เล่มที่1 บทที่4 สิบตราไร้เทียมทาน
ป้าบ!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่น จั่วเฉินก้าวฉับไปขวางหน้าเจียงเฉินไห่ก่อนจะสะบัดฝ่ามือใส่ ใบหน้าของเจียงเฉินไห่พลันบวมปูดไปครึ่งซีกที่ปากยังมีเืจำนวนหนึ่งไหลออกมา
“ข้าจะไม่พูดซ้ำ” จั่วเฉินว่าก่อนจะก็หันกลับไปเอ่ยกับเสี่ยวเตา “เสี่ยวเตา เอาดาบมา”
“ได้เลย”
เสี่ยวเตาวิ่งเข้ามาหาด้วยความยินดีก่อนจะยื่นดาบสั้นที่พกติดตัวอยู่ตลอดให้จั่วเฉิน แม้ยามปกติเสี่ยวเตาจะดูทึ่มอยู่บ้างทว่าใน่เวลาสำคัญ เขากลับสามารถคงสติเอาไว้ได้เป็อย่างดี
เมื่อเห็นดาบสั้นในมือของจั่วเฉิน เจียงเฉินไห่กับพวกอีกสามคนต่างก็ตื่นตระหนกทว่าอย่างไรเสีย พวกเขาก็มีกันถึงสี่คน จึงไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใด
ทันใดนั้น คนทั้งสี่ก็ร่วมมือกันโจมตีใส่จั่วเฉินทันที
สถานการณ์การต่อสู้ในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าฝ่ายหนึ่งเหนือกว่าอย่างชัดเจนหลังจากที่ร่างกายของจั่วเฉินฟื้นตัวกลับมาแล้ว พลังกายก็แข็งแกร่งขึ้นจนน่ากลัว ด้วยพละกำลังมหาศาลเพียงครู่เดียว เขาก็ซัดคนทั้งสี่ลงไปนอนหมอบอยู่บนพื้น แถมยังเหยียบเอาไว้ใต้เท้าอีกด้วย
“ข้าจะนับถึงสาม หนึ่ง...” ทุกครั้งที่เอ่ยจั่วเฉินก็จะเว้นระยะไว้ครู่หนึ่ง
“สอง”
“สาม!”
“อย่า!”
ตอนที่นับสาม คนทั้งสี่ที่อยู่ใต้เท้าต่างก็หวาดกลัวจนเกือบจะฉี่ราดรีบล้วงเอายาลูกกลอนเืัของตนเองออกมา
“เด็กดี ต้องแบบนี้สิ” จั่วเฉินเก็บยาลูกกลอนทั้งสี่เม็ดเอาไว้ก่อนจะตบเบาๆ ไปที่ใบหน้าซีกขวาที่บวมปูดของเจียงเฉินไห่ “กลับไปบอกเจียงเฉินเทียนพี่ชายเ้าด้วย อีกไม่นานข้าจะไปเยี่ยม”
เมื่อเห็นแผ่นหลังของจั่วเฉินกับเสี่ยวเตาจากไป ศิษย์จากสกุลเจียงทั้งสี่ก็ได้แต่ตกตะลึงนอกจากจะหวาดกลัวสุดขีดแล้ว ยังมีความรู้สึกเย็นวาบเกิดขึ้นในใจด้วยดูเหมือนจั่วเฉินในวันนี้จะแตกต่างไปจากทุกวัน ถึงกลับกล้ากำแหงขนาดนี้เชียว
...
หนึ่งเค่อให้หลัง ณ ลานประลองพลังปราณ
ภายในลานประลองพลังปราณแห่งนี้มีห้องฝึกอยู่มากมายที่นี่มีค่ายกลอักขระอยู่ ทำให้สามารถดึงพลังจากห้วงมิติรอบข้างมาใช้ได้ตลอด
นี่คือสถานที่ที่ศิษย์ในสำนักมักใช้ในฝึกฝนกันเป็ประจำ นอกจากห้องสำหรับฝึกแล้วพื้นที่ตรงกลางยังมีลานประลองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ด้วย เพื่อให้บรรดาศิษย์ในสำนักสามารถมาท้าดวลและประลองฝีมือกันได้
จั่วเฉินมาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะ้าปลุกพลังยาลูกกลอนเืัที่ได้จากศิษย์สกุลเจียงทั้งสี่ถือเป็สมบัติชิ้นสำคัญ ควรรีบใช้โอกาสดีนี้เร่งปลุกพลังให้สำเร็จโดยเร็ว
“ในที่สุด ข้าก็จะได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้อีกครั้งแล้ว!”
จั่วเฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นในห้องฝึกห้องหนึ่งในใจก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความอัดอั้นที่เก็บไว้นานนับสิบปี ในที่สุดก็จะถูกระบายออกไปพร้อมกับการปลุกพลังในวันนี้
เงื่อนไขในการเป็ผู้ฝึกยุทธพลังปราณนั้นถือว่ายากลำบากมาก ขั้นแรกคือการปลุกพลังเมื่อปลุกพลังสำเร็จ ภายในร่างจึงจะเกิดตราปราณโบราณขึ้น หลังจากนั้น จึงจะสามารถทำทุกอย่างให้กลายเป็จริงได้
บุคคลทั่วไปมีตราปราณโบราณเพียงสองถึงสามตราเท่านั้น ในขณะที่เจียงเฉินเทียนมีถึงสี่ตราเมื่ออยู่ในสำนักเล็กๆ แห่งนี้ เขาจึงกลายเป็ศิษย์ที่โดดเด่นไปโดยปริยาย และหากมีหกตราแบบหลงซินเย่ ก็จะกลายเป็คนที่ตำหนักนภาปราณยุทธซึ่งเป็ขุมอำนาจใหญ่้าตัว
เดาได้ไม่ยากว่าเมื่อก่อน จั่วเฉินที่มีถึงเก้าตราจะเป็บุคคลที่พิเศษและมีพร์สูงส่งขนาดไหน
ในอดีต จั่วเฉินถูกคนในสกุลทำร้าย นับเป็เื่ที่น่าเย้ยหยันอย่างมากเขาไม่มีทางลืมใบหน้าของจั่วเชียนชิว นายน้อยของสกุลจั่วผู้ที่่ชิงพร์ทั้งหมดของเขาไป
จั่วเฉินกำลังฝึกฝนอยู่ที่กลางห้อง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเอ่ยวาจาพร้อมสายตาที่แน่วแน่
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าเชื่อว่าพวกท่านยังไม่ตาย รอข้าก่อนนะข้าจะเข้าสู่การต่อสู้ไร้พรมแดนนี้อีกครั้ง และต้องบุกไปสกุลจั่วเพื่อรับพวกท่านกลับมาแน่”
จั่วเฉินไม่อยากคิดถึงเื่ในวันวานอีก แต่ไม่ว่าจะความทุกข์ทรมานจากการถูกแย่งชิงรากฐานถูกสูบเืเนื้อ หรือการถูก่ชิงตราปราณโบราณไป ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ จั่วเฉินก็เชื่อว่าตนเองจะสามารถข้ามผ่านความยากลำบากและกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งอย่างแน่นอน
หนึ่งเม็ด สองเม็ด สามเม็ด สี่เม็ด
จั่วเฉินกลืนยาลูกกลอนเืัทั้งสี่ลงไปพร้อมกันในคราวเดียวเพียงชั่วครู่ ฤทธิ์จากยาก็สลายรวมเข้าไปในร่างกาย เืลมมหาศาลก่อกำเนิดจากฤทธิ์ของยาผสานรวมกับกระดูกและเส้นปราณของเขาอย่างสมบูรณ์
เืลมในร่างกายปั่นป่วนอย่างรุนแรง ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่มันกลายเป็เดือดผล่านราวกับเปลวไฟร้อนแรงกำลังพวยพุ่งไม่มีผิด ยามนี้ จั่วเฉินได้อาศัยพลังห้วงมิติที่เข้มข้นในห้องฝึกเพื่อเริ่มขั้นตอนการปลุกพลัง
เมื่อปลุกพลังสำเร็จแล้วก็ยังต้องฝึกฝน หากโคจรลมปราณครบหนึ่งรอบก็จะหลอมรวมเข้ากับเืลมในร่างก่อนจะเริ่มสูบเอาพลังห้วงมิติเข้าไปจนเกิดเป็พลังปราณในตัว ในขั้นตอนนี้ ต้องอาศัยเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตมาช่วยเสริมหนุน
สำหรับผู้ฝึกยุทธพลังปราณ ไม่ว่าจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอก็ตามหลังจากที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝน จะต้องเลือกเคล็ดวิชาฝึกฝนพลังปราณทางจิตอีกหนึ่งอย่างด้วยเคล็ดวิชานี้ จึงจะสามารถเพิ่มลมปราณ เืลม และพลังปราณในตัวได้
บนโลกนี้มีเคล็ดวิชาฝึกฝนพลังปราณทางจิตมากมายหลายร้อยแขนง ซึ่งแต่ละวิชาก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป
เคล็ดวิชาพลังปราณทางจิตที่แข็งแกร่ง จะสามารถร่นระยะเวลาในการฝึกฝนได้มากทำให้ผู้ฝึกพัฒนาได้เร็วกว่าคนทั่วไป พลังปราณที่ก่อเกิดก็จะยิ่งบริสุทธิ์และเข้มข้นขึ้นถือเป็ประโยชน์มหาศาล
ทว่าน่าเสียดาย เคล็ดวิชาการฝึกฝนของสกุลจั่วในอดีต ล้วนถูกลบล้างออกจากความทรงจำจั่วเฉินไปหมดแล้วั้แ่ตอนที่ถูกทำลายพลังบัดนี้เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตของสำนักสลายดาราที่จั่วเฉินรู้ ก็มีแค่เคล็ดวิชารวมปราณที่เป็ระดับมานุษปกติเท่านั้น
จั่วเฉินปฏิบัติตามเคล็ดวิชารวมปราณที่บันทึกเอาไว้ จนสามารถโคจรเืลมในตัวได้แล้วครึ่งชั่วยามให้หลัง เขาก็สามารถโคจรเืลมให้ไหลเวียนไปได้ทั่วทั้งร่าง ก่อนจะส่งมันเข้าสู่เส้นปราณต่างๆทว่าจู่ๆ เขากลับรู้สึกได้ว่าหินหยกในร่างกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง
รอบหยกชิ้นนั้นมีลำแสงสีแดงสาดกระจายออกมา ดูคล้ายกับหัวใจดวงที่สองอย่างไรอย่างนั้นมันมีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่างกับร่างกายของเขา ทุกครั้งที่เืลมไหลผ่านรอบๆ หินหยกนั้นความรวดเร็วในการโคจรก็จะสูงขึ้น
หลังจากรับรู้การมีอยู่ของมันแล้ว จั่วเฉินจึงพบว่าหินหยกชิ้นนั้นช่วยให้เขาสามารถโคจรเืลมของตนเองได้เร็วขึ้นถึงสิบเท่า
นี่มันเป็ไปได้อย่างไร? ความเร็วระดับนี้ถือว่าทัดเทียมกับเคล็ดวิชาระดับดินเลยทีเดียว
ความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอของเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตสามารถกำหนดเืลมและความเร็วในการโคจรเรียกใช้พลังปราณได้ พูดง่ายๆ หากจั่วเฉินต่อสู้อยู่กับผู้อื่น เมื่อใดที่ทั้งสองฝ่ายสูญเสียพลังอย่างหนักจนต้องฟื้นฟูพลังแล้วล่ะก็หากมีเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตที่แข็งแกร่ง ก็จะทำให้ฟื้นพลังกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ้งถ้าในขณะนั้นคู่ต่อสู้ยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นพลังอยู่คงพอจะเดาได้ว่าจุดจบของการต่อสู้จะเป็เช่นไร
หินหยกนี้ลี้ลับมาก ถือเป็สมบัติล้ำค่าอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้หากเื่นี้ถูกแพร่งพรายออกไป เกรงว่าจั่วเฉินคงจะถูกผู้คนหมายตา ไม่วายมีอันได้รับเคราะห์ภัยดั่งเช่นในวันวานอีกเป็แน่
ทว่าตอนนี้เขาเองก็เพิ่งได้รับหินหยกมาไม่นาน จึงยังไม่รู้ว่าของสิ่งนี้จะทำประโยชน์อะไรให้บ้าง แต่เขาเองก็คาดหวังกับมันมากอยู่เหมือนกัน
ระหว่างที่เืลมที่โคจรอย่างบ้าคลั่ง เวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว
เืลมมากมายได้ไหลเข้าสู่เส้นปราณสายต่างๆ ก่อนที่ขุมพลังลึกลับบางอย่างจะะเิออกมาจากร่างเมื่อรับรู้ได้ถึงพลังลี้ลับที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นนี้ จั่วเฉินก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยนัก แม้จะแปลกประหลาด ทว่าก็สบายตัว
สิบหกปีที่แล้ว จั่วเฉินเกิดมาก็สามารถปลุกพลังได้เลย จึงไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรทว่าเหตุการณ์ ณ ตอนนี้ คล้ายกับว่าเขาเคยประสบมาแล้วอย่างไรอย่างนั้น หากไม่มีอะไรผิดพลาดนี่จะต้องเป็ลางบอกเหตุที่ดีแน่
“จะสำเร็จแล้วหรือ”
จั่วเฉินร่างกายสั่นสะท้าน เป็เพราะกลืนยาลูกกลอนเืัเข้าไปพร้อมกันถึงสี่เม็ดในร่างกายจึงมีเืลมใหม่ๆ เกิดขึ้น ประกอบกับการที่มีหินหยกด้วยแล้ว เืลมในตัวจึงโคจรได้รวดเร็วกว่าปกติหากยังทำไม่สำเร็จ เกรงว่าเขาคงจะเป็ได้แค่คนไร้ค่าแล้วจริงๆ
ครืน!!!
เสียงคำรามของอัสนีดังขึ้นภายในร่างของจั่วเฉิน ก่อนที่ตราปราณโบราณจะปรากฎขึ้นที่ิัพร้อมกับเปล่งแสงเจิดจ้าออกมา
หนึ่ง สอง สาม... เก้าตรา!
กลับมาแล้ว...
ในอดีต จั่วเฉินเคยมีถึงเก้าตราปราณโบราณ ซึ่งถือเป็จำนวนสุดสุดแล้วที่มนุษย์จะสามารถมีได้มันคือพร์อันน่าสะพรึงที่คนทั่วไปยากจะจินตนาการถึง บัดนี้ สิ่งนั้นได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ร่างกายของเสี่ยวเฉินกลับยังสั่นสะท้านไม่หยุดพลังมากมายหลั่งไหลมารวมกันที่กลางลำตัว ทันใดนั้น ตราปราณโบราณอีกตราหนึ่งก็ปรากฎขึ้น
“อะไรนะ! สิบตราอย่างนั้นหรือจะเป็ไปได้อย่างไร นี่มันภาพลวงตาหรืออะไรกัน!” จั่วเฉินเบิกตาโพลงได้แต่แผดเสียงร้องอยู่ในใจ
ตราปราณโบราณเก้าตราถือเป็จำนวนสูงสุด ดังคำที่ว่าเก้าคือราชันคือผู้สยบใต้หล้าคือกษัตริย์ คือบุคคลที่อยู่เหนือสุด และถือเป็จักรพรรดิ เพียงฝึกฝนให้ร่างกายแข็งแกร่งจนสมบูรณ์ก็จะสามารถทำลายัคชสาร พินาศขุนเขาธาราได้แล้ว นี่ถือเป็ขีดจำกัดสูงสุดที่ผู้คนรู้กันจั่วเฉินในอดีตจึงได้ถูกผู้คนมากมายอิจฉาจนนำมาสู่เคราะห์ภัยในที่สุด
ในอดีตไม่เคยมีเื่สิบตราปราณเช่นนี้ปรากฏขึ้นมาก่อนต่อให้เป็ยอดอัจฉริยะในยุครุ่งเรืองที่สุด ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดทำได้ นี่คงถือเป็การทำลายกฎเกณฑ์เดิมไปเสียแล้ว
“หากข้ามีสิบตรา เช่นนั้น ทั่วทั้งปฐีไม่ว่าจะเหนือฟ้าหรือบนดินข้าก็ไร้เทียมทานแล้วไม่ใช่หรือ”
จั่วเฉินไม่ได้ทระนงตนจนเกินไป เพราะทุกสิ่งที่เขาพูดมาคือความจริง
“เช่นนี้ข้าก็มีโอกาสชำระแค้นแล้ว จั่วเชียนชิวเ้าขโมยทุกอย่างไปจากข้า หวังว่าหลายปีมานี้เ้าจะมีความสุขให้มากๆ บัดนี้ข้าได้ปลุกพลังขึ้นมาใหม่แล้วจะต้องหวนกลับคืนสู่สกุลจั่วอีกครั้ง และเอาชนะเ้าด้วยมือของข้าเองให้ได้ ให้ตาเฒ่านั่นได้รู้ว่าการเลือกเ้าถือว่าเลือกผิดคนแล้ว!”
ปณิธานแรงกล้ากำเนิดขึ้น สองตาของจั่วเฉินพลันส่องประกายน่าขนลุกออกมาผู้ที่เคยสูญเสียเท่านั้นจึงจะรู้ว่าการได้บางสิ่งคืนกลับมานั้นล้ำค่าเพียงใดเพื่อวันนี้ จั่วเฉินต้องอดทนมาถึงสิบปี
ใช่ เขาปลุกพลังได้แล้วแถมยังมีพลังที่น่ากลัวกว่าในวันวานอีกเพราะมีสิบตราประทับที่ถือเป็พร์ที่ผู้คนใต้หล้าต้องสะท้านบัดนี้สามารถฝึกฝนได้อีกครั้ง และเขาจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นอีกจนแข็งแกร่ง
“บ้าจริง!”
จู่ๆ จั่วเฉินก็หน้าเปลี่ยนสีร่องรอยของความดีใจของเมื่อครู่พลันหายไป
ภายในตัวของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น จู่ๆสองในสิบตราปราณโบราณก็ค่อยๆ หายไป จากนั้นก็ลดลงอีกเรื่อยๆ ไม่ถึงครึ่งเค่อต่อมา ตราปราณโบราณบนร่างเขาก็เหลือเพียงห้าตรา
“ในเมื่อปลุกพลังสำเร็จเช่นนั้นตราปราณโบราณจึงไม่น่าหายไปได้ นอกจาก... มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น” หลังจากสงบสติชั่วครู่แล้วแววตาของจั่วเฉินก็เป็ประกายอีกครั้ง
“บางคนหลังจากที่ปลุกพลังแล้ว เพราะร่างกายอ่อนแอเกินไป จึงทำให้ตราปราณโบราณเลือนหายไปชั่วคราวที่เป็เช่นนี้ก็เพราะร่างกายไม่สามารถรองรับตราปราณโบราณได้นั่นเอง”
“ข้าเข้าใจแล้ว ในอดีตร่างกายของข้าถูกทำลาย แม้ตอนนี้จะฟื้นตัวแล้วก็ตามทว่านั่นก็แค่อาการาเ็แฝงหายดีเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิ์ฟื้นกลับมาด้วยแม้ตอนนี้ร่างกายของข้าจะแกร่งกว่าคนปกติมาก ทว่าก็ยังด้อยกว่าร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิ์ในอดีตอยู่หลายขุมจึงไม่อาจรองรับสิบตราได้ในทันที แต่ก็ไม่เป็ไร หากพัฒนาร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นแล้วไม่ช้าก็เร็ว ทั้งสิบตราจะต้องปรากฎออกมาได้ทั้งหมดแน่”
ผู้ที่มีร่างเซียนหรือร่างจักรพรรดิใช่ว่าจะมีตราปราณโบราณทว่าผู้ที่มีตราปราณโบราณจำเป็ต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดา จึงจะสามารถรองรับตราปราณโบราณได้