรรมอะไรบางอย่างอยู่เช่นนั้นหรือ?
ความคิดเกิดขึ้นมากมาย เมื่อประกอบกับเหตุการณ์ที่จินได้เห็นด้านนอกถ้ำ ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ จะลงล็อกพอดี กลุ่มคนชุดเทาอาจจะพาคนที่ถูกล่ามเหล่านั้นมาประกอบพิธีกรรมประหลาดบางอย่าง?
ยิ่งคิดก็ยิ่งเข้าเค้า กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ปกติ พวกมันต้องลักลอบขนผู้คนในเผ่าพันธุ์ตนเองมาสำหรับเป็นเครื่องประกอบพิธีกรรมประหลาดแน่ๆ ดูได้จากท่าทางลับๆ ล่อๆ ของพวกมัน
มิติประดิษฐ์เคลื่อนตัวไปตามโถงยาวๆ เสียงพึมพำยังคงดังอย่างต่อเนื่อง จินไม่แน่ใจเช่นกันว่าการเข้ามาที่นี่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ แต่ในเมื่อเข้ามาแล้ว เขาก็ขอดูให้ถึงที่สุด!
จินค่อยๆ เคลื่อนผ่านคนเฝ้าประตูทั้งสองคนไปได้โดยสะดวก แม้สองคนนี้จะดูแข็งแกร่งกว่าสามคนที่อยู่ด้านนอกพอสมควร แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอจะมองผ่านมิติความว่างเปล่าจนพบสิ่งผิดปกติ
มิติประดิษฐ์ค่อยๆ แทรกตัวไปยังห้องถัดไป เมื่อเข้ามาถึงจินก็พบว่าห้องในกว้างใหญ่กว่าที่คิด แทบจะไม่เล็กไปกว่าห้องเมื่อครู่เลย
รอบข้างเป็นแท่นคบเพลิงที่เรียงติดๆ กันไล่ไปจนถึงด้านในสุด เปลวไฟไหววูบไปมา ส่องแสงกระทบร่างของกลุ่มคนในชุดคลุมสีเทาจนเกิดเป็นเงาบิดพลิ้ว ให้อารมณ์ที่ดูเคลื่อนไหวแม้คนทั้งหมดจะนั่งคุกเข่าอยู่ในอาการสงบ พร่ำบ่นถ้อยคำอะไรบางอย่างที่จินฟังไม่รู้เรื่อง
สมาชิกส่วนใหญ่กระจุกกองรวมกันอยู่ส่วนนอก ก้มลงกับพื้นบริกรรมบทสวด ส่วนกลุ่มชุดเทาที่เหลือประจำจุดอยู่ฝั่งด้านใน ค่อยๆ ลากร่างเปลือยเปล่าของเหล่าเยาวชนที่พวกมันพาเข้ามาตรงดิ่งไปจนสุดทาง
จินไม่กล้าเคลื่อนตัวต่อไปอีก การเข้ามาถึงห้องด้านในสุดก็ถือว่าเขามาไกลมากแล้ว กลุ่มคนชุดเทาที่อยู่ในห้องนี้มีมากกว่าที่จินเห็นจากด้านนอกเสียอีก
โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านในสุด มีหลายคนที่เหมือนจะมีอำนาจสูงกว่าผู้อื่น และแม้แต่ชายชราชุดเทาที่เป็นผู้นำขบวนเดินทางก็ยังต้องให้ความเคารพบุคคลเหล่านั้น
ต้องทราบก่อนว่าชายชราผู้นั้นมีความแข็งแกร่งไม่น้อยไปกว่าอีโวลระดับที่หนึ่ง การที่ตัวตนระดับอีโวลยังต้องให้ความเคารพคนเหล่านี้ หมายความว่าคนสามคนที่ยืนอยู่ในตำแหน่งสำคัญเหล่านั้นจะต้องมีอำนาจที่มากกว่าหรืออาจจะแข็งแกร่งกว่า
จินกลัวเหลือเกินว่าคนเหล่านั้นจะแข็งแกร่งเหนือธรรมดา เหตุการณ์ก่อนหน้ายังทำให้เขารู้สึกตกใจกลัวไม่หายยามตัวตนทรงพลังสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของเขา แม้มันจะไม่แน่ใจเท่าไหร่ก็ตาม จินจึงทำได้เพียงหยุดมิติประดิษฐ์อยู่รอบนอกเช่นนี้ แล้วสั่งภาพให้ขยายออกเพื่อดูสิ่งที่เกิดขึ้นจากระยะไกลเท่านั้น
หน้าจอแสดงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านในสุดของโถง คนในชุดเทาสามคนที่ยืนอยู่บนพื้นหินที่มีระดับสูงกว่าคนอื่นๆ กำลังหันหน้ามองไปยังแท่นที่อยู่ตรงกลาง ก้มหัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม ก่อนจะค่อยๆ หันตัวกลับมาหาคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้อง
กลุ่มคนชุดเทาที่อยู่ล้อมรอบเยาวชนเปลื้องผ้าพยักหน้าให้แก่กันก่อนจะลากเครื่องสังเวยเหล่านั้นขึ้นไปหาคนทั้งสามที่ดูจะมีตำแหน่งสูงสุดทีละคน
หนึ่งในคนชุดเทาทั้งสามล้วงหยิบกริชด้ามเล็กๆ ออกมาจากชายเสื้อ
ปึด!
กริชเคลื่อนไหวด้วยความว่องไว มันปาดเข้าที่คอของร่างเปลือยที่ไร้สติ ลำคอแหวกออกเป็นแผลกว้าง เลือดค่อยๆ ไหลย้อยลงมาจากลำอันอ่อนนุ่มนั้น
คนในชุดเทาที่มีตำแหน่งต่ำกว่าประคองร่างเปล่าเปลือยนั้นส่งต่อไปยังคนในชุดเทาที่มีตำแหน่งสูงอีกคน
เมื่อรับไปแล้ว คนชุดเทาก็ผูกเชือกติดไว้กับข้อเท้าของร่างที่แน่นิ่ง ก่อนจะลอยตัวนำเชือกอีกข้างไปผูกติดไว้กับตะขอที่ฝังเอาไว้บนเพดาน
แน่นอนว่าคนในชุดเทาผู้นี้ต้องอยู่ในระดับเดียวกับอีโวลแล้วอย่างแน่นอน เพียงแต่จะแข็งแกร่งมากแค่ไหน นั่นเป็นเรื่องที่จินไม่อาจรู้ นี่จึงทำให้จินต้องเฝ้าระวังคนชุดเทาทั้งสามที่ยืนอยู่ด้านในสุดเหล่านั้นให้ดี
ร่างที่ถูกเชือกผูกไว้กับปลายเท้า ถูกปล่อยให้หัวห้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วง เลือดจากลำคอไหลเป็นเส้นยาวๆ ย้อยลงมาตามใบหน้า ก่อนที่มันจะหยดลงไปบนถาดหินที่อยู่บริเวณด้านข้างของแท่นสูง
เลือดที่หยดลงบนถาดค่อยๆ มากขึ้น ดูเหมือนแรงโน้มถ่วงจะช่วงดึงเลือดออกจากร่างที่ถูกห้อยหัวได้มากทีเดียว และเลือดภายในถาดก็ค่อยๆ ไหลไปตามร่อง ถูกดูดซับไปด้วยบางสิ่งที่อยู่บนแท่นหิน
จินเพ่งความสนใจไปยังสิ่งที่อยู่บนแท่นหินแทน เนื่องด้วยท่อนหินค่อนข้างสูง ปิดบังมุมมองไปได้หลายทิศทาง แต่เมื่อจินค่อยๆ ปรับมุมมองภาพโดยการเคลื่อนมิติประดิษฐ์ให้ลอยสูงขึ้นจนเกือบจะชนเพดานห้อง เขาก็เห็นสิ่งที่อยู่บนแท่นสูงชัดเจน
มันคือร่างของมนุษย์! หรืออย่างน้อยก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์มากๆ อีกตน ส่วนสูงของมันมากถึงสองเมตร แตกต่างจากคนทั้งหมดในห้องนี้โดยสิ้นเชิงที่เตี้ยราวกับคนแคระ
มันนอนนิ่งอยู่บนแท่นด้วยใบหน้าที่ปราศจากอารมณ์ สีผิวคล้ำแต่ก็ดูซีดเซียวไร้ร่องรอยของโลหิตที่หล่อเลี้ยง รูปร่างของมันดูผอมแห้งเล็กน้อย เหมือนคนที่ขาดสารอาหาร
สิ่งที่จินเห็นทำให้เขาประเมินว่านี่อาจจะเป็นศพมนุษย์คนหนึ่ง หรืออาจจะเป็นศพสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์ตนหนึ่ง และการที่ศพถูกตั้งไว้บนแท่นหินเช่นนี้ หมายความว่ามันจะต้องมีความสำคัญไม่ใช่น้อยๆ ไม่เช่นนั้นเหล่ามนุษย์แคระพวกนี้คงไม่มาทำพิธีประหลาดแบบนี้ขึ้นมา
เลือดยังคงไหลริน เสียงบ่นพึมพำของคนชุดเทาภายในห้องยังคงดังต่อเนื่อง พิธีกรรมยังคงดำเนินต่อไป
หนึ่งในคนชุดเทาที่มีอำนาจมากที่สุดที่เหลือเป็นคนสุดท้าย เดินไปที่ร่างเปลือยเปล่าซึ่งถูกแขวนห้อยหัวลงมา มันคว้ามีดเล่มเล็กๆ ก่อนจะกรีดไปที่หน้าอกของร่างนั้น จากนั้นจึงสอดมือเข้าไปในรอยแผลแล้วกระชากหัวใจสีแดงหม่นออกมา
หลังจากทำพฤติกรรมอันป่าเถื่อน มันก็เดินเอาหัวใจมาวางไว้หน้าแท่นบูชาก่อนโค้งคำนับร่างบนนั้นเล็กน้อย ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นเอง ร่างถัดไปก็ถูกส่งไปยังชายชุดเทาระดับสูงคนแรกอีกครั้ง มันใช้มีดปากลำคอร่างที่ไร้สติเช่นเดิมก่อนจะให้คนนำร่างนั้นส่งต่อไปให้คนชุดเทาที่มีหน้าที่แขวนร่าง
วัฏจักรเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนร่างไร้สติถูกแขวนห้อยหัวลงมานับสิบร่าง พวกมันถูกห้อยหัวเรียงกันเป็นแถวตอนยาวครบทั้งทางฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแท่นหิน เลือดไหลลงมาจนเกือบจะเต็มถาดหินทั้งสองข้าง ดีที่ศพตรงกลางแท่นหินนั้นคอยดูดซับเลือดเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้น้ำเลือดในถาดหินทั้งสองข้างไม่ล้นออกมา
ร่างห้อยหัวร่างใดที่เริ่มแห้งเหี่ยว มันก็จะถูกปลดออกและโยนไว้ด้านข้างอย่างไม่ไยดี และจะถูกกลุ่มคนชุดเทานำร่างไปจัดการอีกที
เมื่อร่างถูกถอดออกไป ย่อมมีพื้นที่เหลือพอให้แขวนร่างใหม่ เช่นนั้นร่างเปลือยเปล่าไร้สติจึงยังถูกลำเลียงต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด จนหัวใจที่ถูกควักออกจากหน้าอกกองเป็นพะเนินอยู่หน้าแท่นหินสูง
เวลาผ่านไปนานพอดู ในที่สุดเยาวชนเกือบหนึ่งร้อยคนก็ถูกสังหารด้วยความโหดเหี้ยมไปกับพิธีกรรมบางอย่างที่ดูแปลกประหลาดและไร้ซึ่งมนุษยธรรม...ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจจะไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว บางทีคำว่ามนุษยธรรมอาจจะใช้กับพวกมันไม่ได้ก็เป็นได้
จินจ้องมองภาพเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความหดหู่ แม้เขาจะพบเจอประสบการณ์ในชีวิตมามากมาย ผู้แข็งแกร่งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอ แต่เหตุการณ์ตรงหน้าก็ยังทำให้เขารู้สึกแย่อยู่ดี
มองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ไม่อาจลงมือช่วยเหลืออะไรได้ หนึ่งเพราะเขาไม่ทราบความแข็งแกร่งของคนชุดเทา สองคือเขาเองที่ยังไม่เข้าใจสิ่งมีชีวิตร่างเตี้ยเหล่านี้ดีพอ หากช่วยเหลือจริงๆ ก็ใช่ว่าเหล่าคนที่ถูกแขวนร่างเหล่านี้จะยินดีในการช่วยเหลือของเขาเสียเมื่อไหร่
ในเมื่อเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวข้องกับเขาอยู่แล้ว และยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะยื่นมือช่วยเหลือ จินก็เลือกที่จะนิ่งเฉยไปเสีย
เขาไม่ใช่นักบุญที่พร้อมจะช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยากแม้ตัวเองจะต้องตายในท้ายที่สุด เขายังมีครอบครัวให้ต้องดูแล มีเป้าหมายที่จะทำต่อไป จะไม่มีทางทิ้งชีวิตตัวเองไปเพราะกลุ่มคนที่เขาไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าอย่างแน่นอน
ที่วิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ยอมทนดูฉากน่าสลดนี้อยู่เนิ่นนานก็เพราะสิ่งที่อยู่บนแท่นหินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น...ร่างศพที่สูงใหญ่ถึงสองเมตร